18 กันยายน 2569 เวลา 09:38 น.

18 กันยายน 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า ภายหลังประกาศรับรองผลการเลือก สว.แล้ว กกต.ไม่ใช่ผู้วินิจฉัยความผิดขั้นสุดท้าย เพราะอำนาจตัดสินเป็นของศาลฎีกา แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่มีหน้าที่รับทุกข้อกล่าวหาแล้วส่งต่อไปยังศาลโดยไม่ตรวจสอบหรือกลั่นกรอง
รัฐธรรมนูญมาตรา 226 และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำที่ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมเกิดขึ้น
ถ้อยคำดังกล่าวหมายความว่า เพียงความเชื่อ ความสงสัย กระแสสังคม หรือการเชื่อมโยงว่าบุคคลหนึ่งโทรศัพท์หาอีกบุคคลหนึ่ง ยังไม่เพียงพอจะนำใครเข้าสู่กระบวนการของศาล หากไม่มีหลักฐานยืนยันถึงเนื้อหา เจตนา และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า กกต.จึงอยู่ตรงกลางระหว่างการเป็นผู้รับเรื่องกับผู้ตัดสิน มีหน้าที่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานและประเมินว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ก่อนตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
หากหลักฐานเป็นเพียงคำให้การของพยานบุคคลที่เปลี่ยนไปมา ขาดพยานเอกสารหรือข้อเท็จจริงแวดล้อมสนับสนุน กกต.ย่อมมีอำนาจไม่ให้น้ำหนัก เพราะการส่งบุคคลเข้าสู่กระบวนการคดีโดยใช้เพียงข้อสันนิษฐาน ย่อมสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
“กกต.ไม่ใช่ศาลที่จะชี้ว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่ต้องส่งทุกชื่อไปให้ศาลตัดสิน หน้าที่ของ กกต.คือต้องกลั่นกรองว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้จริงหรือไม่ หากมีจึงส่งศาล หากมีเพียงกระแสหรือการเชื่อมโยงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่า การตรวจสอบคดีเลือก สว.ต้องดำเนินไปตามกฎหมายและมาตรฐานพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดสินตามความพอใจของฝ่ายการเมืองหรือแรงกดดันจากมวลชน เพราะความยุติธรรมไม่ได้หมายถึงการส่งทุกคนขึ้นศาล แต่หมายถึงการดำเนินการเฉพาะกับบุคคลที่มีหลักฐานเพียงพอ โดยคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน