23 กันยายน 2569 เวลา 10:56 น.

กลายเป็นกระแสฮือฮากันอีกครั้ง เมื่อ แพรว รัตติกานต์ อำลอ หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ เนเน่ รอยัล เด็กไทยวัย 16 ปี ที่เดินทางลัดฟ้าจากบ้านเกิดจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในรอบ Final ของรายการ America’s Got Talent ซีซั่น 21 ในช่วงเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นแคลิฟอร์เนีย) หรือตรงกับเวลา 08.00 น. ของประเทศไทย
ซึ่ง เนเน่ ก็ไม่ได้ทำให้แฟนคลับและชาวไทยผิดหวัง เมื่อเจ้าตัวขึ้นเวทีมาด้วยเพลงร็อกระดับตำนานอย่าง Seven Nation Army ของวง The White Stripes โดยนำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดในรูปแบบของตัวเอง ซึ่งเป็นเพลงที่เนเน่มักใช้คัฟเวอร์ร้องเปิดหมวกจนแฟนคลับรู้จักกันเป็นอย่างดี โชว์นี้เต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ สะกดสายตาคนดูตั้งแต่โน้ตแรกจนจบการแสดง และทันทีที่การแสดงจบลง บรรยากาศภายในฮอลล์ก็อบอวลไปด้วยความประทับใจ ทั้งคณะกรรมการและผู้ชมต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนปรบมืออย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงความชื่นชมในความสามารถอันโดดเด่นของเธอ

ล่าสุดวันนี้ 23 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก เจาะเวลาหาอดีต ซึ่งเป็นเพจที่รวบรวม เรื่องราว ที่มา ประวัติศาสตร์ ทั้งไทยและเทศ มีผู้ติดตามมากถึง 440,000 คน เปิดเผยที่มาของเพลง Seven Nation Armyที่ เนน่ ใช้ร้องในรอบ Final ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “Nene ใช้เพลง Seven Nation Army ในรอบ Final
The White Stripes และ Seven Nation Army เพลงที่เปลี่ยนริฟฟ์กีตาร์ให้กลายเป็นเสียงเชียร์ของโลก มีเพลงร็อกอยู่ไม่กี่เพลงที่ต่อให้ไม่รู้ชื่อวง ไม่รู้ชื่อเพลง และไม่เคยฟังฉบับเต็มมาก่อน แค่ได้ยินท่อนแรกก็สามารถร้องตามได้ทันที
“ดัน ดัน ดัน ดัน ดัน ดันนน…”
เสียงนั้นคือ Seven Nation Army เพลงของวงดูโอจากเมืองดีทรอยต์ที่เริ่มต้นด้วยสมาชิกเพียง 2 คน แต่กลับสร้างริฟฟ์กีตาร์ที่เดินทางออกจากคลับเล็กๆ ไปจนถึงสนามฟุตบอลทั่วโลก
และเรื่องที่น่าสนใจก็คือ เสียงที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็น “เบส” ในเพลงนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากเบสเลย มันคือกีตาร์ นี่คือเรื่องราวของ The White Stripes และเพลง Seven Nation Army

จุดเริ่มต้นจากดีทรอยต์
The White Stripes ก่อตั้งขึ้นที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน ใน ค.ศ. 1997 โดย แจ็ก ไวต์ (Jack White) และ เม็ก ไวต์ (Meg White) แจ็กทำหน้าที่ร้องนำและเล่นกีตาร์ ส่วนเม็กเล่นกลองและร้องประสาน เสียงของวงจึงมีความดิบ เรียบง่าย และแทบไม่มีสิ่งใดมาบดบังช่องว่างระหว่างนักดนตรีสองคน แต่เบื้องหลังภาพของดูโอคู่นี้มีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น แจ็กและเม็กเคยแต่งงานกันใน ค.ศ. 1996 ก่อนก่อตั้งวงเพียงปีเดียว และหย่ากันใน ค.ศ. 2000 แม้ความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาจะจบลง แต่ทั้งคู่ยังคงทำงานดนตรีร่วมกันต่อในช่วงที่วงเริ่มมีชื่อเสียง ทั้งสองมักถูกนำเสนอในภาพลักษณ์ว่าเป็นพี่น้องกัน ทั้งที่ความจริงคืออดีตสามีภรรยา
แจ็กและเม็กเลือกสร้างโลกทางภาพลักษณ์ของวงขึ้นมาอย่างจงใจ โดยใช้สีแดง ขาว และดำเป็นองค์ประกอบสำคัญ ตั้งแต่เสื้อผ้า ปกอัลบั้ม เวที ไปจนถึงเครื่องดนตรีมันทำให้ The White Stripes มีภาพจำที่ชัดเจนแทบจะทันที
แดง ขาว ดำ และดนตรีที่ดิบเหมือนถูกลากออกมาจากห้องซ้อมในดีทรอยต์ แต่ความเรียบง่ายของพวกเขาไม่ได้หมายความว่าดนตรีจะธรรมดา The White Stripes นำรากของบลูส์แบบอเมริกันมาผสมกับการาจร็อก พังก์ คันทรี และโฟล์ก จนเกิดเสียงที่มีทั้งความหยาบ ความดุดัน และความเป็นเพลงเก่าในเวลาเดียวกัน อัลบั้มแรก The White Stripes ออกใน ค.ศ. 1999 ตามด้วย De Stijl ใน ค.ศ. 2000 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงใน ค.ศ. 2001 เมื่อ White Blood Cells ออกวางจำหน่าย เพลงอย่าง Fell in Love with a Girl และ We’re Going to Be Friends ทำให้ชื่อของ The White Stripes เริ่มก้าวออกจากวงการดนตรีใต้ดินเข้าสู่กระแสหลักจากวงสองคนที่มีเพียงกีตาร์กับกลอง พวกเขากลายเป็นหนึ่งในวงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของกระแสการาจร็อกรีไววัลในต้นทศวรรษ 2000
แล้วเพลงหนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้น Seven Nation Army ริฟฟ์ที่คนทั้งโลกจำได้ เริ่มต้นขึ้นในสถานที่ที่อาจไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเพลงระดับตำนานเลย เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างการซาวด์เช็กของ The White Stripes ที่ Corner Hotel ใน ค.ศ. 2001 แจ็กกำลังเล่นกีตาร์เพื่อวอร์มมือ และเกิดริฟฟ์ท่อนหนึ่งขึ้นมา เขารู้ทันทีว่ามันมีบางอย่าง แจ็กจึงนำริฟฟ์นั้นกลับไปพัฒนาต่อ แต่มีปัญหาอย่างหนึ่ง The White Stripes ไม่มีมือเบส
แจ็กจึงใช้กีตาร์ไฟฟ้าของเขาผ่านเอฟเฟกต์ pitch shifter เพื่อลดเสียงลงหนึ่ง octave ทำให้เสียงกีตาร์ต่ำ หนา และหนักจนฟังคล้ายกีตาร์เบส นี่คือหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่สุดของเพลง
คนฟังได้ยินเสียงเหมือนเบส แต่สิ่งที่แจ็กกำลังเล่นจริงๆ คือกีตาร์ เพลงถูกบันทึกในเดือนเมษายน ค.ศ. 2002 ที่ Toe Rag Studios ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยใช้ระบบบันทึกเสียงแบบอนาล็อกเป็นหลัก จากนั้นเพลงก็กลายเป็นเพลงเปิดอัลบั้ม Elephant ซึ่งวางจำหน่ายใน ค.ศ. 2003
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 Seven Nation Army ถูกปล่อยเป็นซิงเกิล ตอนแรกไม่มีใครรู้ว่ามันจะกลายเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่เพียงใด แม้แต่ค่ายเพลงของวงในสหรัฐฯ และอังกฤษก็ไม่ได้ต้องการให้เพลงนี้ออกเป็นซิงเกิลในตอนแรก แจ็กเคยเล่าว่าเขายืนยันที่จะผลักดันเพลงนี้ออกมา ทั้งที่คนอื่นยังไม่แน่ใจในศักยภาพของมัน แต่เมื่อเพลงออกสู่โลกจริง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป Elephant กลายเป็นอัลบั้มสำคัญที่สุดชุดหนึ่งของวง และได้รับรางวัล Grammy สาขา Best Alternative Music Album ในปี 2004
ส่วน Seven Nation Army ทำให้แจ็ก ไวต์ได้รับ Grammy สาขา Best Rock Song ในปีเดียวกัน เพลงที่เกิดจากกีตาร์ของนักดนตรีสองคน จึงกลายเป็นเพลงที่คนทั้งสนามสามารถร้องตามได้แล้วชื่อ “Seven Nation Army” มาจากไหน? มันไม่ได้หมายถึงกองทัพเจ็ดประเทศแต่อย่างใด ตอนเด็ก แจ็กเคยเรียก Salvation Army ผิดเป็น “Seven Nation Army” และชื่อดังกล่าวติดอยู่ในความทรงจำของเขา ต่อมาเขานำชื่อนั้นมาใช้เป็นชื่อเพลง แต่เนื้อเพลงกลับไม่ได้เกี่ยวกับ Salvation Army เลย แจ็กอธิบายว่าเรื่องราวของเพลงเกี่ยวกับคนคนหนึ่งที่รู้ว่าคนในเมืองกำลังนินทาเขา จนต้องการหนีออกไปจากที่นั่น ก่อนจะพบว่าความโดดเดี่ยวทำให้เขาต้องกลับมา มันจึงเป็นเพลงเกี่ยวกับการถูกพูดถึง การต่อต้าน และการยืนหยัดท่ามกลางสายตาของคนอื่น มากกว่าจะเป็นเพลงเกี่ยวกับ “กองทัพ” ตามชื่อ
จากเพลงร็อกสู่สนามฟุตบอล สิ่งที่ทำให้ Seven Nation Army กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ไม่ได้เกิดจากชาร์ตเพลงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อแฟนฟุตบอลนำริฟฟ์ของเพลงไปเปลี่ยนเป็นเสียงร้องของคนหมู่มากมีการบันทึกว่ากองเชียร์สโมสรคลับ บรูช ของเบลเยียม นำทำนองนี้ไปใช้ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกกับเอซี มิลานใน ค.ศ. 2003 จากนั้นทำนองก็แพร่กระจายไปตามสนามฟุตบอลยุโรป

