4 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

กระทรวงพลังงาน แจ้งความเอาผิดบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ย่านพระราม 9 หลังจากพบกักเก็บน้ำมันสำรองใต้ดิน 2 แสนลิตรไม่ได้รับอนุญาต ยอมถ่ายน้ำมันออกทั้งหมด ด้านรัฐบาล เอาจริง จ่อถกปิดช่องโหว่ กฎหมาย กฎ ระเบียบทั้งระบบ ส่วน ‘ไชยชนก-เอกนัฎ’ เร่งรวบรวมข้อมูลชงบอร์ดใหญ่ ยันไร้เกมการเมือง
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ สน.มักกะสัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท Data Center แห่งหนึ่งย่านพระราม 9 ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 มาตรา 65 ฐานประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน เนื่องจากยังต้องประสานข้อมูลและขอเอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง
ด้านผู้รับมอบอำนาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลา 14.00 น.เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัท Data Center ดังกล่าว และจากการตรวจสอบภายในบริเวณชั้นใต้ดิน พบถังน้ำมันขนาดใหญ่6 ใบ มีปริมาณบรรจุใบละ 40,000 ลิตร ซึ่งมีการสำรองน้ำมันรวมกันประมาณ 200,000ลิตร โดยการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงมีคำสั่งให้บริษัทดังกล่าว ดำเนินการถ่ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่
ต่อมาทางบริษัท ได้ยอมปฏิบัติตามโดยการถ่ายน้ำมันออกจนหมด แต่เนื่องจากการกักเก็บน้ำมันในลักษณะดังกล่าวนั้นถือว่าความผิดสำเร็จลงแล้ว จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดี
วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังจากพบข้อกังวลว่าผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม
ทั้งนี้ นายกฯ แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งประชุมครั้งแรกในวันที่ 4 กันยายนนี้ เพื่อเร่งทบทวนกฎหมาย กฎ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดช่องว่างในการกำกับดูแล และวางมาตรฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ
น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณถนนพระราม 9 กระทรวงพลังงานได้เข้าตรวจสอบภายหลังได้รับร้องเรียนเรื่องการจัดเก็บน้ำมันสำรองภายในอาคาร เบื้องต้นพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงเคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตร ออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และผู้ประกอบการได้ยุติการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตร ต้องได้รับอนุญาต และต้องจัดเก็บไม่เกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต โดยวันเดียวกันนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแล้ว
น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งปรับระบบกำกับดูแลให้ทันกับการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบกฎหมายคนละส่วน แต่ยังขาดกลไกที่เชื่อมโยงการพิจารณาในภาพรวม ตั้งแต่การใช้อาคาร การจัดเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัย จนถึงผลกระทบต่อชุมชน
“รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ แต่การลงทุนต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยที่ชัดเจน การประชุมบอร์ด ในวันที่ 4 กันยายนนี้ มีเป้าหมายปิดช่องโหว่การกำกับดูแลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความมั่นใจของประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว
ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประชุมด่วนเพื่อหาแนวทางตรวจสอบการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม.โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี นายพรพรหม ณ.ส.วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม.และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน เข้าร่วม
นายไชยชนก กล่าวว่า รัฐบาลจริงจังและจริงใจในเรื่องนี้ เราทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตต่างๆ ปริมาณ หรือสิ่งที่ยังเป็นความต้องการที่ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาวกับประชาชนชาวไทย ซึ่งทุกอย่างได้รวบรวมไว้หมดแล้วเพื่อนำเข้าที่ประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วันที่ 4 กันยายนนี้
“ผมขอยืนยันว่าการประชุมครั้งนี้ไม่มีเกมการเมือง เอาการทำงานเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง หวังว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมที่จะนำไปประกอบการประชุมในวันที่ 4 กันยายนนี้ได้”นายไชยชนก กล่าว
ขณะที่นายเอกนัฏ กล่าวว่า ปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลตรวจสอบและจัดระเบียบอย่างจริงจัง หลังจากพบกรณีจัดเก็บน้ำมันปริมาณมาก ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบพื้นที่ย่านพระราม 9 พบถังเก็บน้ำมันความจุเกิน 150,000 ลิตรที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี ก่อนจะปูพรมตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ ทุกแห่งใน กทม. หากพบดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี
รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ได้มองดาต้าเซ็นเตอร์เพียงมิติของการลงทุนหรือเศรษฐกิจ แต่พิจารณาให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และทรัพยากร โดยปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานาน 3-4 ปี และบางถังน้ำมันมีการติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 จึงจำเป็นต้องเร่งจัดระบบให้ชัดเจน
“หากนำน้ำมันมาปั่นไฟสำรองใช้ในพื้นที่ชุมชน กทม.ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องจัดระเบียบใหม่ ต้องตรวจสอบจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและไม่กระทบประชาชน พร้อมวางเกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำและไฟที่เหมาะสม” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เพื่อให้ระงับส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบต้องใช้เวลา คาดว่าอยู่ในระดับหลักเดือนเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้านและรัดกุม
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นผู้ดูแลการจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้าง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน จนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำ จึงต้องบูรณาการทำงานหลายกระทรวง ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้จริงจัง ในระหว่างที่จะมีกฎหมายใหม่ออกมา
ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทย ว่าสะท้อนให้เห็นนโยบายที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ความไม่พร้อมและเสี่ยงต่อความเสียหายต่อประชาชน ซึ่งพรรคเห็นปัญหานี้นานแล้ว จึงยื่นญัตติด่วนต่อสภาฯ โดยมี 7 ข้อกังวล ได้แก่ 1.แม้จะมีคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าภาพที่รับผิดชอบ บริหารจัดการเรื่องนี้ การอ้างว่าสร้างอาคารเป็นคลังเก็บสินค้า ไม่มีใบอนุญาตเป็นทางการ ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
2.ปัญหาการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากเลี้ยงระบบดาต้าเซ็นเตอร์ย้อนแย้งต่อนโยบายพลังงานของการไฟฟ้าฯ เพราะรัฐบาลพยายามชี้แจงถึงการกู้เงินเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล แต่กลับมีการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์3.ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำจำนวนมาก ซึ่งกระทบประชาชน 4.ปัญหามลพิษจากดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งเสียงความร้อนและน้ำเสียหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแล 5.เสี่ยงต่อปัญหาอธิปไตย เพราะรัฐไทยส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่กลับไม่ส่งเสริมการยกระดับศักยภาพ หรือ AI Model ของไทย ซึ่งจะกระทบต่อศักยภาพการแข่งขัน และความมั่นคงทางข้อมูล
6.ความชัดเจนที่ผู้ประกอบการไทย จะได้ประโยชน์จากการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไร เพราะใช้ทรัพยากรไทยทั้งสิ้น และ 7.รัฐบาลสหรัฐอเมริกาชี้เป้าว่าประเทศไทย อาจมีส่วนเป็นทางลัดให้ประเทศจีน ได้ใช้ชิประดับสูง ที่สหรัฐฯ ปิดกั้นการซื้อ-ขายให้จีน ซึ่งยังอนุมัติส่งออกมาใช้ในไทย หากไทยอนุญาตให้จีนมาสร้างศูนย์หรือใช้ชิประดับสูง หากสหรัฐฯ อ้างเรื่องนี้ อาจกำหนดระงับสิทธินำเข้าชิป ระดับสูงของไทย กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยรวม