3 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น.

เปิดมุมมองการเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจของ “ก้อย รัชวิน” ผ่านรายการ On the way with Chom หลังเคยเครียดหนักจนน้ำนมไม่ไหล ยอมรับไม่มีเวลาให้ตัวเองถึง 2 ปีเต็ม และการเตรียมใจรับมือเมื่อลูกเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นและต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ย้ำชัดเป้าหมายสูงสุดในการเลี้ยงลูกไม่ใช่ความสำเร็จหรือความเก่ง แต่เป็นการได้เห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุขและปลอดภัยคือที่สุด
การเป็นคุณแม่แบบเต็มเวลา คิดว่าง่ายกว่าหรือยากกว่ากัน ?
ก้อย รัชวิน : ก้อยว่าทั้งแม่ที่ทำงานเต็มเวลาและแม่ที่ต้องทำงาน ต่างมีภาระหน้าที่เหมือน ๆ กัน และเหนื่อยเหมือน ๆ กัน แต่ว่ามันอาจจะคนละบริบทมากกว่า คือเราอยู่กับลูก 100% บางทีก็รู้สึกว่าต้องรับมือกับลูก ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ทุกอย่าง แต่คนที่ออกไปทำงานเขายังต้องไปเจอแรงกดดันในที่ทำงาน สังคมข้างนอก เจอความรับผิดชอบที่นอกเหนือจากเรื่องในบ้าน และเขาต้องทำสองอย่างพร้อมกัน มีความกดดันและความเหนื่อยที่แตกต่างจากแม่แบบเต็มเวลา อาจจะโอเคฉันได้มุ่งเน้นกับการเลี้ยงลูกแบบเต็มที่ แต่มันก็จะมีพลังงานที่อยู่กับลูกทั้งวันเลย เราอาจจะไม่ค่อยได้มีสังคมหรือดูว่าโลกภายนอกเขาทำอะไรยังไง ถามว่ายากง่ายแตกต่างกันไหมก้อยก็ว่าแม่ทุกคนทุ่มเท แล้วก็ต่างเสียสละไม่แพ้กัน ช่วง 2 ปีแรกที่เหมือนเราเลี้ยงลูก 100% แล้วไม่ได้ออกไปไหนเลย แทบจะไม่มีเวลาให้ตัวเอง พอลูกเข้าโรงเรียนแล้วข้าง ๆ โรงเรียนทะเลเป็นยิม ส่งลูกเสร็จเราก็บอกว่าเดี๋ยวขอเข้ายิมก่อนที่จะกลับไปหาตัวเล็กที่บ้าน ได้ออกกำลังกายสักหนึ่งชั่วโมง ฟินมาก บางทีก็อยู่ไปสัก 2 ชั่วโมง ให้ร่างกายมันได้ตื่นตัว มีพลังงาน หรือบางทีเราได้ปล่อยพลังงานที่มันอัดแน่นอยู่ในตัวออกมาผ่านทางการออกกำลังกาย มันก็ทำให้รู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไปบ้าง ก้อยก็ว่าแม่ทุกคนควรจะมีเวลาพัก และมีเวลาของตัวเองบ้าง
เรื่องไหนที่เราซีเรียสมาก ๆ ตอนเป็นคุณแม่มือใหม่ มองย้อนกลับไปแล้วคิดเยอะไปเอง ?
ก้อย รัชวิน : เรื่องให้นมค่ะ ช่วงที่ก้อยคลอดลูกคนแรก มันคือช่วงโควิด-19 แล้วก็เราไม่มีประสบการณ์ของการเลี้ยงลูกเลย คือไม่มีใครมาบอกเลยว่า การให้นมคือเรื่องใหญ่มาก คือเข้าใจว่า เป็นแม่ก็ให้นมตามปกติ แต่ไม่รู้เลยว่าการให้นม กรรมวิธีการผลิตนมนั้นมันจะมีผลต่อฮอร์โมน ร่างกาย และชีวิตจิตใจเรายังไงบ้าง และตอนนั้นคือก้อยอยู่ที่ภูเก็ต ห่างจากครอบครัวเลย ช่วงแรกคืองงมาก ต้องหาพยาบาลมาอยู่ที่บ้าน เพื่อที่จะช่วยเราว่าเราจะต้องทำยังไง เพราะเราเป็นคุณแม่มือใหม่ เราไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ตะกุกตะกัก ลูกต้องให้นมด้วยวิธีไหน น้ำนมมาหรือยัง ตอนนั้นจะมีทางเลือกว่าจะเข้าเต้าหรือว่าจะปั๊มนม เหมือนหาจุดพอดีของตัวเองไม่เจอ ได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง ผลปรากฏคือเหนื่อยมาก นอนน้อยมาก ๆ ก็รู้สึกว่าเราเครียด พอยิ่งเครียด น้ำนมมันยิ่งไม่มา คุณหมอบอกอย่าไปเครียด มันเป็นคำที่พูดง่ายแต่มันยากมากที่จะทำ การที่จะเป็นคุณแม่ที่มีความสุข ถ้าแม่มีความสุข นมมันก็จะไหลสะดวก จนผ่านเวลามาสักพักหนึ่ง กว่าที่เราจะเริ่มปรับตัวได้ และเข้าใจกลไกของมัน พอเราหาจุดที่มันสมดุลได้ น้ำนมก็เริ่มมา เราก็มีความสุข พอเราไม่ได้เอาใจไปเค้นกับมันมาก ว่ามันจะต้องมาแบบนั้นแบบนี้ มันก็เริ่มดีขึ้น อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลที่สุดในช่วงการมีลูกคนแรกค่ะ
ทำอาหารให้ลูกเองไหม ?
ก้อย รัชวิน : ช่วงแรก ๆ ถ้าเป็นลูกคนแรกมีทำบ้างค่ะ แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าไม่ใช่คนที่ทำอาหารเก่ง แต่เราเป็นคนศึกษาเก่ง เป็นคนชอบอ่าน ชอบโภชนาการ ต้องกินอันนั้นอันนี้ ลูกวัยนี้ควรจะกินอาหารแบบนี้ เราก็จะเลือกวัตถุดิบหรือเลือกสารอาหารที่มันเหมาะสมให้กับลูกในแต่ละช่วงวัย แต่ที่สำคัญเลยคือ 5 หมู่ ต้องมีโปรตีน แร่ธาตุ คาร์โบไฮเดรต วิตามิน ต้องครบ แต่พอถึงวัยหนึ่ง เขาจะเริ่มเลือก เขาจะเริ่มรู้แล้วว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พี่กับน้องจะไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเรารู้แล้วว่าถ้าลูกไม่ชอบกินสิ่งนี้ เราจะหาสารอาหารที่มันมาทดแทนให้ลูกได้อย่างไรบ้าง ก็ต้องไปศึกษาว่าถ้าไม่ได้โปรตีนจากสัตว์ ก็ต้องได้โปรตีนจากพืช
ให้นมแม่อยู่นานไหม ?
ก้อย รัชวิน : ก็ประมาณปีกว่าเลยค่ะ ทั้งคู่เลย
มีปัญหาเรื่องขนมหวานไหม บ้านนี้ตามใจลูกไหม ?
