1 กันยายน 2569 เวลา 09:49 น.

“ศุภชัย ใจสมุทร” โพสต์เฟซบุ๊กเตือนสติสังคมกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและที่มาของเอกสารหลุด “สำนวนคณะ 26” ผิดหวังผู้ใหญ่-นักวิชาการร่วมขยี้ประเด็นทั้งที่ยังไม่พิสูจน์ความจริง วอนเป็น “เบรกทางปัญญา” ให้สังคม ไม่ใช่ “คันเร่งกระแส”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการ “ฮั้ว สว.” โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามสำคัญว่า “ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ แล้วปลายทางจะกลายเป็นความจริงได้อย่างไร?”
นายศุภชัย ระบุว่า สิ่งที่สังคมควรตั้งสติพิจารณา คือข้อมูลและเอกสารที่อ้างว่าเป็น “สำนวนของคณะ 26” ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่และขยายผลอยู่ในขณะนี้ มีที่มา สถานะ และความน่าเชื่อถือเพียงใด เป็นเอกสารจริงและครบถ้วนหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้อมูลระหว่างกระบวนการที่ยังไม่ได้ข้อยุติจากองค์กรผู้มีอำนาจ แต่กลับถูกนำมาตีความและโยงเรื่องราวเสมือนว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดได้รับการพิสูจน์แล้ว
จวกนักวิชาการ ทิ้งหลักกาลามสูตร ในโพสต์ดังกล่าวยังได้แสดงความประหลาดใจต่อท่าทีของผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และนักวิชาการบางส่วน ที่เข้าร่วมสัมมนาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้ โดยระบุว่า สิ่งแรกที่ผู้มีวุฒิภาวะทางวิชาการควรทำคือการตรวจสอบต้นทางของข้อเท็จจริง ไม่ใช่หลงเชื่อเพียงเพราะการนำเสนอที่ดูสมจริง หรือการ “จับแพะชนแกะ” พร้อมตั้งคำถามว่า “หลักกาลามสูตร” ที่สอนให้ไม่ปลงใจเชื่อเพียงเพราะกระแสหรือผู้พูดน่าเชื่อถือนั้น หายไปไหน
ย้ำต้องเคารพ “หลักนิติรัฐ” นายศุภชัย ยังได้เน้นย้ำถึง หลักนิติรัฐ โดยชี้ว่าการกล่าวหาบุคคลว่ากระทำผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ชื่อเสียงและสิทธิของบุคคลไม่ควรถูกตัดสินผ่านเวทีสัมมนาหรือโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยกฎหมายของผู้ที่ได้มา เผยแพร่ และนำเอกสารในสำนวนการสอบสวนไปขยายผล
“ถ้าเราจะเรียกร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาเคารพกฎหมาย ผู้กล่าวหาก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นเดียวกัน จะเลือกเคารพเฉพาะกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ข้อกล่าวหาของตน แต่ไม่สนใจหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้” นายศุภชัย ระบุ
วอนเป็น “เบรกทางปัญญา” ให้สังคม ในช่วงท้ายของการโพสต์ นายศุภชัยได้เปรียบเปรยว่า ต้นไม้แห่งความจริงจะเติบโตได้ รากต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เอาข้อกล่าวหามาปลูกแล้วรดน้ำด้วยกระแสซ้ำๆ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ใหญ่และนักวิชาการทำหน้าที่เป็น “เบรกทางปัญญา” ของสังคม ไม่ใช่ “คันเร่งของกระแส”
ก่อนจะทิ้งท้ายฝากข้อคิดเตือนใจว่า “บางทีปัญหาของสังคมวันนี้อาจไม่ใช่ว่าเราไม่มีข้อมูล แต่เป็นเพราะเรามีข้อมูลมากเกินไป จนลืมใช้ปัญญาตรวจสอบว่าข้อมูลใดควรเชื่อ”