18 กันยายน 2569 เวลา 14:07 น.

กุลวลี อภิปรายหนุนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ลั่น บ้านต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย ขอ ผญ.อย่ายอมเงียบ
วันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น เป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่รู้ ไม่เห็น เกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดสนิท จะเอาไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ เพราะคนที่ทำร้ายท่าน คือพ่อ คือแม่ คือสามี คือคนที่ท่านรัก และยังต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันในคืนนี้ อยากบอกท่านว่า สิ่งที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม และไม่ใช่ความผิดของท่าน แต่เป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่าน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณากฎหมายเพื่อท่านอยู่ ขอให้ท่านอย่ายอมเงียบ สามารถโทรศัพท์ไปที่หมายเลขสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300
น.ส.กุลวลี ได้ยกข้อมูลของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวว่า ปี 2567 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย เฉพาะความรุนแรงในครอบครัว 4,833 ราย ขณะที่ศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศรับผู้ถูกกระทำกว่า 17,900 คน และในสายด่วน 1300 ผู้กระทำถึงร้อยละ 71 เป็นคนในครอบครัวเอง ตัวเลขที่ตนกังวลที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขที่สูง หากแต่คือตัวเลขที่ไม่ลดลงเลย เมื่อปี 2563 ตัวเลขอยู่ที่ 16,676 ราย เฉลี่ย 46 รายต่อวัน ผ่านไปเกือบ 5 ปี ตัวเลขยังอยู่ระดับเดิม และตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะอีกจำนวนมากไม่เคยถูกบันทึก ไม่เคยมีใครโทรแจ้ง และจบลงที่ความเงียบในบ้านหลังหนึ่ง
น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ช่องโหว่ของกฎหมายปี 2550 มุ่งรักษาครอบครัวไว้ก่อนมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ โทษปรับเพียง 6 พันบาท อายุความ 3 เดือนสั้นเกินความจริง และมองไม่เห็นความรุนแรงที่ไม่ทิ้งรอยฟกช้ำ เช่น การควบคุมเงินทุกบาท การไม่ให้ออกไปทำงาน และการสะกดรอยผ่านโทรศัพท์ ข้อมูลจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ที่พบว่าร้อยละ 97 ของคดีฆาตกรรมคู่ครอง ผู้เสียหายเคยถูกควบคุมบังคับมาก่อน ตัวเลขนี้บอกเราว่า การฆาตกรรมในครอบครัว แทบไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน มันมีสัญญาณเสมอ เพียงแต่กฎหมายของเรามองไม่เห็นมัน
น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ขอฝาก 4 ข้อถึงกรรมาธิการ คือ ขยายนิยามบุคคลในครอบครัว ให้ครอบคลุมความเป็นจริงของสังคมไทย บัญญัติความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามด้วยเทคโนโลยีไว้ให้ชัด ทบทวนเรื่องการยอมความให้มาจากความสมัครใจที่แท้จริงไม่ใช่แรงกดดัน และกำหนดกรอบเวลาการช่วยเหลือที่วัดผลได้พร้อมงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นเรื่องของผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ อีกจำนวนหนึ่ง ที่คืนนี้จะต้องนอนอยู่ในบ้านที่เขากลัวซึ่งการรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการบอกกับพวกเขาว่า รัฐสภาไทยได้ยินเสียงของท่านแล้ว และบ้านของท่านจะต้องเป็นที่ที่ปลอดภัย