ดร.ณัฎฐ์ งัดคำพิพากษา ดับกระแสคดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย

17 กันยายน 2569 เวลา 09:15 น.

“ดร.ณัฎฐ์”งัดคำพิพากษา ดับกระแสคดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ส่วนมติ กกต. 5:2 หรือ 4:3 มติเสียงข้างมาก เป็นใบขาว”มันจบแล้วครับนาย” กระแทกกลับ”สิทธิโชติ”กกต.เสียงข้างน้อยอาจถูกล้มช้างมากกว่า กรรมการในองค์กรอิสระฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

17 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 5:2 ยกคำร้องฝ่ายการเมือง และมติ 4:3 ยกคำร้อง สว.และวินิจฉัยชี้ขาด 26 สว.กับพวก ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันสนั่นโซเชียลว่า สามารถฟ้องตรงดำเนินคดีกับ กกต.ได้หรือไม่นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG กล่าวว่า มติที่ประชุมใหญ่ กกต.วินิจฉัยชี้ขาดในชั้น กกต.เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยถือมติเสียงข้างมากและไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดส่วนตัว เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน การวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 การยกคำร้อง เป็นการให้ “ใบขาว” คดีในชั้น กกต.เป็นที่สุดแล้ว ไม่อาจรื้อร้องฟ้องใหม่ได้ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 224(2) ส่วนคนที่เห็นต่างเป็นสีสันทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะ กกต.ให้ใบขาว ย่อมเป็นที่สุด “มันจบแล้วครับนาย”

ส่วนใบแดงและใบดำ พรป.สว.บัญญัติให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องรอคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 60 วัน ระหว่างที่ กกต.ยังไม้ได้มบอำนาจให้ นิติกรไปฟ้องคดี สว.ที่ถูกกล่าวหายังมีอำนาจเต็ม จนกว่าจะยื่นคำร้องต่อศาล แต่บทบัญญัติ พรป.สว.บัญญัติเด็ดขาด เมื่อ กกต.ยื่นคำร้องเพิกถอนสิทธิต่อศาล จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว แตกต่างจากคดี 44 ก้าวไกล ที่ศาลมีดุลพินิจเป็นอย่างอื่น แต่ สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด กระบวนการยาวไกล เพราะศาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ส่วน สว.สีส้ม ยังต้องรอลุ้นระทึก ส่วน สว.สำรอง ฟ้องเพิกถอนศาลฎีกา เป็นเพียงอีเวนต์รายวัน กลุ่มนี้เคยไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลยกฟ้องทุดคดี

ส่วนปัญหาข้อถกเถียงกันว่า ผู้สมัคร สว.มีอำนาจฟ้อง กกต.ได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ มีคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริต คดีหมายเลขดำที่ อท 185/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 50/2569 ยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง โดยวินิจฉัยข้อสาระสำคัญว่า รัฐเป็นผู้เสียหาย บุคคลที่มีอำนาจฟ้องแทนรัฐได้ คือ พนักงานอัยการ ดังนั้น ปมขู่จะฟ้อง กกต.ต้องถามกลับว่า ฟ้องในฐานะอะไร บุคคลเหล่านี้ โหนกระแส ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.จะนำเงินของกลางคดีฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินไปว่าจ้างทนายความฟ้อง กกต.เป็นการยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนคดี เจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ชัดเจน เพราะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน

ส่วนที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลงถนนเดินขบวนร่วมกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ ยิ่งชีพ ไอลอว์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พรบ.คอมฯ ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน มีพี่สาวแท้ๆ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง เข้ามาจุนคดีอาญาที่ สน.ทองหล่อ แล้วได้เจอกัน ตนมีข้อมูลหมด ยี่ห้อตน กัดไม่ปล่อยอยู่แล้ว

ส่วน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย นำความลับในสำนวนคดีมาเปิดเผย ก่อนคำวินิจฉัยกลาง ต้องไปถามคุณสิทธิโชติ เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 และจริยธรรมร้ายแรง พ.ศ.2561 การนำความลับในสำนวนคดี โดยเป็นสำนวนคดีเดียวกันมาเปิดเผย ก่อนศาลฎีกาชี้ขาด อาจเจอสอยฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง จะเจอล้มช้างมากกว่า มาประดิษฐประดอยวาทกรรม และคุณเปิดเผยความลับในสำนวนโดยคดีไม่ถึงที่สุด ทำให้สังคมสับสน เพราะความเห็นต่าง มติเสียงข้างมาก ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก่ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำวินิจฉัยเป็นมติเอกอันท์หรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่อง มั่ว พูดภาษาชาวบ้าน คือ แพ้มติในที่ประชุมแล้วพาล

Leave a comment