อภิสิทธิ์-กรณ์ ประสานเสียงขย่มงบฯ 70 เตือนรัฐบาลจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดักกู้เงิน

7 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘อภิสิทธิ์’ ขอจับตา ‘รัฐบาล’ เสี่ยงทำผิดรัฐธรรมนูญ ‘จัดงบลงทุน’ น้อยกว่ากฎหมายกำหนด ’กรณ์‘ ชงหั่นงบปี 70 ทั้งกระดาน 10% เปิดทาง ‘ครม.’ จัดสรรใหม่ แก้โครงสร้าง 5 ด้าน เตือน ‘รัฐบาล’ หากยังจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดัก

วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัเป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอเสนอตัดงบในภาพรวม จำนวน1.5แสนล้านบาท เพราะมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาประเทศ รวมถึงเป็นปีที่รัฐบาล ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้จะมีเงินเติมในระบบอีก 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นแล้วเมื่อพิจารณาถึงสถานะของประเทศในประเด็นหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน และยังมีหนี้ที่ค้างในรัฐวิสาหกิจ หรือ ธนาคารของรัฐอีก เป็นเรื่องอันตราย ตนผิดหวังที่ กมธ. ไม่พยายามรีดไขมัน เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง ช่องว่างรับมือสถานการณ์วิกฤติที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ย้ำว่ายังมีวิกฤติที่ยังไม่สิ้นสุด

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า หากอยากสะสางโครงสร้างงบประมาณ และหากกังวลต่อกับดักงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ต้องเริ่มจากการทำงานและพูดความจริง ทั้งนี้เมื่อมีรายละเอียดงบประมาณปรากฎ พบว่างบประมาณปีนี้ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีเสถียรภาพ มั่นคงยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกำหนดให้มีงบรายจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของบประมาณ แต่งบประมาณที่ถูกเสนอ รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด เกิน 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุล เกินมาเพียง 1.7 พันล้านบาท

“กมธ.เห็นรายละเอียดงบแล้ว ไม่ตั้งคำถามหรือ ที่นับเป็นรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ เพราะที่ผมเห็นใน 2 รายการ ที่ไม่น่าจะใช่ คือ งบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ตั้งไว้ 1แสนล้านบาท บอกว่ามี 6หมื่นล้าน คือ รายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบฉุกเฉินไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ บอกว่า 60% ของยอดที่นายกฯ หรือ ครม. อนุมัติเป็นงบลงทุน ผมไม่เชื่อ เพราะหากดูตัวเลขใช้จ่ายงบฉุกเฉินปีผ่านมาเติมโคงการไม่ใช่รายจ่ายลงทุนในสัดสวนที่สูงมาก และ นับค่าบริการคลาวน์ภาครัฐ ค่าเช่าอีก 4.5พันล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ผมมองว่าไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ลงทุนเรื่องคลาวน์ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลเพื่อภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีกฎหมายใช้ต้องบังคับใช้จริงจัง ทั้งนี้หากรัฐบาลจัดไม่ได้ต้องแถลงต่อสภา แต่ทำไมถึงไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา หรือบังคับใช้กฎหมายเที่ยงธรรม ตนยืนยันว่าควรตัดลดวงเงินงบประมาณ รายจ่ายที่ไม่จำเป็นสุ่มเสี่ยงทุจริตและจัดเพิ่มงบลงทุนและให้มีพื้นที่การคลังเพื่อแก้ปัญหา เรื่องดังกล่าวตนจะติดตาม เพราะงบแสนล้านที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติ จะดูว่ามีเจตนาเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และใช้งบกลาง 60% เพื่อรายจ่ายลงทุน หากไม่ใช่ แปลว่าผิดกฎหมาย ตนมีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

ขณะที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองประธานกมธ. ชี้แจงโดยยืนยันว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 4 งบรายจ่ายปี 70 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท ว่า ตนได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณโดยรวม 10% เจตนาไม่ใช่เพื่อลดวงเงินโดยรวมของรัฐบาล แต่เพื่อเปิดช่องให้ ครม.นำเงินส่วนที่ปรับลดไปนั้น กลับไปจัดสรรใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งโจทย์สำคัญที่เราหวังว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณในการแก้ไขมีด้วยกัน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การศึกษา 2.สังคมสูงอายุ 3.หนี้ครัวเรือน 4. ประสิทธิภาพการผลิต 5.การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

นายกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้โทษรัฐบาลทั้งหมด แต่วันนี้เรามีปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องงบประมาณ ซึ่งมีปัญหาสองส่วน คือการจัดสรรงบฯ และรายได้ วันนี้ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เงินไม่พอที่จะมาจัดสรร และแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะอ้างไม่ได้ว่า จัดสรรงบประมาณให้ไม่ได้เพราะเงินไม่พอ เพราะรัฐบาลเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ตัวเอง โดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ก็เอาไปใช้กับโครงการเดิมๆ ไม่ได้แจกโดยตรงให้กับประชาชน แต่นำไปจัดซื้อพัสดุภัณฑ์ หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ไม่ได้นำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยยกตัวเลขการจัดเก็บรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพี อยู่ที่ 14% ซึ่งถือว่าลดลงมาเรื่อยๆ จากปีที่ผ่านมา ทซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ทนอกจากนี้การจัดเก็บรายได้กว่า 99% มาจากการจัดเก็บภาษีจากคนทำงาน มีเพียง 1% ที่จัดเก็บจากอภิมหาเศรษฐีหรือกลุ่มคนร่ำรวย ทสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการจัดเก็บภาษี ที่ต้องมีการแก้ไข ททอีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราอยู่ที่ 2% ททซึ่งถือว่าต่ำมาก ดังนั้นเราต้องมีการคิดว่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างไร ไม่เช่นนั้นเราจะติดกับดักงบประมาณอย่างแน่นอน ผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ จึงอยากกระตุ้นเตือนรัฐบาลว่า เรามีภาระหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็ว

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า หากยังยึดความคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี บทบาทของต่างชาติในระบบเศรษฐกิจ จุดยืนต่อรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถืออยู่ รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เราจะหวังผลแบบใหม่ไม่ได้ เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในอนาคตต่อไป

งบปี 70ประชาธิปัตย์พรรคประชาธิปัตย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Leave a comment