สวนดุสิตโพลเผย คนไทย 40% เมินชุมนุมทางการเมือง 69% มองเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลัก

13 กันยายน 2569 เวลา 07:48 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ร้อยละ 44.65รองลงมาคือ สนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 30.02 โดยเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง คือปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ร้อยละ 69.54 รองลงมาคือ คดีทางการเมือง ฮั้ว สว. ร้อยละ 68.76ทั้งนี้มองว่าการชุมนุมทางการเมือง ช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ร้อยละ 47.95โดยเห็นว่าการชุมนุมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ร้อยละ 41.86สุดท้ายคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมือง ร้อยละ 40.56

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยโดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกได้ว่าสงบนิ่งที่สุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินสถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับเดินเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่า ความสงบนิ่ง ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่าคนที่สนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมีเพียง 30.02%และเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด และมีเพียง 35.60% ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น ในฐานะนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาหลักของการเมืองไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆมีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งจากในและนอกสภา ส่งผลให้การเมืองไร้เสถียรภาพประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังกับผู้นำทางการเมือง สิ่งเหล่านี้คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะได้นำเอาผลโพลในครั้งนี้ไปขบคิดมิใช่บริหารประเทศแบบทำงานประจำไปวัน ๆ โดยมิได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานีเพราะนั่นเท่ากับว่าความสงบนิ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการบ่อนทำลายความชอบธรรม (legitimacy)ของรัฐบาลจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ตนเองบริหารประเทศต่อไปได้และการเมืองไทยก็อาจวนกลับมาสู่การนับหนึ่งใหม่อีกครั้งก็เป็นได้

Leave a comment