‘ดร.สุวินัย’ เตือนรัฐบาลอนุทิน ระวังการสร้าง ‘ตัวจุดชนวน’ ให้ ‘สนธิ’

10 กันยายน 2569 เวลา 07:40 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 10 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์วิเคราะห์ทิศทางที่รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิแแบไหน พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “รัฐบาลอนุทินควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
/////

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ประกาศเดินหน้าเคลื่อนไหวทางการเมือง
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ
รัฐบาลอนุทิน
ควรรับมือกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไร?
จะตอบโต้แรง ๆ ดีไหม?
จะปล่อยผ่าน?
จะชี้แจงทุกเรื่อง?
หรือควรพยายามทำให้ม็อบยุติลงให้เร็วที่สุด?
ในความเห็นของผม
โจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาล
อาจไม่ใช่การ “เอาชนะคุณสนธิ” เลย (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
แต่คือ
อย่าทำอะไรจนทำให้คนที่เดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
ตัดสินใจออกจากบ้านมาร่วมม็อบเสียเอง
…..
สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรเข้าใจก่อนคือ
คนที่ติดตามคุณสนธิ
คนที่เห็นด้วยกับคุณสนธิ
และคนที่พร้อมจะออกมาอยู่บนถนน
ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด
คนจำนวนมากอาจฟังรายการทุกสัปดาห์
เห็นด้วยบางเรื่อง
ไม่พอใจรัฐบาลบางเรื่อง
แต่ยังไม่ได้หมายความว่า
เขาจะยอมเสียเวลา
เสียงาน
เสียความสะดวก
และออกจากบ้านมาชุมนุม
…..
เพราะการออกมาชุมนุม
มีต้นทุนจริง
ต่างจากการดูคลิป
กด Like
หรือ Share ข่าว
ดังนั้น
สิ่งที่รัฐบาลควรระวังที่สุด
ไม่ใช่จำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมในวันใดวันหนึ่ง
แต่คือ
อย่าสร้างเหตุการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกพร้อมกันว่า
“คราวนี้รับไม่ได้แล้ว”
สิ่งนี้ผมเรียกว่า
Trigger
หรือตัวจุดชนวน
…..
รัฐบาลจำนวนมากพลาด
ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้านเก่งเกินไป
แต่เพราะรัฐบาล
สร้างตัวจุดชนวนให้ฝ่ายตรงข้ามเอง
บางครั้งเป็นเรื่องคอร์รัปชัน
บางครั้งเป็นกฎหมาย
บางครั้งเป็นการใช้อำนาจ
บางครั้งเป็นการจัดการกับผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
และบางครั้ง
เป็นเพียงการปกป้องคนของตัวเอง
จนคดีหนึ่งคดี
หรือเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์
กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความไม่พอใจทั้งหมดของสังคม
…..
ถ้าผมเป็นรัฐบาลอนุทิน
สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ
อย่าสร้างเรื่องที่ประชาชนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่า
“นี่มันเกินไปแล้ว”
เรื่องทางการเมืองที่ซับซ้อน
มักต้องอธิบายกันยาว
จึงไม่ง่ายที่จะระดมคนจำนวนมาก
แต่เรื่องที่
ไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน
เอื้อพวกพ้องอย่างชัดเจน
ใช้อำนาจเพื่อตัวเองอย่างชัดเจน
หรือปกปิดความผิดอย่างชัดเจน
อันตรายกว่ามาก
เพราะไม่ต้องมีใครอธิบายสองชั่วโมง
ประชาชนเข้าใจเอง
…..
ประการต่อมา
ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน
อย่าปล่อยให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลทั้งรัฐบาล
เรื่องที่ตรวจสอบได้
ก็ควรตรวจสอบ
ข้อมูลที่เปิดได้
ก็ควรเปิด
ถ้าคนของรัฐบาลผิดจริง
ก็ควรจัดการ
บางครั้งการตัดคนคนหนึ่งออกจากรัฐบาล
อาจมีต้นทุนทางการเมืองน้อยกว่า
การนำรัฐบาลทั้งรัฐบาล
ไปผูกติดกับคนคนนั้น
…..
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ
อย่าปิดกั้นกระบวนการตรวจสอบ
เพราะข้อกล่าวหาเรื่องหนึ่ง
อาจยังไม่สร้างม็อบ
แต่ถ้าประชาชนเริ่มรู้สึกว่า
รัฐบาล
หน่วยงานรัฐ
และผู้มีอำนาจ
กำลังช่วยกันปิดเรื่อง
ข้อกล่าวหาธรรมดา
สามารถเปลี่ยนกลายเป็นคำถามใหญ่ได้ทันทีว่า
“ระบบทั้งหมดกำลังปกป้องกันเองหรือไม่?”
