มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกทุกภาคส่วนเปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดสู่การลงมือทำ

1 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน “Nature-based Economy” หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงต้องขยับจากการลดผลกระทบไปสู่ Nature Positive ซึ่งมุ่งหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง

ที่สำคัญความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุน แต่สามารถนำไปสู่การวิจัย นวัตกรรม การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ New S Curve ใหม่ของประเทศได้ หากประเทศไทยมีกฎหมาย ระบบข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน

“Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

อย่างไรก็ตาม เวที Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน สะท้อนว่า ธรรมชาติเป็นทั้งทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ธุรกิจจึงต้องนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า เมืองมีผลกระทบต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 60 การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน โดยนำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช นก หรือระบบนิเวศที่เคยถูกตัดออกไปจากการออกแบบเพื่อให้ดูแลรักษาง่าย

“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องมองทั้งการ “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ หากนิคมเข้าไปขวางทางน้ำ ชาวบ้านปลายน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที และท้ายที่สุดผลกระทบนั้นจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจเอง การออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในงบดุล แต่เป็นรากฐานของธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการจึงต้องมองออกไปไกลกว่าโรงงาน ครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำเดียวกัน เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ ธุรกิจและกำลังซื้อก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“เราจะดูแลแค่สินค้าของเราไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย”

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่า สมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ

“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”

ทั้งนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา เสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting การเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง “ไข่แดง” หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้ คำถามคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นคือเท่าไร เพราะหากวันนี้เราไม่ลงมือ วันข้างหน้าต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว”

MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน  และธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

MFLFSustainabilityForum2026มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

Leave a comment