ดร.ธนพร ชี้ปม กล้าธรรม เป็นปัญหาฝ่ายค้าน ไม่เกี่ยวรัฐบาล ย้ำเสถียรภาพพรรคร่วมฯยังแน่นปึ้ก

23 กันยายน 2569 เวลา 12:37 น.

“ธนพร” ชี้รัฐบาลเสถียรภาพแน่น ตัวเลขเศรษฐกิจเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องสร้างแรงกระเพื่อม

วันที่ 23 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์กระแสข่าวเกี่ยวกับสถานะของพรรคกล้าธรรม ภายหลังเกิดความขัดแย้งภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาล และรัฐบาลยังไม่มีความจำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองอื่นมาเพิ่มเสียงสนับสนุนในสภา

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า ต้องแยกสถานะของรัฐบาลและฝ่ายค้านออกจากกันให้ชัดเจน โดยรัฐบาลผสมจำเป็นต้องมีเอกภาพ เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ผลักดันนโยบาย และผ่านกฎหมายสำคัญ ขณะที่ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง

ดังนั้น การที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมทำงานกับวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นปัญหาภายในของฝ่ายค้าน ไม่ได้หมายความว่าพรรคกล้าธรรมย้ายเข้าร่วมรัฐบาล และไม่ใช่สัญญาณว่ารัฐบาลกำลังเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี

“สถานะของพรรคกล้าธรรมในวันนี้ยังเป็นฝ่ายค้าน เพราะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีตัวแทนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การไม่ได้อยู่ในวิปฝ่ายค้านไม่เท่ากับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

รศ.ดร.ธนพร มองว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพทั้งในและนอกสภา โดยพรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานร่วมกันได้ดี และไม่ปรากฏความขัดแย้งเชิงนโยบายหรือการลงมติในกฎหมายสำคัญที่สะท้อนถึงรอยร้าว

ที่ผ่านมา พรรคร่วมรัฐบาลสามารถสนับสนุนกฎหมายด้านการเงินและกฎหมายสำคัญด้วยคะแนนเสียงที่มั่นคง จึงยังไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่ทำให้ต้องปรับ ครม. หรือเพิ่มพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล

“เมื่อเสียงรัฐบาลเพียงพอต่อการบริหารประเทศ และพรรคร่วมยังลงมติไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาพรรคอื่นมาเติมเสียง การปรับ ครม. ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเพียงเพราะฝ่ายค้านมีปัญหากันเอง” รศ.ดร.ธนพร ระบุ

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า หากรัฐบาลดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม อาจทำให้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 349 เสียง จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน ซึ่งแม้ดูเป็นความได้เปรียบในเชิงตัวเลข แต่อาจเปิดช่องให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องการรวบอำนาจหรือ “เผด็จการรัฐสภา”

พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่มีเหตุผลต้องเสี่ยงสร้างเงื่อนไขทางการเมืองใหม่ ในเมื่อเสียงที่มีอยู่เพียงพอต่อการทำงานอยู่แล้ว อีกทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลต่างมีบทเรียนจากความขัดแย้งในอดีต และย่อมตระหนักถึงผลเสียของการรวมเสียงจำนวนมากเกินความจำเป็น

รศ.ดร.ธนพร ยังกล่าวถึงมุมมองจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ซึ่งประเมินภาพรวมประเทศไทยในทิศทางมีเสถียรภาพ โดยมองว่าเป็นข้อมูลจากบุคคลที่สามซึ่งนักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ

การประเมินดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเมืองภายในจะมีการวิพากษ์วิจารณ์และแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ยังไม่ใช่ภาวะที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยหรือความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาลสั่นคลอน

นักลงทุนย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ได้พิจารณาจากความเห็นทางการเมืองเพียงด้านเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการรักษาความต่อเนื่องของรัฐบาล เพื่อให้การลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป
ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่รัฐบาล

รศ.ดร.ธนพร ทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนปัญหาการบริหารความแตกต่างของแกนนำฝ่ายค้าน เพราะในช่วงที่รัฐบาลมีเสียงมั่นคง ประเทศยิ่งต้องการฝ่ายค้านที่เข้มแข็งเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล

การผลักพรรคหนึ่งออกจากกลไกการทำงานร่วมกันจึงไม่ได้ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง แต่กลับทำให้ฝ่ายค้านมีเสียงลดลงและตรวจสอบรัฐบาลได้ยากขึ้น

“รัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องเสียงและไม่จำเป็นต้องหาเสียงมาเติมในเวลานี้ ส่วนพรรคกล้าธรรมก็ยังเป็นฝ่ายค้าน เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์ของฝ่ายค้านว่าจะบริหารความแตกต่างและฟื้นความเข้มแข็งกลับมาได้อย่างไร” รศ.ดร.ธนพร กล่าว.

Leave a comment