4 กันยายน 2569 เวลา 10:01 น.

นายกฯ เปิดประชุมดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก รับทราบข้อกังวล ปชช. แฝงขอใบอนุญาตไม่ถูก กม. หวังลดต้นทุน สั่งภาครัฐเร่งกำหนดมาตรการ สร้างความเชื่อมั่น-ลดผลกระทบ ขอ คกก.พิจารณารอบด้าน-สอดคล้องกรีนเอ็นเนอร์จี จ่อแก้ระเบียบ-ออก พ.ร.บ.
4 กันยายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย , นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
โดยนายกฯ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือร่วมกันกำหนดทิศทางและก่อนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยให้มีความชัดเจนเป็นระบบและสอดคล้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานอันสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์มาพร้อมการท้าทาย เช่นการใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดินและสาธารณูปโภคผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประเมินผลสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคตจำนวนมากเราต้องถือว่านี่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจดิตจิทัล แต่ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศในการเข้ามาลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จากศักยภาพที่เรามีอยู่และความพร้อมต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมในด้านของโครงสร้างพื้นฐานและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนนี้ อย่างไรก็ตามโอกาสดังกล่าวเข้ามาพร้อมกับความท้าทายที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน สาธารณูปโภคในปริมาณสูง รวมทั้งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายมาตรฐานและผลประโยชน์ของประเทศ
นายกฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เราจะเห็นว่าสังคมมีความกังวลต่อดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชุมชนเมือง ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลขนาดที่กฎหมายเรายังยังไปไม่ถึง และยังพัฒนาไม่ถึงจึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องเร่งกำหนดมาตรการและลดความ เหมาะสมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เป้าหมายของประเทศไทยเราไม่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเพียงแต่เป็นหนึ่งในการลงทุน เพื่อให้เราเป็นเพียงสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนแบบนี้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศดึงดูดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้เข้าสู่ประเทศไทยจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนาบุคลากรไทยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว หลายประเทศผ่านจุดนี้มาแล้วและกำลังแข่งขันการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นประเทศใกล้บ้านเราอย่างประเทศฮ่องกงและสิงคโปร์ล้วนผ่านช่วงเวลาต้องทบทวนกฎระเบียบ ออกแบบระบบที่เหมาะสมจนเกิดประโยชน์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่อง ตนจึงขอฝากให้คณะกรรมการชุดนี้ได้การพิจารณาประเด็นสำคัญอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการกำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจนการกำหนดมาตรฐาน การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงไซเบอร์ ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ เอไอและคลาวด์ของประเทศ ซึ่งตนเชื่อว่าหากเรากำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสมประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากการที่เรามีโอกาสเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล และนวัตกรรมของภูมิภาคควบคู่กับการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน
นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและนำความกังวลของประชาชนมารับฟังและมาหาทางออกทั้งทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้ดำเนินการในส่วนที่มีการพบการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงนี้มันจะมีหลายประเภท สร้างแบบถูกต้องทั้งหมด เราก็ไม่ว่ากัน แต่สร้างแบบแอบๆเข้ามามีของแฝงเข้ามาเพื่อเป็นการลดต้นทุน และใช้ใบอนุญาตที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในการลักลอบ ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาดำเนินกิจการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถามว่าใหม่สำหรับเราไหม ไม่ใหม่ เพราะมีคนทำเช่นนี้มาโดยตลอด แต่เราต้องจับทางเขาให้ได้และต้องแก้ไขและใส่กฎระเบียบที่มีความรัดกุมและที่สำคัญคือต้องปลอดภัยกับประชาชนให้มากที่สุดสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หมายความว่าวันนี้ที่เรามา จะไม่ทำดาต้าเซ็นเตอร์อีกแล้ว ไม่ใช่ แต่เราต้องมาจัดระเบียบ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจแบบนี้บูมขึ้นมาบางทีคนก็เหมือนจะขายใบอนุญาต ไปขอใบจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของกระทรวงมหาดไทย ขอเผื่อไว้ก่อน ที่รู้คร่าวๆขอมาเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ เท่ากับจำนวนการใช้ไฟของประเทศเลย เป็นหลักธุรกิจแบบไทยๆไปขอไว้ก่อน ขอมาถ้าใช้ก็เอามาหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ หากไม่ใช้ก็ปล่อยให้มันหมดอายุแล้วหายไป ซึ่งตรงนี้คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ ที่ได้ตั้งไปแล้วคงจะต้องทำความชัดเจนและมีข้ออธิบายให้กับประชาชน เพราะตอนนี้ประชาชนคิดว่าแค่เฉพาะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าอีกเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเขาก็มีความกังวล ซึ่งตรงนี้ เชื่อว่าการประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลต่างๆ และเราก็จะมากำหนดเป็นนโยบายในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งตนได้เน้นย้ำนายเอกนิติว่าเนื่องจากจะมีต้องมีการใช้พลังงานจำนวนมาก มีการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และมีการใช้ที่ดินในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมากเราคงต้องทำให้มันสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันซึ่งปัจจุบันประเทศไทยทำเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ฉะนั้นการที่จะใช้ไฟจำนวนมากขนาดนี้ก็คงต้องไปเน้นในเรื่องของกรีนเอ็นเนอร์จีมากกว่าพลังงานฟอสซิลยกตัวอย่างเช่น มีการกักน้ำมันเอาไว้เผื่อสำรอง เราก็อาจจะต้องแก้ไข ถ้าเราใช้พลังงานกรีนเอ็นเนอร์จีมากๆและพลังงานธรรมชาติมากๆจะเป็นพลังงานลมหรือเป็นพลังงานโซลาร์ ถ้าเป็นเช่นนี้การดาวน์ของพาวเวอร์ก็จะน้อยกว่าการใช้แบบ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเจนเนอเรเตอร์ อยากจะครอบควบคุมไปให้หมดเลยเพื่อจะได้ตอบโจทย์ทุกอย่างเพื่อให้อยู่ภายใต้กฎขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โอเอซีดี) ด้วย
“ผมพร้อมที่จะรับข้อพิจารณาจากท่านทั้งหลาย เพื่อนำไปสู่การออกประกาศแก้ระเบียบ หรือแม้กระทั่งไปถึงการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือเปล่า อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของที่ประชุม” นายกฯ กล่าว
จากนั้น นายกฯ ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ ในฐานะประธานกรรมการ ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป