สนธิ บุก กกต. จี้ทบทวน มติคดี ฮั้วสว. หวั่นองค์กรอิสระถูกครอบงำ

25 กันยายน 2569 เวลา 13:13 น.

เวลา 10.35 น. วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่บริเวณหน้าประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ให้สัมภาษณว่าวันนี้มายื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ถ้าไม่เห็นด้วยกับการลงมติของ กกต. เนื่องจากเห็นว่าเหตุผลของกกต.เสี่ยงข้างน้อยสองเสียงมีน้ำหนักมากกว่า กกต.เสียงข้างมาก 5 เสียง และสิ่งที่เห็นว่ามีพิรุธคือการที่ประธานกกต.ไม่ยอมพิจารณาโดยใช้มาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ทำให้มีอิสระในการลงมติและไปผูกมัดว่าถ้ามีสิ่งที่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ต้องดำเนินการส่งให้ศาลฎีกาพิพากษา ซึ่งทางกลุ่มต้องการให้กกตมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ เพราะ กกต. 5 คน โดย 4 คนเป็น กกต.ที่ได้รับการเลือกจาก สว.ชุดปัจจุบัน ดังนั้นตนจึงไม่มีความน่าเชื่อถือต่อ กกต. 4 คน หาก กกต.ชี้ได้ถูกต้องจริงต้องมีมติ 7ต่อ 0 ไม่ใช่ 5 ต่อ 2

นอกจากนี้ทางกลุ่มได้มีการไลฟ์เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้กับประชาชนได้รับทราบ และเป็นการต่อสู้บนพื้นฐานความถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะหากองค์กรอิสระ กรรมการองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ไม่มีศีลธรรม ไม่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ ก็เป็นการพิสูจน์ชัดเจนว่าองค์กรอิสระหรือ กกต.ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง

และหากจะมีการยุบสภาในวันพรุ่งนี้ และพรรคภูมิใจไทย พรรคสีน้ำเงิน ก็มีเงินมากกว่าชาวบ้าน  และยังมี สว.อยู่ ต่อให้ยุบกี่ครั้งก็กลับมาปกครอง โดยพรรคสีน้ำเงินต้องการยึดโยงข้อต่อต่างๆ ในการปกป้องตัวเอง ในการกระทำความผิด คาดว่าอีกไม่นาน กกต.ก็น่าจะเป็นของเขา

นายสนธิ ยังระบุว่าหากการเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะยึดครององค์กรอิสระหมด ขณะที่ประชาชนที่ไม่พอใจหรือที่ว่ากระทำความผิดนั้น รัฐธรรมนูญบังคับจะต้องมีการร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะต้องผ่าน สว. ก็สามารถใช้อำนาจในการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของตัวเองได้ ก็จะทำให้การยื่นไปยังศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคม และหากเรื่องไปถึง ป.ป.ช. ก็ยังสามารถถูกฟอกขาวได้เหมือนกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่การเมืองที่ถูกต้องที่ควรจะทำ และประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม

พร้อมย้ำว่าสิ่งที่กลุ่มพวกตนออกมาต่อสู้เพื่อให้ กกต.และองค์กรอิสระได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และมีความกล้าหาญ และการที่ กกต. ใช้ดุลพินิจในการลงมติส่งเรื่องไปยังศาลเพียงแค่ 77 คนตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากบิดเบือนความเห็นคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้วไปใช้ความเห็นของชุดที่ 36 แทน ที่มีหนึ่งในคณะทำงาน มี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และหลังจากส่งสำนวนให้ กกต.แล้ว

ร.ต.อ.ปิยะ ก็ได้รับรางวัลจากพรรคภูมิใจไทยโดยการได้นั่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI และยังได้รางวัลอีกหลายอย่าง จึงสามารถฟันธงได้เลยว่าคดีนี้จะต้องตกไป ถือเป็นวิธีการปกปิดความผิดด้วยการแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปคุมเกมแต่ละจุด และเห็นว่าการวินิจฉัยของ กกต. ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม โดยจากผลโพลของนิด้า พบว่าประชาชนเกินร้อยละ 70 ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว

ส่วนในวันที่ 28 กันยายนนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด นายสนธิ กล่าวว่าส่วนตัวไม่กล้าเดา แต่ก็ไม่ไว้ใจ ต่อให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ส่วนตัวก็รู้สึกเฉยๆ เพราะวงจรอุบาทว์จะหมุนกลับมาอีก การเลือกตั้งใหม่ในลักษณะอำนาจนิยมเหมือนในขณะนี้ มีอยู่ 2-3 เรื่อง คือ เรื่องเงิน เมื่อเลือกตั้งแล้วต้องพึ่ง กกต. โดย กกตชุดนี้ยังอยู่ก็ต้องดูแลปกป้องพรรคสีน้ำเงิน และหากจะชี้มูลว่าพรรคสีน้ำเงินผิด ก็ยังมีป.ป.ช.ที่จะฟอกขาวให้อีก พร้อมขอฟันธงว่าวันนี้ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ กำลังจะเป็นผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น และหากเรื่องไปถึงป.ป.ช. ก็จะชี้มูลว่าไม่มีความผิด เหมือนกรณีนายศักดิ์สยาม เป็นการตัดตอนเป็นขั้นๆไป

ส่วนการเตรียมเดินทางไปที่หาดใหญ่, ภูเก็ต ,สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นการให้ความรู้กับประชาชน ไปอธิบายให้เห็นว่าประเทศไทยวันนี้มีหลักนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่ เป็นการไปให้ปัญญา ให้ความรู้กับประชาชนยืนยันไม่ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างภูมิปัญญาให้ประชาชน ปลุกประชาชนให้ร่วมกันมาแสดงพลังเพื่อให้นักการเมืองเห็นว่าหลังจากนี้ประชาชนจะไม่ยอมพวกคุณอีกแล้ว อีกทั้งจะยุยงส่งเสริมว่าถ้าจำเป็นต้องรับเงินนักการเมืองก็รับมา แต่อย่าไปลงคะแนนเสียงให้ เป็นการให้ปัญญาคน ให้คนไม่ยอมแพ้และให้รู้ว่าพวกนักการเมืองคือพวกบ่อนทำลายประเทศชาติอย่างแท้จริง

Leave a comment