ก้อย รัชวิน: เรารู้อยู่แล้วว่าน้ำตาลมันไม่ดี แต่ว่าเด็กกินไปมันไม่ได้ส่งผลในวันนี้ แต่มันสะสมในร่างกายไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าถามตัวก้อยเอง จะเรียกว่าเข้มงวดขนาดนั้นไหมก็ไม่ถึงขั้นนั้น แต่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะให้มากกว่า อย่างสมมุติว่าเราให้ลูกกินไอศกรีมทุกวัน ลูกจะรู้สึกว่ามันเป็นนิสัยที่จะต้องได้กินไอศกรีมทุกวันเป็นกิจวัตร ก็เลยคุยกับสามีว่าเราให้ได้ แต่ให้เป็นโอกาสเป็นรางวัลไหม หรือถ้าเรารู้ว่าน้ำตาลจากไอศกรีมมันหวานมาก เราเปลี่ยนเป็นทำไอศกรีมแท่งเอง เอาผลไม้ไปปั่นแล้วแช่แข็งให้เขา ทำเป็นไอศกรีมแท่งให้เขากิน ก็คือหาวิธีไปไม่ได้อยากให้เขาติดหวาน แต่ถามว่าถึงขั้นห้ามเลยไหม ตอนเด็กเราก็ชอบเหมือนกัน ก็พยายามสร้างความสมดุลค่ะ แต่สามีก็จะตามใจ เพราะรู้ว่าการให้ไอศกรีมลูกจะได้ความรัก ได้อ้อมกอดจากลูก อยากจะทำให้ลูกมีความสุข เราเห็นแล้วเราก็ดุ แต่มันเป็นความสุขของเขาและความสุขของลูกด้วย บางทีเราก็ต้องปล่อย และพยายามให้มันพอดีกันค่ะ
ถ้าพ่อทนไม่ได้เวลาเห็นลูกอยากได้ของ แต่ถ้าแม่คิดว่ายังไม่ควรให้ คุยกันยังไง ?
ก้อย รัชวิน: คุยเลยค่ะ แบบผู้ใหญ่คุยกัน เล่าให้ฟังสมมุติว่าทะเลเขาจะชอบเครื่องบิน และบางทีเครื่องบินที่บ้านมันก็เยอะมาก ๆ แล้ว เราก็จะบอกเขาว่า เดี๋ยวรอวันเกิดไหม อันนี้เรามีแล้วนะ มันจะมีอยู่ช่วงเทศกาลหนึ่งที่เขาจะได้ของเล่นเยอะมาก พอผ่านไปเขาก็จะอยากได้อีก เพราะรู้สึกว่าเขาได้มาตลอด เราก็จะรู้สึกว่าไม่อยากให้เขารู้สึกว่าของเหล่านี้มันได้มาง่าย ๆ อยากให้เขาเห็นคุณค่าของของเล่นแต่ละชิ้น ย้อนนึกถึงตัวเราเองในสมัยเด็ก กว่าจะได้ของเล่นแต่ละชิ้น รู้สึกหวงแหนและรักษาอย่างดี ก็อยากให้ลูกรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ไม่ได้อยากให้เขาเล่นแล้วก็ทิ้ง และได้ของใหม่ตลอด เพราะฉะนั้นจะบอกลูกว่า วันนี้ไม่ได้จริง ๆ ถ้าร้องไห้ ปล่อยให้ร้องไปเลย แม่รู้ว่าลูกเสียใจ แต่วันนี้ไม่ได้ เพราะอะไรก็เล่าให้ฟังไปเขาอาจจะยังไม่เข้าใจในวันนี้ แต่ก้อยเชื่อว่ามันซึมเข้าสมองเขา แล้วพอเรากอดเขา แล้วบอกว่า “โอเค เดี๋ยววันนี้เรากลับบ้านกันนะไม่เป็นไร แล้ววันหลังค่อยมาใหม่ หรือไม่ก็รอวันเกิดนะ พี่ทะเลถ้าอยากได้อะไรให้เขียนไว้ก่อน” แล้วอาจจะมีข้อตกลงเล็ก ๆ ว่าถ้าทำสิ่งนี้ได้ จะได้รับสิ่งนี้
ความท้าทายสำหรับคนที่มีลูกมากกว่า 1 คน การให้ทั้งความรักและความยุติธรรม บาลานซ์เรื่องนี้อย่างไร ?
ก้อย รัชวิน: ด้วยความที่ก้อยมีพี่น้องมาตั้งแต่เด็กมีพี่ชาย เราเป็นน้องมาก่อน เลยค่อนข้างจะเข้าใจวิถีของแม่ ตอนเด็ก ๆ จะรู้สึกว่า แม่รักลูกไม่เท่ากันหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ มันคือใครน่าเป็นห่วงกว่ากัน จะมีลูกบางคนที่เรารู้สึกว่าคนนี้น่าเป็นห่วงจัง แต่คนนี้เขาช่วยตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ แต่ในแง่ของความรู้สึก ด้วยความที่เป็นเด็กเล็กแน่นอนว่าเขาก็ต้องการความรักทั้งคู่ มันอยู่ที่การเลี้ยงดูของเรา อยู่ที่มุมมองความคิดของเราว่าจะเลี้ยงให้เขารักกันอย่างไร อันนี้ก้อยว่ามันก็ยากเหมือนกัน ไม่ใช่แค่การแบ่งความรักให้ลูก เพราะอย่างไรแม่ทุกคนก็รักลูกอยู่แล้ว แต่เราจะต้องมุ่งเน้นใครที่ดูน่าเป็นห่วงมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้อีกคนอาจจะรู้สึกโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งหนึ่งที่พยายามทำให้ลูกทั้งสองคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ระหว่างความเป็นผู้ชายกับความเป็นผู้หญิง ก็คือการเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเพราะเป็นพี่เกิดก่อนจะต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเพราะฉันเป็นน้อง เด็กกว่า เลยมีอภิสิทธิ์ ไม่อยากเอาการเกิดก่อนเกิดหลังมาเป็นจุดที่ทำให้เขาไม่เท่าเทียมกัน ยังไม่เห็นผลในวันนี้หรอกแต่เชื่อว่าสิ่งที่เราสร้างในวันนี้ มันไม่ได้สร้างแค่เด็กคนหนึ่งที่มีความสุข แต่เรากำลังสร้างผู้ใหญ่ที่จะโตเป็นคนที่ดีในสังคม เข้าใจกฎเกณฑ์ของสังคม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
ประโยคไหนที่เราพูดกับลูกบ่อย ๆ เพื่อให้เขารู้ว่าเรารัก ?
ก้อย รัชวิน : ทุกคืนก็จะกอดน้องนอนด้วยกัน ก็จะบอกว่า “แม่รักทะเลนะครับ แม่รักเวลานะคะ คุณคือชีวิต คือดวงใจ คือทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ You are my life, my soul, my everything ” จะพูดประโยคนี้กับเขาทุกวัน (น้ำตาคลอ)
ชมพู่ อารยา : “เป็นแก้วตาดวงใจของแม่นะลูก” อันนี้คือคำที่พี่พูดทุกวัน เขาจะชอบเวลาได้ยินคำว่าแก้วตาดวงใจ ลูกแปลไม่ออกหรอกว่าคืออะไร แต่พอโตขึ้นจะเข้าใจว่า Don’t mess up
การเป็นแม่อะไรยากที่สุด ?
ก้อย รัชวิน: รู้สึกว่าทุกวันมีอะไรให้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม การที่เราต้องปรับตัวไปพร้อม ๆ กับเขา และเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา มันเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ความรักความผูกพันที่เราให้เขาไปทุกวัน อยากให้สิ่งนี้คงอยู่กับเขาไป ไม่ว่าเขาจะโตเป็นหนุ่ม แต่งงาน มีลูก มีครอบครัวของตัวเอง หรือในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ทุกคนมักจะบอกว่า เดี๋ยวพอเป็นวัยรุ่นเขาจะไม่เอาพ่อแม่ เราคิดตลอดเลยว่าตอนเด็กเรารักกัน สนิทกันขนาดนี้ มันจะมีสักวันเลยหรือที่อยู่ ๆ ลูกจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่เราไม่รู้จัก ได้ยินเรื่องนี้มาเยอะมาก ขณะเดียวกันก้อยก็เตรียมใจนะ
ถ้ามองข้ามเรื่องความเก่ง ความสำเร็จต่าง ๆ สิ่งที่อยากเห็นในชีวิตลูกคืออะไร ?
ก้อย รัชวิน : เอาแค่ทุกวันนี้เลย เชื่อว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ณ เวลานี้คืออยากเห็นเขาเติบโตอย่างมีความสุขทุกวัน มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะทุกวัน กินอิ่ม นอนหลับ ตื่นมามีพลัง สุขภาพกายดี สุขภาพใจดี มีความสุขในการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคนเป็นแม่

