‘ดร.สุวินัย’ ถอดรหัสหมาก ‘อนุทิน’ ชี้ไม่ใช่แค่นโยบายกระจัดกระจาย แต่คือ ‘สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่’

25 กันยายน 2569 เวลา 09:04 น.

ดร.สุวินัย

ท่ามกลางคำถามถึงทิศทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีไทย ของใครหลายคนที่สงสัย จนเกิดการถกเถียงกันบนโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 25 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โพสต์ร่ายยาววิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีไทย 17 ข้อ ด้วยข้อความว่า “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของอนุทิน
/////

ในช่วงที่ผ่านมา หากเรามองนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทินเป็นรายเรื่อง
เราอาจเห็นเพียงภาพที่กระจัดกระจาย
Data Center เรื่องหนึ่ง
AI เรื่องหนึ่ง
รถยนต์ไฟฟ้าเรื่องหนึ่ง
BOI เรื่องหนึ่ง
ตลาดหุ้นอีกเรื่องหนึ่ง
พลังงานสะอาดอีกเรื่องหนึ่ง
รวมถึง Wellness Tourism และการพัฒนาคนอีกเรื่องหนึ่ง
แต่เมื่อผู้เขียนนำหมากเหล่านี้มาวางลงบนกระดานเดียวกัน
แล้วอ่านมันด้วยจิตนักยุทธศาสตร์
ผู้เขียนเริ่มมองเห็นบางสิ่ง
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินกำลังทำ
ไม่ใช่เพียงการออกมาตรการเศรษฐกิจหลายชุด
แต่กำลังพยายามสร้าง
“สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย”
ขึ้นมาต่างหาก (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
และหัวใจของสถาปัตยกรรมนี้อาจสรุปได้ด้วยคำเพียงไม่กี่คำว่า
Investment-led Growth
หรือใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์นำในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
นี่เป็นเรื่องที่น่าทำความเข้าใจอย่างยิ่ง
เพราะหากเดินไปได้จริง โดยไม่มีการก่อความวุ่นวายจากม็อบป่วนเมือง
มันจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไปอีกหลายปีข้างหน้า อย่างเป็นความหวังได้

สุวินัย ภรณวลัย

…..

1. ปัญหาของไทยไม่ใช่ไม่มีเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจเดิมโตช้า
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
เรามีฐานอุตสาหกรรมที่สร้างสมมาหลายสิบปี
เรามีอุตสาหกรรมรถยนต์
อิเล็กทรอนิกส์
เครื่องใช้ไฟฟ้า
อาหาร
ปิโตรเคมี
การท่องเที่ยว
โลจิสติกส์
มีนิคมอุตสาหกรรม
ท่าเรือ
ถนน
ระบบไฟฟ้า
และที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย Supplier จำนวนมาก
ที่ทำงานอยู่ใน Global Supply Chain มานานแล้ว (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
นี่คือทุนเดิมของประเทศไทย
แต่ปัญหาคือเครื่องยนต์ชุดเดิมกำลังแก่ลง
บางอุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันจากจีน
บางอุตสาหกรรมกำลังถูกเทคโนโลยีใหม่ Disrupt
ขณะที่โครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
ผลิตภาพเพิ่มช้า
หนี้ครัวเรือนสูง
และอัตราการลงทุนต่อ GDP ของไทยต่ำกว่าช่วงที่ประเทศกำลังเร่งพัฒนาในอดีต
ดังนั้นโจทย์ของประเทศเราตอนนี้จึงไม่ใช่
“จะรักษาเศรษฐกิจเดิมไว้อย่างไร”
แต่คือ
“จะใช้ฐานเศรษฐกิจเดิมเป็นฐานกระโดดเข้าสู่เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร” (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ตรงนี้เองที่ผู้เขียนคิดว่า
เป็นจุดตั้งต้นของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอนุทิน
…..

2. เครื่องยนต์ตัวใหม่ชื่อ “การลงทุน”
วันที่ 17 กันยายน 2569
ในการเปิดโครงการ BOI to IPO
รัฐบาลใช้คำอย่างชัดเจนว่า Investment-led Growth
คือใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์สร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำศัพท์
คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ครึ่งแรกของปี 2569
คำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน BOI มีมูลค่าประมาณ
1.37 ล้านล้านบาท
เพิ่มขึ้นประมาณ 80% จากปีก่อน
โดยเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่
Data Center
Cloud
Digital Infrastructure
Electronics
PCB
Optical Transceiver
อุปกรณ์ Network
Cooling System
รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
BOI รายงานด้วยว่า หากนับทั้งการลงทุนจากไทยและต่างประเทศ คำขอส่งเสริมในครึ่งปีแรกมีมูลค่าราว 1.47 ล้านล้านบาท โดยภาคดิจิทัลเพียงกลุ่มเดียวมีมูลค่าคำขอกว่า 1.1 ล้านล้านบาท
ต้องเน้นตรงนี้ว่าตัวเลขเหล่านี้คือ คำขอส่งเสริมการลงทุน
ไม่ใช่เงินที่สร้างโรงงานเสร็จแล้วทั้งหมด
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเอา 1.37 ล้านล้านบาทไปนับเป็น GDP
แต่ตัวเลขนี้บอกสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง
<< กระแสเงินลงทุนโลกกำลังมองประเทศไทยใหม่ >>
…..

3. รัฐบาลอนุทินไม่ได้ต้องการเพียง FDI แต่ต้องการ FDI ที่ “หยั่งราก”
นี่เป็นจุดที่ผู้เขียนเห็นการเปลี่ยนวิธีคิดของ BOI อย่างชัดเจน
ในอดีต เวลาเราพูดถึงความสำเร็จในการดึง FDI
เรามักถามว่า
ปีนี้มีคำขอลงทุนกี่แสนล้าน?
บริษัทใหญ่เข้ามากี่บริษัท?
สร้างโรงงานกี่แห่ง?
แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังพยายามเปลี่ยนคำถาม
จาก “เงินเข้ามาเท่าไร?”
เป็น “เงินที่เข้ามาแล้ว ประเทศไทยได้อะไร?”
BOI จึงประกาศทิศทางใหม่ว่า
การส่งเสริมการลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับ
การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ
การเชื่อมบริษัทไทยเข้าสู่ Supply Chain
การสร้างงานทักษะสูง
การทำ R&D
การถ่ายทอดเทคโนโลยี
และการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติ
เกิดการลงทุนจริงให้เร็วขึ้น
รัฐบาลเรียกแนวคิดนี้ว่า
“ลงทุนจริง–สร้างคุณค่า”
ผู้เขียนคิดว่าคำนี้สำคัญเพราะมันเผยให้เห็นว่า
เป้าหมายที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่ที่ FDI
แต่ต้องไปถึง Domestic Value Capture
คือทำอย่างไรให้มูลค่าจากเงินลงทุนต่างประเทศ
ตกค้างและงอกเงยอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
…..

4. Data Center จึงไม่ใช่ปลายทาง
นี่คือจุดที่สื่อและผู้คนที่เสพสารจากสื่อเหล่านั้นอาจเข้าใจผิด
เมื่อเห็น Data Center หลายแสนล้านบาทกำลังเข้ามา
ก็เกิดคำถามว่า
Data Center จ้างงานกี่คน?
ใช้ไฟเท่าไร?
ใช้น้ำเท่าไร?
ประเทศไทยได้อะไร?
คำถามเหล่านี้ถูกต้องและควรถาม
แต่ถ้ามองเฉพาะตัวอาคาร Data Center
เราจะยังมองไม่เห็นยุทธศาสตร์ทั้งหมด
เพราะ Data Center ในสถาปัตยกรรมนี้
ไม่ควรเป็น “ปลายทาง”
มันควรเป็น Infrastructure Layer ต่างหาก
ลองเรียงใหม่
ไฟฟ้า
↓
Data Center
↓
Cloud
↓
Compute
↓
AI
↓
Digital Services
↓
เศรษฐกิจจริง
และรอบ Data Center ยังมี
PCB
Smart Electronics
Network Equipment
Cooling System
Power Management
Cybersecurity
Construction
Finance
Logistics
และบุคลากรด้านวิศวกรรม
เกิดขึ้นเป็นระบบนิเวศอีกชั้นหนึ่ง
ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง “Data Center คุ้มไหม?”
แต่ควรถามว่า
<< เราจะใช้ Data Center เป็นฐานสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจอะไรต่อไป? >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..

5. จาก Data Center ไปสู่ Sovereign AI
ตรงนี้ทำให้ภาพเริ่มใหญ่ขึ้นอีกขั้น
รัฐบาลอนุทินไม่ได้พูดเฉพาะเรื่อง Data Center
แต่กำลังพูดถึง Sovereign AI (อธิปไตย AI)
แนวคิดพื้นฐานคือ
ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ
ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ซื้อบริการ AI จากต่างประเทศ
แต่ควรมี
Compute
Data Infrastructure
บุคลากร
ระบบ Cloud
ความสามารถในการพัฒนาและประยุกต์ AI
รวมถึงความสามารถในการดูแลข้อมูลสำคัญของประเทศ
ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง
นี่ไม่ได้หมายความว่า
ประเทศไทยต้องสร้าง ChatGPT ไปแข่งกับอเมริกา
หรือสร้าง DeepSeek ไปแข่งกับจีน
โจทย์ของประเทศไทยเล็กกว่า
แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็จริงกว่า
คือประเทศไทยจะเข้าไปยืนตรงไหนใน Value Chain ของอารยธรรม AI ที่กำลังก่อตัวขึ้น (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ผู้เขียนเห็นอย่างแจ่มชัดว่า …
รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามวางประเทศไทย
ไว้ใน Physical Layer และ Infrastructure Layer ของระบบนี้
และระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2569 รัฐบาลก็วางเรื่อง Digital Infrastructure, AI ecosystem, ทักษะดิจิทัล และความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีโลกไว้เป็นส่วนหนึ่งของวาระการลงทุนอย่างชัดเจน
…..

6. แต่มี Data Center อย่างเดียวไม่พอ
สมมุติว่าบริษัทต่างชาตินำเงินหนึ่งแสนล้านบาท
มาสร้าง Data Center ในประเทศไทย
ซื้อที่ดิน
สร้างอาคาร
ซื้อไฟฟ้า
ติดตั้งเครื่องจักร
แล้วให้ระบบทำงาน
ถ้าทุกอย่างจบเพียงเท่านี้
ประเทศไทยก็อาจได้ประโยชน์
แต่ประโยชน์เชิงโครงสร้างจะไม่มากเท่าที่ควร
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินต้องการจึงเป็นขั้นต่อไป
คือทำอย่างไรให้บริษัทเหล่านั้น
ซื้อสินค้าและบริการจาก Supplier ไทย
จ้างวิศวกรไทย
สร้าง R&D ในไทย
สร้างผู้ประกอบการไทยรอบระบบ
และที่สำคัญเติบโตต่อจากประเทศไทย
ตรงนี้เองที่หมากอีกตัวถูกวางลงมา
…..

7. BOI to IPO : เชื่อมโรงงานเข้ากับตลาดทุน
นี่เป็นส่วนที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจมาก
เพราะปกติ BOI กับตลาดหุ้น
ดูเหมือนเป็นคนละโลก
BOI ทำหน้าที่ดึงการลงทุน
SET ทำหน้าที่เป็นตลาดทุน
แต่รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามเชื่อมสองระบบเข้าหากันผ่าน
BOI to IPO
หลักคิดคือเมื่อบริษัท New Economy เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว
อย่าให้เรื่องจบเพียง “สร้างโรงงานเสร็จ”
แต่เปิดทางให้บริษัทเหล่านั้น
ระดมทุนในประเทศไทย
ขยายธุรกิจในประเทศไทย
จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
และใช้ประเทศไทยเป็นฐานเติบโตต่อไป
BOI, SET และ ก.ล.ต. จึงร่วมกันสร้างช่องทางนี้ โดยครอบคลุม 10 กลุ่ม New Economy ตั้งแต่ Smart Electronics, Next-generation Automotive, Digital, Robotics ไปจนถึง Medical, Biotechnology และ Advanced Materials
นี่คือการต่อวงจร
FDI → BOI → New Economy → SET → Capital → Expansion
หากทำได้จริง
ตลาดหุ้นไทยในอนาคต
ก็จะไม่จำเป็นต้องสะท้อนเฉพาะเศรษฐกิจไทยแบบเก่า
ที่เต็มไปด้วย
ธนาคาร
พลังงาน
อสังหาริมทรัพย์
ค้าปลีก
โทรคมนาคม
แต่จะค่อย ๆ มีบริษัทที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจชุดใหม่เพิ่มขึ้น
…..

8. ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องเปลี่ยนตาม
ปัญหาคือบริษัท New Economy จำนวนมาก
มีธรรมชาติไม่เหมือนธุรกิจแบบเก่า
บางบริษัทต้องลงทุนมหาศาลก่อน
ใช้เวลาสร้าง Scale
แล้วจึงทำกำไรในภายหลัง
ถ้าใช้เกณฑ์แบบเดียวกับบริษัท Mature Business ทุกอย่าง
บริษัทเหล่านี้จำนวนหนึ่ง
อาจไม่สามารถเข้าตลาดทุนไทยได้
ตลาดหลักทรัพย์จึงปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่
มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569
เปิด Special Track สำหรับบริษัท New Economy
รวมถึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC
และปรับเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาระดมทุนในตลาดไทยได้สะดวกขึ้น
โดยยังคงเกณฑ์ด้านคุณภาพและการเปิดเผยข้อมูลไว้
นี่ไม่ใช่เรื่องเทคนิคของตลาดหุ้นเท่านั้น
แต่เป็นการพยายามทำให้โครงสร้างตลาดทุน
เปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจ
…..

9. แล้วเงินของคนไทยอยู่ตรงไหน?
หากสร้าง New Economy ขึ้นมา
แต่เจ้าของทุนทั้งหมดเป็นต่างชาติ
คนไทยก็อาจได้ประโยชน์เพียงบางส่วน
รัฐบาลอนุทินจึงมีโจทย์อีกด้านหนึ่ง
คือดึงเงินออมของคนไทย
กลับเข้าสู่ระบบการลงทุนระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่มีแนวคิด
TISA — Thailand Individual Savings Account
เพื่อสร้างกลไกให้ประชาชนออมและลงทุนระยะยาว
ถ้ามอง TISA แยกออกมา
มันอาจดูเหมือนนโยบายตลาดทุนธรรมดา
แต่ถ้าเอาไปต่อกับ BOI to IPO ภาพจะเปลี่ยน
เพราะวงจรที่รัฐบาลพยายามสร้างคือ
เงินออมคนไทย
↓
ตลาดทุนไทย
↓
บริษัท New Economy
↓
การลงทุน
↓
การเพิ่มผลิตภาพ
↓
รายได้และการเติบโตในอนาคต
นี่คือความพยายามเปลี่ยนเงินออม
ให้กลายเป็นทุนเพื่อการผลิต
…..

10. เป้าหมายใหญ่คือดัน Investment/GDP
หัวใจเชิงมหภาคของยุทธศาสตร์ทั้งหมดของรัฐบาลอนุทิน
จึงไม่ได้อยู่ที่ Data Center
แต่อยู่ที่คำว่า Investment
ประเทศไทยลงทุนต่ำมานาน
เมื่อประเทศลงทุนไม่มากพอ
Capital Stock โตช้า
เทคโนโลยีใหม่เข้ามาช้า
ผลิตภาพเพิ่มช้า
และ Potential Growth ก็ลดลงตาม
ดังนั้นเป้าหมายที่จะผลักสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP
จากประมาณ 23% ขึ้นไปใกล้ 30%
ถ้าทำได้จะไม่ใช่เพียงทำให้ GDP ปีหนึ่งสูงขึ้น
แต่คือการเพิ่มกำลังการผลิตของประเทศในอนาคต
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
Stimulus กับ Structural Transformation
Stimulus ถามว่า
“ทำอย่างไรให้คนใช้เงินมากขึ้นวันนี้?”
แต่ Investment-led Growth ถามว่า
“ทำอย่างไรให้ประเทศไทยผลิตสิ่งที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ในวันข้างหน้า?”
…..

11. ฐานอุตสาหกรรมเก่าไม่ได้ถูกทิ้ง
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นจากยุทธศาสตร์นี้คือ
รัฐบาลอนุทินไม่ได้คิดจะรื้อเศรษฐกิจเก่า
แล้วสร้างเศรษฐกิจใหม่แทนทั้งหมด
แต่กำลังพยายามต่อของใหม่เข้ากับของเก่า (ขีดเส้นใต้ตรงนี้ )
ตัวอย่างชัดที่สุดคือรถยนต์
ประเทศไทยมี Supply Chain รถยนต์เดิมอยู่แล้ว
ดังนั้นการเข้าสู่ EV
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์
Electronics เดิม
สามารถต่อไป Smart Electronics
โรงงานเดิม
สามารถต่อไป Automation และ Robotics
ระบบไฟฟ้าเดิม
ต่อไป Renewable Energy
Tourism เดิม
ต่อไป Wellness Tourism
โรงพยาบาลและบริการสุขภาพเดิม
ต่อไป Medical & Health Economy
นี่เป็นวิธีคิดแบบ Industrial Evolution
มากกว่า Industrial Replacement
คือไม่ทุบสิ่งที่มีอยู่
แต่พยายามใช้ฐานเดิม
เป็นฐานกระโดดไปสู่ Value Chain ที่สูงขึ้น
…..

12. ถ้ามองทั้งกระดาน สถาปัตยกรรมเริ่มปรากฏ
เมื่อเอาหมากทั้งหมดมาต่อกัน ผู้เขียนเห็นภาพประมาณนี้
ฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทย
↓
ดึง FDI รอบใหม่
↓
BOI เลือก New Economy
↓
Data Center / Digital Infrastructure / EV / Smart Electronics / Robotics / Medical / Advanced Technology
↓
พลังงาน + Infrastructure
↓
Technology Transfer + Skilled Labor + Thai Suppliers
↓
BOI to IPO
↓
ตลาดทุนไทย
↓
เงินออมภายในประเทศ
↓
ขยายการลงทุน
↓
เพิ่ม Productivity
↓
เพิ่ม Potential Growth
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกมันว่า “สถาปัตยกรรม”
เพราะมาตรการแต่ละตัว
ไม่ได้มีความหมายมากนักถ้ายืนอยู่ลำพัง
แต่เมื่อเชื่อมกัน มันกลายเป็นระบบ
…..

13. แต่สถาปัตยกรรมบนกระดาษ ยังไม่ใช่อาคารจริง
ตรงนี้ต้องระวังมากที่สุด
การมี Strategy ที่ดูสมเหตุสมผล
ไม่ได้แปลว่าจะทำสำเร็จ
ประเทศไทยเคยมีแผนเศรษฐกิจที่สวยงามมาแล้วจำนวนมาก
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ Execution
คำขอ BOI 1.37 ล้านล้านบาทจะกลายเป็นโรงงานและกิจการจริงเท่าไร?
Data Center จะสร้าง Local Value Added เท่าไร?
บริษัทไทยจะเข้า Supply Chain ได้กี่ราย?
จะเกิด Technology Transfer จริงหรือไม่?
เราจะสร้างวิศวกรและบุคลากรทันหรือไม่?
ระบบไฟฟ้าจะรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ได้อย่างไร?
น้ำจะจัดสรรอย่างไร?
Renewable Energy จะเพิ่มทันหรือไม่?
และบริษัท New Economy ที่เข้าตลาดหุ้น
จะเป็นบริษัทที่มีคุณภาพจริง
หรือเพียงใช้เกณฑ์ใหม่เพื่อเข้าระดมทุน?
นี่คือคำถามที่ต้องติดตาม
…..

14. ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ควรเป็นยอด BOI
ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ถ้าเราจะประเมินว่ายุทธศาสตร์นี้สำเร็จหรือไม่
ผู้เขียนคิดว่าอย่าดูเพียงว่า
มีเงินลงทุนเข้ามากี่ล้านล้านบาท
แต่ควรดูว่า
ผลิตภาพของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
ค่าจ้างของแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นหรือไม่
บริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ใหม่มากขึ้นหรือไม่
สัดส่วน Local Content เพิ่มขึ้นหรือไม่
R&D ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
มี Intellectual Property และเทคโนโลยีเกิดขึ้นในไทยมากขึ้นหรือไม่
บริษัท New Economy ไทยเติบโตขึ้นหรือไม่
และท้ายที่สุด Potential Growth ของประเทศไทยสูงขึ้นหรือไม่
ถ้าตัวเลขเหล่านี้ไม่เปลี่ยน
ต่อให้ FDI เข้ามาหลายล้านล้านบาท
เราก็อาจเป็นเพียงสถานที่ตั้งของเศรษฐกิจใหม่
โดยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจใหม่นั้นจริง ๆ
…..

15. ไทยกำลังเลือกตำแหน่งของตัวเองในระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
ผู้เขียนคิดว่านี่คือภาพที่ใหญ่ที่สุด
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
AI
Semiconductor
Data Center
EV
Robotics
Automation
Clean Energy
กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของโลกพร้อมกัน
ขณะเดียวกันการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีน
กำลังทำให้ Global Supply Chain ถูกจัดวางใหม่
บริษัทต่าง ๆ จึงต้องกระจายฐานการผลิต
กระจาย Data Infrastructure
และลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเทศไทยจึงไม่ได้แข่งขันเพียงกับ
เวียดนาม
มาเลเซีย
อินโดนีเซีย
หรือสิงคโปร์
แต่กำลังแข่งขันเพื่อหาตำแหน่งของตัวเอง
ในโครงสร้างเศรษฐกิจโลกชุดใหม่
รัฐบาลอนุทินจึงนำทีมตลาดทุนและภาคธุรกิจไปโรดโชว์ต่างประเทศ พร้อมวางวาระการลงทุน เทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ควบคู่กัน
ไม่ได้เสนอประเทศไทยเพียงในฐานะตลาดผู้บริโภค แต่เสนอเป็นฐานสำหรับการลงทุนและการเติบโตระยะยาว
…..

16. จากประเทศไทย 4.0 มาสู่โจทย์ที่เป็นรูปธรรมกว่าเดิม
ประเทศไทยเคยมีคำใหญ่ ๆ มากมาย
Thailand 4.0
Digital Economy
S-Curve
New S-Curve
BCG
Smart Nation
แต่ปัญหาของคำเหล่านี้คือ
บางครั้งประชาชนไม่รู้ว่า
แล้วมันเชื่อมกันอย่างไร?
แต่ครั้งนี้ผู้เขียนเริ่มเห็นเส้นเชื่อมที่จับต้องได้มากขึ้น
ไม่ใช่เพราะคำขวัญใหม่
แต่เพราะหมากหลายตัวเริ่มถูกวางลงบนกระดานพร้อมกัน
BOI
Thailand FastPass
Data Center
Sovereign AI
New Economy
SET
BOI to IPO
TISA
Renewable Energy
Human Capital
และการดึง Global Capital
ทั้งหมดกำลังพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า
<<ประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่อย่างไร >>
…..

17. ผู้เขียนจึงมองยุทธศาสตร์อนุทินแบบนี้
มันไม่ใช่ยุทธศาสตร์ “สร้าง Data Center”
และไม่ใช่ยุทธศาสตร์ “ดึงต่างชาติมาลงทุน”
เพียงเท่านั้น
แต่เป็นความพยายามสร้างวงจรใหม่ว่า
ดึงทุนโลกเข้ามา
↓
ให้ทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่
↓
ให้อุตสาหกรรมใหม่เชื่อมกับธุรกิจไทย
↓
ให้บริษัทเหล่านั้นใช้ตลาดทุนไทยเติบโต
↓
ให้เงินออมคนไทยเข้าไปมีส่วนในเศรษฐกิจใหม่
↓
ให้เทคโนโลยีและบุคลากรตกค้างอยู่ในประเทศไทย
↓
แล้วเปลี่ยนทั้งหมดให้กลายเป็น Productivity ของประเทศ
ถ้าจะย่อให้เหลือประโยคเดียว
ผู้เขียนจะเรียกมันว่า
“เปลี่ยนประเทศไทยจากฐานการผลิตของโลกเก่า ให้เป็นฐานหนึ่งของเศรษฐกิจโลกใหม่ โดยใช้การลงทุนเป็นสะพานเชื่อม”
…..
ยุทธศาสตร์นี้จะสำเร็จหรือไม่
วันนี้ยังไม่มีใครตอบได้
เพราะสิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้
ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น
แต่สำหรับผู้เขียน
สิ่งที่น่าสนใจคืออย่างน้อยตอนนี้เราเริ่มมองเห็นแล้วว่า
รัฐบาลอนุทินกำลังพยายามพาประเทศไทย
เดินไปทางไหน
และเมื่อมองหมากทั้งหมดบนกระดานพร้อมกัน
Data Center ก็ไม่ใช่ Data Center อีกต่อไป
BOI ก็ไม่ใช่แค่หน่วยงานแจกสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ตลาดหุ้นก็ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อขายหุ้น
และ AI ก็ไม่ใช่เพียง Chatbot
ทั้งหมดกำลังถูกนำมาต่อกัน
เพื่อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจอีกชุดหนึ่ง
คำถามที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้
จึงไม่ใช่ว่ารัฐบาลมีแผนหรือไม่
แต่คือ
ประเทศไทยจะเปลี่ยนเงินลงทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทยและเศรษฐกิจไทย” ได้มากเพียงใด
เพราะนั่นต่างหากคือเส้นแบ่งระหว่าง
ประเทศที่เพียงรองรับคลื่นการลงทุน
กับ
ประเทศที่ใช้คลื่นการลงทุน เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย

ดร.สุวินัย

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“อยากเห็นประเทศไทยยืนหยัดก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงนี้ไปให้ได้ค่ะอาจารย์ พวกเราเอกชน ก็จะทำเต็มที่เหมือนกัน”

“นั่นหมายความว่า ถ้าหากยุทธศาสตร์ ไปสู่การปฏิบัติอุตสาหกรรมเป็นรูปแบบ เอไอ เต็มรูปแบบของรัฐบาลอนุทินประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ เมืองไทยของเราก็จะสามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-Middle-Income Economy ) ไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมระดับสูง และมีรายได้ระดับสูงได้อย่างสมบูรณ์ ใช่ไหมครับ อาจารย์”

“THX”

สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ดร.สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

Leave a comment