
31 ส.ค. 2569 13:22 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
“มาดูโร” เผยภาพแรกจากเรือนจำสหรัฐฯ พร้อมส่งสารถึงครอบครัว “เรายังเข้มแข็ง”
“นิโกลัส มาดูโร” อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เผยแพร่ภาพถ่ายจากสถานที่ควบคุมตัวในนครนิวยอร์ก นับเป็นภาพแรกที่เปิดเผยต่อสาธารณะนับตั้งแต่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมาดูโรระบุว่ายังคงเข้มแข็งและมั่นใจ พร้อมส่งกำลังใจถึงครอบครัวและผู้สนับสนุน ขณะที่เขาและภรรยาเตรียมขึ้นศาลในสหรัฐฯ ในข้อหาค้ายาเสพติดและครอบครองอาวุธปืน
นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เผยแพร่ภาพถ่าย 2 ภาพผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเขาซึ่งเชื่อว่าเป็นภาพแรกของเขาภายในสถานที่ควบคุมตัวในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมเมื่อเดือนมกราคม โดยในภาพ นายมาดูโรสวมชุดวอร์มสีเทา รองเท้าผ้าใบสีขาว ยืนอยู่หน้ากำแพงเรียบ และชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ เขาดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนถูกควบคุมตัว
มาดูโรโพสต์ข้อความเป็นภาษาสเปนผ่านบัญชีของเขาบนแพลตฟอร์ม X และเทเลแกรม โดยระบุว่า ภาพเหล่านี้เป็น “ของขวัญเล็ก ๆ” ที่ต้องการมอบให้กับหลาน ๆ เด็ก ๆ และผู้คนที่รักเขา “ผมต้องการให้พวกคุณรู้ว่า เรายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง หัวใจของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักจากพวกคุณ”
เขากล่าวต่อว่า เขาและภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ยังคงเข้มแข็ง สงบ และมีความเชื่อมั่น พร้อมกล่าวถึงศรัทธาทางศาสนาว่า “เราจะยังคงเข้มแข็ง สงบ และมั่นใจ พระเจ้าอยู่กับเรา พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมทุกสิ่ง เวเนซุเอลาจะกลับมาผงาดอีกครั้ง”
มาดูโรยังกล่าวขอบคุณครอบครัวและผู้สนับสนุนสำหรับคำอธิษฐาน ความช่วยเหลือ และกำลังใจที่ส่งไปถึงเขา พร้อมระบุว่า เขาและภรรยาจะยังคงยืนหยัดด้วยศรัทธาในพระเจ้า
มาดูโรและภรรยาถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ จับกุมตัวจากกรุงการากัส ก่อนถูกนำตัวเดินทางมายังสหรัฐฯ
ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ Metropolitan Detention Center ในเขตบรูกลิน นครนิวยอร์ก และถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการครอบครองอาวุธปืน ซึ่งทั้งสองให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา รายงานระบุว่า มาดูโรไม่มีสิทธิ์เข้าถึงหนังสือพิมพ์หรืออินเทอร์เน็ตภายในเรือนจำ แต่สามารถพูดคุยทางโทรศัพท์กับครอบครัวและทนายความได้ตามเวลาที่กำหนด
แหล่งข่าวใกล้ชิดอดีตผู้นำเวเนซุเอลาระบุว่า เขาสามารถใช้เวลาโทรศัพท์พูดคุยกับบุคคลภายนอกได้รวมประมาณ 300 นาทีต่อเดือน และแต่ละครั้งจำกัดไม่เกิน 15 นาที ขณะที่รายงานอีกฉบับระบุว่า เขามีเวลาในการสนทนากับบุคคลภายนอกประมาณ 510 นาทีต่อเดือน
นิโกลัส มาดูโร เกร์รา บุตรชายของมาดูโร เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ El País ว่า นับตั้งแต่ถูกคุมขัง บิดาของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล และแลกเปลี่ยนหนังสือกับบุคคลอื่น
แม้มาดูโรจะเผยแพร่ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 30 ส.ค. แต่ข้อมูลเวลาที่ปรากฏในภาพทั้งสองระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. หรือเพียงหนึ่งวันหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งในพื้นที่ตอนเหนือของเวเนซุเอลา แผ่นดินไหวครั้งนั้นมีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,500 คน และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ใกล้กรุงการากัส
สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ได้พยายามติดต่อสถานที่ควบคุมตัวเพื่อสอบถามว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพจริงหรือไม่ และได้รับอนุญาตให้เผยแพร่หรือไม่ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ
การเผยแพร่ภาพของมาดูโรเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากเดลซี โรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซุเอลา ประกาศข้อตกลงด้านน้ำมันครั้งสำคัญกับสหรัฐฯ โดยเปิดทางให้บริษัทของสหรัฐฯ เข้าไปดำเนินงานในแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา รายงานบางฉบับระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวให้อำนาจสหรัฐฯ ในการควบคุมผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงดังกล่าวยังมีนัยสำคัญต่อภาคพลังงานของสหรัฐฯ ในช่วงที่ตลาดน้ำมันทั่วโลกกำลังได้รับแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
ศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์กประกาศว่า การพิจารณาคดีของมาดูโรและฟลอเรส มีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. 2027 ทั้งคู่ให้การปฏิเสธความผิด และกำลังเผชิญข้อกล่าวหาสมคบคิดเพื่อลักลอบนำโคเคนเข้าสหรัฐฯ หากคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิด ทั้งสองอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึงตลอดชีวิต
การควบคุมตัวมาดูโรเกิดขึ้นหลังปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส ซึ่งนำไปสู่การจับกุมและนำตัวอดีตผู้นำเวเนซุเอลามายังสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลเวเนซุเอลากับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
ภาพล่าสุดจึงถือเป็นครั้งแรกที่สาธารณชนได้เห็นสภาพของมาดูโรภายในสถานที่ควบคุมตัว หลังหายไปจากสายตาสาธารณะเป็นเวลาหลายเดือน โดยเจ้าตัวยืนยันผ่านข้อความว่า ยังคง “เข้มแข็ง สงบ และมั่นใจ” แม้ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมในสหรัฐฯ ที่อาจกำหนดอนาคตของเขาไปอีกหลายปี.
ที่มา Al Jazeera / FOX News