ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : เอกซเรย์ฟัน…อันตรายหรือไม่?

24 กันยายน 2569 เวลา 06:40 น.

“หมอคะ เอกซเรย์ฟันบ่อย ๆ จะเป็นอันตรายไหม?”

เป็นคำถามที่หมอณันได้ยินบ่อยมากในคลินิก และเชื่อว่าทันตแพทย์หลายท่านก็คงเจอคำถามนี้ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในยุคที่คนไข้สามารถหาข้อมูลได้ด้วยตัวเองมากขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้รับอาจยังไม่ครบถ้วน หรือทำให้เกิดความกังวลเกินความเป็นจริง

หมอณันจึงขอชวนคุยกับ รศ.ดร.ทพญ.จิรา กิติทรัพย์กาญจนา ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อช่วยอธิบายเรื่อง “เอกซเรย์ฟัน” ให้เข้าใจง่าย และสบายใจมากขึ้นค่ะ

เอกซเรย์ฟัน สำคัญอย่างไร?

อาจารย์จิรา อธิบายว่า การเอกซเรย์ฟัน หรือการถ่ายภาพรังสีฟันและกระดูกใบหน้า ขากรรไกร เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทันตแพทย์ในการวินิจฉัยโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ และติดตามผลการรักษาในระยะยาว

หลายครั้งรอยผุ รอยอักเสบ หรือความผิดปกติของกระดูก ซ่อนอยู่ใต้เหงือกหรือภายในกระดูก ซึ่งไม่สามารถเห็นได้จากการตรวจในช่องปากเพียงอย่างเดียว เอกซเรย์จึงเปรียบเสมือน “ดวงตาอีกคู่” ของทันตแพทย์นั่นเอง

แล้วรังสีจากเอกซเรย์ฟัน อันตรายไหม?

คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่อันตรายค่ะ

การถ่ายภาพรังสีทางทันตกรรม ใช้รังสีเฉพาะบริเวณฟัน ใบหน้า และขากรรไกร โดยมีลักษณะสำคัญคือ

ใช้พลังงานรังสีต่ำ ใช้เวลาถ่ายสั้น ให้ปริมาณรังสีน้อยกว่าการถ่ายเอกซเรย์ทางการแพทย์ทั่วไปมาก

ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ในชีวิตประจำวัน คนเราทุกคนได้รับรังสีจากธรรมชาติอยู่แล้ว ทั้งจากแสงแดด อากาศ ดิน และอาหารโดยเฉลี่ยประมาณ 8.5 ไมโครซีเวิร์ตต่อวัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณรังสีจากการเอกซเรย์ฟันในปากหนึ่งครั้งเสียอีก (ประมาณ 9.5 ไมโครซีเวิร์ต)

ดังนั้น การเอกซเรย์ฟันในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างที่หลายคนกังวล

ทำไมแต่ละคนได้รังสีไม่เท่ากัน?

อาจารย์จิรา เล่าว่า ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น เทคนิคการถ่ายภาพรังสี (เช่น เอกซเรย์ในปาก เอกซเรย์ปริทัศน์ หรือ CBCT) ชนิดและเทคโนโลยีของเครื่องเอกซเรย์ ค่าการตั้งเครื่องและโปรโตคอลที่ใช้

ทันตแพทย์จะเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการรักษา โดยใช้รังสีให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

คำถามยอดฮิต: ควรเอกซเรย์ฟันบ่อยแค่ไหน?

คำตอบคือ ไม่มีตัวเลขตายตัวค่ะ

ความถี่ในการเอกซเรย์ ขึ้นกับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น     อายุ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ความเสี่ยงในการเกิดฟันผุ

ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีฟันผุหลายซี่ หรือมีความเสี่ยงสูง อาจจำเป็นต้องเอกซเรย์เพื่อติดตามทุก 6–18 เดือน ผู้ที่มีสุขภาพช่องปากดี และมีความเสี่ยงต่ำ อาจเอกซเรย์ทุก 2–3 ปี ก็เพียงพอ โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความจำเป็นเป็นรายบุคคล ไม่ได้เอกซเรย์ “สุ่มสี่สุ่มห้า” อย่างแน่นอน

แล้วเด็กกับหญิงตั้งครรภ์ล่ะ?

กลุ่มเด็กและหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเซลล์มีความไวต่อรังสีมากกว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ห้ามเอกซเรย์ หากมีข้อบ่งชี้ทางการรักษาที่จำเป็น ทันตแพทย์จะเลือกเทคนิคที่เหมาะสมปริมาณรังสีต่ำที่สุด และมีการป้องกันอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วย

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่าน “จำให้ได้”

เอกซเรย์ฟัน ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การรักษาทางทันตกรรม แม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น ท้ายที่สุด อาจารย์จิราทิ้งข้อคิดสำคัญไว้ว่า ถึงแม้การเอกซเรย์ฟันจะมีความปลอดภัย แต่ทันตแพทย์ทุกคนควรใช้รังสีอย่างมีความรับผิดชอบ ตามหลักความสมเหตุสมผล (Justification) การทำให้เหมาะสมที่สุด (Optimization) และการจำกัดปริมาณรังสี (Dose limitation) เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยทั้งในปัจจุบันและระยะยาว

 

ขอขอบคุณข้อมูลและความรู้จาก

รศ.ดร.ทพญ.จิรา กิติทรัพย์กาญจนา

ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เรียบเรียง โดย ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์

หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

Leave a comment