ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี หวังคุมเงินเฟ้อ-พยุงค่าเงินเยน

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี หวังคุมเงินเฟ้อ-พยุงค่าเงินเยน

18 ก.ย. 2569 11:02 น.

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี หวังคุมเงินเฟ้อ-พยุงค่าเงินเยน

ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% เป็น 1.25% ในการประชุมนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และทำให้อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เงินเยนอ่อนค่า และความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจสูงเกินเป้าหมาย

ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% เป็น 1.25% ในการประชุมนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และทำให้อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995

การปรับขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งเงินเยนอ่อนค่า ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และจำนวนแรงงานที่ลดลง ขณะที่ธนาคารกลางพยายามทยอยยุตินโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นการปรับขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด นับตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2024 โดยห่างจากการปรับขึ้นครั้งก่อนเมื่อเดือนมิถุนายนเพียง 3 เดือน ก่อนหน้านี้ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยทุก ๆ 6 เดือน หลังยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบในเดือนมีนาคม 2024 และปรับขึ้นมาแล้ว 6 ครั้งในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา จากระดับติดลบ 0.1%

BOJ ระบุว่า แม้ภาวะการเงินของญี่ปุ่นยังคงผ่อนคลาย แต่ธนาคารจะติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในอนาคต

ข้อมูลทางการที่เผยแพร่ก่อนการประกาศมติของ BOJ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมชะลอลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 1.7%  จาก 1.8% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางที่ร้อยละ 2%

แม้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะไม่สูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานระหว่างประเทศ แต่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าถือเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในเศรษฐกิจญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำมากหรือภาวะเงินฝืด ซึ่งหมายถึงราคาสินค้าลดลง ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 3 ทศวรรษ

ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากสงครามอิหร่านส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษจากการหยุดชะงักของการขนส่ง เนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

ต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากเงินเยนซึ่งอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจสูงเกินกว่าที่ BOJ คาดการณ์ไว้

ส่วนเงินเยนยังคงเผชิญแรงกดดันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อไม่นานมานี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเหนือระดับ 160 เยน แม้ทางการญี่ปุ่นพยายามพยุงค่าเงินผ่านมาตรการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ความคาดหวังว่าญี่ปุ่นจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนช่วยให้เงินเยนฟื้นตัวขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

ในเดือนสิงหาคม ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้ร่วมกันเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน หลังค่าเงินญี่ปุ่นร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี การแทรกแซงร่วมกันครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งทั้งสองประเทศเคยดำเนินการร่วมกันเพื่อทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง หลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น 

โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่น และนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุในเวลานั้นว่า ทั้งสองฝ่ายจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการแทรกแซงตลาดร่วมกันอีกในอนาคต หากจำเป็น เบสเซนต์ยังเพิ่มแรงกดดันต่อ BOJ ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยสนับสนุนค่าเงินเยน โดยเรียกร้องให้นายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

นายเบสเซนต์ได้พบกับนายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น และนายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว เนื่องจากกังวลว่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงอาจทำให้เงินเฟ้อในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน อูเอดะระบุว่า BOJ จะหารือเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมทุกครั้ง รวมถึงการประชุมเดือนกันยายน แต่ย้ำว่าธนาคารจำเป็นต้องประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจและระดับราคาอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นเกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 ก.ย.) ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปก็ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมไปก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน

BOJ ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันขาขึ้น สะท้อนความกังวลของตลาดเกี่ยวกับสถานะทางการคลังของญี่ปุ่น ภายใต้นโยบายการคลังแบบขยายตัวของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ

การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทำให้การลงทุนของภาคธุรกิจลดลง และเป็นความท้าทายสำหรับ BOJ ในการควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

BOJ มีกำหนดจัดการประชุมนโยบายการเงินอีก 2 ครั้งในปีนี้ ได้แก่ เดือนตุลาคมและเดือนธันวาคม โดยตลาดจะจับตาสัญญาณจากธนาคารกลางว่า จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปหรือไม่ และจะดำเนินการรวดเร็วเพียงใด.

ที่มา KYODO NEWS / BBC

Leave a comment