2 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

ผอ.JIC เผย ไทยพร้อมโต้กลับ หลัง กัมพูชา เตรียมใช้เวทีฝรั่งเศส โจมตีปมชายแดน ย้ำไม่กังวลหากพูดข้อเท็จจริง ลั่นอย่าใช้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศ แทนกลไกทวิภาคี
2 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC ไทย) กล่าวถึงกรณีกัมพูชา เตรียมนำข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นหารือบนเวที Francophonie หรือ องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส พร้อมกล่าวหาว่าไทยพยายามล็อบบี้ไม่ให้ดำเนินการว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าใครพูดในเวทีไหน แต่คือพูดอะไร และสิ่งที่พูดนั้นสามารถตรวจสอบได้หรือไม่
ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่เคยกลัวการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ แต่ยืนยันว่าปัญหาเขตแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่พยายามทำให้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศกลายเป็นผู้ตัดสินเขตแดนแทนกลไกที่มีอยู่
เมื่อถามว่า แสดงว่าไทยไม่ต้องการให้กัมพูชาพูดเรื่องนี้บนเวทีโลกหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่ กัมพูชามีสิทธิที่จะพูด และไทยก็มีสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างสิทธิในการพูดกับอำนาจในการตัดสินเขตแดน
“การกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะกล่าวกี่ครั้งว่าพื้นที่นี้เป็นของฉัน หรือเรียกอีกฝ่ายว่า ผู้รุกรานก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นข้อยุติทางกฎหมาย”
ส่วนกรณีที่ทางการทูตกัมพูชาระบุว่าไทยเป็น “Aggressor”ผู้รุกราน ขณะที่กัมพูชาเป็น “Victim” หรือเหยื่อ นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า คำว่า ผู้รุกรานและเหยื่อเป็นคำที่มีน้ำหนักสูงมากในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่เลือกเฉพาะบางช่วงของเหตุการณ์
“หากต้องการให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าใจสถานการณ์จริง เราพร้อมเสนอลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกัน อย่าเริ่มเรื่องจากวันที่ไทยตอบโต้ แล้วลบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นออกจากประวัติศาสตร์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยกำลังสร้าง “fait accompli” หรือเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านเขตแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การใช้คำว่า fait accompli ไม่สามารถใช้แทนหลักฐานได้
“สถานะของเขตแดนไม่ได้เปลี่ยนเพราะตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม ถนน บังเกอร์ หรือคำแถลงข่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากมีความเห็นต่างเรื่องพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือนำข้อมูลเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับและตรวจสอบร่วมกัน ไม่ใช่ประกาศคำตัดสินผ่านสื่อก่อนที่กระบวนการจะทำงาน”
เมื่อถามว่า เหตุใดไทยจึงไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธประชาคมระหว่างประเทศ แต่ต้องแยกระหว่างการสร้างความโปร่งใส กับ การทำให้ข้อพิพาททวิภาคีกลายเป็นเวทีแข่งขันทางการเมือง
“ประชาคมระหว่างประเทศสามารถสนับสนุนสันติภาพ การลดความตึงเครียด และการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่การกำหนดเขตแดนต้องเป็นไปตามกฎหมาย ข้อตกลง และกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัดสินด้วยจำนวนเวทีที่ฝ่ายหนึ่งสามารถนำข้อกล่าวหาไปกล่าวซ้ำได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ส่วนกรณีที่กัมพูชานำเรื่องดังกล่าวขึ้นเวที Francophonie จริง ไทยกังวลหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่กังวล หากเป็นการพูดบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยไทยพร้อมอธิบายต่อทุกประเทศว่า ไทยต้องการสันติภาพที่มีหลักประกัน การลดความตึงเครียด การเคารพข้อตกลง และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ สิ่งที่เราไม่ต้องการคือการเปลี่ยนเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศให้กลายเป็นเวทีตัดสินว่าใครผิดใครถูกจากข้อมูลของฝ่ายเดียว
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครสามารถพูดได้มากเวทีกว่า แต่ควรแข่งขันกันว่าใครทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้จริง โดยกัมพูชามีสิทธิพูด และไทยมีสิทธิชี้แจง แต่ท้ายที่สุดประชาชนของทั้งสองประเทศไม่ได้ต้องการ “สงครามถ้อยคำ” แต่ต้องการชายแดนที่สงบและปลอดภัย รวมถึงต้องการให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศสามารถนั่งลงแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงกันไว้
“กัมพูชามีสิทธิพูดทุกเวที ไทยก็พร้อมชี้แจงทุกเวที แต่ไม่มีเวทีใดทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นเส้นเขตแดนได้ เขตแดนต้องตัดสินด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริง และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่กล่าวซ้ำผ่านสื่อ”