อดีตผู้พิพากษาอาวุโส เตือน ‘ประธานสภา’ คดีศักดิ์สยาม สุ่มเสี่ยงประเวงเวลา-เข้าข่าย ม.157

10 กันยายน 2569 เวลา 07:43 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าจาก คปท. ถึงดุลพินิจ “โสภณ ซารัมย์”: เมื่อ “การกลั่นกรอง” สุ่มเสี่ยงกลายเป็น “การประวิงเวลา” และภาระความรับผิดชอบตามกฎหมาย

ข่าวการเคลื่อนไหวของ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล ที่บุกยื่นหนังสือถึง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อทวงถามความคืบหน้าการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้ง “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” ตรวจสอบการประพฤติมิชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้กลายเป็นจุดชนวนแฉให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในรัฐธรรมนูญไทยอีกครั้ง

เมื่อย้อนกลับไปมองข้อเท็จจริง สมาชิกรัฐสภา (ทั้ง สส. ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และ สว. กลุ่มอิสระ) ได้ร่วมกันเข้าชื่อตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ยื่นต่อประธานรัฐสภามาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 แต่เวลาผ่านพ้นไปกว่า 3 เดือน เรื่องดังกล่าวยังคงติดค้างอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาภายใน โดยมีการอ้างว่าอยู่ระหว่างการทำงานของ “คณะกรรมการกลั่นกรอง” ที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้งขึ้น

1.”เหตุอันควรสงสัย” ตามมาตรา 236: ขอบเขตดุลพินิจ หรือ การใช้อำนาจเกินขอบเขต?

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐาน ให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่า “หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา” ให้เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ความหมายและขอบเขตทางกฎหมายของประโยคนี้ มีหลักการที่ต้องแยกออกจากกันให้เด็ดขาด:

• หน้าที่ประธานรัฐสภา (Gatekeeper): ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบเงื่อนไขทางธุรการ ความครบถ้วนของรายชื่อ และเช็กในระดับ “มีเหตุอันควรสงสัย” (Reasonable Suspicion) ว่าคำร้องมีมูลเบื้องต้นหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นพิสูจน์จนสิ้นสงสัย

• หน้าที่คณะผู้ไต่สวนอิสระ (Adjudicator): เป็นผู้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการไต่สวนหาข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และลงลึกในรายละเอียดของคดี

คำชี้แจงจากที่ปรึกษาประธานรัฐสภาที่ว่า “ช้าและถูกต้องถูกระเบียบ ดีกว่าเร่งดำเนินการแล้วเสียหาย” จึงนำมาสู่คำถามใหญ่ว่า คณะกรรมการกลั่นกรองกำลังทำอะไรอยู่?

หากคณะกรรมการชุดดังกล่าวทำการตรวจสอบเพียงแค่ความถูกต้องของเอกสารและฐานอำนาจ ย่อมใช้เวลาไม่นาน แต่หากลงลึกถึงขั้นชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึก หรือวินิจฉัยความถูกผิดของ ป.ป.ช. เสียเอง ก็เท่ากับว่าคณะกรรมการกลั่นกรองกำลัง “ก้าวล่วงใช้อำนาจเกินขอบเขต (Ultra Vires)” ไปทำหน้าที่ของคณะผู้ไต่สวนอิสระใช่หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยามไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มีฐานพยานหลักฐานเชิงลึกและเส้นทางการเงินที่ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วในคำวินิจฉัยที่ 1/2567 การอ้างว่าต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือนเพื่อพิจารณาว่า “มีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่” จึงเป็นระยะเวลาที่ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนอย่างยิ่ง

2. ความรับผิดชอบ (Accountability) ของ “โสภณ ซารัมย์”: ทั้งทางการเมืองและทางอาญา

การประวิงเวลาในกรณีนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่เกียรติภูมิของรัฐสภา แต่ยังผูกพันถึงภาระความรับผิดชอบของ นายโสภณ ซารัมย์ ใน 2 มิติสำคัญ:

1)ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งประธานรัฐสภา (Conflict of Interest)
นายโสภณ ซารัมย์ ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา โดยมีความสัมพันธ์สังกัดพรรคการเมืองเดียวกับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (พรรคภูมิใจไทย) การดึงเรื่องไว้นานกว่า 3 เดือนโดยไม่มีการเปิดเผยองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง ไม่เปิดเผยขอบเขตหน้าที่ และไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ย่อมทำให้สังคมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อ “ช่วยเหลือพวกพ้อง” และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ

2) ความรับผิดชอบทางอาญาและจริยธรรม (Legal Liabilities)
หากประธานรัฐสภาใช้อำนาจดุลพินิจโดยอ้างคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อหน่วงรั้ง หรือมีเจตนาปัดตกคำร้องโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรทางกฎหมาย ทั้งที่มีพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปรากฏชัดเจน การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย:

• ความผิดฐานปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157): หากถูกพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อำนาจเพื่อถ่วงเวลาหรือช่วยเหลือผู้ถูกร้อง

• การฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง: ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิทางการเมืองในอนาคต

3. ทางออกเชิงสถาบัน: “ความโปร่งใสคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด”

สิ่งที่สังคมและ คปท. เรียกร้องในวันนี้ ไม่ใช่การบีบบังคับให้ประธานรัฐสภา “รีบส่งเรื่องโดยไม่ตรวจสอบ” แต่คือการเรียกร้อง ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (Transparency & Accountability) ในการใช้อำนาจดุลพินิจ

หากประธานรัฐสภาและคณะกรรมการกลั่นกรองบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ต้องทำทันทีเพื่อสลายข้อครหาคือ:

1.เปิดเผยรายชื่อ คณะผู้ทรงคุณวุฒิและองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง

2. เปิดเผยขอบเขตอำนาจ ให้ชัดเจนว่าตรวจเฉพาะความสมบูรณ์ทางกฎหมาย ไม่ได้ไต่สวนแข่งกับคณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาจะตั้งต่อไป

3. กำหนดกรอบเวลา (Timeline) ที่ชัดเจนในการลงมติว่าจะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่

ความล่าช้าที่มีเหตุผลและตรวจสอบได้ คือ ความรอบคอบ

แต่ความล่าช้าที่ไม่เปิดเผยขั้นตอน ไร้กรอบเวลา และเงียบหาย คือ การประวิงเวลา

ถึงเวลาแล้วที่ประธานรัฐสภาต้องเร่งใช้อำนาจตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิสูจน์ว่าสถาบันนิติบัญญัติแห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรักษานิติรัฐ ไม่ใช่กลไกคุ้มกันพวกพ้องทางการเมือง!

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

10/9/69

Leave a comment