8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯนำครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 Resilient Thailand ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน” ปลุกวปอ. หลายปท.สร้างอาวุธเอง ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ลั่นปัญหาชายแดน พร้อมสู้กลับหากโดนเปิดก่อน ด้านนักศึกษา วปอ.68 แถลงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ชง “สว.เลือกตั้ง-ยุบอบจ.-เพิ่มอำนาจประชาชน” ด้าน“สนธิ”ประกาศ“ทวงคืนประเทศไทย” 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว จับตากกต.จะมีมติ 5 ต่อ2 ปมฮั้ว สว.ขีดเส้น 14 ก.ย. หากมีตัดตอน เตรียมยกระดับชุมนุม“จตุพร”ชี้ลงถนนช่วงนี้ยังไม่สุกงอม ลุ้น 2วันชี้ชะตา 14 ก.ย.กกต. ลงมติคดีฮั้ว สว.รวมถึง 28 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินคดีบัตรเลือกตั้ง อาจถูกกวาดทั้งกระดาน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยมีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหาร ทหารบก(ผบ.ทบ.)พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พร้อมด้วย พล.ท.อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ
ดีใจวปอ.68กับรัฐบาลคิดตรงกัน
โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีและดีใจมากที่ได้กลับมาวปอ.ในอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเกือบไม่ได้มาเพราะกำหนดการช่วงนี้เดินทางมาก วปอ.รุ่นที่ 68 ถือว่าเป็นเพราะรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดตนเป็นผู้ลงนาม ส่วน “Resilient Thailand” ภายใต้แนวคิดนี้ ตนดีใจว่าโจทย์ที่ตั้งตรงกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ คือในวันที่โลกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง คำว่า Resilient ไม่มีสปีชของผู้นำ ซึ่งได้วางกรอบไว้ “Resilient” ก็คือไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่ง วิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม ตนอยากให้ใส่วงเล็บ.”Moving Forward” หลังจากที่มีปัญหามีการล้ม หยุดนิ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ของความก้าวหน้าต่างๆซึ่งเกิดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปแล้ว เราต้องเอาอุปสรรคเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เราขับเคลื่อน ไปด้วยความรวดเร็ว ที่สูงขึ้นและด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วยความรอบรู้ที่เราได้ผ่านมา
ชู3หลักคิดเปลี่ยนประเทศ
นายกฯ กล่าวด้วยว่า หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่าง คือเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเราเห็นตรงกัน โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยราย 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญ แต่ก็ต้องหาคนไกลที่ทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น แต่ครึ่งเดือนนี้พาเราไปถึงโลกอนาคตไม่ได้ ต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ หากดูในอนาคตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ปลุกสร้างอาวุธเอง
นายกฯ กล่าวช่วงหนึ่งว่าในอดีตที่เราพูดถึงความมั่นคงเราจะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธอะไรให้ประเทศมีความพร้อม วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าวันไหนเขาจะอยู่ข้างไหนหรือเขาจะเลือกว่าจะให้อาวุธนี้กับใคร เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร แต่เราต้องหายใจด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษาวปอ.หลายคน ที่อยู่ในแวดวงความมั่นคง คงจะได้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งรมว.กลาโหมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับตน ว่าอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศ ถือว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ ทำให้ได้รับความยำเกรง จากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเราได้ในระดับที่เรียกว่าวางใจได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตนได้รับการป้อนมา เนื่องจากรัฐบาลที่ตนเข้ามาในช่วงที่ทุกท่านก็คงทราบว่า มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมาตลอดเวลา ก็คือความพรั่งพร้อม ของกองทัพ
หากถูกกระทำก็ต้องสู้กลับ
นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรงตะเข็บชายแดน อาจจะมีความรู้สึกมากกว่าเรา เพราะท่านไม่รู้ว่าวันไหนจะมีเสียงระเบิดตกใส่ มีหลายครั้งตกกลางหลังคาบ้าน ซึ่งอาวุธที่เขาถล่มเข้ามามีความรุนแรง มีกำลังมีพลัง และมีน้ำหนักมาก ด้วยความเร็วและทิศทางที่กำกับไม่ได้ และไม่ได้ตกในพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เขามีอยู่ 10,000 ลูกใช้ไป 7,000ลูกเข้ามาในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่ารับได้ เราก็ไม่ใช่คนไทย สิ่งที่เราถูกกระทำมาแล้วมีคำตอบเดียว คือ ต้องสู้กลับไม่มีทางเลือกอื่น และต้องให้เห็นว่าอย่าทำอีก นี่เป็นเรื่องสำคัญหากทำอีก เราก็พร้อมที่จะตอบสนองให้รู้ว่าเขาตัดสินใจผิดที่คิดจะมาวุ่นวายมารุกรานประเทศไทย
‘นครินทร์’อดีต ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายหลักสูตร วปอ.68ชี้อำนาจ สว. ความชอบธรรมต่ำ เผยมี’กรธ.ปี60’สารภาพ ระบบการเลือก ‘สว. 67’เป็นความผิดพลาดที่สุด แต่ต้องรับชะตากรรม ย้ำรธน.ใหม่ ต้องเป็นของทุกสี ไม่ใช่สีใดสี หนึ่ง เตือนแม้ให้ผู้เชี่ยวชาญร่าง อาจพาลงเหวได้เหมือนกัน
‘นครินทร์’ชี้สว.ความชอบธรรมต่ำ
ขณะที่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในกิจกรรมเสวนาวิชาการ NDC’68 Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Resilient Thailand’ โดยบรรยายไล่เลียงพัฒนาการทางการเมืองไทยในช่วงต่างๆ ตามประวัติ ศาสตร์ดยชี้ว่า ช่วงปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนของการปฏิรูปการเมืองใหม่ที่นำมาสู่ฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา การเลือกตั้ง และออกแบบการเมืองใหม่ตลอดเวลา มีรัฐธรรมนูญปี 2540, 2549, 2550, 2557, 2558 และ 2560 ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศ ไทยมีปัญหาเรื่องระบอบการปกครองประเทศ เราสร้างบ้านแล้ว ไม่ตกลงปลงใจว่าจะใช้โครงสร้างเดิมไปโดยตลอด มีการรีโนเวทตลอดเวลา หรือต่อเติมบ้านตามอำเภอใจ
“การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ผมอาจจะพูดแรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่า (ความชอบธรรม) ไม่สูงมาก เนื่องจากระบบที่มาคือการเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้” นายนครินทร์ กล่าว
สังคมไทยคาดหวัง-ข้อเรียกร้องสูง
นายนครินทร์ กล่าวว่า ตนมองว่าสังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังและข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง แต่ขณะเดียว กันก็มีความขัดแย้ง (cleavages) ที่เกิดจากความหลากหลายมิติทั้งเรื่องชนชั้น การทำงาน รสนิยม การศึกษา ทัศนคติ นำมาสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองในหลายลักษณะ เช่น ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตนเองเชื่อว่าไม่น่าจะจบในช่วงชีวิตของตนเอง
นายนครินทร์ ระบุว่ารัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันสังคมต่างๆ มีความชอบธรรม อำนาจในการดำเนินการต่างๆ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน เช่นเดียวกับความไว้วางใจซึ่งเป็นคุณค่าอย่างสูงมากในทางการเมือง ปัญหา คือรัฐธรรมนูญไทย มีทั้ง 2 ประการอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เช่น ความไว้วางใจต่อการจัดการเลือกตั้งค่อนข้างต่ำ รวมถึงการทำประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรม นูญฉบับใหม่ 2 ครั้งก่อนหน้า เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
อนาคตการเมืองไทยยังไม่แน่นอน
สำหรับอนาคตของการเมืองไทย นายนครินทร์ มองว่ายังมีความพร่ามัวไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใดก็ได้ หรืออาจไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด ความอิหลักอีเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้น แต่การยกระดับนั้นจะไม่มีทิศทาง กระจัดกระจาย เพราะคนไทยความหวังไม่ตรงกัน
“หากเรากระจัดกระจายแบบไม่มีทิศทาง จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคตเลย” นายนครินทร์ กล่าว
เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของปัญหา
นอกจากนี้ นายนครินทร์ ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ หนี้สาธารณะ ที่จะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของการเมืองไทย จนมีการวิเคราะห์กันโดยผู้เชี่ยวชาญว่า ต่อไปก็จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ. รวมถึงการมีสังคมย่อยๆ อยู่ภายในสังคมไทยโดยรวม แบ่งแยกคนออกเป็นหลายชนชั้นอย่างตายตัว ปัญหาที่ตามมาจะชัดมาก เพราะการขยับข้ามสังคมจะมีความยากลำบากได้ การศึกษาก็คาดหวังไม่ได้ ต้องอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน หรืออำนาจพิเศษ ในการขยับเคลื่อนสถานะ
“พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา สังคมและการเมืองไทยพัฒนาไปตามนิสัยใจคอของคนไทย หรือพูดแบบหยาบๆ ก็คือ สันดานของคนไทยเอง”
จากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา วปอ. 68 สอบถาม โดย รศ.ดร. ธนพร ศรียากูล ตั้งคำถามว่า มีแนวคิดของนักวิชาการอาวุโสมองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองแบบคุมเชิง ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยไปด้วย มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงคุมเชิงกันอยู่หรือไม่ คือไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในวันหน้าอาจยังคุมเชิงกันอยู่แบบนี้ เราจะอยู่กันอย่างไร
ยังต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ
นายนครินทร์ ตอบว่า เราอยู่กันแบบนี้เพราะเราอุปนิสัยใจคอเป็นแบบนี้ เราก็คงต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ และช่วงชิงโอกาส จังหวะ หากช่วงไหนทำได้ก็ทำ แต่เวลาทำต้องคำนึงว่า คนอื่นยอมรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อทำแล้วยั่งยืนหรือไม่ มีสัมฤทธิผลหรือไม่ ประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ หรือตกอยู่กับเพียงพวกพ้อง ซึ่งยังคงเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว
“ผมก็สงสัยว่าจะคุมเชิงอยู่ได้อีกกี่ปี สุดท้ายเราจะแพ้ภัยอายุขัยของตนเอง เรื่องนิสัยใจคออาจจะพอเปลี่ยนกันได้บ้าง เพราะผู้นำที่มีบารมีจะส่งต่ออำนาจให้กับลูกหลาน เช่นเจ้าพ่อที่ส่งต่ออำนาจให้กับรุ่นลูก ซึ่งจะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรหรือหน่วยงาน”นายธนพร กล่าว
พร้อมกันนี้ นายธนพร ตั้งคำถามอีกว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่า จะได้ผลลัพธ์เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินเข้มหรือไม่
รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี
นายนครินทร์ย้ำว่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่แสดงออกเหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ปัญหาคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะทำจริงหรือไม่ หรือให้ใครยกร่าง ที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญพารัฐธรรมนูญลงเหวได้เหมือนกัน
นายนครินทร์ กล่าวด้วยว่า เคยได้รับฟังจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ที่ระบุว่า มีความเสียใจมากที่สุด ไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดของ กรธ. คือระบบการเลือก สว. ถือเป็นความผิดพลาดที่สุด เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญควรเป็นของทุกคน
นศ.วปอ.แถลงข้อเสนอเชิงนโยบาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ.รุ่นที่ 68 ภายใต้กรอบแนวคิด “Resilient Thailand” พลิกฟื้นประเทศไทยสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับฟังข้อเสนอ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพ
โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อแวดวงการเมืองไทยอย่างมากคือข้อเสนอต่อรัฐบาลในส่วนของ “การสร้างการเมืองแห่งพื้นที่เสรีภาพ การต่อรอง และรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน” (Resilient Institutionalization of Political Power)ซึ่งระบุว่า “การเมืองคือพื้นที่แห่งเสรีภาพในการต่อรอง และความรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน ภายใต้กติกาที่เสมอภาค”
ผ่า4สภาพปัญหาที่ฉุดรั้งประเทศ
คณะศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 ได้ฉายภาพปัญหาสำคัญของการเมืองไทยในปัจจุบันออกเป็น 4 มิติหลัก ประกอบด้วย
- กติกาสูงสุด : ปัญหาจากการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
- สถาบันนิติบัญญัติ : ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเปลี่ยนจากระบบเลือกตั้งสู่ระบบผสม (ปี 2550) และระบบเลือกกันเอง (ปี 2560) จนกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ปัญหาด้านความชอบธรรมทางการเมือง
- การกระจายอำนาจ : โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ที่มีความซ้ำซ้อนกันในเชิงพื้นที่ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อีกทั้งการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางยังคงไม่มีความชัดเจน
- การมีส่วนร่วมของประชาชน : ภาคประชาชนถูกลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบและถอดถอน ในขณะที่กระบวนการจัดทำประชาคมในปัจจุบันกลายสภาพเป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ยื่น‘ข้อเสนอตามกรอบ 3R’
เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว วปอ.รุ่นที่ 68 ได้นำเสนอแนวทางขับเคลื่อนผ่านสูตร 3R อย่างเป็นระบบ คือ RETHINK (คิดโจทย์ใหม่ – 4 หมุดหมาย) -จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเจตจำนงร่วมที่ผ่านประชามติ พร้อมสถาปนาอำนาจการตรวจสอบถอดถอนให้เป็นของประชาชน -ปฏิรูปวุฒิสภาให้มีความอิสระ โดยกำหนดให้ที่มาของสมาชิกยึดโยงใกล้ชิดกับประชาชน -ขจัดความซ้ำซ้อนของ อปท. ให้อำนาจและงบประมาณไหลตรงสู่ อปท. ฐานราก -เปลี่ยน “พิธีกรรมประชาคม” ให้กลายเป็นอำนาจที่ยั่งยืนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
REBOOT(ปรับปรุงระบบเดิม) -จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมติมหาชน เพื่อสร้างข้อตกลงทางสังคมที่มั่นคง -สร้างวุฒิสภาให้มีความชอบธรรมทางการเมือง และสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ -ยุบ อบจ. เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนเชิงพื้นที่ แล้วทำการถ่ายโอนอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรลงสู่เทศบาล และ อบต. โดยตรง -เปลี่ยนผ่านระบบประชาคมแบบเดิม สู่ระบบคราวด์ซอร์สซิง (Crowdsourcing) ออกกฎหมายให้ประชาชนเข้าชื่อยับยั้งได้ง่ายขึ้นและมีผลผูกพันหน่วยงานรัฐ
REINVENT(พลิกโฉมกลไก) -สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน –กำหนดให้การถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นเป็น “มาตรการที่ต้องปฏิบัติ” -สถาปนาอำนาจประชาชนในการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมถึงยับยั้งการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐ
มาตรการด่วนที่สุดที่ต้องเริ่มทันที
สิ่งที่ วปอ.68 เน้นย้ำว่าเป็น “สิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มทำทันที” เพื่อพลิกโฉมการเมืองไทย มี 2 ข้อเสนอหลัก คือ 1. แก้รัฐธรรมนูญ – สว.ต้องเลือกตั้ง : ให้รัฐบาลและพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลประกาศ “ปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อย่างเป็นทางการ พร้อมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เพื่อเปลี่ยนให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยทันที
- ติดเบรกโครงการรัฐ : เร่งยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของประชาชนในการ “ยับยั้งโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่” โดยกำหนดให้ผลการคัดค้านนั้น มีผลผูกพันในทางกฎหมาย ต่อหน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการ หรือผู้ออกใบอนุญาตทันที
ทั้งนี้ รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมแนวคิดของนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 พร้อมยืนยันว่าจะรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายชุดนี้ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาอย่างละเอียด เพื่อนำไปต่อยอดปฏิบัติจริงในการปฏิรูประบบราชการและขับเคลื่อนประเทศต่อไป
‘สนธิ’ประกาศ‘ทวงคืนประเทศไทย’
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ นายนิธิธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.