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก ค.ศ. 2006 ที่เยอรมนี
เมื่อแฟนบอลทีมชาติอิตาลีนำริฟฟ์ของ Seven Nation Army มาใช้เป็นเสียงเชียร์ระหว่างเส้นทางที่ทีมคว้าแชมป์โลก จากนั้นมันแทบไม่ใช่เพลงของ The White Stripes เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป มันกลายเป็น “ทำนองของฝูงชน” ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล อเมริกันฟุตบอล ฮอกกี้ เบสบอล หรือการแข่งขันกีฬาอื่นๆ เสียง
ดัน ดัน ดัน ดัน ดัน ดันนน… สามารถทำให้คนหลายหมื่นคนร้องพร้อมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใครสอน นั่นคือความมหัศจรรย์ของริฟฟ์ที่เรียบง่าย ยิ่งไปกว่านั้น เพลงนี้ยังได้รับการยอมรับในวงการเพลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2009 Seven Nation Army ได้รับการบรรจุเข้าสู่ Grammy Hall of Fame
The White Stripes หลัง Seven Nation Army หลัง Elephant ใน ค.ศ. 2003 The White Stripes ยังสร้างผลงานสำคัญอีกหลายชุด Get Behind Me Satan ออกใน ค.ศ. 2005 และ Icky Thump ใน ค.ศ. 2007 ทั้งสองอัลบั้มแสดงให้เห็นว่าวงไม่ได้ต้องการทำซ้ำเสียงของ Elephant แต่ยังคงทดลองกับบลูส์ โฟล์ก เปียโน และองค์ประกอบทางดนตรีอื่นๆ Icky Thump กลายเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดสุดท้ายของวง และได้รับ Grammy สาขา Best Alternative Music Album ในปี 2008 จากนั้น The White Stripes ค่อยๆ หยุดกิจกรรม
ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 วงประกาศยุติการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ พวกเขาระบุว่าเหตุผลไม่ได้มาจากความขัดแย้งทางศิลปะ แต่ต้องการรักษาสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาให้คงอยู่ในความทรงจำหลังจากนั้นแจ็ก ไวต์เดินหน้าทำงานดนตรีต่อ ทั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวและสมาชิกของ The Raconteurs และ The Dead Weather รวมถึงทำงานผ่านค่าย Third Man Records
ส่วนเม็ก ไวต์ใช้ชีวิตค่อนข้างเป็นส่วนตัวและไม่ได้กลับมาทำงานดนตรีในลักษณะเดียวกับแจ็กอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ มิวสิกวิดีโอของ Seven Nation Army ใช้ภาพแจ็กและเม็กท่ามกลางโครงสร้างรูปสามเหลี่ยมสีแดงและดำที่เคลื่อนตัวแบบ kaleidoscope สอดคล้องกับสุนทรียศาสตร์อันเรียบง่ายแต่จงใจของวง

จากริฟฟ์ที่แจ็กคิดขึ้นระหว่างซาวด์เช็กในเมลเบิร์น มันเดินทางไปไกลกว่าที่นักแต่งเพลงคนหนึ่งอาจคาดคิด จากวงที่มีสมาชิกเพียงสองคน จากกีตาร์หนึ่งตัวกับกลองหนึ่งชุด และจากริฟฟ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการซาวด์เช็ก The White Stripes กลับสร้างเสียงที่ใหญ่กว่าจำนวนคนบนเวทีหลายหมื่นเท่า บางครั้งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกสิบคน และไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเพียงริฟฟ์ไม่กี่ตัวที่คนทั้งโลกจำได้ ก็อาจเปลี่ยนเพลงหนึ่งเพลงให้กลายเป็นภาษาสากลของผู้คน เพราะ Seven Nation Army ไม่ได้มีแค่ทำนอง มันกลายเป็นเสียงของคนหลายหมื่นคนที่กำลังร้องเพลงเดียวกัน
เจาะเวลาหาอดีต แหล่งอ้างอิง:
Rock & Roll Hall of Fame – The White Stripes
The Recording Academy – The White Stripes
The Recording Academy – Jack White
Third Man Records – Elephant
Third Man Records – Seven Nation Army
The Independent – Story of the Song: Seven Nation Army
ABC Double J – The White Stripes’ Seven Nation Army
The Guardian – Jack White interviews
#TheWhiteStripes #SevenNationArmy #JackWhite #MegWhite #Elephant #GarageRock #RockMusic #RockHistory #RockAndRoll #MusicHistory #เจาะเวลาหาอดีต”













ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เจาะเวลาหาอดีต , America’s Got Talent, เฟซบุ๊ก The White Stripes