เมื่อถึงจุดนั้น
เรื่องเฉพาะเรื่อง
อาจถูกยกระดับกลายเป็น
“ปัญหาของระบอบ”
ได้ง่ายมาก
…..
รัฐบาลควรระวังอีกเรื่องคือ
อย่าใช้อำนาจรัฐกับฝ่ายวิจารณ์หรือผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุ
หากมีการทำผิดกฎหมาย
ก็ดำเนินการตามกฎหมาย
แต่ต้อง
ได้สัดส่วน
โปร่งใส
มีมาตรฐานเดียวกัน
และอธิบายได้
เพราะไม่มีอะไรช่วยขยายม็อบได้ดีเท่า
ภาพที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม
เริ่มรู้สึกว่า
“รัฐบาลทำเกินไปหรือเปล่า?”
รัฐบาลไม่ควรสร้างความชอบธรรมให้ม็อบ
ด้วยมือของตัวเอง
…..
ส่วนการตอบโต้คุณสนธิโดยตรง
ผมคิดว่า
<< ไม่ควรทะเลาะกับคุณสนธิทุกวัน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
คุณสนธิมีสื่อของตัวเอง
สามารถตั้งประเด็นใหม่ได้ตลอด
ถ้ารัฐบาลวิ่งตามตอบทุกประโยค
ทุกคลิป
ทุกข้อกล่าวหา
สุดท้ายรัฐบาลจะกลายเป็น
ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์ประเด็นของคุณสนธิ
โดยไม่รู้ตัว
เรื่องไหนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ
ก็ตอบด้วยข้อเท็จจริง
เรื่องไหนต้องตรวจสอบ
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ส่วนเรื่องไหนเป็นความคิดเห็น
ก็ปล่อยให้สังคมตัดสิน
ไม่จำเป็นต้องทำให้
สนธิ ปะทะ รัฐบาล
กลายเป็นละครรายวัน
…..
อีกข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
อย่าดูถูกผู้ชุมนุม
ต่อให้คนออกมาน้อย
ก็ไม่ควรเยาะเย้ย
ไม่ควรพูดว่าเป็นคนแก่
เป็นม็อบตกยุค
หรือเป็นคนถูกหลอก
เพราะมนุษย์เมื่อถูกดูถูก
มักรวมตัวกันแน่นขึ้น
จากคนที่เดิมต่างคนต่างอยู่
อาจค่อย ๆ เกิดความรู้สึกว่า
“พวกเราถูกดูถูกเหมือนกัน”
รัฐบาลจึงไม่ควรช่วยสร้าง
“พวกเรา”
ให้ฝ่ายตรงข้าม
…..
อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
แยกปัญหาจริงทีละเรื่อง
ออกจากเรื่องเล่าใหญ่ทางการเมือง
ถ้ามีปัญหาเขากระโดง
ก็จัดการเรื่องเขากระโดง
ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องฮั้ว สว.
ก็ให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน
ถ้ามีปัญหาทุนพลังงาน
ก็เปิดข้อมูลและแก้ปัญหาที่ควรแก้
ถ้ามีปัญหาท้องถิ่น
ก็แก้ปัญหาท้องถิ่น
อย่าปล่อยให้ปัญหาจำนวนมาก
สะสมจนถูกนำมาร้อยเข้าด้วยกัน
แล้วกลายเป็นเรื่องเล่าว่า
ทุกอย่างเป็นหลักฐานของ
“ระบอบสีน้ำเงิน”
วิธีตอบโต้ Grand Narrative
หรือเรื่องเล่าใหญ่
ที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การสร้างเรื่องเล่าใหญ่อีกชุดขึ้นมาสู้
แต่คือ
มุ่งแก้ปัญหาจริงทีละเรื่อง
แล้วแจ้งให้สังคมทราบทุกระยะ
…..
รัฐบาลควรจับตาอีกตัวแปรหนึ่งอย่างใกล้ชิด
คือ
ฐานการเมืองที่เดิมไม่ได้อยู่กับคุณสนธิ
โดยเฉพาะ
คนรุ่นใหม่
ฐานพรรคส้ม
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
กลุ่มวิชาชีพ
และเครือข่ายภาคประชาชน
วันนี้คนเหล่านี้
ไม่ได้เป็นมวลชนชุดเดียวกับคุณสนธิ
มีประวัติศาสตร์ทางการเมือง
ความคิด
และวัฒนธรรมทางการเมือง
แตกต่างกันหลายเรื่อง
แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ
อย่าทำอะไร
ที่ทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นหมดความสำคัญลงชั่วคราว
เพราะมีเรื่องหนึ่งเรื่อง
ที่ทุกฝ่ายรู้สึกตรงกันว่า
“รับไม่ได้”
เมื่อใดที่คนซึ่งไม่เคยคิดจะเดินตามคุณสนธิ
พูดว่า
“คราวนี้ไม่เกี่ยวแล้วว่าใครเป็นแกนนำ
ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน”
เมื่อนั้น
สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที
…..
ตรงนี้จึงนำมาสู่เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
คือ
รักษาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
ให้อยู่ต่ำกว่าเส้นที่ทำให้เขาตัดสินใจลงถนน
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนรัก
ประชาชนสามารถ
ด่ารัฐบาลได้
วิจารณ์รัฐบาลได้
ไม่เลือกภูมิใจไทยได้
แชร์บทความโจมตีรัฐบาลได้
ทั้งหมดนี้
ยังเป็นเรื่องปกติของการเมือง
สัญญาณที่รัฐบาลต้องระวังคือ
เมื่อคนซึ่งปกติไม่เคยไปม็อบ
เริ่มถามกันเองว่า
“พรุ่งนี้เจอกันที่ไหน?”
เมื่อประโยคนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
นั่นหมายความว่า
ความไม่พอใจ
กำลังเปลี่ยนเป็นการระดมมวลชนแล้ว
…..
รัฐบาลจึงไม่ควรประมาท
เพียงเพราะกิจกรรมช่วงแรกมีคนไม่มาก
ม็อบใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์
ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคนจำนวนมหาศาล
คำถามที่รัฐบาลควรถาม
จึงไม่ใช่เพียงว่า
“วันนี้มากี่คน?”
แต่ควรถามว่า
“มีคนกลุ่มใหม่เริ่มเข้ามาหรือยัง?”
คนที่ไม่เคยติดตามคุณสนธิ
เริ่มออกมาหรือยัง?
ชนชั้นกลางเมือง
เริ่มขยับหรือยัง?
เครือข่ายอื่น
เริ่มเคลื่อนไหวด้วยตัวเองหรือยัง?
ถ้ายังไม่มี
รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
แต่ถ้าเริ่มเกิดขึ้น
อย่าหลอกตัวเองด้วยตัวเลขของเมื่อวาน
…..
ผมจึงคิดว่า
ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของรัฐบาลอนุทิน
อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ฟังดูธรรมดามาก
คือ
ทำรัฐบาลให้ปกติที่สุด
ทำงาน
แก้ปัญหา
เปิดให้ตรวจสอบ
จัดการคนของตัวเองเมื่อทำผิด
ไม่ตอบโต้เกินจำเป็น
ไม่ดูถูกฝ่ายตรงข้าม
ไม่ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ
และไม่สร้างเรื่องอื้อฉาวใหม่ ๆ
เพราะในการเมืองมวลชน
ฝ่ายตรงข้ามสามารถ
สร้างเวทีได้
สร้างเครือข่ายได้
สร้าง Campaign ได้
สร้าง Narrative ได้
และรักษาฐานเดิมได้
แต่สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างเองได้ยากที่สุด
คือ
เหตุการณ์ในโลกจริง
ที่ทำให้คนซึ่งเดิมไม่ได้คิดจะลงถนน
รู้สึกพร้อมกันว่า
“พอแล้ว”
…..
เพราะฉะนั้น
ถ้ารัฐบาลอนุทินถามผมว่า
ควรรับมือม็อบสนธิอย่างไร?
ผมจะไม่ตอบว่า
ต้องเอาชนะคุณสนธิ
ไม่ตอบว่า
ต้องทำให้ม็อบสลาย
และไม่ตอบว่า
ต้องโต้คุณสนธิให้ชนะทุกประเด็น
ผมจะตอบสั้น ๆ ว่า
อย่ามอบ ตัวจุดชนวน (Trigger) ให้คุณสนธิ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
เพราะบางครั้ง
คู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์
อาจไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับรัฐบาล
สิ่งที่อันตรายกว่า
คือรัฐบาลทำผิดพลาดเสียเอง
จนเปลี่ยนคนที่เดิมนั่งดูการเมืองอยู่ที่บ้าน
ให้ลุกขึ้น
ใส่รองเท้าผ้าใบ
เปิดประตู
แล้วออกไปอยู่บนถนน
โดยที่ฝ่ายตรงข้าม
แทบไม่ต้องทำอะไรเลย
~ สุวินัย ภรณวลัย”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

Leave a comment