อภิสิทธิ์ ลั่น กกต.อย่า 2 มาตรฐาน ทำลายระบบการเมือง จี้ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกาชี้ขาดคดี ฮั้ว สว.

11 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

“ประชาธิปัตย์” จี้ กกต. ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา ชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” 14 ก.ย.นี้ เตือนอย่าใช้ 2 มาตรฐาน ระวังผิด ม.157 ลั่นพร้อมช่วยเหลือ“กลุ่มสว.สำรอง”ฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เอาผิดองค์กรอิสระ ระบุ“ไอลอว์ -สนธิ” นัดเคลื่อนไหวเป็นสิทธิตามรธน.

วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่า เพื่อป้องกันความสับสนในสังคม และเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ กกต. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการได้มาซึ่ง สว.กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ทั้งยังครอบคลุมไปถึงการมียื่นเรื่องประกอบมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งลำดับบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาและแนวทางที่กกต. เคยยึดถือมาในอดีต ตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2562 และคดีต่าง ๆ ในการเลือก สว. ปี 2567 ที่ผ่านมา ดังนี้

1. คำสั่งศาลฎีกา วันที่ 5 สิงหาคม การแลกเปลี่ยนคะแนนและการสมยอมจับคู่ลงคะแนน แม้จะเป็นเพียงการติดต่อคุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขอแนะนำตัวหรือแลกคะแนน ก็ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เลือกจากความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างเป็นอิสระ

2.คดีเดือนกันยายน 2568 กรณีตกลงเลือกไขว้และเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงอีกคดีในวันที่ 22 กันยายน ที่มีการจับคู่กลุ่มแลกคะแนนและจัดเลี้ยง ซึ่งศาลระบุชัดว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น

3. คดีเดือนพฤศจิกายน กรณีโทรศัพท์ชักชวนให้ลงคะแนนพร้อมเสนอเงินให้แก่กัน ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์ และอีกคดีในวันที่ 26 พฤศจิกายน กรณีส่งข้อความขอแลกคะแนน “ดูแลผมด้วย”

4.คดีเดือนธันวาคม 2568 กรณีขอแลกเปลี่ยนคะแนนแลกผลประโยชน์ และคดีโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด

“ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต.ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการ กกต. 4 คน ที่มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต. ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน

ส่วนกรณีที่มีการอภิปรายในสภาอ้างเรื่อง ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ โดยระบุว่าการสอบสวนของ DSI ไม่ชอบนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในกรณีของอดีตรัฐมนตรี พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายภูมิธรรม เวชยชัย แล้วว่า กระบวนการของอนุกรรมการฯ และ DSI ไม่ได้มีสิ่งใดผิดกฎหมาย ในทางกลับกัน หาก กกต. วินิจฉัยแบบ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. นั่นแหละจะกลายเป็นผลไม้พิษ ที่เกิดจาก กกต. ซึ่งเป็นดอกพิษ อันมาจากวุฒิสภาที่เป็นกิ่งก้านพิษ และพรรคการเมืองที่ครอบงำ สว. ซึ่งเป็น ต้นไม้พิษ

“ยืนยันว่าหากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย (กลุ่ม สว. สำรอง) เพื่อนำคดีขึ้นสู่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ภาคประชาชนและกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มไอลอว์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล นัดหมายเคลื่อนไหวชูประเด็นความยุติธรรมนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าสังคมอยากเห็นความถูกต้อง และไม่อยากให้ระบบถูกครอบงำบนความไม่ถูกต้อง ซึ่งคดีนี้ในเชิงกฎหมายมีความชัดเจนมาก จึงอยากเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงเพื่อไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้งรุนแรงในสังคม

Leave a comment