รัฐบาล  สวน รักชนก ปม กยศ. ย้ำพร้อมเติมงบ–ช่วยคนไม่มีรายได้ แต่ผู้มีกำลังจ่ายต้องคืนเข้ากองทุน

23 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

รัฐบาลตอบ “รักชนก” ปม กยศ. ชี้เติมเงินอย่างเดียวไม่จบ หากเงินไม่หมุนกลับถึงรุ่นน้อง ย้ำพร้อมเติมงบ–ช่วยคนไม่มีรายได้ แต่ผู้มีกำลังจ่ายต้องคืนเงินเข้ากองทุน

วันที่ 23 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พร้อมเผยแพร่ตารางประมาณการว่า เงินสดปลายปีงบประมาณ 2570 อาจติดลบ 7,037.35 ล้านบาท ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเกิดจากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอเพียงสาเหตุเดียว เพราะ กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียน เงินที่ผู้กู้รุ่นก่อนชำระคืนจะถูกนำกลับไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ผู้กู้รุ่นต่อไป

“หากจะใช้ตารางนี้วิจารณ์รัฐบาล ก็ต้องอ่านให้ครบทั้งตารางค่ะ ไม่ใช่อ่านเฉพาะบรรทัดงบประมาณ เพราะตัวเลขที่นำมาเผยแพร่เองชี้ว่า รายรับหลักของ กยศ. มาจากเงินที่ผู้กู้รุ่นก่อนชำระกลับเข้ากองทุน หากพูดเฉพาะว่ารัฐบาลเติมเงินเท่าไร แต่ไม่พูดถึงเงินที่ต้องหมุนกลับเข้ามา ก็เท่ากับมองปัญหาเพียงครึ่งเดียว” นางสาวลลิดากล่าว

จากตารางที่ น.ส.รักชนกเผยแพร่ ปีงบประมาณ 2570 คาดว่า กยศ. จะมีรายรับจากการชำระหนี้ 33,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 78 ของรายรับทั้งหมด 42,251.72 ล้านบาท ขณะที่เงินจากงบประมาณอยู่ที่ 9,000.37 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 21 และมีประมาณการรายจ่าย 49,507.32 ล้านบาท ทำให้เกิดส่วนขาดระหว่างปี 7,255.60 ล้านบาท ก่อนรวมเงินสดต้นปี และประมาณการเงินสดปลายปีติดลบ 7,037.35 ล้านบาท

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ตัวเลขติดลบ 7,037.35 ล้านบาทเป็น “ประมาณการ” ภายใต้สมมติฐานรายรับและรายจ่าย ไม่ใช่ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามยอดรับชำระหนี้และการเบิกจ่ายจริง จึงสะท้อนว่าการบริหารสภาพคล่องของ กยศ. ต้องพิจารณาทั้งด้านเงินสนับสนุนจากรัฐและประสิทธิภาพในการรับชำระเงินคืน

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2570 โดยข้อมูลของ กยศ. ในปี 2568 เคยประมาณการว่าจะรับชำระหนี้ 26,087.76 ล้านบาท ได้รับเงินจากรัฐบาล 4,572.98 ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่าย 48,080.23 ล้านบาท ทำให้ประมาณการเงินสดปลายปีติดลบ 4,645.31 ล้านบาท และ กยศ. ต้องดำเนินทั้งมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้และขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมควบคู่กัน

“รัฐบาลเติมเงินได้และต้องเติมเมื่อจำเป็น เพื่อไม่ให้เด็กที่กำลังเรียนอยู่เสียโอกาส แต่ถ้าเงินที่ปล่อยกู้ออกไปไม่หมุนกลับเข้ากองทุนอย่างเพียงพอ แล้วต้องนำภาษีประชาชนมาเติมช่องว่างเดิมทุกปี ปัญหาก็จะกลับมาอีก การเพิ่มงบจึงช่วยแก้สภาพคล่องได้ แต่คำตอบระยะยาวคือต้องทำให้เงินของกองทุนหมุนกลับไปถึงเด็กรุ่นต่อไปด้วย” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดาย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เหมารวมว่าผู้ค้างชำระทุกคนจงใจหลีกเลี่ยงหนี้ โดยข้อมูลรายงานประจำปี 2567 ของ กยศ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ระบุว่า มีผู้ครบกำหนดชำระ 3,614,904 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ค้างชำระ 2,447,297 ราย และมีเงินต้นค้างชำระประมาณ 105,863.8 ล้านบาท ดังนั้น จำเป็นต้องแยกผู้ที่ยังไม่มีความสามารถชำระออกจากผู้ที่มีศักยภาพแต่ไม่ชำระ

ผู้ว่างงาน ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ประสบปัญหาจนยังไม่มีความสามารถชำระ ต้องได้รับความช่วยเหลือ การผ่อนผัน หรือการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม ขณะที่ผู้มีงาน มีรายได้ และมีความสามารถชำระ แต่ไม่ชำระตามสัญญา ก็ควรเข้าสู่กระบวนการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพื่อให้เงินกลับเข้าสู่กองทุน

“เราไม่ควรไปรีดเงินจากคนที่ยังไม่มีรายได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้คนที่มีรายได้และมีกำลังจ่ายไม่ชำระ แล้วให้เด็กยากจนรุ่นต่อไปและผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระแทน วินัยการชำระหนี้ไม่ใช่เรื่องช่วยรัฐบาล แต่คือการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้อง” นางสาวลลิดากล่าว

สำหรับข้อกังวลเรื่องเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่าผู้ขอกู้ทุกคนต้องมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทจึงจะกู้ได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ปีการศึกษา 2569 แบ่งผู้กู้ออกเป็นหลายลักษณะและหลายลำดับ โดยผู้กู้บางประเภทในสาขาที่เป็นความต้องการหลักหรือสาขาที่กองทุนมุ่งส่งเสริม ไม่ได้ใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขเดียวในการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรับฟังข้อกังวลว่า รายได้ครอบครัวเพียงตัวเลขเดียวอาจไม่สะท้อนภาระที่แท้จริงของแต่ละครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรหลายคนหรือมีค่าใช้จ่ายจำเป็นสูง และเห็นว่าการพิจารณาควรคำนึงถึงทั้งรายได้และภาระรายจ่ายตามสภาพความเป็นจริง

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบในการดูแลสภาพคล่องของ กยศ. และไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีสิทธิต้องเสียโอกาสทางการศึกษา โดยในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลได้เพิ่มเงินสนับสนุน กยศ. จากประมาณ 5,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็นประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะที่ปีการศึกษา 2569 กยศ. วางกรอบวงเงินให้กู้กว่า 48,000 ล้านบาท รองรับนักเรียนและนักศึกษาประมาณ 780,000 ราย

“เรื่องนี้ไม่ควรถูกทำให้เหลือเพียงคำถามว่า ‘รัฐบาลจะเติมเงินอีกเท่าไร’ แต่ต้องถามด้วยว่า เงินที่เติมเข้าไปจะหมุนกลับมาได้อย่างไร เพราะเป้าหมายที่แท้จริงมีสามเรื่องที่ต้องทำพร้อมกัน คือ เด็กที่มีสิทธิต้องไม่หลุดจากระบบ คนที่ยังไม่มีความสามารถชำระต้องได้รับความช่วยเหลือ และคนที่มีกำลังชำระต้องคืนเงินเข้ากองทุน เพื่อให้เงินก้อนเดียวกันส่งต่อโอกาสทางการศึกษาไปถึงรุ่นน้องได้อย่างยั่งยืนค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว

Leave a comment