‘มาวิน’ เผยมีลูกยากนาน 4 ปีกว่าจะได้เป็นพ่อคน เปิดปมวัยเด็กลั่นจะไม่ส่งต่อความรุนแรงให้ลูก!

22 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

“มาวิน ทวีผล” เปิดใจในรายการ MY DADDY James ถึงเส้นทางการมีลูกยากนาน 4 ปีเต็ม ผ่านความล้มเหลวมาถึง 8 ครั้งจนเกือบยอมแพ้ แต่ตัดสินใจฮึดสู้รอบที่ 9 หลังภรรยา “ตู่ ปิยวดี” เตือนสติว่าต้องมีตัวแทนความรักไว้ดูแลกันในวันที่ใครคนหนึ่งไม่อยู่ จนสำเร็จได้ลูกสาวสมใจ พร้อมเล่าถึงบาดแผลในอดีตที่เติบโตมากับความไม่พร้อมและการถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่ส่งต่อความรุนแรงให้ “น้องเหมียวหมี่” และมุ่งมั่นเป็นพ่อที่อ่อนโยน เลี้ยงลูกด้วยการให้เกียรติและการแบ่งปัน

ความหมายของชื่อ “เหมียวหมี่” ?

มาวิน ทวีผล: “เหมียวหมี่” คือ “เหมียว” คือแมว ตอนที่พี่กับพี่ตู่คบกันแรก ๆ พี่ไม่มีงานทำ เหมือนพี่เป็นคนตกงาน แล้วพี่ตู่ถามพี่ว่า ถนัดอะไร พี่บอกถนัดเลี้ยงแมว เขาบอกว่าอาชีพเลี้ยงแมวคืออะไร พี่บอกว่าเลี้ยงแมวประกวดจากอเมริกาส่งมาไทยตัวหลักแสน แล้วประกวดต้องชนะด้วย แล้วพี่บอกพี่ประกวดแมวตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย พี่เป็นผู้ชายแท้ ๆ ที่ชอบเลี้ยงแมว แล้วต้องมานั่งหวีขน อาบน้ำแมว เป็นพันธุ์เปอร์เซีย คือแมวประกวดหมด แล้วพี่ก็เลี้ยงกับพี่ตู่ แล้วช่วงนี้พี่ไม่มีงาน พี่ประกวดแมวทั่วเอเชียได้เป็น Grand Champion ได้ถ้วยรางวัล เป็น Presenter อาหารแมว มีรายได้ใช้จ่ายเพราะตอนเลี้ยงแมว เป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งเหมือนกัน ก็เลยเป็นคำว่า “เหมียว” ขึ้นมา ส่วน “หมี่” พอพี่มาเริ่มรีวิว พี่ถนัดเรื่องการกินเส้นมาก ชอบบะหมี่ ถ้าเกิดใครจำพี่ยุคแรก ๆ ตอนที่ซู้ดเส้นได้ก็เลยเป็น “เหมียว” กับ “หมี่” แค่นั้นเลย

เส้นทาง 4 ปีเต็มกับการทำบุตรยาก 9 ครั้ง ?

มาวิน ทวีผล: เส้นทาง 4 ปีเต็ม 9 ครั้ง ตอนที่เริ่มทำ พี่ตู่อายุประมาณ 43-44 ปี เพราะว่าพี่ยัง Set ตัวเองไม่ได้ ยังไม่พร้อมด้วยหน้าที่การงาน ฐานะ หรืออะไรก็ตาม แต่ช่วงแรก ๆ จะบอกว่า Sperm เต็มไปหมดเลย ดีมาก หมอบอก “โอ้โห เพอร์เฟกต์ เยี่ยม เดินหล่อมาเลย เต็มคลัง พอผลออกยืดอก ช่วงนั้นยืดเลย เสร็จแล้วพี่ตู่ก็ไปตรวจไข่ยังเยอะอยู่ แต่พอเริ่มแต่งงานเตรียมตัวจะมีน้อง ผ่านมา 2-3 ปี ใช้ร่างกายไปเยอะ ทุกอย่างหายไปหมด ตอนแรกพี่ตู่ยังมีเยอะอยู่คือตอนนั้นพี่ตู่เป็นคนที่ไข่ตกเดือนหนึ่งเยอะมาก ถือว่าประมาณ 8 ฟองขึ้นไป ถึง 10 ฟอง ถือว่าเยอะ แต่เวลาใช้งานจริง สุดท้ายด้วยวัย ปัญหาที่โครโมโซมและอื่น ๆ ของพี่วินน้ำเชื้อก็หายไปเกินครึ่ง จนเดินแรก ๆ ยืด หลัง ๆ เดินหงอออกมาจากการที่ใช้ชีวิตหนักไปหน่อย ประจวบกับช่วงหลังที่งานเยอะด้วย เวลาพักน้อย แล้วทำกันมาทุก ๆ รอบ จากตอนที่มีความหวัง จำได้เลยว่าครั้งแรกที่เอาไข่กับน้ำเชื้อผสมกัน แล้วมาแจ้งผลว่าไข่ปฏิสนธิกี่ฟอง สมมุติตอนแรกมี 8 ฟอง เขาบอกได้ 7 ฟอง รอดมาในหนึ่งวัน คิดว่าปลายทางต้องได้แน่ ๆ แต่พอวันต่อมา ต่อมาค่อย ๆ หายตก หายตก แล้วก็ไม่ได้

ล้มเหลวติดกัน 2–3 ครั้ง เริ่มท้อบ้างไหม ?

มาวิน ทวีผล: ท้อนะ แต่หยุดไม่ได้ ท้อสุดครั้งที่ 5 สองครั้งแรกทะเลาะกัน พี่ตู่บอกพี่ใช้ชีวิตไม่ดี ปรับตัวเองไม่เยอะพอ ไม่ยอมหยุด พักผ่อนน้อยไป กลายเป็นความเครียดสะสม แต่พอครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 พอพี่ได้ปรับ ทุกอย่างไม่ได้ เริ่มเป็นที่โครโมโซมหรือเปล่า กลับมามองกันเองทำให้เข้าใจกันมากขึ้น จนครั้งที่ 8 คือความโปร่ง คุยกันว่าทำลูก 1 ครั้ง เสียตังค์เยอะ พอครบ 8 ครั้ง เราต้องพอแล้วไหม เพราะถ้าเดินหน้าต่อ ยิ่งจะเจ็บกันไปเรื่อย ๆ แล้วฉันไม่อยากให้เธอเจ็บแล้ว แต่พี่ตู่พูดมาคำเดียวเลยว่า “ถ้าฉันตาย เธอจะอยู่ยังไง” คำพูดนี้พี่หยุดเลย พี่ก็พูดว่า “ฉันจะตายกับเธอ” พี่พูดคำนี้ พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา โลกของพี่กับเขาติดกันมาก เราเหมือนแยกมาจากครอบครัวทั้งคู่ เพราะเรามีกันอยู่แค่ 2 คน แล้วรักกันมาก ถ้าไม่มีเขาจะอยู่ยังไง แล้วพี่ถามกลับว่า “แล้วเธอล่ะ?” เขาบอก “ฉันก็อยู่ไม่ได้ แต่ต้องหาตัวแทนลงให้ได้ 1 คน ในวันที่ใครคนหนึ่งไม่อยู่ ต้องมีคนนี้อยู่แทนเรา”

ความตั้งใจและอารมณ์ความรู้สึกตลอดการพยายามมีลูก ?

มาวิน ทวีผล: ตอนแรกมองเป็นเรื่องสนุก มองเป็นเรื่องว่าวันนี้เราพร้อมแล้ว พี่เป็นคนที่รักเด็กมาก ชอบเด็ก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง พี่ชอบมาก มีความสุข เห็นแล้วฮีลใจ ตะมุตะมิ อยากแต่งตัว อยากจะซื้อขนมให้กิน แต่พอกลายเป็นความเครียด พี่ก็บอกตัวเองว่า งั้นไม่ต้องมีก็ได้ ถ้าจะมีแล้วต้องมาทรมานกันขนาดนี้ ทุกครั้งเวลาผสมมาแล้ว มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวขึ้นมา แต่โครโมโซมไม่ได้ เสียใจทุกครั้ง Emoticon มาเต็ม จนครั้งที่ 9 สุดท้าย บอกว่า “ที่รัก จับมือกัน คราวนี้ถ้าไม่ได้ก็ไม่เอาแล้ว” วันที่หมอโทรมาแจ้งว่า คุณได้ตัวอ่อนแล้วนะ ดีใจกันน้ำตาร่วงเผาะ ๆ พอรู้ว่าลูกจะมาแล้ว ติดแล้วนะ ร้องไห้เลย ดีใจมาก แต่ในหัวพี่มีความคิดชั่ว ๆ ขึ้นมา นั่งคิดว่าเพิ่งผ่อนบ้านเสร็จ หลาย ๆ อย่างเพิ่งจะเสร็จ มีมูลค่าสูงมาก ชีวิตนี้ยังไม่เคยมีเงิน ยังไม่เคยได้ใช้เงินแบบสุดเหวี่ยง ฉันกำลังเพิ่งเฉิดฉาย แต่ลูกยังจะมาเกิด แล้วจะเฉิดฉายยังไง แต่เพื่อลูก จน Ultrasound ตอน 3-4 เดือน เริ่มเห็นเป็นตัวอ่อน ๆ ขึ้นมาครับ

ความรู้สึกเมื่อได้ยินเสียงหัวใจและเห็นพัฒนาการของลูกในท้อง ?

มาวิน ทวีผล: ใจเริ่มเปลี่ยน เริ่มคิดว่าความผูกพันของลูกเรา จากพี่ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้มีลูกในชีวิต เพราะชีวิตไม่เคยมีความพร้อม โตมาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่น พี่เลยไม่ค่อยศรัทธาเรื่องความรัก ไม่เชื่อว่าชีวิตคู่จะอยู่ยาว เพราะปัญหาส่วนตัวในชีวิตจริงเยอะ ที่เห็นในวัยเด็กพ่อแม่มีปัญหาจนมีพี่ตู่ แล้วพอถึงหัวใจเริ่มเต้น ความรู้สึกเริ่มแบบ “นี่ลูกเราจริง ๆ ใช่ไหม โตมาจะหน้าตายังไง” เขาจะเป็นเด็กแบบไหน เริ่มคิด แต่พอเดือนที่ 3 เดือนที่ 4 Emotion เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พอเดือนที่ 6 เห็นเป็นจมูกขึ้นมา มีดั้ง ตาเป็นแบบนี้ ขายาว หมอบอกแขนยาว ดีใจจัง เริ่มรู้สึกว่า ความผูกพันเริ่มจากตอนนั้น เริ่มมากก่อตัวขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว เริ่มไปอ่านหนังสือนิทานใส่ท้องภรรยาทุกวันให้เขาได้ยินเสียงเรานะ ผมลูบท้องภรรยาทุกวัน บอกรักลูกตลอด แล้วเขาก็จะดิ้น ๆ ช่วงตี 4 ตี 5 พี่ตู่จะสะกิด “ลูกดิ้น ลูกดิ้น” พี่ก็รีบตะกายมาดู จับดูเขาขยับ ถีบท้อง แล้วก็มีความสุขมาก ฮีลใจมากครับ

วินาทีแรกที่เห็นหน้าลูกตอนคลอด ?

มาวิน ทวีผล: โอโห โมเมนต์นั้นคิดในใจ “นี่ลูกเราจริงเหรอ อยู่ในท้องตัวออกมา 3.6 กิโลกรัม” จมูกบานมาก ใหญ่ หน้าอืดกลมหมด แล้วร้องเสียงดัง ก็คิดว่านี่คือความตลก Ultrasound ที่เห็น ตาเป็นขีด ๆ ยาว ๆ จมูกโด่ง ๆ แต่ของจริงออกมาทำไมเป็นแบบนี้ แล้วร้องเสียงดังมาก แต่รู้แหละว่านี่คือลูก รักหมดหัวใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น แต่แค่มีคำถามเล่นในใจ พี่ตู่ก็คิด “ทำไมลูกเราหน้าตาแบบนี้” พยาบาลบอก “ใจเย็น ๆ ค่ะ หน้ายังไม่ Set ตัว เพิ่งออกจากน้ำคร่ำมา” แล้วค่อย ๆ ปรับขึ้นเรื่อย ๆ พอ 1 วัน หน้าเปลี่ยนไปเยอะ แต่เป็นเรื่องตลก ขำ ๆ ตาเป็นขีดมาเลยครับ

โมเมนต์ที่ทำให้หลงลูกและพัฒนาการของลูกน้อย ?

มาวิน ทวีผล: ของพี่เรียกว่า “เฮ้ย!” ก็คิดเรียกเราเหรอ “เอ้า ลูกเรียกเธอ” โอ้โห เรียก “เฮ้ย!” เหมียวหมี่ เรียก “เฮ้ย” ตะโกนดังมาก เดินกลับไปหาจะหลงมาก พอมาเสร็จ เขาจะยิ้ม แล้วเอาหัวชนเราอย่างนี้ เริ่มอ้อนจะเป็นโมเมนต์ที่ ทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิงเขาอ้อนหมดในวัยเด็ก เป็นอะไรที่ตั้งแต่เขาเริ่มนั่งได้ ไม่ใช่แค่นอน นอนก็คือปกติ เมื่อก่อนพี่จะเอาเขาวางตรงขาให้นอนตรงระหว่างขาเรา เปิดหนังสือให้อ่าน มีอยู่วันหนึ่งเขาลุกขึ้นมานั่ง พี่ก็บอก “เฮ้ย!” พี่เพิ่งตื่น “เฮ้ย นั่งทำไมลูก นอนสิ เดี๋ยวเมื่อย” ก็จับลูกกดลงมา ลืมไปว่านี่คือโมเมนต์เขานั่งได้ เป็นพัฒนาการเขา ลืมไป จับกดเขานอน เขาลุกขึ้นมานั่งใหม่ ก็เลยบอก “ลูก นั่งได้ ๆ” ตอนแรกนึกว่ากลัวลูกเมื่อย แล้วจับกดลงมานอน พี่ถ่ายคลิปไว้เขานั่งโยก ๆ อยู่ จะมีโมเมนต์ให้ได้เก็บสะสม ถ่ายคลิปไว้ เก็บไว้ดู เวลาผมคุยกับลูก ผมไม่ใช้เสียงนี้ ผมเสียง 7 เสียง 8 ตลอดเลย อย่าง “เหมียวหมี่ยังไงคะลูก โอ๊ย เหมียวหมี่ปะปี๊นะ”

แนวทางการเลี้ยงลูกในอนาคต ?

มาวิน ทวีผล: คงไม่บังคับเขา แต่อยากให้เป็นเด็กที่รู้จักการให้ก่อน เพราะพี่รู้สึกว่าการรับ สำหรับเขา ให้เขาได้ตลอดชีวิต เราไม่ขาด เรามี แต่ถ้าไม่รู้จักการ sharing พี่ว่าในสังคมไทยด้วย คือการแบ่งปัน พี่อยากให้ความรู้สึกว่า การอยู่กับคนอื่น ถ้ามีโอกาสที่มากกว่า หรือมองด้วยความเท่าเทียม ต้องรู้จักแบ่งปันให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่ว่าหนูจะได้สิทธิพิเศษหรือหนูจะได้รับ หนูต้องทำงานเป็น แล้วพี่เชื่อว่าลูกพี่อย่างหนึ่งที่โชคดีคือ ในทุกอาชีพมีข้อดี แต่เราทำอาชีพตรงนี้ เป็นอาชีพที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากอยู่ในที่เราอยู่ ลูกพี่ได้เกิดมาตรงจุดนี้กับการที่พ่อแม่ทำงาน อยากให้เขาภูมิใจ แล้วให้เขารู้ว่าเริ่มจากการแบ่งปัน เริ่มจากการให้ เราไปช่วยชาวบ้านทุกวัน ไปทำให้คนอื่นให้ซึมซับตรงนี้ ไม่ขออะไรเลย โตมาเขาจะเป็นแบบพี่ก็ได้ หรือไม่เป็นแบบพี่ ไม่เป็นปัญหา แต่ให้เขารู้จักการแบ่งปัน รู้จักการให้ รู้จักการเคารพในเรื่องต่าง ๆ ก็พอครับ

จะพาลูกเข้าสาย Foodie ไหม ?

มาวิน ทวีผล: แน่นอนลูกผมกินเก่งมากนะ Food Creator ทุกวันนี้ป้อนข้าวไม่ทันเลย บางทีก็เอามาออกกล้อง อย่างมีบาง EP เขาก็นั่งข้าง ๆ พี่ รีวิวไปด้วย พี่รู้สึกว่า ประสบการณ์ชีวิตที่เขาจะได้มากกว่าคนในวัยเดียวกันหรือเปล่าพี่ไม่แน่ใจ แต่พี่เชื่อว่าเขาจะได้สิ่งดี ๆ จากพี่ไปเยอะ ใช้คำว่าสิ่งดี ๆ เพราะเราสอนให้รู้จักการให้ แล้วสนุกในการทำคลิปพ่อลูกนั่งกินข้าวด้วยกัน คุยกันไปเรื่อย ๆ อีกหน่อยเหมียวหมี่ก็มา คิดว่าคงสนุกดีครับ

ปมในวัยเด็กและความตั้งใจที่จะไม่ส่งต่อความรุนแรง ?

