2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

อนุทินนัดคุยพรรคร่วม สู้ศึกซักฟอก เปิดบ้านกินข้าว6กันยา ฝ่ายค้านเล็งยื่นปลายปี ‘ไอซ์’บุกจี้สอบTH-AI
“อนุทิน”ถือฤกษ์ ก้าวสู่เดือนที่ 6 หลังเข้ามาบริหารประเทศเปิดบ้านพักส่วนตัวนัดกินข้าวครม.พรรคร่วมรัฐบาล กระชับมิตร 6 กันยายนนี้พร้อมรับมือศึกซักฟอกฝ่ายค้าน ส่วนงานเลี้ยงครม.สัญจร “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย”ชื่นมื่น“หนู-เชน”ร้องเพลงกระชับสัมพันธ์ “รักชนก-ธีระชาติ”ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล ลั่นอยากเห็นคนทำผิดติดคุก“ไชยชนก” บอกไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เห็นต้องกังวล ยันพร้อมชี้แจงทุกอย่าง แจงปมคนเทียบสู้ของฟรี ไม่ได้ เหตุเพิ่งเปิดให้ใช้งาน ยังไงก็ดีกว่า
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เตรียมนัดคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลพบปะรับประทานอาหารร่วมกันในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนนี้ ที่บ้านพักส่วนตัวของนายกฯภายหลังเข้ามาบริหาราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการเข้าสู่เดือนที่ 6ซึ่งถือเป็นการนัดพบปะกันครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.)เข้าบริหารประเทศ
โดยจะมีการพูดคุยถึงการทำงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเตรียมความพร้อมในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนต้องเตรียมพร้อมข้อมูลในเนื้องานหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เพราะนอกจากจะชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสงสัยของสมาชิกฝ่ายค้านในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ยังถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อประชาชนด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนัดพบกับคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมแล้ว นายกฯจะนัดพบกับสส.พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งหมดอีกครั้งซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดวันเวลาดังกล่าว
“ภูมิใจไทย-เพื่อไทย”ชื่นมื่น
ก่อนหน้านี้ช่วงค่ำของวันที่31 ส.ค.ที่ผ่านมาที่โรงแรมลากูน่า แกรนด์แอนด์สปา สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จภารกิจลงพื้นที่จังหวัดสงขลาตลอดทั้งวัน ทางจังหวัดสงขลา ได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของพรรคร่วมรัฐบาล
สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีรัฐมนตรีสลับกันขึ้นไปร้องเพลง โดยจังหวะหนึ่งมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ร้องเพลง“เล่าสู่กันฟัง” ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งนายอนุทินได้ไปยืนตบมือเชียร์ และนำช่อดอกไม้ขึ้นไปให้นายยศชนัน
ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้นำลองกองจำนวน 1 พวงขึ้นไปให้เช่นกัน และยังมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ขึ้นไปหอมแก้มนายยศชนันสร้างเสียงฮือฮาให้กับคนในงาน
‘หนู-เชน’ร้องเพลงกระชับสัมพันธ์
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรี และคณะภายในงานว่า“เราทำงานกันมาทั้งวันตั้งแต่เช้า หลายคนเดินทางมาตั้งแต่เมื่อวาน มีผลสรุปมากมายที่ตนคิดว่าในวันพรุ่งนี้จะ ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบ ในหลายนโยบายที่ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน มีชีวิตชีวาบ้าง ในใจของเรามีเรื่องห่วงเรื่องกังวลอยู่ตลอดเวลา นานๆมีโอกาสเช่นนี้สักครั้ง มาพบกัน ขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมงานโดยพร้อมเพรียงเป็นขวัญและกำลังใจให้กับตัวตน ผู้จัดงาน และทุกคนที่ อยู่ร่วมกันวันนี้”ก่อนจะร่วมร้องเพลง“เธอทั้งนั้น”ของGroove Ridersให้กับบรรดาคณะรัฐมนตรีและเพลง“ศรัทธา”ของหิน เหล็ก ไฟ ปิดท้ายงาน
ภายหลังเสร็จสิ้นงาน ผู้สื่อข่าวได้แซวนายยศชนันว่า ช่วงนี้โดนหอมบ่อยโดยนายยศชนันกล่าวว่า“รู้จัก เป็นเพื่อนกัน” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถามนางสาวศุภมาสถึงการหอมครั้งนี้ ซึ่งนางสาวศุภมาสระบุว่าให้กำลังใจเขา ในฐานะรัฐมนตรี อว.คนใหม่ เพราะตนเคยเป็นรมว.อว.มาก่อน สนิทกันอยู่หมู่บ้านเดียวกัน
เล็งเสนอหมอเอกนั่งโฆษกรบ.
นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมียุทธศาสตร์อย่างไรว่า เป็นการสับเปลี่ยนภารกิจ เนื่องจากมีเรื่องสตรีในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนทราบมาว่านางสาวรัชดา ธนาดิเรก ได้ทำเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้วจึงอยากให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาช่วยงานตนในเรื่องงานกลุ่มสตรี ในเขตภาคใต้ รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ด้วยส่วนโฆษกรัฐบาลคนใหม่ก็น่าจะเป็นนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือหมอเอก ซึ่งเป็นคนมีประสบการณ์ทางการเมือง เป็นสส.มาก่อน ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า
เมื่อถามว่าโฆษกคนใหม่เคยอยู่พรรคก้าวไกลมาก่อนนายกฯตอบทันทีว่า อยู่พรรคภูมิใจไทย เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยนานแล้ว
ฝ่ายค้านจ่อซักฟอกรัฐบาล
ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าย)กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาลว่า พรรคฝ่ายค้านตัดสินใจจะยื่นทั้ง 2 อย่าง ทั้งอภิปรายทั่วไปมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตาม มาตรา 151แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือน แต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด โยนให้รมว.คลัง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน ในภาวะการคลังวิกฤต รัฐบาลพูดแต่การแจกเงินให้ประชาชนซึ่งเป็นปัญหาอยู่
แต่การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น นายกฯยังสับสนในเรื่องการทำนโยบาย และบางเรื่องยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ดาต้าเซนเตอร์อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องสังคมและความมั่นคงก็เป็นปัญหามาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรื่องใหญ่ที่สุดคือการบริหารราชการแผ่นดิน การตั้งหน่วยงานหรือยุบหน่วยงานราชการต่างๆ รวมถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน
ซัดรัฐบาลดีแต่ทำคอนเทนต์ไม่ได้
“ฉะนั้น ในหลายเรื่องเหล่านี้เราจะนำส่วนหนึ่งไปอภิปรายโดยไม่ลงมติก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ นายกฯกับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซกโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์บอลไปวันๆไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และชาวบ้านเดือดร้อนมาก ดังนั้น แก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์ทางโซเชียลฯ ไม่ได้ แต่ต้องเอามาพูดอย่างจริงจังว่าปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้อยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินต่อไปให้บ้านเมืองรอดได้อย่างไร” นายสาทิตย์ กล่าว
คาดยื่นซักฟอกปลายสมัยประชุม
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่ผู้นำฝ่ายค้านได้แจ้งไว้ โดยในสัปดาห์นี้พรรคฝ่ายค้านจะคุยถึงแนวทางในการยื่นชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ
“จากการพูดคุยเบื้องต้นเข้าใจว่าจะยื่นอภิปรายทั่วไปก่อนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เยอะโดยในวันที่ 7-9 กันยายน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ 2 และ 3 และในวันที่ 14 กันยายน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีวาระสำคัญในคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านจับมือกันทำงาน หากผลเป็นอย่างไร ก็ยังไม่จบ ฝ่ายค้านต้องเดินหน้าต่อ”นายสาทิตย์ย้ำและว่าในช่วงเดือนกันยายน ถือว่ามีเรื่องใหญ่เยอะแล้ว ดังนั้นการยื่นซักฟอกอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน และยังมีเดือนธันวาคม อีกครึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วง 70 วันที่ต้องเลือกวันในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เชื่อรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้
“ตามหลักเสียงของฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จุดอ่อนเยอะ แผลเยอะ การทำงานก็ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะทุกวันนี้อาศัยการทำคอนเทนต์สร้างกระแสไปวันๆ ใช้อินฟลูเอ็นเซอร์เข้ามาช่วย กับหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ ไปไม่ออก ก็ใช้วิธีรำอย่างที่เห็น จึงต้องใช้ความจริงมาพูดกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ก็ยาก” นายสาทิตย์ กล่าว
เบรค‘หนู’ไม่ต้องทอดสะพาน
เมื่อถามกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ชวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาทานข้าวกับนายกฯ อร่อยกว่าไปกินที่โรงแรมพูลแมนแน่นอน เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่าเป็นการทอดสะพานได้ แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่รับสะพานอะไรทั้งนั้นที่จะไปร่วมเป็นรัฐบาลขอย้ำว่าบ้านเมืองตอนนี้จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ หากมีรัฐบาลเสียงข้างมาก ทำงานกันแบบรำไปมา ไม่ได้เข้าถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่มีผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่มากกว่าการกู้เงินมาแจกถึงเวลาที่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพและยืนยันที่จะทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีค้าน แล้วรอไปร่วมรัฐบาล
เมื่อถามย้ำว่าหากเป็นสนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ เที่ยวนี้พรรคประชาธิปัตย์มีแค่ 21 เสียง หากเที่ยวหน้ามีสส.มากกว่านี้ ตอนนั้นก็ค่อยมาดูว่าจะเดินไปในทิศทางอย่างไร การเลือกตั้งครั้งหน้ายังอยู่อีกไกล และมีสูตรสมการทางการเมืองเกิดใหม่ขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องนับฟ้า
ไอซ์ยื่นสอบTH-AI Passport
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นสำนวนพร้อมพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
โดย น.ส.รักชนกกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยบอกว่าหากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่ จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนและรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช. สำหรับบุคคลที่ตนร้องเรียนในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, นายพชรอนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
เปิดพิรุธกำหนดสเปกในTOR
น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่า สำหรับนายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้
น.ส.รักชนกกล่าวด้วยว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง
ขอให้กลับไปเริ่มต้นให้ถูกต้อง
น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการโดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง
“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” น.ส.รักชนกกล่าว
ลั่นอยากเห็นคนติดคุก
น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว เมื่อถามว่า การยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ
“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” น.ส.รักชนกกล่าว
‘ไชยชนก’บอกไม่กังวล
นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีนางสาวรักชนก ยื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมพยานหลักฐานต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดนายไชยชนก และผู้บริหารกระทรวงดีอี ปมล็อกสเปกโครงการ TH-AI PASSPORT ว่า ทราบเรื่องแล้ว ไม่ได้กังวล เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย หากมีกระบวนการใดๆที่ต้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมที่จะเข้าร่วมทุกอย่างไม่มีข้อกังวลใดๆ
เมื่อถามถึงความมั่นใจในการตอบข้อซักถามกับทาง ป.ป.ช. นายไชยชนก กล่าวว่า ให้ตามความเป็นจริงทุกอย่าง เราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้มีอะไรต้องกังวล
ย้ำทำทุกอย่างทำตามกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีนางสาวรักชนก ท้าให้ปลัดดีอี หากอยากฟ้อง ก็ดำเนินการฟ้องได้เลย นายไชยชนก กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ทราบ พร้อมถามผู้สื่อข่าวกลับว่า ทำไมปลัดดีอีต้องฟ้อง เพราะได้ปฏิบัติตามหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการ และเราเองก็ปฏิบัติตามหน้าที่ ตนจึงไม่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่เราจะต้องฟ้องร้องอะไร เนื่องจากฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบ ฝ่ายรัฐบาลก็ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย ก็ไม่มีเหตุจำเป็นในการฟ้องร้อง แม้จะมีการสื่อสารที่ไม่ให้เกียรติ มีการข่มขู่ แต่ตนมองว่า เป็นเรื่องบุคลิกของบุคคล ตนเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นปลัดดีอี หรือ ข้าราชการ ที่อยู่ในการกำกับดูแลของตน จะคิดฟ้องเรื่องพวกนี้ อาจจะเสียความรู้สึก อาจไม่ให้ความร่วมมือ แต่ย้ำว่า เราทำทุกอย่างตามกรอบกฎหมาย
เมื่อถามว่า มีการนำเรื่อง TH-AI PASSPORT มาโจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง นายไชยชนก กล่าวว่า คงแล้วแต่มุมมอง มุมหนึ่งอาจจะมองว่า รุนแรง เป็นเป้า แต่ตนคิดว่า ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสดีกว่า และการได้รับความสนใจก็จะทำให้ประชาชนเห็น และรับรู้เรื่องโครงการมากขึ้น ซึ่งก็หวังว่า จะทำให้ประชาชนมาทดสอบ มาลองใช้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม ตนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้
สว.ชีวะภาพโต้‘ไอลอว์-พรรคส้ม’
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒสภา (สว.) และประธานคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา แถลงชี้แจงกรณีถูกกล่าวหา ในเวทีเสวนา “ผู้นำฝ่ายค้าน เรื่อง การเมืองไทยในวิกฤติความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ว่า กรณีเสวนาในวันนั้นอ้างว่าเพื่อความยุติธรรม แต่กลับไม่ให้ความยุติธรรมกับผู้อื่น โดยเฉพาะบุคคลที่สาม รวมถึงสุนัขหลังอานของตน ชื่อ “เจ้าอ้วง” ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนจึงต้องใช้เวทีนี้ในการชี้แจง ประเด็นแรก ตนมั่นใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นสว. เพราะตนเป็นถึงหัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดับซี 10 จึงลาออกแล้วมาสมัครรับเลือกสว. เพราะในกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่มีผู้สมัครหลักร้อยคน ตนมีศักยภาพที่จะได้รับเลือกอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปฮั้วกับใคร