‘ดร.สุวินัย’ กาง 7 End Game ม็อบ ‘สนธิ’ จะพาคนเหล่านั้นไปจบตรงไหน ?

9 กันยายน 2569 เวลา 07:41 น.

ดร.สุวินัย

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 9 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความวิเคราะห์ถึงของ สนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “สนธิจะพาประชาชนไป End Game ตรงไหน?

สุวินัย ภรณวลัย

////
การเริ่มม็อบไม่ใช่เรื่องยากที่สุด
สิ่งที่ยากกว่าคือ
จะจบม็อบอย่างไร?
นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนคิดว่า
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ควรตอบให้ชัดเสียตั้งแต่วันนี้
เพราะหลังจากประกาศ
“เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
จะเดินสายทั่วประเทศ
จะเปิดแนวรบกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
และจะเริ่มพาคนออกจากโลกของสื่อเข้าสู่โลกของถนน
คำถามทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่
จะระดมคนได้กี่คน
แต่คือ
ถ้าระดมได้สำเร็จแล้ว จะพาคนเหล่านั้นไปจบตรงไหน? (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
ผู้เขียนลองตั้งสมมติฐานให้คุณสนธิอย่างดีที่สุดว่า
ประชาชนจำนวนมากคล้อยตามเรื่องเล่าของคุณสนธิทุกอย่าง เหมือนช่วงสมัยพีคของพันธมิตรฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2549-2551
ทำให้การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิขยายตัวขึ้นจริง ในระดับเดียวกับม็อบกปปส. ปี พ.ศ. 2557
ต่อให้ม็อบสนธิไปถึงจุดนั้น
ผู้เขียนก็มองเห็น End Game ที่เป็นไปได้อยู่ไม่กี่แบบเท่านั้น
…..
End Game ที่หนึ่ง
กดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหา โดยรัฐบาลยังอยู่ต่อ
นี่คือ End Game ที่เบาที่สุด
คุณสนธิไม่จำเป็นต้องล้มรัฐบาลตามที่กล่าวอ้างแต่แรก
เพียงสร้างแรงกดดันมากพอให้รัฐบาล
เร่งคดีบางคดี
จัดการทุนเทา
แก้ปัญหาต่างชาติ
ทบทวนนโยบายบางเรื่อง
เปิดเผยข้อมูล
หรือจัดการคนบางกลุ่ม
หากเป้าหมายเป็นเช่นนี้
การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิสามารถประกาศชัยชนะเป็นเรื่อง ๆ ได้
รัฐบาลยอมเรื่องหนึ่ง
ม็อบก็เก็บแต้มหนึ่ง
แล้วกลับบ้าน
นี่เป็น End Game ที่ม็อบสนธิมีทางลงง่ายที่สุด
และน่าสังเกตว่า
คำพูดล่าสุดของคุณสนธิที่ว่า
“ไม่ไล่รัฐบาล แต่ให้อยู่ไม่เป็นสุข”
ดูจะใกล้กับฉากทัศน์นี้มากที่สุด
แต่มีปัญหาหนึ่ง
ถ้าเป้าหมายของม็อบสนธิเพียงต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเป็นเรื่อง ๆ
แล้วเหตุใดเรื่องเล่าจึงต้องขยายใหญ่ไปถึง
“ระบอบสีน้ำเงิน” และ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”?
เพราะยิ่งม็อบสนธิชูคำขวัญเรื่องเล่าเสียใหญ่โต
End Game แบบแก้ปัญหาทีละเรื่อง
ก็ยิ่งดูเล็กลงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ปลุกระดมเอาไว้
…..
End Game ที่สอง
กดดันจนอนุทินลาออก แต่รัฐบาลผสมเดิมยังอยู่
สมมติแรงกดดันของม็อบสนธิพุ่งตรงไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี
จนในที่สุดคุณอนุทินต้องลาออก
คำถามคือแล้วใครขึ้นแทน?
เพราะการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี
ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทั้งหมด
พรรคร่วมอาจเจรจากันใหม่
หานายกรัฐมนตรีคนใหม่
จัดสมการในสภาใหม่
แล้วรัฐบาลก็ดำเนินต่อ
หากเป็นเช่นนั้น
คุณสนธิอาจชนะ “อนุทิน”
แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่า
สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” หายไปแล้ว
