เมื่อ ‘ช่องทางพิเศษ’ กลายเป็น ‘ช่องทางปิดล้อม’ ‘วัส ติงสมิตร’ วิเคราะห์ ปมวิกฤตสิทธิประชาชนล่องหน

22 กันยายน 2569 เวลา 08:11 น.

นักวิชาการอิสระ

วันนี้ 22 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง เกี่ยวกับมุมมองทางกฎหมายในหัวข้อ ‘เมื่อช่องทางพิเศษ กลายเป็นช่องทางปิดล้อม’ วิเคราะห์คดีศิริโชค โสภา ฟ้อง ป.ป.ช. ที่นำไปสู่คำถามใหญ่เรื่องเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ และปรากฏการณ์ ‘สิทธิล่องหน’ ของประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “เมื่อ “ช่องทางพิเศษ” กลายเป็น “ช่องทางปิดล้อม”: วิกฤตอำนาจตรวจสอบองค์กรอิสระกับสิทธิที่หายไปของประชาชน

จุดเริ่มต้น: คดีศิริโชค โสภา กับคำถามเบื้องต้นที่สะเทือนโครงสร้าง
คดีที่ นายศิริโชค โสภา ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่และประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีความล่าช้าในการไต่สวนคดีรับประโยชน์อื่นใดของ สส. รายหนึ่ง อาจดูเหมือนข้อพิพาทเฉพาะบุคคลในชั้นแรก
แต่สิ่งสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่เพียงคำถามว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ หากอยู่ที่ “คำถามเบื้องต้นเรื่องเขตอำนาจศาล” ว่า ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจะสามารถนำคดีเข้าสู่การตรวจสอบของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้หรือไม่ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรอิสระถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่?
• หากศาลมีอำนาจพิจารณา: ย่อมยืนยันหลักนิติรัฐว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แม้กระทั่งผู้มีหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น ก็ยังอยู่ภายใต้กฎหมายและถูกตรวจสอบได้
• หากศาลไม่มีอำนาจพิจารณา: คำถามใหญ่ที่ตามมาทันทีคือ ประชาชนจะพึ่งพากลไกใดในการตรวจสอบการกระทำหรือการละเว้นขององค์กรอิสระ?

วัส ติงสมิตร

การศึกษาวิเคราะห์ปะทะกันของ 3 บรรทัดฐานทางกฎหมาย (Legal Conflict)
ความซับซ้อนของคดีนี้ทวีความแหลมคมยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาผ่านการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลของประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งปะทะกันถึง 3 บรรทัดฐานสำคัญ:
• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (มติที่ประชุมใหญ่): เป็นหลักการสูงสุดที่วางแนวไว้ว่า “ช่องทางพิเศษ ไม่ใช่การตัดสิทธิราษฎรฟ้องคดี” โดยเห็นว่ากระบวนการพิเศษที่ดำเนินคดีผ่าน ป.ป.ช. หรือ อสส. เป็นเพียงการเพิ่มช่องทาง มิใช่การตัดสิทธิของราษฎรผู้เสียหายในการฟ้อง ปปช. ต่อศาลอาญาฯ ด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)
• แนวเดิม – คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ วท 12/2562: วินิจฉัยสอดคล้องกับศาลฎีกาประชุมใหญ่ โดยเห็นว่า กกต. หรือองค์กรอิสระมีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน เมื่อราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเองและไม่สามารถเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ และราษฎรสามารถฟ้องได้
• แนวใหม่ – คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ วท 12/2569: พลิกแนวคิดโดยเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 วางระบบตรวจสอบไว้เป็นการเฉพาะ ให้อำนาจตกแก่ศาลฎีกาฯ เบ็ดเสร็จ คดีที่ฟ้อง กกต. จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ (ฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4)
คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ (ซึ่งเป็นองค์กรเดี่ยว) ที่ วท 12/2569 ก็ไม่ได้แสดง (และไม่ควรแสดง) เหตุผลหักล้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (โดยมติที่ประชุมใหญ่ซึ่งเป็นองค์กรกลุ่ม มีผู้พิพากษากว่า 170 ท่าน) แต่ประการใด

ปรากฏการณ์ “สิทธิล่องหน” (Illusionary Right) ของประชาชน
หากยึดตามแนวคำวินิจฉัย วท 12/2569 จะทำให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะ “สุญญากาศทางกฎหมาย” หรือเกิดสิทธิล่องหนทันที:
• ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลฎีกาฯ ไม่ได้ (เพราะ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ให้สิทธิเฉพาะ ป.ป.ช. หรือ อสส.)
• ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ได้ (เพราะติดคำวินิจฉัย วท 12/2569)
• ราษฎร ฟ้องศาลยุติธรรมปกติไม่ได้ (เพราะติด พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ)
สิทธิการฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอันแท้จริงในการปกป้องตนเองจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ จึงถูกบั่นทอนลงจนไม่สามารถใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

ผลกระทบแบบโดมิโนต่อคดีเก่าที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์
ความแหลมคมของแนว วท 12/2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคดีใหม่ แต่ส่งแรงสะเทือนไปถึงคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เคยรับไว้พิจารณาและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ (เช่น คดีนาฬิกาเพื่อน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตประธานและกรรมการ ป.ป.ช.)
หากจำเลยหยิบยกประเด็นเขตอำนาจศาลตามแนว วท 12/2569 ขึ้นต่อสู้ ศาลอุทธรณ์อาจจำต้องพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาตรา 11 ซึ่งระบุให้คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ซึ่งเป็นการยกฟ้องด้วยเหตุผลทางเทคนิคทางกฎหมาย มิใช่เพราะจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

เงื่อนเวลาทางบริหารและการรอบคอบทางนิติศาสตร์
ข้อเท็จจริงที่ว่า ในคดีของ ศิริโชค โสภา คำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลยังส่งลงมาไม่ถึงศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 โดยศาลชี้แจงว่าเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงอย่างมากในวงวิชาการกฎหมาย (ประกอบกับมีข้อมูลว่า ประธานศาลอุทธรณ์ผู้ออกคำวินิจฉัย วท 12/2569 จะย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแห่งหนึ่งตามวาระในวันที่ 1 ตุลาคม 2569)
ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึง “ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านบริหาร” (Transition Period) ที่สำคัญ:
1)การชะลอเพื่อทบทวนอย่างถี่ถ้วน: ฝ่ายบริหารของศาลตระหนักถึงความสุ่มเสี่ยงหากออกคำวินิจฉัยที่ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาประชุมใหญ่ 5673/2562 ซึ่งจะกระทบต่อความชอบธรรมของสถาบันศาล
2) การส่งต่อดุลพินิจให้ผู้บริหารชุดใหม่: เปิดโอกาสให้ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่ง สามารถใช้ดุลพินิจทบทวน หรือหันกลับไปยึดบรรทัดฐานเดิมตาม วท 12/2562 และฎีกาประชุมใหญ่ได้ เพื่อปิดช่องว่างเรื่องสิทธิล่องหนของประชาชน

วงจรเชิงโครงสร้าง: สว. -> องค์กรอิสระ -> ฝ่ายการเมือง
ประเด็นนี้ย้ำให้เห็นถึงวงจรความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ยึดโยงกันเป็นทอดๆ:
เริ่มต้นจาก ฝ่ายการเมืองและกระบวนการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ส่งผลต่อการได้มาซึ่ง สว. จากนั้น สว. จะทำหน้าที่ ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ ซึ่งเมื่อองค์กรอิสระเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว ก็มีหน้าที่กลับมาตรวจสอบฝ่ายการเมือง
หากฝ่ายการเมืองสามารถแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่ง สว. และองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งกลับ “ปลอดจากการถูกตรวจสอบโดยประชาชนผ่านระบบศาล” กลไกการถ่วงดุลอำนาจที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้อย่างสมดุลย่อมไร้ผลในทางปฏิบัติ

บทสรุป: อิสระจากฝ่ายการเมือง ≠ อิสระจากกฎหมาย
องค์กรอิสระถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้อำนาจรัฐให้ “เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง” แต่ต้องไม่ “เป็นอิสระจากความรับผิดชอบต่อกฎหมายและประชาชน”
คำวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างบุคคล หากแต่เป็น บททดสอบครั้งสำคัญของระบบนิติรัฐในประเทศไทย ว่าจะสามารถรักษาไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ กับสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริงหรือไม่

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 22/9/69 #คดีศิริโชค #องค์กรอิสระ #ศาลอาญาคดีทุจริต #เขตอำนาจศาล #นิติรัฐ #สิทธิประชาชน #ปปช #กกต #สิทธิล่องหน #กระบวนการยุติธรรม #วัสติงสมิตร”

วัส ติงสมิตร

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ความสุจริตยุติธรรมย่อมไม่มีทางตันครับท่านฯสู้ๆๆๆๆ”

“ขอบคุณครับ”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง

Leave a comment