‘จตุพร’ ชำแหละม็อบ ‘สนธิ’ เตือนอย่ายึดติดกับอดีต บริบทเปลี่ยนไปแล้ว แนะรัฐบาลอย่าปะทะ ต้องสร้าง’สนามผลงาน’

10 กันยายน 2569 เวลา 12:04 น.

จตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน วิเคราะห์การประกาศเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมองว่า การชุมนุมครั้งนี้ยังไม่มีเงื่อนไขเพียงพอที่จะขยายตัวไปสู่การล้มรัฐบาล เนื่องจากบริบททางการเมือง พฤติกรรมของมวลชน และรูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

นายจตุพรระบุว่า การชุมนุมแบบปักหลักยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือนแทบเกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน แม้บางเหตุการณ์จะสามารถเรียกประชาชนออกมาได้จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะ “มาเร็ว–กลับเร็ว” ไม่ได้อยู่ต่อเนื่องจนสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล

จตุพร พรหมพันธุ์
แฟ้มภาพ

ดังนั้น การนำภาพความสำเร็จของม็อบพันธมิตรฯ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นการประเมินศักยภาพของการชุมนุมสูงเกินความเป็นจริง

นายจตุพรย้ำว่า ในอดีตนายสนธิไม่ได้เป็นผู้ล้มรัฐบาลทักษิณด้วยตัวเอง ภาคประชาชนทำได้เพียงเปิดประเด็นและสร้างแรงกดดัน ส่วนผู้ปิดเกมคือกองทัพผ่านการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

เช่นเดียวกับการชุมนุมของ กปปส.ที่ไม่สามารถทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์พ้นจากอำนาจได้โดยตรง แม้จะเคลื่อนไหวต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน แต่สุดท้ายก็ต้องอาศัยการเข้ายึดอำนาจของกองทัพ
สถานการณ์วันนี้จึงยังไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเพียงชื่อของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” จะสามารถเรียกคนลงถนนแล้วล้มรัฐบาลได้เหมือนภาพจำในอดีต

การประกาศว่าจะ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” อาจปลุกอารมณ์ผู้คนได้ในระยะสั้น แต่ยังมีคำถามว่า จะเอาคืนจากใคร เอาคืนด้วยวิธีใด และเมื่อรัฐบาลยังมีเสียงสนับสนุนในสภาเพียงพอ ผู้ชุมนุมต้องการให้การเมืองเดินไปสู่จุดใด

หากไม่พอใจรัฐบาลและต้องการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ผู้จัดการชุมนุมก็ควรตอบให้ชัดว่า ต้องการสนับสนุนบุคคลใด ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและมีเสียงในสภาสนับสนุนเพียงพอ

แต่หากไม่มีคำตอบที่เป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวก็อาจถูกตั้งคำถามว่า กำลังผลักประเทศเข้าสู่ทางตัน หรือเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจด้วยวิธีพิเศษกันแน่

นายจตุพรมองว่า ปัญหาทุนเทา ต่างชาติใช้นอมินี และการถือครองที่ดิน เป็นเพียง “ไพ่ใบแรก” ของนายสนธิ แม้เป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้โค่นรัฐบาลได้ทันที

เหตุผลสำคัญคือรัฐบาลกำลังดำเนินการกับปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว ทั้งการตรวจสอบนอมินี การบังคับใช้กฎหมาย และการเนรเทศชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

หากรัฐบาลเร่งขยายผล จับกุมผู้กระทำผิด และเปิดเผยผลงานอย่างต่อเนื่อง ข้อกล่าวหาของผู้ชุมนุมก็จะถูกลดทอนน้ำหนักลง จนไม่เหลือเหตุผลเพียงพอสำหรับการปักหลักเคลื่อนไหว

นายจตุพรเสนอว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าหรือตอบโต้นายสนธิ เพราะยิ่งตอบโต้ก็ยิ่งยกระดับผู้เคลื่อนไหวให้กลายเป็นคู่ต่อสู้โดยตรงของรัฐบาล

ทางออกที่เหมาะสมคือเปลี่ยนสนามการปะทะเป็นสนามผลงาน เมื่อมีการชี้เป้าปัญหานอมินีหรือทุนเทา รัฐบาลก็ควรส่งตำรวจ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงพาณิชย์ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบทันที

หากรัฐบาลทำให้เห็นว่าเอาจริง ม็อบก็จะขาดประเด็นสำหรับขยายผล และกลายเป็นฝ่ายที่ต้องตอบคำถามว่าจะเคลื่อนไหวต่อไปด้วยเหตุผลอะไร

นายจตุพรเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับผลของคดีสำคัญในวันที่ 14 และ 28 กันยายน มากกว่าการประกาศระดมคนของนายสนธิ

หากผลการพิจารณาไม่ก่อให้เกิดวิกฤตทางกฎหมายหรือแรงกระเพื่อมรุนแรง การเคลื่อนไหวก็อาจไม่พบเชื้อเพลิงใหม่ และไม่สามารถรักษากระแสไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ม็อบครั้งนี้ยังต้องรออาศัยปัจจัยภายนอกมาช่วยขยายสถานการณ์ ไม่ได้มีพลังเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางการเมืองด้วยตัวเอง

การวิพากษ์รัฐบาลเป็นสิทธิที่กระทำได้ แต่การเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจต้องมีคำตอบที่รับผิดชอบต่อประเทศ หากผลักรัฐบาลให้พ้นจากอำนาจแล้วไม่มีบุคคลที่สามารถรวบรวมเสียงในสภาขึ้นมาบริหารประเทศได้ ก็จะเกิดสุญญากาศและความขัดแย้งรอบใหม่

ผู้จัดการชุมนุมจึงไม่ควรเสนอเพียงคำขวัญที่สร้างอารมณ์ร่วม แต่ต้องอธิบายปลายทางให้ชัดว่า ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา ต้องการยุบสภา หรือกำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่อยู่นอกวิถีรัฐธรรมนูญ

มิฉะนั้น คำว่า “เอาประเทศไทยคืนมา” อาจไม่ได้นำประเทศไปสู่ทางออก แต่กลับกลายเป็นการพาประเทศเดินเข้าสู่ทางตัน โดยที่ผู้จัดการชุมนุมเองก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะพาประเทศไปทางไหนต่อ

Leave a comment