วัส ติงสมิตร เจาะลึกกลไก ‘กันเป็นพยาน’ คดีฮั้ว ส.ว. : เกราะคุ้มกันชั่วคราว หรือ ช่องโหว่ลบล้างความจริง?

19 กันยายน 2569 เวลา 11:05 น.

วัส-ติงสมิตร

19 ก.ย.69 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์กลไกทางกฎหมายในหัวข้อ เจาะลึกกลไก “กันเป็นพยาน” คดีฮั้ว ส.ว.: เกราะคุ้มกันชั่วคราว หรือ ช่องโหว่ลบล้างความจริง?  ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังจับตาการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีทุจริตและฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2567 โดยระบุว่า

ในกระแสสังคมและแวดวงกฎหมายที่กำลังจับตา “คดีฮั้วเลือก ส.ว. 2567” ประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนที่สุด คือกรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการสั่ง “กันบุคคลไว้เป็นพยาน” และปัญหากรณี “พยานกลับคำให้การ”

คำถามสำคัญคือ แท้จริงแล้วกลไกทางกฎหมายนี้มีไว้เพื่ออะไร? กกต. มีอำนาจเบ็ดเสร็จตัดตอนคดีได้จริงหรือ? และหากพยานพลิกกลับคำ กฎหมายไทยเตรียมทางออกไว้อย่างไร?

1. เปิดคลังกฎหมาย : หลักการ “กันบุคคลไว้เป็นพยาน” มีไว้ทำไม?

หลักการกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา (Informer/Witness Immunity) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในต่างประเทศและตามกฎหมายไทยหลายฉบับ เพื่อใช้สืบหาตัวการใหญ่ในคดีที่มีความซับซ้อน หรือกระทำกันเป็นเครือข่าย

พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 (มาตรา 135) : ให้อำนาจ ป.ป.ช. กันผู้เกี่ยวข้องไว้เป็นพยานหากให้ข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญเพื่อดำเนินคดีกับตัวการใหญ่

พ.ร.ป. กกต. 2560 (มาตรา 46) พ.ร.ป. ส.ส. 2561 (มาตรา 167) & พ.ร.ป. ส.ว. พ.ศ. 2561 (มาตรา 65): ให้อำนาจ กกต. สั่งกันผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดไว้เป็นพยาน หากคำให้การนั้นเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์ความผิดของ “ตัวการสำคัญ”

พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 (มาตรา 27) : DSI ร่วมกับอัยการสามารถใช้มาตรการนี้ในคดีพิเศษได้เช่นกัน

2. “ความคุ้มครองแบบมีเงื่อนไข” ไม่ใช่ใบล้างผิดตลอดชีวิต!

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การกันไว้เป็นพยานตาม มาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. 2561 และ ระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563 ข้อ 10 นั้น ไม่ใช่การนิรโทษกรรมถาวร ธรรมนูญการกันเป็นพยานวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เป็น “สิทธิคุ้มกันที่มีเงื่อนไข” หากเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ สิทธิการได้รับยกเว้นโทษอาญาจะ สิ้นสุดลงทันที 

1) ❌ พยานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ

2) ❌ พยานปฏิเสธไม่ยอมไปเบิกความ

3) ❌ พยานไปเบิกความแต่กลับคำ/เบิกความไม่ตรงกับที่เคยให้ถ้อยคำไว้

เมื่อพยาน “กลับคำ” กกต. ต้องทำอย่างไร?

ตามระเบียบ กกต.ฯ ข้อ 10 เมื่อปรากฏว่าพยานกลับคำ (เช่น กรณีพยานรหัส 16/26) ผู้รับมอบอำนาจต้องรายงานต่อ กกต. เพื่อให้มีมติ “เพิกถอนการกันบุคคลนั้นไว้เป็นพยาน” และนำตัวมาดำเนินคดีอาญาทันที 2 เด้ง

เด้งที่ 1 (คดีเดิม) : คดีเลือกตั้งเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง (พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62) และคดีอาญาตามกฎหมายได้มาซึ่ง สว.

 เด้งที่ 2 (คดีใหม่) : ความผิดฐานแจ้งความเท็จ/ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 175, 177)

3. กรณีพยาน 21/26 และ 22/26 ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. จะต่างจากการกันพยานทั่วไปหรือไม่?

มีอีกชั้นหนึ่ง พยานรหัส 21/26 และ 22/26 ปัจจุบันเป็น สว. และข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับคำให้การเดิมระบุว่า พยานทั้งสองเชื่อมโยงตนเองกับ “โพย” หรือ “เลขชุด” และอธิบายที่มาของคะแนนบางส่วนของตนเอง เมื่อพยานทั้งสองได้รับคะแนนสูงจนเข้าสู่ตำแหน่ง สว. และยังดำรงตำแหน่ง สว. อยู่ จึงน่าจะกันไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญาไม่ได้ เพราะการกระทำที่เป็นความผิดอาญานั้น เข้าข่ายเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมที่ กกต. จะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพิกถอนสิทธิทางการเมือง (มาตรา 62) อันเป็นเหตุให้ สว. คนนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้ว

4. ดาบสองคม : ความรับผิดทางอาญาของ “กกต.”

หาก กกต. นำเรื่องการกลับคำของพยาน หรือการกันเป็นพยานมาใช้เป็นข้ออ้างในการ “ยกคำร้อง” เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาหรือตัวการสำคัญ ไม่ให้เรื่องไปถึงศาล กรรมการ กกต. เสียงข้างมากอาจสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดอาญาเสียเอง :

พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 69: กรรมการ กกต. ที่กระทำการหรือหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 & ป.อาญา มาตรา 157: ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

สรุปบทเรียนทางกฎหมาย

กลไกการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ถูกออกแบบมาเพื่อ “ลากตัวการใหญ่มาลงโทษ” ไม่ใช่เครื่องมือในการ “ฟอกขาว” หรือใช้เป็นช่องทางจบเรื่อง

มติของ กกต. ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ (ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 และ พรป. กกต. มาตรา 21) และการกันบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่อาจซ่อนความจริงเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งได้ และเมื่อใดที่พยานกลับคำ กลไกตามมาตรา 65 ของ พรป. สว. และข้อ 10 ของระเบียบฯ ต้องถูกปลดล็อกทันทีเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง! 

Screenshot 2026-09-19 110328

Leave a comment