2 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การประชุมครั้งนี้รัฐบาลได้มุ่งเน้นการพิจารณาโครงการและงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงการพิจารณาโครงการสำคัญระดับประเทศ
วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ได้รวบรวมและสรุปสาระสำคัญของมติ ครม. โดยเจาะลึกรายละเอียดว่า แต่ละจังหวัดได้รับงบประมาณหรือการสนับสนุนในด้านใดบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพรวมของการพัฒนาอย่างชัดเจน
กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล)
มติที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่เปราะบาง โดยมีมาตรการที่ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด เพื่อรักษาฐานการผลิตและอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชน ดังนี้
การลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบการ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) โดยให้มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี (เริ่มตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป) มาตรการนี้รัฐยอมสูญเสียรายได้ประมาณ 13.2 ล้านบาท เพื่อแลกกับการบรรเทาภาระต้นทุน รักษาการจ้างงาน และป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกนอกพื้นที่
โรงงานจำพวกที่ 2 (รง.2) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดกลาง (ใช้เครื่องจักร 50-75 แรงม้า หรือมีคนงาน 20-50 คน) ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตแต่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนเปิดกิจการ
โรงงานจำพวกที่ 3 (รง.3) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือมีความเสี่ยงสูง (ใช้เครื่องจักรเกิน 75 แรงม้า หรือคนงาน 50-75 คนขึ้นไป) ที่ต้องขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน (ใบ รง.4) และผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐอย่างเคร่งครัดก่อนเริ่มกิจการ
การกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดน
รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการระยะเร่งด่วน (Quick Win) เช่น การปรับเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ การขยายมาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2572 นอกจากนี้ ยังมีแผนยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมทั้งปรับระบบตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรให้เป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว
การจัดการด้านแรงงาน
เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนให้กับผู้ประกอบการ
สรุปผลประโยชน์และโครงการรายจังหวัด
จังหวัดสงขลา
ในฐานะจังหวัดเจ้าภาพ สงขลาได้รับการพิจารณาอนุมัติโครงการที่ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การแพทย์ และการบริหารจัดการเมือง ดังนี้
- การแก้ไขปัญหาอุทกภัย อนุมัติงบประมาณกลางกรณีฉุกเฉินวงเงินรวมกว่า 47 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ (25.9 ล้านบาท) และโครงการบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติของเทศบาลเมืองควนลัง (21.1 ล้านบาท)
- การยกระดับสาธารณสุข สั่งเร่งรัดการออกแบบและก่อสร้าง “โรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2” กรอบวงเงิน 250 ล้านบาท โดยให้กระทรวงสาธารณสุขปรับแผนงบประมาณมารองรับโดยด่วน
- โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการขุดลอกร่องน้ำท่าเรือน้ำลึกสงขลาให้มีความลึก 9-10 เมตร เพื่อให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการจัดทำหนังสือข้อตกลงกับมาเลเซียในการกำหนดจุดก่อสร้างประตูรั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดน เพื่อรองรับการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่
- การจัดผังเมืองใหม่ ประกาศใช้ผังเมืองรวมเมืองสงขลาฉบับใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อยาง เขารูปช้าง พะวง เกาะแต้ว และทุ่งหวัง เพื่อจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สมดุล โดยแบ่งโซนที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมให้ชัดเจน พร้อมเพิ่มข้อห้ามกิจการที่สร้างมลพิษในเขตชุมชน
จังหวัดปัตตานี
- ศูนย์พักพิงและภัยพิบัติ อนุมัติงบประมาณกลางวงเงิน 20 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับรองรับผู้ประสบภัยในพื้นที่
- การคมนาคมและความมั่นคง ได้รับการพิจารณาขุดลอกร่องน้ำท่าเรือปัตตานีเช่นเดียวกับจังหวัดสงขลา และในด้านความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เตรียมพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง อำเภอหนองจิก ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)
จังหวัดนราธิวาส
- ศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาค ผลักดันให้มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จัดทำแผนยกระดับสถาบันขึ้นเป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยจะครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ภาษาชายแดน ศูนย์ธุรกิจฮาลาล บริการสาธารณสุขตติยภูมิ ไปจนถึงการผลิตบุคลากรด้านโลจิสติกส์
จังหวัดสตูล
- การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยว มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาประชากรลิงในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสตูลอย่างเป็นระบบและเหมาะสม
และนอกจากกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วก็ยังได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินการไปยังบริเวณ
จังหวัดอื่นๆ เช่น
จังหวัดนครราชสีมา
- การเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานพืชสวนโลก 2572 ครม. มีมติให้ปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand) จากเดิมที่กำหนดไว้ ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา อำเภอคง ย้ายไปยัง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง” เนื้อที่ประมาณ 874 ไร่
- เหตุผลการย้ายพื้นที่ พื้นที่ใหม่มีความพร้อมด้านคมนาคมสูงกว่า เนื่องจากติดถนนมิตรภาพและใกล้สถานีรถไฟทางคู่ปากช่อง มีระบบสาธารณูปโภคและโรงพยาบาลรองรับ รวมถึงมีโรงแรมที่พักในพื้นที่กว่า 318 แห่ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ประเมินว่าที่ดินเดิมอาจต้องใช้งบเพิ่มถึง 6,000 กว่าล้านบาท) ทั้งนี้ ครม. ได้อนุมัติงบกลาง 88.33 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปจ้างออกแบบผังแม่บทในพื้นที่ใหม่ทันที
เดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่ประกันภัยและรถไฟรางคู่
นอกจากการปรับปรุงแผนงานระดับจังหวัดแล้วรัฐบาลยังมีการและยังเดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่อีก 2 โครงการดังนี้
1. โครงการรถไฟรางคู่ เป้นอีกหนึ่งโครงการที่สร้างกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศภาคใต้ในระยะยาว ที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 โดยอนุมัติวงเงิน 106,798.32 ล้านบาท มีเส้นทางดังนี้ ภาคใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์
2. ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการสำคัญระดับประเทศที่จะสร้างความอุ่นใจและเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยรัฐบาลจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยหลักให้กับประชาชนโดยตรง ซึ่งจะครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ซึ่งคุ้มครองหลักไว้ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว จะมีวงเงินช่วยเหลือ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน