13 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

กดดันกกต.คดีฮั้วสว. ฝ่ายค้านขู่! ไม่ส่งศาลเรื่องไม่จบ ‘ไอติม’ร่นศึกซักฟอก ก.ย.นี้ถล่ม’หนู-นก’
“ไอติม-ปชน.” รุกหนักกดดัน กกต.ลงมติส่ง229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ให้ศาลพิสูจน์อ้างหลักฐานมัดทั้งเส้นเงิน-นัดหมาย-โพยยังอยู่ครบ ขู่หากยกคำร้อง-ไม่ส่ง เรื่องไม่จบ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทุกช่องทางร่นเวลายื่นซักฟอกเป็นก.ย.นี้ ล็อกเป้า“อนุทิน-ไชยชนก”ประเด็น“โกงสอบ/ฮั้ว สว./ TH-AI” โวมีเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเปิด “หมอเอก”โฆษกรบ.เย้ย“ฝ่ายค้าน”สร้าง “ศัตรูทางการเมือง” ตัวใหม่ มุ่งโจมตีรัฐบาล หลังล้มเหลวตรวจสอบทุนเทา
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวนอกสภากดดันก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ว่ากิจกรรมสัมมนาเรื่ององค์กรอิสระในวันนี้ ต้องการสื่อสารให้องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอิทธิพลแทรกแซงซึ่งบทบาทของ กกต.ต่อคดีดังกล่าวเป็นกรณีสำคัญที่สังคมกำลังจับตา
นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยังยืนยันข้อเรียกร้องให้กกต.ทั้ง 7 คน ลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา229 คนต่อศาล ไม่ใช่การฟันธงว่าทุกคนกระทำผิดแต่เห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลว่าใครกระทำผิดบ้าง โดยยกเหตุผลว่าคดีก่อนหน้านี้กกต.เคยส่งฟ้องจากหลักฐานข้อความสนทนาเรื่องการจับคู่ลงคะแนน ขณะที่ คดีนี้มีหลักฐานที่เห็นว่าแสดงถึงการทำงานเป็นขบวนการ ทั้งเส้นทางการเงิน การนัดหมาย และโพยที่นำไปใช้ในวันเลือก
“แม้ว่ากกต. 4 ใน 7 คน มีปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์เนื่องจากได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจาก สว.ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจเป็นคุณต่อผู้ที่ให้ความเห็นชอบตนเอง ทางออกคือส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาหรืออย่างน้อยควรพิจารณาความเห็นของ กกต.อีก 3 คนที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้วลงมติไปในทิศทางเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน” ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าว
ส่วนข้อสังเกตว่าการจัดกิจกรรมเป็นการกดดันกกต.ก่อนลงมติ นายพริษฐ์ยืนยันว่าการเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎรโดยสิ่งที่กังวล คือ การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือใช้มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละคดี จึงต้องนำเสนอข้อมูลและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
พยานกลับคำ‘ช้างทั้งตัว’ไม่หายไป
เมื่อถามถึงเอกสารหลุดที่เกี่ยวข้องกับพยานกลับคำให้การนายพริษฐ์ กล่าวว่า “เราจะเรียกว่าเอกสารหลุด หรือเอกสารปล่อยครับ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อหาบังเอิญตรงกับที่สส.พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในสภาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ หลักฐานคดี สว.ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพยานเพียงคนเดียว แต่ยังมีพยานอีกหลายร้อยคน เส้นทางการเงิน ประวัติการติดต่อ โพยและบัตรลงคะแนน “มันมีช้างทั้งตัวครับ พยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป” นายพริษฐ์ กล่าว
ซัดพยานกลับคำให้แฉถูกกดดัน
นายพริษฐ์กล่าวว่า หากพยานอ้างว่าการให้การครั้งแรกเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ก็ควรตรวจสอบเช่นกันว่าการกลับคำให้การครั้งที่สอง ซึ่งเป็นคุณต่อพรรคภูมิใจไทยและเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคมีอำนาจ ได้รับแรงกดดันหรือไม่ โดยต้องนำคำให้การทั้งสองครั้งมาเทียบกับพยานและหลักฐานอื่น ไม่ใช่เลือกตั้งคำถามเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง คำให้การครั้งหลัง ที่ปฏิเสธเรื่องการทำโพย ขัดแย้งกับหลักฐานโดยอ้างถึงภาพกล้องวงจรปิด การพบโพยในสถานที่เลือกและรูปแบบการกระจายคะแนนทั้ง 20 กลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกันพร้อมตั้งคำถามว่าหากอ้างว่ามีการทำโพยย้อนหลังจะอธิบายผลคะแนนที่สอดคล้องกันได้อย่างไร
ขู่14ก.ย.กกต.ไม่ส่ง-ไม่จบแน่นอน
สำหรับแนวทางหลังวันที่ 14 กันยายน นายพริษฐ์กล่าวว่าหาก กกต.ยกคำร้อง หรือไม่ส่งฟ้อง ทั้งที่หลักฐานชัดเจน “เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน” โดยกกต.ต้องเตรียมตอบคำถามในการพิจารณารายงานประจำปีในสภาสัปดาห์หน้า ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ต้องตอบคำถามในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ในทางกฎหมาย ยังต้องพิจารณาช่องทางดำเนินการต่อรวมถึงการดำเนินคดีกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งอาจต้องให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่น ไม่ใช่พรรคการเมืองโดยตรง
นายพริษฐ์ยืนยันอีกว่าพร้อมดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิที่มีเพื่อให้เกิดความยุติธรรม พร้อมย้ำว่าหากคดีโกงสว.จบลงโดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้กลับมา คือ ระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด และว่า “สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีอยู่เหนือกฎหมาย”
ลั่นยื่นซักฟอกรบ.ก.ย.
นายพริษฐ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานในการจัดทำรายละเอียดญัตติและรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่ต่างฝ่ายประสงค์จะอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วคาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิมคือจะพยายามทำญัตติให้เสร็จ และยื่นภายในเดือนกันยายนนี้
เมื่อถามว่าส่วนหนึ่งเพราะรอดูมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เรื่องคดีฮั้วสว.หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่าไม่ได้รอตรงนั้น เพราะยังไงก็รู้ผลในวันที่ 14 กันยายน อยู่แล้ว
เมื่อถามว่ามีการล็อกเป้าเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่ามี 2-3 ส่วน ส่วนแรกคือประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่น การโกงสอบท้องถิ่น คดีโกงเลือก สว. และโครงการ TH-AI Passport ส่วนที่สอง คือกลุ่มประเด็นที่เราตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นที่สามต้องรอดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันอภิปรายจะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่
ล็อกชื่อซักฟอก‘หนู-นก’ตรงกัน
นายพริษฐ์กล่าวว่าในส่วนตัวบุคคล หลังจากที่ได้มีการนัดทานข้าวกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้มอบหมายให้แต่ละพรรคไปรวบรวมข้อมูล ซึ่ง 2 ชื่อที่ยืนยันเรียบร้อยแล้วและพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนจะมีใครอีกบ้างขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมจากทุกฝ่าย
เมื่อถามว่าจะมีการอภิปรายเชื่อมโยงถึงบุคคลที่บุรีรัมย์หรือไม่นายพริษฐ์กล่าวว่าต้องรอดูเนื้อหาสาระ แต่ในช่องทางทางการก็ต้องเจาะจงไปที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่หากมีหลักฐานปรากฏว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนก็ต้องรวมอยู่ในสาระการอภิปรายด้วย
20องค์กรนศ.ภาคปชช.รุมจี้กกต.
วันเดียวกัน ทางเครือข่ายนักศึกษาและประชาชน 20 องค์กร ได้ออกแถลงการณ์ในงานมองวิกฤติศรัทธาผ่านสั่งฟ้อง สว. “คืนความยุติธรรมให้คนไทย คืนอนาคตให้ประชาชน” โดยระบุตอนหนึ่งว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากการเลือกในปี 2567 มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน ในจำนวนนี้138 คน เป็น สว.ชุดปัจจุบันหรือ 2 ใน 3ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด คดีนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบุคคลไม่กี่คน แต่เป็นคำถามถึงความชอบธรรมขององค์กรที่มีอำนาจกำหนดอนาคตประเทศ การเลื่อนการชี้ขาดออกไป ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคม ยิ่งทำให้ประชาชนต้องถามว่า ความยุติธรรมกำลังเดินไปตามครรลอง หรือกำลังถูกยื้อเวลา นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าจะกล้ายืนอยู่ข้างความจริงหรือไม่ เพราะยิ่งความยุติธรรมมาถึงช้า ความเชื่อมั่นประชาชนยิ่งหายไป สิ่งที่น่ากังวลคือ สว.ชุดที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ รวมถึงตรวจสอบประเทศ ตลอดเวลา 2 ปี สว.ชุดนี้ ลงมติเห็นชอบบุคคลเข้าตำแหน่งแล้วอย่างน้อย 19 คน
พิสูจน์บริสุทธิ์ใจชี้ขาดฮั้วสว.โดยเร็ว
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาและภาคประชาชนจึงขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการเร่งชี้ขาดคดีโกงเลือกสว.ให้ได้ข้อยุติ โดยไม่ล่าช้าเกินความจำเป็น ตรงไปตรงมาโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงของผู้มีอำนาจ ต้องยกเลิกระบบ แบ่งกลุ่มอาชีพ และเลือกกันเองและแก้ไขให้ที่มาของวุฒิสภาให้เชื่อมโยงประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงต้องปฏิรูปกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้อำนาจตรวจสอบของประเทศตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเครือข่ายทางการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด
‘ชวน’ชี้องค์กรอิสระกลไกตรวจสอบ
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย”คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจองค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ว่า เดิมโครงสร้างการปกครอง ยึด 3 อำนาจหลัก คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบันซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด เมื่อมีองค์กรอิสระเกิดขึ้นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอื่นๆ เกิดขึ้นอีกประมาณ 5-6 องค์กร ซึ่งเป้าหมายของรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระเพื่อให้เป็นองค์กรมีการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กรรวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันป.ป.ช.มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ
ซัดโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
นายชวน กล่าวว่าเมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้นอำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้วรัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการ
ฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการ คือ การส่งตำรวจ
ไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้
และว่าด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นแต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองและวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์เช่นการพิจารณางบประมาณปี2570จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต.เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้นองค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตย ให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลวการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจมีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง
“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน“ นายชวน กล่าว
ลั่นต้องยึดความซื่อสัตย์เที่ยงตรง
นายชวน กล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้นแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มากแต่ในที่สุด การเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อสส.ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาทและงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริง ต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาล เที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้กกต. ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง
หมอเอกซัดฝ่ายค้านสร้างศัตรูใหม่
ด้านนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสการโจมตีฝ่ายรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กำลังมีความพยายามสร้างผู้ร้ายทางการเมืองตัวใหม่ขึ้นมา เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลกลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีในระยะต่อไป ด้วยการฝังความเชื่อในวาทกรรมว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีระบอบการปกครองที่ชัดเจนอยู่แล้ว คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับมีการสร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นมาดิสเครดิตกัน
“แคมเปญการเมืองของบางพรรคการเมืองในเรื่องการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถเดินต่อได้ตามเป้าหมาย จึงเกิดการเปลี่ยนเป้าหมายทางการเมือง โดยหันมาสร้างศัตรูรายใหม่ เพื่อโจมตีฝ่ายรัฐบาลแทน การสร้างคู่ขัดแย้งหลักขึ้นมานั้น เป็นการนำประเด็นต่างๆมาเชื่อมโยงกันเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล การเมืองในสภาและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)เพื่อสะสมกระแสความไม่พอใจของประชาชนไปจนถึงช่วงใกล้เลือกตั้งครั้งถัดไป โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม ปลุกกระแสสังคม และทำให้ประชาชนถูกชี้นำความรู้สึกไม่ยอมรับฝ่ายรัฐบาล เมื่อถึงเวลาเข้าสภาชิงชัยทางการเมือง” นพ.เอกภพ ย้ำ
เย้ยล้มเหลวย้อนปลุกโจมตีรัฐบาล
ส่วนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วสว.นพ.เอกภพ เห็นว่าหากมีหลักฐานก็ควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย แต่ตั้งข้อสังเกตว่า การนำรายชื่อ หรือข้อมูลบางส่วนออกมาเปิดเผย ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุดและเป็นการออกมาเปิดเผยที่ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้เกี่ยวข้องที่ส่วนหนึ่งซึ่งเชื่อได้ว่าถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม และไม่มีโอกาสได้ชี้แจง แต่มีผลทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย พร้อมย้อนถึงแนวคิดของบุคคลบางกลุ่มที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเข้าไปมีบทบาทในสภาสูง เพื่อใช้อำนาจเชื่อมโยงไปยังองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งมองว่าเป็นการนำวิธีคิด หรือสิ่งที่ตนเองเคยตั้งใจจะทำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นำมาย้อนกล่าวหาใส่ฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน
ศุภชัยโต้มาร์ค จี้กตต.ส่งฮั้วสว.ศาล
ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้ให้กกต.ส่งเรื่องฮั้วสว.ให้ศาลในวันที่ 14 ก.ย.นี้ โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นว่า ดูเสมือนว่านายอภิสิทธิ์ได้ออกความเห็นของท่าน ตนมีความเห็นแย้งกับท่านที่ท่านบอกว่า ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดให้กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ตนอยากทบทวนให้ท่านทราบว่าอำนาจของกกต.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดต้องต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่า ถ้าเหตุนั้น มันไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดกกต.ก็มีสิทธิ์ที่จะยกคำร้องนี้และไม่ยื่นต่อศาล
ชี้กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์
นายศุภชัยย้ำว่าสิ่งที่จะย้ำให้ประชาชนได้ทราบคือกกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ เมื่อมีการไต่สวนสอบสวนจบแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาล แต่กกต.มีหน้าที่จะวินิจฉัยในเรื่องเหล่านั้นในทุกคดี และ กกต.ได้ปฏิบัติอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่อง สส.หรือท้องถิ่นทั้งหมดเป็นอำนาจของ กกต. ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อ ก็ส่ง ไม่ได้หมายความว่า ทุกเรื่องต้องส่ง แต่ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็ไม่ส่ง
“วันนี้ก็พยายามที่จะกดดันบอกต้องส่งอย่างเดียว วันนี้ท่านทั้งหลายจะกดดันอย่างไรก็กดดันไปเถอะ แต่ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระ องค์กรอิสระมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา ในฐานะพรรคการเมืองต้องพูดสองมุม ตนยืนยันมาตลอดและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าวินิจฉัยแล้วไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายที่ตั้งข้อหามา 6 ข้อหา ท่านฟ้องไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง คณะไต่สวนชุดที่ 26 จะฟ้องแบบเหวี่ยงแห ฟ้องทุกราย ทั้งๆที่แต่ละคนพฤติการณ์ การกระทำไม่เหมือนกันคุณจะมาจับเหวี่ยงแห อันนี้ผิด กกต. มีสิทธิ์จะถูกฟ้องได้”
ยืนยัน‘ภูมิใจไทย’ไม่ปกป้องคนผิด
นายศุภชัย กล่าวอีกว่าในการดำเนินคดี เรื่องที่มีโทษทางอาญาต้องมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดที่ชัดเจน แต่ละข้อหาต้องพิสูจน์ได้ว่า 229 รายมีการกระทำความผิดอะไรบ้าง พฤติการณ์เป็นอย่างไร ถ้าบอกจ่ายเงินจ่ายให้กับใคร ประเภทที่บอกไปอยู่ด้วยกัน โทรศัพท์หากันอันนี้พยายามทำให้สังคมไขว้เขวตนยังยืนยันว่าอำนาจกกต.ชัดเจน ถ้าเห็นมีการกระทำความผิด ก็ต้องยื่น แต่ถ้าท่านเห็นว่าไม่ผิด ยื่นไม่ได้
“วันนี้เห็นว่าใครผิด ก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ตนยืนยันว่าเราไม่ได้ปกป้องใครก็ตามของพรรคภูมิใจไทย ที่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน 9 คนของพรรคภูมิใจไทยที่ตนเคยพูดตั้งแต่แรกเขาไม่ได้มีส่วนรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิด แต่การพยายามชี้นำสังคมบิดเบือนข้อเท็จจริง จึงจำเป็นต้องมาพิสูจน์ความจริง เล่าให้ประชาชนที่สนใจฟัง”นายศุภชัย ย้ำ
คุ้มกัน กกต.แถลงข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม กกต.เพื่อลงมติคดีฮั้วสว.ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น. มีรายงานว่าวันดังกล่าวเมื่อเริ่มการประชุม กกต.แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ใน 7 ข้อกล่าวหาโดยใบลงมติดังกล่าวกกต.แต่ละคนได้รับไปตั้งแต่ครั้งจบการรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมาจากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลการลงมติและขานมติ ซึ่งเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา กกต.ได้มีการประชุมทำความเข้าใจในเรื่องการลงมติดังกล่าวแล้ว
สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน รมต. สส.และกรรมการบริหารพรรคพรรคภูมิใจไทย 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน สว.สำรองและผู้สมัครสว. 50 คน
ทั้งนี้ หลังจาก กกต.มีมติแล้วจะเป็นขั้นตอนของสำนักงานฯซึ่งจะต้องมีการรวบรวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย โดยตามกฎหมายจะต้องดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน กรณีหากเป็นมติให้มีการส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วันเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังพบว่าสำนักงานฯมีการเตรียมการเรื่องของการแถลงผลการประชุมไว้ในเย็นวันเดียวกัน โดยจะมีการเปิดให้สื่อมวลชนลงทะเบียนในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และมีความเป็นไปได้สูงที่การแถลงจะไม่มีการระบุจำนวนเสียง กกต.ที่ลงมติว่าเป็นเท่าใด ใครเป็นเสียงข้างมากข้างน้อย รวมถึงจะไม่มีการระบุรายชื่อผู้ถูกกล่าวหากรณีที่กกต.มีมติให้ส่งศาลฎีกาฯพิจารณา แต่จะเป็นการระบุจำนวนคนเท่านั้น โดยความชัดเจนให้รอคำวินิจฉัยและคำสั่งรับฟ้องของศาลฎีกาเป็นหลัก
เชื่อมวลชนมาร่วมฟังเพียบ
นอกจากนี้ สำนักงานฯประเมินว่าอาจมีกลุ่มมวลชนต่างๆมาเกาะติดการลงมติและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่เช้าจึงมีการเตรียมในเรื่องมาตรการความปลอดภัย โดยประสานกับกองบังคับการตำรวจ นครบาล 2 และตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 1 กองร้อย รวมทั้งมีการกันพื้นที่ให้ทั้งสื่อมวลชน และประชาชน อยู่บริเวณภายนอกสำนักงานฯ จนกว่าจะถึงช่วงเวลาใกล้แถลงข่าว จึงจะเปิดให้สื่อมวลชนเท่านั้นเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังการแถลงข่าว
ลุ้นลงมติ7ข้อกล่าวหา
มีรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าวกกต.จะพิจารณาลงมติสำนวนคดีข้อกล่าวหาใน 7 ข้อหา ประกอบด้วย 1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรค การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่
3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 1 )หรือไม่
5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใดเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 3 ) หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล