นันทนา ตั้งชื่อ งบ 70 คนเหนือดวง เหน็บ‘ดีอี’ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น กระทรวงลูกเทพ

11 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

งบฯคนเหนือดวงแต่ประชาชนแล้วแต่ดวง! ’พันธุ์ใหม่‘ เกาะกระแสแซะแสบขนาด ’นายกฯ‘ ยังต้องพึ่งเหรียญ ‘สมีโชติ‘ สับเละ5ข้อค้าน ‘งบฯปี70’ เหน็บ ‘ดีอี’ ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น ’กระทรวงลูกเทพ‘ ทุ่มTH-AIPassportแต่เหลวไม่เป็นท่า อัดเงินสู้เลือกตั้งทำจีดีพีไตรมาสแรกโต ซื้อเสียงฉ่ำ ‘กกต.’ บ้อท่า สมควรถูกตัดงบฯสืบสวนสอบสวน จวกจัดงบฯหาทางออกไม่เจอ แถมสารพัดปัญหารุมเร้า แต่ไร้ระบบให้ตรวจสอบ ลั่นหากยังให้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ไปต่อ ประเทศไปไม่รอดแน่

11ก.ย.2569 เมื่อเวลา10.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่10ก.ย.ที่ผ่านมา โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายว่า จากการอภิปรายงบฯปี70ของฝั่งสส. 4วัน4คืน ทำให้มองเห็นงบฯปี70ได้ชัดยิ่งกว่าชัด จึงขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็นคนเหนือดวง แต่สำหรับประชาชนต้องเรียกว่า งบประมาณแล้วแต่ดวง งบประมาณคือลายแทงแห่งอนาคตประเทศ หากจัดงบฯดีมีอนาคตก็ถือเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่ถ้าจัดงบฯแบบนี้ก็ถือเป็นลายแทงหุบเหว ดังนั้นประชาชนจะรอดจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจคงต้องช่วยตัวเอง หวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะขนาดนายกฯยังต้องพึ่งเหรียญสมีโชติเลย คำถามคือรัฐบาลจัดงบฯดูแลประชาชนปีนี้อย่างไร เงินถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าถูกต้องเป็นธรรม ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างอนาตตให้ประชาชนหรือไม่

“วันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนหุบเหว เศรษฐกิจเรากำลังป่วยหนัก ภูมิคุ้มกันเราไม่มีเหลือแล้ว เราแคระแกรนไม่เติบโต 10กว่าปีติดต่อกันเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน นำเพียงพม่า 10ไตรมาสที่ผ่านมาเราโตเฉลี่ยไตรมาสละ1.5เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะไตรมาสแรกปีนี้จีดีพีโตถึง2.8เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการเลือกตั้งทั่วไป เงินสะพัดขนาดจีดีพีเพิ่มแบบนี้ จะซื้อเสียงกันฉ่ำขนาดไหน แต่ที่น่าแปลกคือ กกต.จับซื้อเสียงไม่ได้เลยสักรายเดียว สมควรถูดตัดงบฯสืบสวนสอบสวนหรือไม่“ น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ปีนี้ทั้งปีมีการคาดการณ์จาก IMF และWorld Bank ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตไม่เกิน1.6เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยงบประมาณที่เสนอมา รัฐบาลกำลังจะแก้ปัญหา หรือซ่อนปัญหากันแน่ ตนขอชี้ให้เห็นความผิดปกติของงบฯปี70 ดังนี้ 1.กระทรวงหลักๆถูกปรับลดงบฯ แต่งบประมาณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เพิ่มขึ้น33เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเพราะเป็นกระทรวงลูกเทพหรือไม่ใครๆก็ทราบดี การที่รัฐบาลวางเดิมพันหมดหน้าตักกับเอไอ มันพัฒนาเศรษฐกิจได้จริงหรือ เอาแค่โครงการนำร่อง TH-AI Passport ด้วยงบฯ 1.6 พันล้านบาท ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ออกจากท่า ทั้งความผิดพลาดในการคำนวณความต้องการจาก5ล้านบัญชี เหลือความต้องการจริงเพียง1.5ล้านบัญชี แถมคนใช้จริงไม่ถึง5แสนคน ยังไม่นับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการอีกมากมาย ลองหลับตานึกภาพงบฯดีอีทั้งปี 1.3 หมื่นล้านบาทว่าจะเป็นอย่างไร

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า 2.งบฯรายจ่ายประจำปีสูงถึง73.6เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงิน2.7ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท หรือ22เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นทุกปี วิธีลดงบฯประจำไม่ใช่ลดหรืองดเงินเดือน แต่ต้องวางแผนปฏิรูประบบราชการ ขณะนี้ประเทศเริ่มไปแล้ว ของประเทศไทยจะเริ่มกี่โมง 3.งบฯกลางที่รัฐบาลกำหนดไว้สูงถึง7แสนล้านเท่ากับ18.3เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ หากสภาฯอนุมัติงบฯนี้ให้เหมือนการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล อาจเรียกว่างบฯสิ้นคิด คิดอะไรไม่ออกก็ทำเอาไปกองรวมกันไว้แล้วหาทางใช้เงินก้อนนี้ให้หมดได้ในที่สุด สภาฯก็ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย มีคนกล่าวว่างบฯกลางยิ่งมาก ก็ยิ่งเพิ่มเงินทอนมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มจีดีพี

น.ส.นันทนา กล่าวว่า 4.เงินกู้7.88แสนล้านบาท นำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้านใดบ้าง ขณะนี้เรามีหนี้สาธารณะเกือบ70เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หนี้สินครัวเรือนมีสัดส่วนถึง88เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้แล้วมีแผนการจะใช้หนี้อย่างไร อย่าลืมว่าหนี้ทุกบาทคือภาระประชาชน ถ้ารัฐบาลทำตัวเป็นลูกอีช่างกู้ แต่ไม่ยอมหาเงินมาคืน โลกจะจดจำว่ารัฐบาลอนุทิน เป็นนักกู้ผู้ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตประเทศ และ5.งบฯลงทุนเกือบ8แสนล้าน ประเทศชาติได้อะไร การบริหารงบฯประเทศไทยไม่เคยกำหนดKPIให้ชัดเจน เช่น เงินลงทุนเท่านี้จะสร้างงานได้เท่าไหร่ จีดีพีจะโตเท่าไหร่ จะลดต้นทุนทางธุรกิจได้เท่าไหร่ และหากทำไม่ได้ตามKPIงบฯปีหน้าควรจะถูกตัด ระบบนี้รัฐบาลไทยไม่เคยทำ มีแต่เพิ่มงบฯเข้าไปไม่สนใจผลผลัพธ์

“นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ราคาพืชผลการเกษตร เอ็สเอ็มอี อุตสาหกรรมอนาตน ที่กระทบกับชีวิตผู้คนอย่างสาหัส ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังโคม่า ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลก็ถังแตก การลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามา ภาคเศรษฐกิจกำลังร่วงโรย เอสเอ็มอีกำลังจะตายเป็นใบไม้ร่วง แล้วเราก็กำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หากรัฐบาลยังบริหารประเทศเช่นที่เป็นมา ประเทศไทยไม่รอดแน่นอน ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ บริหารงบฯมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องบริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ยอมให้ตรวจสอบได้ รัฐบาลเผชิญปัญหามากมาย หลายเรื่องประชาชนกังขา แต่ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น คดีเขากระโดง ฮั้วสว. โกงสอบท้องถิ่น กักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ สแกมเมอร์ รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าประชาชนขาดศรัทธาและไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจัดงบฯแบบยังหาทางออกจากวิกฤตไม่เจอ ประชาชนไม่อาจเสี่ยงให้รัฐบาลบริหารเงินจากหยาดเหงื่อแรงงาน ดิฉันจึงไม่อาจเห็นชอบรัฐบาลนายอนุทิน บริหารงบฯปี70นี้” น.ส.นันทนา กล่าว

Leave a comment