23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

‘ปิยะ’ผงาดคุมดีเอสไอ เด้งยุทธนา หึ่งพิษคดีฮั้วสว.หลุด รบ.โต้ต่างตอบแทน ชี้เป็นไปตามวงรอบ
“ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล” ผงาดนั่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่รมว.ยุติธรรม ปัดต่างตอบแทน หลังเคยนั่ง อนุฯ กกต. ชุดที่ 36 ชี้คดีฮั้ว สว.ไม่มีมูล ทั้งเคยมีประเด็นยืนต้อนรับไหว้ ‘อนุทิน’ที่สนามบินบุรีรัมย์‘ ขณะเดียวกัน ครม.ยังแต่งตั้ง”สลักจิต”ตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ด้าน”ธีรลักษ์”นั่งอธิบดีธนารักษ์
เมื่อวันที่ 22ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โยกย้ายในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ระดับ ซี10 กระทรวงการคลัง จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) กรมสรรพากร ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมสรรพากร”2.นายธีรลักษ์ แสงสนิท รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ กระทรวงการคลัง ได้รับแต่งตั้งเป็น “อธิบดีกรมธนารักษ์” 3.นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)”4.นายพลจักร นิ่มวัฒนา ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงการคลัง ได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการ สคร.”5.นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ได้รับแต่งตั้งเป็น “รองปลัดกระทรวงการคลัง” 6.นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ ที่ปรึกษา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็น “ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง” 7.นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ เป็น “ผู้ตรวจราชการกระทรวง” 8.นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร เป็น รองปลัดกระทรวงการคลัง
ปิยะนั่งอธิบดีดีเอสไอ
ขณะเดียวกัน ครม.ยัง เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอจำนวน 6ราย ได้แก่ 1.ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 2.พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ เป็น อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 3.นายโกมล พรมเฮ็ง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม 4.นางธารินี แสงสว่าง เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม 5.พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม 6.น.ส.นันทรัศมิ์ เทพดลไชย เป็น รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
หัวหน้าทีมสอบเสื้อแดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติการทำงานของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่ เริ่มจากการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ช่วงปี 2552-2553 และขยับขึ้นเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ต่อมาปี 2558 เป็นรองผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะขยับขึ้นเป็น รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2565 และย้ายไปเป็นรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เมื่อปี 2567 กระทั่ง ปี 2568 ได้ย้ายกลับมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และล่าสุด ขยับเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยสมัยดำรงแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ได้รับมอบหมายให้เป็น หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงและการชุมนุมทางการเมือง คดีการชุมนุมปี 2553 หรือคดีเสื้อแดง
นอกจากนี้ ร.ต.อ.ปิยะ มีชื่อเป็นประธาน 1 ใน 7 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. ที่พิจารณาคดีทุจริตฮั้วเลือก สว. และเป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ลงมติว่าคดีดังกล่าว “ไม่มีมูลความผิด”
อย่างไรก็ตาม ภาพเหตุการณ์ที่ ร.ต.อ.ปิยะ ไปยืนรอต้อนรับและยกมือไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สนามบินบุรีรัมย์ ซึ่งเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี (MotoGP) 2569 เมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 ขณะดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และยังร่วมเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมืองอย่างกว้างขวาง เพราะเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย
ปัดตอบแทนคดีฮั้วสว.
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คนใหม่ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติในส่วนของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เทียบเท่าระดับซี 11 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงขึ้น และหากเทียบกับท่านเดิมที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ก็เทียบได้กับว่าที่ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งอยู่ในระดับซี 11 เทียบเท่ากับระดับปลัดกระทรวง และเท่าที่ทราบ เห็นว่าในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 25-30 คน ที่โยกไปอยู่ที่สำนักนายกฯ
เมื่อถามต่อว่าการโยกย้ายครั้งนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่า ไม่มี เพราะเป็นการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และหากดูจากประวัติของอธิบดีดีเอสไอทั้ง 15 คน ก็จะดำรงตำแหน่งประมาณ 1-2 ปี ดังนั้นยืนยันว่า นี่เป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นเทียบเท่ากับปลัดกระทรวง
เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมีข้อครหาว่าการโยกย้ายครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องตำแหน่งที่สูงขึ้น ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่อง สว. อย่างตนมาดำรงตำแหน่งสองสมัยประมาณ 1 ปี ก็ไม่เคยโยกย้าย และถือว่าทุกหน่วยงานดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตำแหน่งของ พ.ต.ต.ยุทธนา อยู่ในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ มาประมาณ 1 ปี 8 เดือน จึงเป็นการโยกย้ายตามขั้นตอน เพื่อไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น
โยนเป็นรูปปลัดกระทรวง
เมื่อถามต่อถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มาดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอแทน เคยปรากฏภาพไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังมีมติในคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า มองว่าการไหว้ก็ส่วนหนึ่ง แต่การแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ มานั่งอธิบดีดีเอสไอ เป็นเรื่องของปลัดกระทรวง ที่ทางราชการจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งบุคลากรที่เคยอยู่ดีเอสไอมี 2 คน คือ ร.ต.อ.ปิยะ และ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ ยอมรับตำแหน่งซี 10 เป็นเรื่องของปลัด ส่วนตำแหน่งซี 11 เป็นเรื่องของรัฐมนตรี
เมื่อถามต่อว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการล้างบางขั้วเดิมที่อยู่ในดีเอสไอ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งข้อสังเกต เพราะการพิจารณาของปลัดกระทรวง จะต้องมีข้อมูล ขณะเดียวกัน การพิจารณาโยกย้ายปลัดกระทรวงของกระทรวงยุติธรรม เราก็ให้ดูผลงานย้อนหลัง 2 ปี และหากอยู่ในระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไป ก็ต้องนำเสนอผลงาน 2 ปีย้อนหลังเช่นกัน ยืนยันว่าไม่ใช่การตอบแทนคดีฮั้ว สว. แต่เป็นการพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะท่านก็เคยอยู่ดีเอสไอมาก่อน
คล้ายโยกย้ายยุคธาริด
จากรายงานข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 ก.ย. 69 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แทนตำแหน่งที่ว่าง ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอจำนวน 6 ราย โดยมี 1 ตำแหน่งถูกจับตาสำคัญมาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา คือ ตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่ง ครม.มีมติแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีดีเอสไอ แทน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีรายงานภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุ คาดว่า พ.ต.ต.ยุทธนา อาจถูกย้ายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คล้ายกับสมัยของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ โดยการโยกย้ายเก้าอี้อธิบดีครั้งนี้ มีรายงานว่าเป็นเหตุจากคดีฮั้ว สว. ที่ต้องการให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาล อันเป็นผลดีต่อผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในพรรคฝ่ายรัฐบาลเอง
ข้อมูลหลุดไปฝ่ายค้าน
ซึ่งที่ผ่านมาทาง พ.ต.ต.ยุทธนา ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาสาระสำคัญคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. หรือแฟ้มสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ที่มีการสอบปากคำพยานบุคคลสำคัญจำนวนมาก จนหลุดออกไปสู่กลุ่มผู้คนภายนอกอย่าง iLaw และพรรคประชาชนได้ ทำให้ยิ่งสร้างแรงกดดันและความไม่พึงพอใจต่อท่าทีของดีเอสไอ เพราะในส่วนของดีเอสไอเองยังคงต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่มีการตีกลับสำนวน หลังจากมีการสั่งฟ้องดำเนินคดีผู้ต้องหากลุ่มแรกเพียง 8 ราย ทำให้ยังเหลือสำนวนในคดีนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญของดีเอสไอในการดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน กับผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการฮั้ว สว.
อย่างไรก็ตาม การโยกย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา จากเก้าอี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวออกมาถึงการเตรียมสลับตัวอธิบดีกรมคุมประพฤติ กับอธิบดีดีเอสไอ โดยเฉพาะการปรากฏภาพที่สนามบินจังหวัดบุรีรัมย์ ของร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ และมีรายชื่อเป็น 1 ในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ไปยืนรอต้อนรับและยกมือไหว้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ก็ถูกมติของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ดำเนินคดีในกรณีฮั้วเลือก สว.
ส่ง”ปิยะ”คุมคดีสำคัญ
ดังนั้น จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการย้าย ร.ต.อ.ปิยะ ครั้งนี้อาจเป็นการเกลี่ยทางไปสู่การเข้าควบคุมการทำสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่กำลังจะมีการนัดหมายประชุมนัดแรกภายในสิ้นเดือน ก.ย. 69 หรือไม่ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติสั่งฟ้องดำเนินคดี 77 รายในคดีฮั้วเลือก สว. ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุให้ ร.ต.อ.ปิยะ เตรียมขึ้นแท่นอธิบดีดีเอสไอ แทนที่ พ.ต.ต.ยุทธนา
สำหรับเส้นทางราชการของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล คลุกคลีกับหน่วยงานด้านยุติธรรมมาหลายหน่วยงานทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึงกระทรวงยุติธรรม อย่างดีเอสไอ ซึ่งตำแหน่งสูงสุดที่เคยปฏิบัติหน้าที่ คือ รองอธิบดีดีเอสไอ ส่วนกรมคุมประพฤติ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ทั้งนี้ ในส่วนมิติงานภายในดีเอสไอ ถือว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เรียกได้ว่าเป็นลูกหม้อ ผ่านหน้างานมาตั้งแต่การเป็นพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ไปจนถึงระดับรองอธิบดีดีเอสไอ ก่อนที่ปี พ.ศ. 2567 จะย้ายไปเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต. และปี พ.ศ. 2568 จึงย้ายกลับมาเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ที่ผ่านมาในส่วนของดีเอสไอ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เคยรับผิดชอบคดีสำคัญหลายคดี อาทิ คดีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงปี 2553 และคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันอย่างคดีชายชุดดำ คดีการเสียชีวิตของประชาชน
‘หมอตุลย์’บุกกกต.จี้ฟ้องยกชุด
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้ กกต.จัดประชุมเพื่อพิจารณาลงมติสำนวนคดีในการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 อีกครั้ง ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ด้วยสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ครบถ้วน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และดำเนินคดีต่อพยานเลขที่ 16/26 , 21/26 และ 22/26 ที่กลับคำทั้ง 3 คน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
นพ.ตุลย์ กล่าวว่า การที่ กกต.มีมติให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 คน ในความผิด 7 มาตรา ยังเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่ครบถ้วน เนื่องจากไม่ได้พิจารณาการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน ตามมาตรา 62 ถือเป็นการละเว้นต่อหน้าที่ เพราะตามสำนวนคดีของคณะอนุกรรม การสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 มีพยานหลักฐานชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม