อดีตผู้สมัคร สว.แฉยับ ขบวนการฮั้วสายสีส้ม กักตัว 400 ชีวิต ยึดมือถือ-แจกโพย จี้ กกต.ฟ้องยกเข่ง 14 ก.ย.นี้

9 กันยายน 2569 เวลา 15:39 น.

9 กันยายน 2569 จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดลงมติในคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีและ สส. 21 คน, สว. 138 คน, ผู้สมัคร สว. 51 คน และเครือข่าย 19 คน ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ล่าสุดมีเสียงสะท้อนจากอดีตผู้สมัคร สว.ออกมาเปิดโปงขบวนการฮั้วฝั่งตรงข้ามเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มที่ 11 (กลุ่มการท่องเที่ยว) รายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยว่า ตนเคยได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว.ประชาชน” หรือ “สายสีส้ม” โดยระบุว่าพฤติกรรมการฮั้วไม่ได้เกิดขึ้นแค่ฝั่งสีน้ำเงินเท่านั้น แต่ฝั่งสีส้มก็มีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและเป็นมืออาชีพเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 หรือก่อนวันเลือกระดับประเทศเพียง 1 วัน โดยเครือข่ายดังกล่าวได้นัดรวมตัวผู้สมัครเกือบ 400 คน เข้าไปในห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมกับมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทั้งการยึดโทรศัพท์มือถือ บังคับใส่สายรัดข้อมือ และกักตัวไว้

จากนั้นมีแกนนำขึ้นเวทีบรรยายกดดันทางจิตวิทยาเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อบีบให้ผู้สมัครในห้องยอมเสียสละ ไม่ลงคะแนนให้ตนเอง แต่ให้เทคะแนนเลือก “แคนดิเดตเป้าหมาย 10 คนของแต่ละกลุ่ม” ตามตารางโพยลับ 19 กลุ่มอาชีพ รวม 190 คน โดยตั้งเป้าผลักดันให้ได้ สว.อย่างน้อย 100 คน เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสอดรับกับความเคลื่อนไหวในช่วงคืนเดียวกัน

อดีตผู้สมัครรายนี้ เปิดเผยต่อว่า ตนได้นำหลักฐานพฤติกรรมการสมยอมและตารางโพยทั้งหมด ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ภายในกรอบเวลา 3 วันตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งทาง กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องมีมูลและหลักฐานแน่นหนา จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน (คณะที่ 26) พร้อมเรียกตนเข้าให้ปากคำและบันทึกถ้อยคำอย่างละเอียดถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ปัจจุบันในสำนวนลับของ กกต.มีรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาฝั่งสีส้มพัวพันสูงถึง 202 คน ซึ่งมีทั้ง สว.ตัวจริง และตัวสำรองในปัจจุบัน

ในประเด็นข้อกฎหมายสำคัญคือ การสมยอมกันในการเลือก และความผิดฐานให้และรับผลประโยชน์ เนื่องจากการเช่าห้องจูปิเตอร์ 1-3 มีมูลค่าค่าเช่ารวมค่าดำเนินการไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท การมีผู้คอยออกค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่เพื่อให้ผู้สมัครใช้เป็นจุดสมยอมกัน จึงเข้าข่ายการให้และรับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” เพื่อจูงใจให้เกิดการบล็อกโหวต ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 และ มาตรา 81 มีโทษทั้งตัดสิทธิทางการเมืองและมีโทษทางอาญา

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า กกต.อาจจะเร่งพิจารณาฟ้องเฉพาะฝั่งสีน้ำเงิน แต่เตรียมปัดตกสำนวนฝั่งสีส้มจำนวน 202 คนนี้เงียบๆ ทางผู้เสียหายจึงเตรียมยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.อีกครั้ง เพื่อเรียกร้องให้มีการลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 กันยายนนี้ หากเพิกเฉยอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

Leave a comment