มาวิน ทวีผล: ความไม่อบอุ่น การทำร้ายกันและความรุนแรงในครอบครัว จะต้องจบที่รุ่นพี่ ลูกผมต้องไม่โดนเรื่องพวกนั้น การที่โดนตบ, โดนตี, โดนซ้อม ต้องจบที่รุ่นพี่ ที่เราโดน ลูกผมต้องไม่โดนแบบนั้น เป็นแผลที่ทุกวันนี้ชินชา เป็นแผลเป็นที่ติดอยู่ที่แขนหรือตามตัวพี่ลบไม่ออก แต่พอเคยโดน เราก้าวข้ามไปแล้ว แต่เป็นแค่แผลภายนอกที่ไม่สามารถทำลายเนื้อ หนัง กระดูก หรือเส้นเอ็นพี่ได้ เพราะยังใช้งานร่างกายได้เหมือนเดิม แต่แค่ไม่เคยลืมว่าเคยผ่านจุดนั้นมาในชีวิตที่รุนแรงและเลวร้าย จนเคยคิดว่า “นี่พ่อเหรอ นี่ใช่พ่อเราจริง ๆ เหรอ ที่ต้องมานั่งเอามือกาดแล้วโดนฟาดอยู่อย่างนี้ อย่าทำ ๆ นี่พ่อเราเหรอ ทำไมทำขนาดนี้” รู้สึกว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ไม่สนับสนุน ไม่ชอบ การลงมือกับผู้หญิงเป็นสิ่งที่เกลียดมาก เราเลยโตมาด้วยความ Gentle จะไม่เอาอะไรที่ได้รับมาในวัยหนึ่งไปยัดเยียดใส่คนอื่นหรือส่งต่อ ต้องจบที่เราเท่านั้นครับ

มุมมองของครอบครัวและการให้อิสระทางความคิดกับลูก ?

มาวิน ทวีผล: เป็นอะไรก็ได้ ขอให้ตลกไว้ก่อน ชอบความน่ารักเฮฮา เพราะบ้านพี่เฮฮา พี่เป็นคนยังไง พี่ตู่ตัวจริงก็เป็นแบบพี่ ไม่งั้นอยู่ด้วยกันไม่ได้ คุณปิยวดี มาลีนนท์เป็นคนตลกมาก มุกเยอะ ขำขันทั้งสามีทั้งภรรยายิงมุกกันทั้งวันครับ

สุขภาพและการออกกำลังกาย ?

มาวิน ทวีผล: ผมพยายามฟิต กลับมาออกกำลังกาย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วผลจากการที่มีเหมียวหมี่ด้วย ทำงานทุกวัน มีรายการเยอะขึ้น พี่ไม่มีวันพัก เดินทางต่างจังหวัดตลอด กลับถึงบ้านตี 1 ตี 2 ตื่น 6 โมงเช้ามาเลี้ยงลูก ไม่มีวันพัก บางวันช่วง 9 โมงออกกองทุกวันไม่มีวันหยุด เราก็ต้องช่วยภรรยา เพราะเขาก็เครียด เหนื่อย เราก็ต้องมาช่วยเขาดู มีวันหนึ่งเดือนกันยายนพี่ไม่กล้าบอกเขา ลืมตาขึ้นมา เหมือนจะตายหายใจไม่ออก ใจเต้น เอายาแก้หอบมาทานดีขึ้นนิดเดียว นอนเกร็งจะตายไหม จนเราไปตรวจ หมอตรวจปอดบอกไม่ได้มีฝ้าไม่มีอะไร แต่ปลายปอดบิ่นหมดเลยกลับมาเป็นหอบหืดเรื้อรัง ซึ่งตอนพี่เกิดมาแค่ 1 กิโลกรัม 7 ขีดร่างกายไม่สมบูรณ์ ขา 2 ข้างยาวไม่เท่ากัน ห่างกันเซนกว่า ๆ สะบัก 2 ข้าง ข้างซ้ายเปิด ทำให้ไหล่พี่หลุดบ่อย มาด้วยน้ำหนักที่น้อย มาโตข้างนอก มีหลาย ๆ อย่าง แล้วเป็นหอบหืดตั้งแต่เด็ก ๆ อาการนี้หายไปนานมากแล้ว แต่กลับมาเยือนใหม่ หมอบอกภูมิตกไม่เหลือถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป คุณมีสิทธิ์ไปได้นะ พักผ่อนน้อย เรื่องเดียวสำคัญต้องใช้ยาตัวแรงสุดสำหรับหอบถุงลมโป่งพองเลย ทำทุกวัน 1 ปี ถึงจะหายขาดแล้วดีขึ้นเยอะแล้วเริ่มกลับมาออกกำลังกายครับ

จังหวะนั้นนึกถึงหน้าลูกไหม ?

