ไทยเร่งเครื่อง “วิจัยทางคลินิก” ปลดล็อคคอขวด ดันไทยแข่งขันระดับภูมิภาค ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เร่งกระบวนการวิจัย ชู “ความเร็ว–ความร่วมมือ” ดึงการลงทุน หนุนผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเร็วขึ้น

25 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

ประเทศไทยเร่งเครื่องระบบวิจัยทางคลินิก เดินหน้าขับเคลื่อน “ศักยภาพ” ที่มีอยู่ สู่การ “ลงมือทำ” อย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ผนึกกำลังแก้คอขวด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และเร่งกระบวนการวิจัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนความพร้อมของประเทศให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันระดับภูมิภาค ดึงดูดการวิจัยและการลงทุน พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น

ทิศทางดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญจากงานเสวนาเชิงนโยบาย “การวิจัยทางคลินิกกับอนาคตประเทศไทย: พลิกโฉมระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การลงทุนและการเข้าถึงการรักษา” จัดโดย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) โดยผู้แทนจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในการรองรับการวิจัยทางคลินิก

โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างศักยภาพเพิ่ม แต่คือการทำให้กระบวนการ “เร็วขึ้น เชื่อมกันมากขึ้น และแข่งขันได้จริง” เพื่อเปลี่ยนความพร้อมที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกในระดับภูมิภาค

ดร.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท แกล็กโซสมิธไคลน์ (GSK) และตัวแทนจาก PReMA กล่าวว่า “ประเทศไทยมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ยังคงต้องการ ‘ความเร็ว’ และ ‘ความร่วมมือ’ จากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

ดร.อลัน พอล

“ความเร็ว” ปลดล็อคคอขวด เปลี่ยนความพร้อมให้เป็นความได้เปรียบ

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยถึงโมเดล “Team Thailand” ที่มุ่งขยายเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีศักยภาพรองรับการวิจัยทางคลินิกตามมาตรฐานสากลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน พร้อมตั้งเป้าหมายในการลดข้อจำกัดด้านกระบวนการสนับสนุนงบประมาณวิจัย โดยคาดว่าจะช่วยย่นระยะเวลาจากเดิมที่อาจใช้ราว 2 ปี เหลือเพียง 6 เดือน สะท้อนความพยายามลดข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิก

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เดินหน้าปรับบทบาทจากการเป็นหน่วยงานกำกับดูแล สู่การเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก โดย ภก.ปราโมทย์ อัครภานนท์ ระบุว่า อย. เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าปรึกษาตั้งแต่ต้นกระบวนการ พร้อมทำงานร่วมกับ สวรส. และคณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน เพื่อลดการพิจารณาที่ซ้ำซ้อน โดยยังคงมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญ

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์

ขณะที่ ศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการวิจัยในคนในประเทศไทย ชี้ถึงความคืบหน้าของ Collaborative Review Model ว่าได้มีการขยายเครือข่ายจาก 24 เป็นกว่า 56 สถาบัน พร้อมเดินหน้าต่อยอดระบบ “One Time Review” เพื่อลดการพิจารณาซ้ำซ้อนและย่นระยะเวลาการเริ่มโครงการวิจัย ให้ครอบคลุมทั้งการพิจารณาด้านจริยธรรม สัญญาการวิจัยทางคลินิก และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

“ความร่วมมือ” เชื่อมทั้งระบบ ลดความซ้ำซ้อน–เพิ่มความคล่องตัว

อย่างไรก็ตาม การเร่งกระบวนการเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังทำงานแยกส่วน การเชื่อมศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศไทย

รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (SICRES) เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมี “Quarterback” หรือกลไกกลางที่ทำหน้าที่ประสานศักยภาพของแต่ละหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการขับเคลื่อนงานวิจัย

ในมุมภาคอุตสาหกรรม PReMA ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้ เครือข่ายการวิจัย และมุมมองจากอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับทิศทางนโยบายของไทย เพื่อยกระดับระบบวิจัยให้ตอบโจทย์ทั้งการแข่งขัน การลงทุน และการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วย

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “การสร้างระบบนิเวศนี้ให้สำเร็จ ไม่มีภาคส่วนใดสามารถทำได้โดยลำพัง ภาคอุตสาหกรรมเองมีความสำคัญในการสนับสนุนในหลายด้าน ไม่เฉพาะแต่ในด้านการลงทุนเท่านั้น แต่เรายังมีภารกิจสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก ทั้งการวิจัย เทคโนโลยี และมาตรฐานกับประเทศด้วย”

ปลายทางไม่ใช่แค่ “งานวิจัย” แต่ผู้ป่วยต้องเข้าถึงนวัตกรรมเร็วขึ้น

การดึงดูดโครงการวิจัยทางคลินิกเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นจึงไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการสร้างระบบวิจัยที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย ระบบสาธารณสุข และบริการทางการแพทย์ของประเทศในระยะยาว

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของการทำงานวิจัยไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน” แต่คือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง และความสามารถของงานวิจัยเหล่านั้นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

ก้าวต่อไปของประเทศไทยจึงอยู่ที่การเชื่อมการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเข้าสู่ โรดแมประดับชาติ ที่มีเป้าหมาย กลไก และทิศทางการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกอย่างยั่งยืน

เพราะการแข่งขันด้านการวิจัยทางคลินิกไม่ได้วัดเพียงว่า “ใครมีศักยภาพมากกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครเปลี่ยนศักยภาพให้เกิดผลได้เร็วกว่า”  ความเร็วสร้างความได้เปรียบ ความร่วมมือทำให้ทั้งระบบสามารถเดินไปด้วยกันได้ และการที่ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้เร็วขึ้น คือเครื่องชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

Leave a comment