จึงเกิดปัญหาทันทีว่า
ชัยชนะเหนือบุคคล
จะถือเป็นชัยชนะเหนือระบอบได้อย่างไร?
…..
End Game ที่สาม
ยุบสภา เลือกตั้งใหม่
นี่เป็น End Game ที่ชัดเจนที่สุดในระบบรัฐสภา
ถ้าคุณสนธิเชื่อว่า
รัฐบาลนี้หมดความชอบธรรม
ประชาชนไม่เอาแล้ว
ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
ก็คืนไพ่ทั้งหมดให้ประชาชน
เลือกตั้งใหม่
แล้วให้คนไทยทั้งประเทศตัดสิน
ปัญหาคือ
ผลการเลือกตั้งอาจไม่ได้ออกมาตามที่ผู้ชุมนุมต้องการ
พรรคที่คุณสนธิไม่ชอบ
อาจกลับมาอีก
พรรคภูมิใจไทยอาจได้มากกว่าเดิมก็ได้
หรือพรรคประชาชนอาจกลายเป็นผู้ชนะ
ไม่มีใครรู้
นี่คือธรรมชาติของการคืนอำนาจให้ประชาชน
คืนแล้วต้องยอมรับด้วยว่า
ประชาชนอาจเลือกสิ่งที่เราไม่ชอบ
ม็อบสนธิพร้อมรับผลแบบนั้นหรือไม่
End Game นี้ก็มีตรรกะในตัวเอง
…..
End Game ที่สี่
เกิดพันธมิตรต่อต้าน “ระบอบสีน้ำเงิน” ขนาดใหญ่
ฉากนี้น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้เขียน
เพราะวันนี้ไม่ได้มีเพียงคุณสนธิที่กำลังเคลื่อนไหว
ฝ่ายพรรคส้มเองก็กำลังเคลื่อนไหวเรื่อง ส.ว. และ กกต.
วันนี้สองขบวนยังเดินแยกกัน
ฐานมวลชนต่างกัน
ประวัติศาสตร์ต่างกัน
วัฒนธรรมการเมืองต่างกัน
แต่มีพื้นที่หนึ่งเริ่มซ้อนทับกันคือ
การต่อต้านสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
ถ้าวันหนึ่งสองกระแสบรรจบกัน
สนามการเมืองจะเปลี่ยนทันที
เพราะฐานสนธิเพียงลำพังอาจมีข้อจำกัดในการขยายมวลชน
แต่ถ้าฐานพรรคส้มเข้ามาร่วมด้วย
มันอาจกลายเป็นแนวร่วมข้ามรุ่น ข้ามสี
และข้ามประวัติศาสตร์การเมืองเดิม
ปัญหาก็คือ รวมกันเพื่ออะไร?
ล้มอนุทิน?
ยุบสภา?
แก้รัฐธรรมนูญ?
จัดการ ส.ว.?
หรือเพียงมีศัตรูร่วมกันชั่วคราว?
การมีศัตรูร่วมกันสามารถทำให้คนเดินถนนสายเดียวกันได้
แต่ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขามองเห็นประเทศไทยหลังชัยชนะเป็นประเทศแบบเดียวกัน
ดังนั้นยิ่งแนวร่วมใหญ่
คำถามเรื่อง End Game ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย
…..
End Game ที่ห้า
ม็อบสนธิขยายใหญ่ แต่ไม่มีใครสามารถปิดเกมได้
นี่ต่างหากที่ผู้เขียนคิดว่าน่ากังวลที่สุด
สมมติ Trigger เกิดขึ้นจริง ม็อบจุดติดจริง
ประชาชนจำนวนมากรู้สึก “รับไม่ได้”
มวลชนไม่ได้ออกมาเพราะคุณสนธิเรียกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
คนส้มออก
คนกลางออก
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ออก
ต่างจังหวัดเริ่มเคลื่อน
ถึงจุดหนึ่ง
คลื่นอาจใหญ่กว่าเจ้าของเวที
ตอนนั้นคำถามจะเปลี่ยนจาก
“คุณสนธิจะพามวลชนไปไหน?”
เป็น
“ยังมีใครพามวลชนไปไหนได้อยู่หรือไม่?”
นี่คือสิ่งที่การเมืองบนถนนมีความเสี่ยงเสมอ
คนจุดไฟ
ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมทิศทางของไฟได้ตลอดไป
ข้อเรียกร้องสามารถขยายตัว
กลุ่มใหม่สามารถเข้ามา
เป้าหมายสามารถเปลี่ยน
ความคาดหวังสามารถสูงขึ้น
จนไม่มีข้อเสนอใดพอจะประกาศชัยชนะและพาคนกลับบ้านได้อีก
นี่คือ Movement without Exit
เคลื่อนไหวได้
ขยายได้
แต่หาทางลงไม่ได้
…..
End Game ที่หก
วิกฤตถูกผลักจนกลไกนอกระบบเข้ามาเป็นผู้ปิดเกม
หากเกิดพร้อมกันทั้ง
รัฐบาลอ่อนแรง
สภาติดล็อก
ม็อบขยายตัว
ความชอบธรรมของสถาบันการเมืองตกต่ำ
และไม่มีฝ่ายใดสร้างทางออกในระบบได้
สุญญากาศทางการเมืองจะเกิดขึ้น
และเมื่อเกิดสุญญากาศ
ประวัติศาสตร์ไทยสอนเรามาแล้วหลายครั้งว่า
อาจมีผู้เล่นที่ไม่ได้มาจากสนามเลือกตั้ง
เสนอตัวเข้ามา “แก้ปัญหา”
ปัญหาคือ
เมื่อถึงตรงนั้น
ประชาชนที่ออกมาชุมนุม
