7 กันยายน 2569 เวลา 14:39 น.

รองโฆษกรัฐบาลโต้ “สนธิ” ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่ “ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว” ย้ำอำนาจรัฐยังอยู่ กฎหมายยังคุม–นอมินียังผิด
วันที่ 7 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล วิพากษ์วิจารณ์กฎกระทรวงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยระบุในลักษณะว่ารัฐบาลกำลัง “ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว” ว่า การลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกิจการบางประเภท ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยสละอำนาจในการกำกับเศรษฐกิจให้แก่ต่างชาติ และไม่ได้เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจใดก็ได้โดยเสรี เพราะกฎหมายเฉพาะและอำนาจกำกับตรวจสอบของรัฐยังคงอยู่
“ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน’ กับ ‘ยกอำนาจกำกับให้ต่างชาติ’ เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อธิปไตยทางเศรษฐกิจไม่ได้หายไปเพราะลดใบอนุญาตหนึ่งใบ รัฐไทยยังเป็นผู้กำหนดกติกา ยังมีอำนาจกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติเช่นเดิม” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กับ “ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายหรือการกำกับดูแลของรัฐ” การยกเว้นในกิจการที่กำหนดมีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือกลไกกำกับของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าคนต่างด้าวสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยไม่มีเงื่อนไขหรือปราศจากการควบคุม
“ถ้ารัฐยังเป็นคนออกกฎหมาย กำหนดเงื่อนไข ออกใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ ตรวจสอบ และลงโทษผู้ฝ่าฝืนได้ จะเรียกว่าเรายกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าวได้อย่างไร สิ่งที่ถูกตัดออกคือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่อำนาจของรัฐ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือข้อกังวลเรื่อง “นอมินี” การปรับกฎดังกล่าวไม่ได้ทำให้การอำพรางผู้ถือหุ้นต่างชาติกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยังคงกำหนดความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนต่างด้าวหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หรือการถือหุ้นแทนเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ยังไม่ได้รับอนุญาต กฎกระทรวงที่ออกใหม่ไม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว
หากกิจการใดกฎหมายเปิดให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยตรง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นอมินีเพื่ออำพรางสัญชาติผู้ถือหุ้น แต่หากนำบริษัทไปประกอบธุรกิจประเภทอื่นที่กฎหมายยังสงวนหรือมีข้อจำกัด และใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย การกระทำดังกล่าวก็ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม
“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่ากฎกระทรวงนี้ทำให้นอมินีถูกกฎหมาย เพราะไม่เป็นความจริง อะไรที่ผิดกฎหมายอยู่ก่อนก็ยังผิดเหมือนเดิม การลดขั้นตอนทางธุรกิจไม่ได้ลบกฎหมายที่ใช้ป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของทุนต่างชาติออกไป” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เช่นเดียวกับข้อกังวลเรื่องการฟอกเงิน การโอนกำไร หรือการหลีกเลี่ยงภาษี กฎกระทรวงดังกล่าวไม่ได้ยกเลิกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายภาษี หรืออำนาจตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ได้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายเพียงเพราะมีการลดขั้นตอนการขออนุญาตบางประเภท
สำหรับข้อกังวลว่าการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจบางประเภทจะกระทบผู้ประกอบการ SME ไทย รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและประเมินผลอย่างจริงจัง ทั้งผลต่อการแข่งขัน การจ้างงาน และผู้ประกอบการไทย แต่การฟันธงล่วงหน้าว่า SME ด้าน HR และ IT “จะต้องตายทั้งหมด” จำเป็นต้องมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ แบบจำลองผลกระทบ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ไม่ควรนำข้อคาดการณ์มาเสนอเสมือนเป็นผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการพิจารณา รัฐบาลได้รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเคยอยู่ในร่างเดิมได้ถูกตัดออกก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย สะท้อนว่าการพิจารณาไม่ได้เป็นการเปิดทางให้ทุนต่างชาติโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่มีการรับฟังและปรับรายละเอียดก่อนดำเนินการ
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อคือการติดตามผลให้ชัดเจนว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวอย่างไร ทั้งการจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การแข่งขันที่เป็นธรรม ตลอดจนผลกระทบต่อ SME และผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
“รัฐบาลไม่ได้บอกว่าทุนต่างชาติไม่ต้องถูกกำกับ และไม่ได้บอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย หน้าที่ของรัฐบาลคือเปิดรับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ พร้อมรักษากติกาและระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง แต่การนำเรื่องการลดใบอนุญาตซ้ำซ้อนไปขยายเป็นการ ‘ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว’ เป็นข้อสรุปที่เกินกว่าสิ่งที่กฎกระทรวงกำหนด” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า การตั้งคำถามเรื่องทุนต่างชาติเป็นเรื่องที่ทำได้และรัฐบาลพร้อมรับฟัง ทั้งคำถามว่าคนไทยได้ประโยชน์อะไร SME ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือระบบกำกับที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ แต่การอภิปรายควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ควรทำให้คำว่า “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กลายเป็นความหมายว่า “ต่างชาติไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย”
“วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ และถามรัฐบาลได้เต็มที่ แต่ต้องวิจารณ์จากสิ่งที่กฎหมายเขียนจริง การลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่การลดอธิปไตยของประเทศ และการเปิดให้ลงทุนภายใต้กติกา ไม่ใช่การยกอำนาจทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติ รัฐยังเป็นคนกำหนดกติกา รัฐยังเป็นคนกำกับ และกฎหมายไทยยังใช้กับทุกคนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย” นางสาวลลิดากล่าว