
24 ก.ย. 2569 16:06 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
อินเดียเตรียมคุมเข้ม ห้ามขาย “อาหารขยะ” รัศมี 50 เมตรรอบโรงเรียน หวังแก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก
อินเดียเตรียมออกมาตรการจำกัดการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียนทั่วประเทศ หวังลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพและรับมือปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ขณะที่ร้านค้าและผู้ประกอบการกังวลว่ามาตรการอาจกระทบรายได้
อินเดียเตรียมออกกฎระเบียบใหม่เพื่อจำกัดการจำหน่ายอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง หรืออาหารกลุ่ม HFSS ในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียน ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดของรัฐบาลในการลดการบริโภคอาหารขยะ ท่ามกลางปัญหาโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก
มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมร้านค้าครอบครัว ร้านอาหาร และแผงขายอาหารใกล้โรงเรียนประมาณ 1.5 ล้านแห่งทั่วอินเดีย โดยอาหารที่อาจได้รับผลกระทบมีตั้งแต่น้ำอัดลมและมันฝรั่งทอดรสเค็ม ไปจนถึงซาโมซาทอด พิซซ่า และแฮมเบอร์เกอร์ที่มีไขมันสูง
มาตรการนี้อาจเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทอาหารและเครื่องดื่มข้ามชาติรายใหญ่ เช่น PepsiCo, Coca-Cola, Mondelez และ Nestle ซึ่งกำลังเผชิญข้อเสนอให้ติดฉลากคำเตือนสีแดงบนผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน เกลือ และน้ำตาลสูง เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นความเสี่ยงด้านโภชนาการได้ชัดเจนขึ้น
บรรดาเจ้าของร้านค้าใกล้โรงเรียนในอินเดียเริ่มกังวลถึงผลกระทบแล้ว โดยผู้ประกอบการในเมืองภูพเนศวร ทางตะวันออกของประเทศราว 12 ราย กล่าวว่า รายได้อาจลดลงหนึ่งในสามหรือมากกว่านั้น หากมาตรการมีผลบังคับใช้
ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ปรียานชู ปาเล นักเรียนวัย 15 ปี ซื้อขนม Uncle Chipps ของ PepsiCo จำนวน 2 ห่อใส่กระเป๋าเป้ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน โดยบอกว่าเขาจะกินขนมดังกล่าวในช่วงพัก เพราะชอบมากกว่าข้าวกับแกงถั่วที่แม่เตรียมให้รับประทาน
ราชิต ปุนฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย หรือ FSSAI ซึ่งเป็นหน่วยงานผลักดันมาตรการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการอาหารโรงเรียน ปลอดภัย มีเป้าหมายให้เด็กหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย
ปุนฮานีกล่าวว่า จำเป็นต้องส่งเสริมให้เด็กหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ และสร้างพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม พร้อมระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากร้านค้ายังสามารถจำหน่ายอาหารที่ไม่เข้าข่ายกลุ่ม HFSS ได้ ขณะเดียวกัน กฎระเบียบยังมีเป้าหมายผลักดันให้บริษัทผู้ผลิตปรับสูตรอาหารให้มีส่วนประกอบที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
กฎดังกล่าวถูกเสนอครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 แต่ขณะนี้ยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนว่าจะประกาศใช้เมื่อใด โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา FSSAI ได้กำหนดเกณฑ์ปริมาณไขมัน เกลือ และน้ำตาลที่จะทำให้อาหารเข้าข่ายถูกจำกัดการจำหน่ายทั้งภายในและบริเวณโรงเรียน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้ เนื่องจากมีร้านค้าจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนและให้บริการประชาชนทั่วไป ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าผู้ซื้อเป็นนักเรียนหรือไม่
ข้อมูลจากหน่วยงานระดับรัฐที่สำนักข่าวรอยเตอร์ตรวจสอบพบว่า จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการฝ่าฝืนกฎในร้านค้า 133 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในรัศมี 50 เมตรจากโรงเรียน และมีคำสั่งให้ร้านค้า 51 แห่งยุติกิจการ
สมาพันธ์การค้าและอุตสาหกรรมอาหารอินเดียแสดงความกังวลว่า การปฏิบัติตามมาตรการอาจทำได้ยาก เนื่องจากโรงเรียนจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้ตลาดที่มีผู้คนหนาแน่นและให้บริการประชาชนทั่วไป โดยเอกสารร่างข้อเสนอของสมาพันธ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าว ซึ่งรอยเตอร์ได้ตรวจสอบ ระบุว่า กฎนี้อาจทำให้เกิด “การสูญเสียธุรกิจและรายได้ในการดำรงชีวิต” พร้อมเสนอว่าควรจำกัดมาตรการเฉพาะภายในโรงเรียนเท่านั้น
ด้าน PepsiCo ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Lay’s ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า บริษัทมีนโยบายระดับโลกเกี่ยวกับประเภทผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตให้จำหน่ายในโรงเรียน ขณะที่ Nestle ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป Maggi ระบุว่า บริษัทปฏิบัติตามนโยบายระดับโลกที่อนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในโรงเรียนระดับประถมและมัธยมได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ด้านโภชนาการที่กำหนด ส่วน Coca-Cola และ Mondelez ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Cadbury ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว
ราหุล คันนา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบอาหารจากสำนักงานกฎหมาย RAKLaw ในอินเดีย กล่าวว่า ลูกค้าของบริษัทกำลังแสดงความกังวลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตขนมหวานและขนมขบเคี้ยว ซึ่งมองว่าเด็กเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาระบุว่า ทั่วโลกมี 5 ประเทศที่เสนอหรือบังคับใช้ข้อจำกัดการจำหน่ายอาหารขยะในบริเวณรอบโรงเรียน ขณะที่ 48 ประเทศมีมาตรการจำกัดการจำหน่ายอาหารขยะภายในโรงเรียน
กรณีของชิลีถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยในปี 2559 รัฐบาลชิลีออกกฎกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีฉลากคำเตือน และห้ามจำหน่ายหรือโฆษณาอาหารขยะภายในโรงเรียน ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ในปีนี้พบว่า หลังเด็กได้รับผลจากกฎหมายดังกล่าวเป็นเวลา 18 เดือน ความน่าจะเป็นที่จะมีน้ำหนักเกินลดลง 2.85% ในเด็กหญิง และ 2.4% ในเด็กชาย กฎหมายของชิลียังผลักดันให้ผู้ผลิตปรับสูตรผลิตภัณฑ์หลายชนิดเพื่อลดปริมาณสารอาหารที่เข้าข่ายเกณฑ์ควบคุม
กิเยร์โม ปาราเฮ ศาสตราจารย์จาก Adolfo Ibáñez Business School ในชิลี กล่าวว่า หากกฎหมายไม่มีประสิทธิผลและผู้บริโภคไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ผลิตก็คงไม่จำเป็นต้องต่อต้านมาตรการดังกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ผลิตตระหนักดีว่ากฎหมายจะผลักดันให้พวกเขาปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้ได้มากที่สุด.
ที่มา Reuters