โดยนายสนธิ กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีตคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน
นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา( สว.)ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ2ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง
นัดบุกสถานทูตอิสราเอล10ก.ย.
นายสนธิ ยังเปิดเผยกำหนดการเบื้องต้นว่า ในวันที่ 10 ก.ย.2569 เวลา 09.30น.จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เพื่อขอให้ดำเนินการเนรเทศบุคคลสัญชาติอิสราเอลที่เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศไทยและหลังจากนั้นจะจับตาสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวันที่ 14 กันยายน ซึ่งอาจเป็นจุดสำคัญต่อทิศทางการเคลื่อนไหว ต้องการวัดให้เห็นว่าประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาล มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม
“ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใด ๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”นายสนธิกล่าวย้ำ
‘อนุทิน’ไม่ได้ฟัง‘สนธิ’ทวงคืนปท.
เวลา 14.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีได้ฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงประกาศทวงคืนประเทศไทยในวันเดียวกันนี้หรือไม่ว่า “ ไม่ได้ฟังครับ”
เมื่อถามว่า นายสนธิระบุว่าหลังวันที่ 14 กันยายนจะยกระดับ หากประเด็นการฮั้วสว. มีความเคลื่อนไหว นายกฯ ที่กำลังเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าได้หันมาพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า”อ๋อครับ”เมื่อถามว่านายสนธิได้ท้าให้นายกฯดีเบตด้วยผ่านทางโซเชียล นายกฯ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า”ครับ” และเดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
‘จตุพร’ชี้ลงถนนช่วงนี้ยังไม่สุกงอม
วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์ ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีนายสนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทยว่า มองการลงถนนในสถานการณ์ขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในลักษณะคล้ายๆกับเมืองไทยรายสัปดาห์สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เพราะนายสนธิ ก่อนหน้านี้ไม่ได้มาไล่รัฐบาล ไม่ได้มาเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก แต่มาจัดการเรื่องสีเทา ยิวเทา รัสเซียเทา อินเดียเทา และไทยเทา และจะไปสถานทูตอิสราเอล ทำเนียบรัฐบาล ยังไม่ได้เปิดค่ายเต็ม และจะเรียงลูกระนาดตามลำดับ การไปยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล หรือทำเนียบรัฐบาล จะมีคนจำนวนหนึ่งไปร่วม แต่ไม่ใช่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เหมือนสงครามสีเสื้อช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา
จับตา14ก.ย.แง้มอาจฟันเกิน100
“และต้องดูผลของวันที่ 14 ก.ย. ที่กกต.จะลงมติคดีฮั้ว สว. ผมยังเชื่อว่า กกต.จะไม่เลือกทั้งแนวทางคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 การข่าวของผมเขาน่าจะสั่งฟ้องเกิน 100 คน เพียงแต่ว่าเอกสารมันหลุดทั้ง 2 ชุดนั้น ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็ล้วนแต่มีผลข้างเคียงทุกรูปแบบ”
เมื่อถามว่าทำไมประเมินว่า กกต. จะส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกาเกิน 100 คน นายจตุพร กล่าวว่า “เนื่องจากเอกสารทั้งคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 และ กกต.ปล่อยเอกสารหลุด ก็มีเจตนาพิเศษอยู่แล้ว ไม่ว่า กกต.ชุดนี้จะมีที่มาอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งนั้น ถ้าจัดการอะไรที่มันผิดกฎหมาย 157 อย่างชัดเจนเขาก็คงเห็นเส้นทาง กกต.ก่อนหน้านี้ชุดที่มีเสียชีวิต 2 ติดคุก 2 ลาออก 1 ว่าบั้นปลายนั้นไม่มีใครสามารถไปคุ้มครองใครได้”
อาจไม่ถึงนักการเมืองตัวเป้ง
เมื่อถามว่า ยอดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เป็น สว.100 กว่าคน ถ้าส่งศาลฎีกาเกิน 100 คน คาดว่าส่วนที่ส่งศาลฎีกาน่าจะเป็น สว.ทั้งหมดไหม หรือมีเครือข่ายพรรคการเมืองผสมด้วย นายจตุพร กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะถึงคนในรัฐบาล หรือคนที่เป็นนักการเมืองตัวเป้ง แต่ในส่วนของ สว.และกระบวนการที่เกี่ยวข้องบางคน ไม่ครบทุกคน เกิน 100 คน แต่จะเกินไปเท่าไหร่ขึ้นกับ กกต.จะตัดสินใจสุดท้าย เพราะถ้าเอกสารไม่หลุดออกมา เขาจะเดินวิธีการอย่างไรก็ได้ แต่พอเอกสารหลุดออกมาทั้ง 2 ฉบับ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะให้หลุดทั้งหมด
ปูดคนที่ปล่อยเอกสารคนในกกต.
เมื่อถามว่า ถ้าตัดสินใจแบบนั้นจะไม่กระทบกับฐานอำนาจของบางพรรคการเมืองหรือ เพราะส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ในรัฐสภา นายจตุพร กล่าวว่า ในการทำสำนวนสั่งฟ้อง ท้ายที่สุดก็ทำเฉพาะสายสีน้ำเงิน 229คน ไม่ไปแตะการเมืองอีก 3 สาย ซึ่งอนุฯชุดที่ 26 ถ้ามีสติดีเอสไอทำให้ครบทุกสายการเมืองและพิจารณาทีเดียว แต่ก็ปล่อยเลยเถิดจนมติคณะอนุฯชุดที่ 26 ออกมา แล้วใช้วิธีเป่าโดยคณะอนุฯชุดที่ 36 มันก็ถึงคราววินาศ
“คนที่ปล่อยเอกสารเป็นคนใน กกต. แหล่งข่าวผมก็เป็นตัวการสำคัญ แต่เขาใช้วิธีมาวางเอกสารเอง เป็นคนใน กกต.ที่ใครๆก็รู้จัก”
เมื่อถามว่าเขาปล่อยเอกสารหลุดทำไม นายจตุพร กล่าวว่า “เพราะมันเดินไปไม่ไหวแล้ว และท้ายที่สุดอย่างที่ผมบอก ก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งสิ้น มีลักษณะไถ่โทษหรือแสดงเจตนาบางอย่าง คนมองเพียงแค่ที่มาอย่างไร แต่ว่าแต่ละคนมองว่าที่ไปอย่างไร”
28ก.ย.อาจจะกระทบสส.500คน
นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่จับตาดูคือ วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ผมมองว่ายัง 50 – 50 ซึ่งเป็นประเด็นที่ใครไม่คิดว่า จะกวาดเกลี้ยงทั้ง 500 คน ลองดูลีลาของศาลรัฐธรรมนูญที่เดินเกมเรื่องนี้อย่างแยบยลที่สุด แม้กระทั่งวันที่ไต่สวนพยาน 5 ปาก ประธาน กกต.ซึ่งไม่ได้อยู่ในฐานะพยาน ศาลให้เข้าฟังด้วย หลังจากนั้น เดินเผชิญสืบครั้งแรก คนทั่วไปมองว่าเรื่องไม่มีอะไร แต่ผมตามและเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา โอกาสที่จะพลิกคว่ำเท่าๆกับรอด
เตือน“สีน้ำเงิน”อย่าใหญ่เกินไป
เมื่อถามว่า สีน้ำเงินเป็นความหวังเดียวของอนุรักษ์นิยม จะยอมให้รีเซ็ตหรือ นายจตุพร กล่าวว่า “ลองศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าสีน้ำเงินเขาต้องคิดระมัดระวังว่า ประวัติศาสตร์ไม่มีอะไรจีรัง มันขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าไม่มีอะไรผูกขาดและมีความเชื่อเด็ดขาด เพราะฉะนั้นก็ขึ้นกับบริบทและสถานการณ์ ณ ขณะนั้น”