อาจไม่ได้เป็นคนกำหนด End Game อีกต่อไปแล้ว
…..
End Game ที่เจ็ด
ไม่มี End Game เพราะม็อบแป๊กเสียก่อน
นี่คือฉากทัศน์ที่ง่ายที่สุด
และบางทีอาจเป็นฉากทัศน์ที่คนวิเคราะห์การเมืองมักมองข้ามที่สุด
เพราะเราชอบจินตนาการว่า
เมื่อแกนนำประกาศศึก
มวลชนจะต้องออกมา
เมื่อเดินสายทั่วประเทศ
มวลชนจะต้องเพิ่มขึ้น
เมื่อโจมตีรัฐบาลหนักขึ้น
แรงกดดันจะต้องสูงขึ้น
และเมื่อแรงกดดันสูงขึ้น
รัฐบาลจะต้องเข้าสู่วิกฤต
แต่ในโลกจริง
ลูกศรเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมกันโดยอัตโนมัติ
…..
คุณสนธิอาจจัดกิจกรรมได้
เดินสายได้
ปราศรัยได้
เปิดประเด็นใหม่ทุกสัปดาห์ได้
มีคนฟัง
มีคนแชร์
มีคนเห็นด้วย
และอาจมีคนออกมาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว
แต่ทั้งหมดนั้น
ยังไม่จำเป็นต้องกลายเป็น Movement (ขบวนการมวลมหาประชาชน)
…..
เพราะจากคนเห็นด้วย
ไปสู่คนยอมออกจากบ้าน
มีช่องว่างอยู่
จากคนออกจากบ้านหนึ่งครั้ง
ไปสู่คนกลับมาอีกครั้ง
ก็มีช่องว่างอีก
และจากคนกลุ่มเดิม
ไปสู่การขยายออกนอกฐานมวลชนเดิม
ยิ่งมีช่องว่างใหญ่กว่าเดิม
ดังนั้นเส้นทางที่คุณสนธิต้องผ่านจริง ๆ คือ
Mobilization
→ Expansion
→ Retention
→ Movement
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง
ขบวนการก็อาจหยุดอยู่กลางทาง
…..
ม็อบสนธิจึงไม่จำเป็นต้อง “แพ้”
เพราะรัฐบาลปราบ
ไม่จำเป็นต้องแพ้
เพราะแกนนำถูกจับ
และไม่จำเป็นต้องแพ้
เพราะมีใครออกมาสกัด
มันสามารถจบลงอย่างเงียบ ๆ ได้ด้วยเหตุผลง่ายที่สุดว่า
<< คนส่วนใหญ่ไม่ออกจากบ้าน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
นี่คือ End Game ที่น่าสนใจมาก
เพราะไม่มีฉากจบอันยิ่งใหญ่
ไม่มีชัยชนะ
ไม่มีความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์
ไม่มีรัฐบาลล้ม
ไม่มีการยุบสภาเพราะแรงม็อบ
ไม่มีอำนาจนอกระบบออกมาปิดเกม
มีเพียงกิจกรรมที่ยังจัดได้
รายการที่ยังพูดได้
การเดินสายที่ยังเดินได้
ผู้สนับสนุนเดิมที่ยังปรบมือ
แต่จำนวนคนใหม่ไม่เพิ่ม
และพลังทางการเมืองไม่สามารถสะสมจากกิจกรรมหนึ่ง
ไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่งได้
…..
ในที่สุด
สิ่งที่ประกาศใหญ่โตว่า
“เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
อาจค่อย ๆ ลดรูปลงเหลือเพียง
Campaign ที่มีผู้ติดตาม
แต่ไม่เคยเปลี่ยนสถานะเป็น
Movement ที่สามารถเปลี่ยนสมการอำนาจ
…..
และนี่ต่างหาก
คือความหมายของคำว่า “แป๊ก”
ที่ผู้เขียนใช้
มันไม่ได้หมายความว่า
วันที่ 10 กันยายนต้องมีคนเพียงหลักร้อย
หรือวันที่ใดวันหนึ่งมีคนออกมาน้อยกว่าที่คาด
ต่อให้วันหนึ่งมีคนออกมาหลักหมื่น
ก็ยังตัดสินไม่ได้
เพราะคำถามไม่ใช่
“วันนี้มากี่คน?”
แต่คือ
“มันขยายตัวและรักษามวลชนจนกลายเป็นขบวนการทางการเมืองที่ต่อเนื่องได้หรือไม่?”
…..
ดังนั้น เมื่อกางกระดานทั้งหมดแล้ว
End Game ของคุณสนธิจึงอาจไม่ได้มีเพียง
รัฐบาลยอม
นายกรัฐมนตรีออก
ยุบสภา
ส้มกับเหลืองบรรจบกัน
วิกฤตไร้ทางลง
หรืออำนาจนอกระบบเข้ามาปิดเกม
ยังมีฉากสุดท้ายที่ธรรมดากว่านั้นมาก
คือ
<< ไม่มีใครต้องมาปิดเกม
เพราะเกมค่อย ๆ ปิดตัวมันเอง >>
…..
เสียงกลองยังดัง
รายการยังออก
เรื่องเล่ายังดำเนินต่อ
ผู้ศรัทธายังอยู่
แต่คนที่อยู่นอกโลกของสื่อสนธิ
ไม่ได้เดินตามออกมามากพอ
และถ้าเป็นเช่นนั้น
End Game ที่เจ็ด
ก็มีชื่อสั้น ๆ เพียงสองพยางค์ว่า
“แป๊ก”
…..
คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ คำตอบน่าจะออกมาเองว่า
เป็น End Game แบบไหน
~ สุวินัย ภรณวลัย

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ม็อบจุดไม่ติดแน่นอนครับ”

“แฟนคลับแกหมดแล้ว แป้ก100%”

“End Game ที่เจ็ด ก็ควรเป็นได้ ขอบคุณมากครับ “

“เลข 7 มักจะเป็นเบอร์ประจำตัวของนักกีฬาประเภททีมที่โดดเด่นและมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ เช่น เบคแฮม โรนัลโด้ และอย่างเมื่อคืนก็มีดาวรุ่งทีมวอลเลย์บอลสาว น้องออมทรัพย์ก็เบอร์ 7 เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ เบอร์ 7 นำมาแบบไม่เห็นฝุ่นแน่นอนครับ”

“End game แบบที่ 1-6 คือมรณกรรมของประเทศ ขอเลือก End game แบบที่ 7 ค่ะ หรือไม่ก็ End game แบบ 6 ให้ผู้เล่นนอกระบบเข้ามาเหมือน สมัยกปปส จากนั้นผู้เล่นนอกระบบไปเชิญลุงตู่กลับมาเป็นนายก แล้วสื่อค่อยถล่มลุงตู่ใหม่ วนเวียนเป็น never ending story แบบเดิมๆ ค่ะ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ…จุด จุด จุด”

“เลือกข้อ คนไม่อยากออกจากบ้านค่ะ เพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี ปกติคนก็มักออกจากบ้านน้อยลงอยู่แล้ว เพราะการออกมาที มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นค่ะ”

“#ความพยายามเป็นของมนุษย์แต่ความสำเร็จเป็นของฟ้า”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

Leave a comment