21 กันยายน 2569 เวลา 18:58 น.

วันที่ 21 กันยายน 2569 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สิงโต) สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้แชร์ข้อความบนเฟซบุ๊กของนาย นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส. สงขลา ปัจจุบัน เป็นสมาชิก พรรคภูมิใจไทย
โดย โพสต์ดังกล่าว นายศาสตราระบุว่า “วันนี้ประชาธิปัตย์ถามรัฐบาลว่า ทำไมไม่เอาเงิน “ไทยช่วยไทย พลัส” มาช่วยลดราคาน้ำมัน

ขอเตือนความจำกันสักนิดครับ…
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดว่า “ไม่เห็นชอบ” พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกรอบสำคัญที่รัฐบาลใช้รับมือวิกฤตพลังงานและช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส
วันนี้กลับมาถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินจากโครงการที่ตัวเองเคยคัดค้าน มาใช้ช่วยประชาชนเรื่องน้ำมัน?
1. วันนั้นคัดค้านสุดตัว
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่เห็นชอบ” พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นฐานกฎหมายและแหล่งเงินสายป่านสำคัญที่รัฐบาลใช้ตั้งรับวิกฤตพลังงาน รวมถึงเป็นที่มาของงบประมาณในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”
2. วันนี้ถามหาผลลัพธ์
ตัดภาพมาวันนี้ พรรคเดียวกันกลับตั้งโต๊ะถามหาเม็ดเงินจากโครงการที่ตัวเองเคยลุกขึ้นปฏิเสธในสภา เพื่อนำมาใชุดหนุนราคาน้ำมันนี่คือพฤติกรรมทางการเมืองประเภท “ไม่เอาต้นไม้ แต่จะถามหาผลไม้กิน” อย่างแท้จริง
ลองจินตนาการดูว่า หากวันนั้นสภาเดินตามมติของพรรคประชาธิปัตย์ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ย่อมตกไป เม็ดเงินกู้นี้จะไม่เกิดขึ้น และโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างถึงในวันนี้ ก็จะไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรก แล้วจะไปเอาตัวเลขงบประมาณจากไหนมาช่วยเรื่องน้ำมันแพง?
การตรวจสอบรัฐบาลและเสนอแนะเรื่องพลังงานเป็นหน้าที่ที่สมควรทำแต่ “ความจริงใจทางการเมือง” อยู่ตรงไหน
สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์เป็นของทุกคน แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ความจริงแบบรอบด้าน ไม่ใช่เห็นแค่ฉากหน้าการสวมบทบาทผู้ห่วงใยประชาชนหน้าโพเดียมข่าววันนี้ แต่ลืมมองลายเซ็นต์และมติที่พวกท่านเคยลงไว้ในสภาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 69″

ทั้งนี้นายศักดิ์สิทธิ์ได้ตอบกลับนายศาสตรา ศรีปาน โดยได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท พร้อมเสนอแนะรัฐบาลให้นำงบประมาณไปลดราคาน้ำมันแทนการแจกเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทย”
นายศักดิ์สิทธิ์ ระบุว่า พ.ร.ก. กู้เงิน ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 หรือวิกฤตโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564 หากมีการกู้เงินในภาวะเช่นนี้และนำไปใช้พร่ำเพรื่อ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการคลัง อีกทั้งกระบวนการของ พ.ร.ก. ยังขาดขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มข้นเมื่อเทียบกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลอาศัยเสียงข้างมากผลักดันให้ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวผ่านสภาไปได้สำเร็จ หน้าที่หลักของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านต่อจากนี้ คือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 400,000 ล้านบาทอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านการนำเงินกู้มาแจกในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ปัญหาหลักของประเทศขณะนี้คือภาวะเศรษฐกิจโตช้า เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง ในขณะที่รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง การแจกเงินเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ได้ช่วยให้ข้าวของราคาถูกลง หรือลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเงินแจกหมดลง ประชาชนก็ต้องกลับมาแบกรับภาระค่าครองชีพที่แพงขึ้นเช่นเดิม
ตอนท้ายของการชี้แจง นายศักดิ์สิทธิ์ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอให้รัฐบาลนำเงินก้อนดังกล่าวไปใช้ลดราคาน้ำมันแทนการกู้มาแจก เนื่องจากราคาน้ำมันคือต้นทุนหลักที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น การแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยวิธีนี้น่าจะเกิดประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนในระยะยาวได้มากกว่า

นอกจากนี้ยังศักดิ์สิทธิ์ยังคอมเมนต์เพิ่มเติมอีกว่า “อีกอย่าง การที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทไม่ได้ช่วยแค่คนมีรถครับ ทุกวันนี้คนที่ไม่มีรถสักคันก็จ่ายค่าน้ำมันผ่านราคาข้าวของ ค่าโดยสาร ค่าส่งของอยู่ดี
รถบรรทุกที่ขนผักขนหมูเข้าตลาด รถเมล์ รถสองแถว รถตู้ เรือประมง รถไถ รถเกี่ยวข้าว ล้วนใช้ดีเซลทั้งสิ้น
การลดภาษีน้ำมันคือการลดต้นทุนให้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เติมเงินให้คนบางกลุ่ม”