มาวิน ทวีผล: จังหวะนั้นนึกถึงหน้าลูกมาก ๆ เลย จะไม่ได้อยู่รอดูลูกโตเหรอ แม้กระทั่งวันที่ เหมี่ยวหมี่เกิดพี่ไปตรวจสุขภาพเลยนะ กลัวตายมาก เราจะเป็นอะไรไหม เบาหวาน น้ำตาล หรืออื่น ๆ ไปตรวจเลย เมื่อต้นปีก็ไปตรวจดีขึ้นเยอะ แต่ช่วงที่ทำงานหนัก ๆ 3-4 เดือนที่เลี้ยงลูกมา ทำงานกลางแดดแล้วมองไปเป็นฝ้า จุดดำ ๆ เหมือนหน้ามืด แล้วไปดูใน Tiktok อาการนี้ทำให้คนตาบอด เราก็ขวัญเสียเลย ถึงขั้นโทรไปบอกภรรยาว่า “ไม่ถ่ายแล้วงาน Cancel ให้หมด จะไปหาหมอ” ไปตรวจตาชุดใหญ่เลย ทั้งหยอดสารละลายในตา ถ่างตา ตรวจเลนส์ในตาเป็นยังไง สรุปว่าดีหมด หมอบอกว่า “นอนน้อย กลับไปนอนเยอะ ๆ หน่อยนะ”ครับ

ช่วงนี้กลับมาออกกำลังกายบ้างหรือยัง ?

มาวิน ทวีผล: กลับมาออกกำลังกายเพราะกลัวตาย ทำให้รู้เลยว่า หาเงินได้เยอะขนาดไหน สุขภาพไม่ดี ไม่ได้ใช้นะ แค่เดินไม่ได้ก็ไม่ได้ใช้แล้ว ลำบาก แล้วพี่ก็กลับมาออกกำลังกาย แล้วที่บ้านก็สร้างยิมไว้ด้วย ก็ออกชุดใหญ่เลย ออก ๆ ทั้งลีน ทั้งเบิร์นไปด้วย

ทำไมการมีลูกถึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราอดทนและจัดการอารมณ์ เรื่องของเวลาได้เก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ?

มาวิน ทวีผล: ผมกับตู่ใจเย็นขึ้นเยอะ เปลี่ยนแปลงเยอะมาก บางทีไม่พอใจ จับมือก่อน หาย จบ ไม่ทะเลาะ โชคดีมากพี่กับพี่ตู่ไม่มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงลูก คือทางเดียวกันเลย หลัก ๆ พี่ให้เขาลีดด้วยซ้ำ แล้วพี่ตาม ต้องการอะไรบอก ซึ่งคนอย่างเราต้องเจอคนที่เอาอยู่ ไม่งั้นไปเรื่อย ต้องมีภรรยาเป็นช้างเท้าหน้า เป็นผู้นำที่ดี แล้วทำตามเขา จะรู้สึกว่าเรียล ปลอดภัย ชีวิตง่ายจัง

ความในใจและนิยามคำว่าบ้านและครอบครัว ?

มาวิน ทวีผล: บ้านและครอบครัวของผมคือ “ความรัก” อย่างเดียวเลย ผมไม่เคยคิดว่าจะมีบ้านของตัวเอง จนมาทำงานตรงนี้ แล้วอยู่กับตู่ ตู่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีบ้านเป็นของตัวเองเหมือนกัน จนมีผม แล้วเราแยกออกมาเพื่อครอบครัว ทุกวันนี้ก่อนนอนจะกอดหอมภรรยา แล้วจับมือนอนทุกคืน แล้วบอกว่า “มีความสุขจังเลย มีบ้านของเราแล้ว” ไม่ใช่แค่บ้าน มีตัวน้อยด้วยเป็นครอบครัว ทุกฝีก้าวที่เดินอยู่ในบ้านของเรา ทุกลมหายใจที่เราใช้ในบ้าน มีความสุขกว่าอยู่ข้างนอกเยอะ บ้านคือส่วนหนึ่งของร่างกาย คือความรัก คือความรู้สึกในทุก ๆ ที่ ในทุก ๆ ห้อง เหมือนเป็นตัวเราที่ชัดเจนมาก ๆ นิยามได้ว่านี่แหละครอบครัว หลับตาเดินยังได้เลยในบ้าน ทุกอย่างคือเราครับ

Leave a comment