BlueRock Fund เข้าซื้อสำนักงานใหญ่ของกลุ่มสื่อยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โคโลญจน์, เยอรมนี–9 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ภายใต้ข้อตกลงการขายและเช่ากลับ (Sale & Lease Back) บริษัท DuMont กลุ่มสื่อยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีจะเช่าสำนักงานใหญ่ของบริษัทจาก BlueRock Fund ( www.bluerockfund.com )

          BlueRock กองทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ประกาศซื้อสำนักงานใหญ่ “Neven DuMont Haus” ของบริษัท DuMont Mediengruppe ในเมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี โดยสำนักงานใหญ่ดังกล่าวจะถูกปล่อยเช่าให้กับกลุ่มบริษัทสื่อดั้งเดิม ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารมวลชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี ภายใต้สัญญาเช่าระยะเวลา 15 ปี

BlueRock Du Mont / Du Mont Headquarter in Cologne, Germany, a landmark building, acquired by BlueRock Fund PCC Ltd www.bluerockfund.com (PRNewsFoto/BlueRock Fund)

Du Mont Headquarter in Cologne, Germany, a landmark building, acquired by BlueRock Fund PCC Ltd http://www.bluerockfund.com (PRNewsFoto/BlueRock Fund)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160307/340950 )

          สำนักงานใหญ่แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี 2541 โดย Hentrich-Petschnigg & Partner ซึ่งเป็นบริษัทสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในอาคารสำนักงานที่มีการออกแบบโดดเด่นที่สุดในเยอรมนี

          การตัดสินใจของ BlueRock ในการทำข้อตกลงครั้งสำคัญในเมืองโคโลญจน์ เกิดจากการวิเคราะห์อย่างเจาะลึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเชิงพาณิชย์ในระดับเศรษฐกิจมหภาคของเมืองโคโลจน์ ซึ่งมีอัตราพื้นที่ว่างอยู่ในระดับที่ต่ำมากและยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

          BlueRock เป็นกองทุนที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ AIFMD และได้รับอนุญาตจาก Gibraltar Financial Services Commission (FSC) ด้วยเหตที่กองทุนอยู่ภายใต้ Alternative Investment Fund Management Directive (AIFMD) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในการกำกับดูแลกองทุนประเภทนี้

ดังนั้นกองทุนจึงจำเป็นตัองปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีความเข้มงวดอย่างยิ่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนของกองทุน ในทำนองเดียวกัน ทางกองทุนได้รับผลประโยชน์จากการให้คำปรึกษาของ BDO ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายชั้นนำของยุโรปและสำนักบัญชีระดับโลกที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบของกองทุน

          BlueRock เป็นกองทุนเพื่อการลงทุนที่มีประสบการณ์และได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนของลูกค้าเอกชนและผู้จัดการการลงทุนจากทั่วทุกมุมโลก นักลงทุนในกองทุนจะได้รับรายงานทางการเงินและการจัดการทุกไตรมาส กองทุนดำเนินงานในรูปแบบ Protected Cell Company ซึ่งเปิดทางให้สามารถสร้าง Cells ได้หลายหน่วย แต่ละเซลล์ปฏิบัติงานเป็นอิสระจากกันอย่างเด็ดขาด นักลงทุนจากทั่วโลกสามารถซื้อหน่วยลงทุนของเซลล์ของกองทุนได้ โดยสมัครผ่าน ISIN ทางบัญชีธนาคารของนักลงทุน

          รอนนี พิฟโค ผู้อำนวยการ BlueRock Fund กล่าวว่า “นักลงทุนที่เลือกกระจายการลงทุนกับ BlueRock Fund จะได้รับประสบการณ์การลงทุนที่มีคุณภาพสูงและมีความรับผิดชอบ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนสถาบันเท่านั้น กองทุนกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 250,000 ยูโร สำหรับการเข้าร่วมในการลงทุนที่มีความพิเศษเช่นนี้”

          BlueRock Fund จัดตั้งขึ้นโดย Toledo Capital AG ซึ่งเป็นสำนักงานธุรกิจครอบครัวในเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (http://www.toledocapital.ch ) กองทุนได้เข้าซื้ออาคารสำนักงานและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่มีมูลค่ากว่า 280 ล้านยูโร รวม 8 แห่ง โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อปีที่ 9%-12%

          ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่: Adina Krausz,  ak@bluerockfund.com , +41-79-904-2900

          Source: BlueRock Fund

Lombard Odier Group รายงานผลประกอบการประจำปี 2558

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เจนีวา–9 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

สินทรัพย์รวมของลูกค้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 อยู่ที่ 2.24 แสนล้านฟรังก์สวิส ในจำนวนนั้นเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท 1.6 แสนล้านฟรังก์สวิส

กระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากลูกค้าภาคเอกชนและภาคสถาบันอยู่ในแดนบวก

กำไรสุทธิไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ (non-recurring item) ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2557 ขณะที่กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 144 ล้านฟรังก์สวิส เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2557

อัตราส่วนเงินกองทุน CET1 ตามหลักเกณฑ์ Basel III เมื่อคำนวณทุกอย่างแล้วอยู่ที่ 25.7%

สินทรัพย์ของลูกค้าเติบโต

สินทรัพย์ของลูกค้าได้ขยายตัวจาก 2.15 แสนล้านฟรังก์สวิส เป็น 2.24 แสนล้านฟรังก์สวิส แม้ปี 2558 จะเกิดความปั่นป่วนและผันผวนรุนแรงหลังมีการยกเลิกการผูกค่าเงินฟรังก์สวิสกับเงินยูโร โดยผลกระทบด้านลบดังกล่าวที่มีต่อสินทรัพย์ของลูกค้าในช่วงแรกๆนั้น ถูกชดเชยด้วยปัจจัยบวกจากกระแสเงินใหม่สุทธิ ประกอบกับความแข็งแกร่งของตลาดในปีเดียวกัน

ดังนั้น สินทรัพย์รวมของลูกค้าในภาคเอกชนจึงขยายตัวแตะ 1.16 แสนล้านฟรังก์สวิส ขณะที่ลูกค้าภาคบริหารจัดการสินทรัพย์ก็ได้มีการลงทุนเป็นเงิน 4.9 หมื่นล้านฟรังก์สวิสร่วมกับ Lombard Odier Investment Managers ส่วนลูกค้าภาคเทคโนโลยีและการธนาคารก็ได้ให้ความไว้วางใจลงทุนกับทางบริษัทอีก 5.9 หมื่นล้านฟรังก์สวิส

ผลการดำเนินงานเป็นไปตามคาดการณ์

รายได้จากการดำเนินงานขยายตัว 4% จากปี 2557 สู่ระดับ 1,075 ล้านฟรังก์สวิส โดยได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมลูกค้าอันคึกคักในช่วง 4 เดือนแรกของปี สำหรับอัตราส่วนต้นทุน-รายได้ของบริษัทอยู่ที่ 80% ซึ่งสะท้อนถึงการทุ่มลงทุนเพื่อส่งเสริมการเติบโตของบริษัท ส่วนกำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 20%แตะ 144 ล้านฟรังก์สวิส ขณะที่กำไรสุทธิไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำยังคงทรงตัว

ผลประกอบการอันน่าพึงพอใจในปี 2558 เป็นผลพวงมาจากความทุ่มเทของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาในทุกไลน์ธุรกิจและในระดับกลุ่มบริษัท” Patrick Odier หุ้นส่วนผู้จัดการอาวุโส กล่าว สถานะทางการเงินอันแข็งแกร่งเปิดโอกาสให้เราสามารถรักษาระดับการลงทุนในระยะยาวไว้ได้ โดยเรายังคงเดินหน้าลงทุนในธุรกิจลูกค้าภาคเอกชนในยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ และบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งนำเสนอโซลูชั่นการลงทุนที่มีความโดดเด่นและแปลกใหม่สำหรับลูกค้าภาคสถาบัน พร้อมต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทางบริษัทให้บริการแก่บุคคลที่สามด้วยเช่นกัน

งบดุลแข็งแกร่ง

งบดุลของบริษัทมีสภาพคล่องสูงและมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการผูกค่าเงินฟรังก์สวิสกับเงินยูโร หรือทิศทางนโยบายของสหรัฐ โดยสินทรัพย์รวมมีมูลค่าแตะ 1.6 หมื่นล้านฟรังก์สวิส ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ทั้งนี้ บริษัทไม่มีหนี้นอกประเทศ และยังเป็นเครือบริษัทที่มีเงินทุนดีที่สุดรายหนึ่งของโลก ด้วยอัตราส่วนเงินกองทุน CET1 ตามหลักเกณฑ์ Basel III เมื่อคำนวณทุกอย่างแล้วอยู่ที่ 25.7% เทียบกับ 22.6% ในปี 2557

เกี่ยวกับ Lombard Odier

Lombard Odier เป็นผู้บริหารจัดการความมั่งคั่งและสินทรัพย์ชั้นนำของโลก ที่มุ่งนำเสนอโซลูชั่นต่างๆให้แก่ลูกค้าภาคเอกชนและภาคสถาบัน

220 ปีมาแล้วที่บริษัทได้อุทิศตนในการให้บริการแก่ลูกค้า พร้อมกับหล่อหลอมวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า การบริหารกลยุทธ์การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ

Lombard Odier ให้บริการจัดการความมั่งคั่งครบถ้วนรอบด้าน ตั้งแต่การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง การตัดสินใจและการให้คำปรึกษา ตลอดจนบริการรับฝากทรัพย์สิน เป็นต้น

Lombard Odier Investment Managers (LOIM) ซึ่งเป็นธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ในเครือบริษัทนั้น ได้ให้บริการนวัตกรรมโซลูชั่นหลากหลายประเภทแก่ลูกค้า ทั้งการจัดสรรการลงทุนตามระดับความเสี่ยง การลงทุนหุ้นแบบเจาะจง พันธบัตรแปลงสภาพ รวมถึงกลยุทธ์ทางเลือกอื่นๆ

ในฐานะที่เป็นธนาคารที่มีเงินทุนดีที่สุดรายหนึ่งของโลก ด้วยงบดุลสภาพคล่องสูง Lombard Odier จึงสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤติทางการเงินกว่า 40 ครั้ง และยังคงยึดมั่นต่อพันธกิจหลักของบริษัท ในการรักษาและเพิ่มพูนความมั่งคั่งของลูกค้า

ในฐานะที่เป็นธุรกิจอิสระที่มีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของ ความมั่นคงจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของบริษัท เพื่อช่วยให้หุ้นส่วนสามารถดำรงวิสัยทัศน์ในระยะยาว พร้อมกับสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันกับลูกค้า

Lombard Odier Group มีพนักงานประมาณ 2,180 คน บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เจนีวานับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2339 และปัจจุบันมีสำนักงาน 26 สาขา ใน 19 เมืองใหญ่ทั่วโลก ทั้งลอนดอน ปารีส ซูริก มอสโก ดูไบ ฮ่องกง สิงคโปร์ และโตเกียว

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lombardodier.com

Lombard Odier Group

ที่อยู่: Rue de la Corraterie 11

1204 Geneva – Switzerland

เว็บไซต์: http://www.lombardodier.com

Thomas Wyss

หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร

โทร. +41-(22)-709-29-73

อีเมล: t.wyss@lombardodier.com

ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์

โทร. +41-(22)-709-21-21

Francois Mutter

ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์

โทร. +41-(22)-709-93-64

อีเมล: f.mutter@lombardodier.com

Marionna Wegenstein

ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์

โทร. +41-(44)-214-14-10

อีเมล: m.wegenstein@lombardodier.com

Laura Hudson

ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์

โทร: +44-20-3206-6259

อีเมล: l.hudson@lombardodier.com

แหล่งข่าว: Banque Lombard Odier & Cie SA

ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เร่งขยายบริการ Mobile QuickPass ในต่างประเทศ พร้อมจุดชำระเงิน 180,000 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–9 มี.ค.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          จากการวิเคราะห์การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนในต่างประเทศ ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงกำลังเร่งขยายธุรกิจ QuickPass สู่ต่างประเทศอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยจุดชำระเงินเกือบ 180,000 แห่ง ในฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ รับบัตรชิปการ์ดของยูเนี่ยนเพย์ที่มีสัญลักษณ์ “QuickPass” รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่รองรับบริการ QuickPass บนมือถือ ทั้งนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมในต่างประเทศของQuickPass เติบโตถึง 8 เท่าในปีที่ 2558 และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในปีนี้

          ปัจจุบัน ยูเนี่ยนเพย์ เป็นบริษัทบัตรต่างประเทศรายเดียวที่ให้บริการชำระเงินบนมือถือในรูปแบบไร้สัมผัสแก่ผู้ถือบัตรในประเทศ โดยบริการQuickPass รองรับการชำระเงินด้วยระบบไร้สัมผัสแบบออฟไลน์ผ่านโทรศัพท์ถือถือและอุปกรณ์พกพาอื่นๆ เช่นเดียวกับการชำระเงินออนไลน์จากทางไกล นอกจากนี้ บริการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ชำระเงินบนมือถืออย่าง HCE และ Apple Pay อีกทั้งยังรองรับผู้ให้บริการปลายทางหลากหลายราย ผู้บริโภคจึงสามารถชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ณ จุดขายที่มีสัญลักษณ์ “QuickPass” ในต่างประเทศได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

          ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการชำระเงินบนมือถือแบบอื่นๆ ระบบ Cloud QuickPass นี้มีความปลอดภัยกว่า เนื่องจากมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่หลากหลาย ทั้ง PINs และ Tokens ซึ่งหมายเลขที่แท้จริงของบัตรจะไม่ปรากฏขณะทำการชำระเงิน อีกทั้งข้อมูลทางธุรกรรมจะได้รับการป้องกันเป็นอย่างดีจากองค์กรผู้ออกบัตรและยูเนี่ยนเพย์

          การใช้งานที่มีอยู่มากมายและความปลอดภัยระดับสูงของ QuickPass ส่งผลให้มีร้านค้าต่างประเทศนำเสนอบริการนี้เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

          ไช่ เจียนป๋อ ซีอีโอของยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ยูเนี่ยนเพย์เปิดตัว Mobile QuickPass ร่วมกับธนาคารพาณิชย์และผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Huawei, ZTE และ Apple อีกทั้งยังรองรับการชำระเงินในหลายช่องทาง ยูเนี่ยนเพย์จะใช้ข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีในการเร่งขยายบริการ Mobile QuickPass ไปยังต่างประเทศ และส่งมอบประสบการณ์การชำระเงินในต่างประเทศที่สะดวกและปลอดภัยแก่ผู้ถือบัตร ขณะที่การขยายระบบ Cloud QuickPass ในระดับโลกนั้นก็เป็นประเด็นที่ยูเนี่ยนเพย์ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน”

          ทั้งนี้ ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เริ่มให้บริการ Mobile QuickPass ในหลายตลาดซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน

          สำหรับประเทศออสเตรเลียเองถือเป็นตลาดต่างประเทศที่มีจุดให้บริการ Quickpass มากที่สุด โดย 30% ของร้านค้าที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์นั้นให้บริการQuickPass ด้วย นอกจากนี้ QuickPass ยังเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางที่สุดสำหรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสในมาเก๊า โดย 90% ของร้านค้าที่รับชำระเงินแบบไร้สัมผัสนั้นต่างก็รองรับ QuickPass ทั้งสิ้น รวมไปถึง SOGO, 7-11, SaSa และ Mannings ในฮ่องกง ศูนย์การค้า Doota, GS25 และWatsons ในเกาหลีใต้ ตลอดจนร้านค้าอีกมากมายในไต้หวันที่รับชำระเงินด้วย QuickPass เช่นกัน

          ปัจจุบันได้มีการออกบัตรชิปการ์ดของยูเนี่ยนเพย์กว่า 2 พันล้านใบแล้วทั่วโลก และการใช้บัตรก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยจุดขายกว่า 7 ล้านแห่งในประเทศจีนรองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ซึ่งยูเนี่ยนเพย์กำลังเร่งยกระดับการใช้งานและการฝึกอบรมแคชเชียร์

          สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: UnionPay International

Midea อัพเดทระบบสมาร์ทโฮม “M-Smart” มอบไลฟ์สไตล์สุดอัจฉริยะให้แก่ผู้อยู่อาศัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้,จีน–9 มี.ค.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          – ครั้งแรกของระบบ IoT ภายในบ้านที่เชื่อมต่อยานพาหนะอัจฉริยะกับสมาร์ทโฮม

          Midea บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ประกาศเมื่อวันที่ 8 มีนาคมว่า บริษัทได้ทำการอัพเดท “M-Smart” ระบบสมาร์ทโฮมที่ออกแบบมาเพื่อครอบครัวแห่งอนาคต เพียงหนึ่งวันก่อนที่จะมีการจัดงาน AWE (Appliance & Electronics World Expo) ประจำปี 2559 ซึ่งเป็นมหกรรมแสดงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน

          แซค หู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Midea พร้อมด้วยหลี่ เฉียง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาระบบ M-Smart ได้ร่วมกันสาธิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะของ Midea และระบบ M-Smart ตามลำดับ เพื่อสะท้อนให้เห็นการทำงานร่วมกันอย่างไร้ขีดจำกัด อันนำไปสู่ประสบการณ์การเชื่อมต่อระหว่างกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

          Midea คือผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดในจีน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีมากกว่า 30 ประเภท และมียอดขาย 200 ล้านเครื่องต่อปี โดยแต่ละหลังคาเรือนในจีนมีเครื่องใช้ไฟฟ้าของ Midea เฉลี่ย 2.5 ชิ้น นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการส่งมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะของ Midea ถึง 30 ล้านชิ้นในปี2559 ขณะที่ผลการศึกษาต่างๆระบุว่า ตลาดสมาร์ทโฮมจะมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ Midea เป็นหมายเลข 1 ของโลกในด้านการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน บริษัทจึงมีทรัพยากรเพียบพร้อมอันจะนำไปสู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฮมและการออกแบบสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ หลังจากเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั่วโลก Midea จึงได้สถาปนาตนเองเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะด้วยระบบ M-Smartพร้อมชูภาพลักษณ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์อัจฉริยะด้วยเช่นกัน

          พันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 50 ราย อาทิ Huawei, COFCO, IBM และ OnStar ล้วนสร้างความร่วมมือกับ Midea โดยบริษัทได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ GM OnStar เพื่อบุกเบิกการเชื่อมต่อยานพาหนะอัจฉริยะกับสมาร์ทโฮมในจีน โดยจะเปิดตัวครั้งแรกในรถยนต์ Buick LaCrosse รุ่นใหม่ล่าสุด และนับเป็นตัวอย่างแรกของการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะข้ามประเภทในจีนอีกด้วย นับจนถึงปัจจุบัน ระบบ M-Smart ได้ช่วยให้บริษัทที่ลงทุนด้านสมาร์ทโฮมมีช่องทางในการเชื่อมต่อเพื่อให้ลูกค้าของบริษัทจัดการกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทเหล่านี้รวมถึง Huawei, Tencent, Xiaomi, TCL, LeTV และ OnStar เป็นต้น นอกจากนี้ IBM, Alibaba Cloud และ Amazon ยังได้ก่อตั้งกลุ่มพันธมิตร “Band of Brothers”ร่วมกับ Midea เพื่อสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและให้บริการเฉพาะบุคคลอย่างครอบคลุมทุกกระบวนการ นับตั้งแต่การติดตั้งระบบปฏิบัติการ การเชื่อมต่อการใช้งานข้ามประเภท ไปจนถึงการให้บริการหลังการขายสุดล้ำสมัย

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.midea.com/global/?mtag=40005.1.7

          ที่มา: Midea Group

          AsiaNet 63723

DDB Worldwide ร่วมฉลองวันสตรีสากลประจำปี 2559 ด้วยแคมเปญ “Gender Blackout”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–8 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การรณรงค์ทางสังคมทั่วโลกมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนความจริงที่ว่าพรสวรรค์นั้นไร้เพศ

ในโอกาสเฉลิมฉลองวันสตรีสากลประจำปี 2559 บริษัท DDB Worldwide ในเครือ Omnicom Group (NYSE: OMC) ได้ประกาศเปิดตัว Talent Has No Genderซึ่งเป็นแคมเปญรณรงค์ทางสังคมและกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความมุ่งมั่นของ DDB เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศผ่านอุตสาหกรรมโฆษณา

 DDB Worldwide - Talent Has No Gender Campaign / talenthasnogender.com (PRNewsFoto/DDB Worldwide)

talenthasnogender.com (PRNewsFoto/DDB Worldwide)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160308/341650

จากแคมเปญดังกล่าว DDB Worldwide รณรงค์ให้พนักงานในเครือข่ายกว่า 2,000 คนเปลี่ยนรูปโปร์ไฟล์ของตนเอง รวมถึงย่อคำนำหน้าชื่อบน LinkedInเพื่อแสดงสถานะเป็นคนไร้เพศ ซึ่งทันที่ที่พวกเขาอัพโหลดรูปและชื่อใหม่ขึ้นบนไทม์ไลน์ ทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายจะได้เห็นและกระตุ้นความอยากมีส่วนร่วมด้วยการเข้าไปชมรายละเอียดที่เว็บไซต์ TalentHasNoGender.com ทั้งนี้ยังมีการรณรงค์รูปแบบเดียวกันนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมด้วย

ตัวชี้วัดความสำเร็จสูงสุดของ DDB คือการรับคนเก่ง ซึ่งสามารถผลักดันธุรกิจของลูกค้าให้ประสบความสำเร็จด้วยสมองและสองมือ เข้ามาทำงาน และรักษาพวกเขาให้อยู่กับบริษัทได้เวนดี คลาร์ก ประธานและเจ้าหน้าที่บริหารของ DDB ประจำอเมริกาเหนือ กล่าวในวันสตรีสากลนี้ เราจะใช้โอกาสในการส่งเสริมความเชื่อดังกล่าวผ่านเครือข่าย DDB และอุตสาหกรรมในวงกว้าง ซึ่งเป้าหมายของเราก็คือการตระหนักถึงพรสวรรค์อันจริงแท้โดยมองข้ามประเด็นทางเพศสภาพไป

เว็บไซต์ “Talent Has No Gender” จะนำเสนอวิดีโอที่เชิญผู้บริหาร ลูกค้า รวมถึงหุ้นส่วนทั้งหญิงและชายในเครือข่ายของ DDB มาพูดคุยและให้นิยามของคำว่าคนเก่งในแบบของตนเอง วิธีที่ทำให้คนเหล่านี้ก้าวหน้า รวมถึงบทเรียนต่างๆ ที่ได้จากพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งรวมถึง ซินเกลตัน บีโต้ รองประธานบริหาร 4A’s Diversity & Inclusion Strategy and Talent Development, แคท กอร์ดอน ผู้ก่อตั้ง 3% Conference, โจแอนน์ เทราท์ ประธานฝ่ายสื่อสารระดับโลกของOmnicom และเจเนต ริซซิโอ รองประธานบริหารของบริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความเชื่อของ DDB ที่ว่า พรสวรรค์นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทว่ามิใช่เพศสภาพ

นอกจากนี้เว็บไซต์ดังกล่าวยังมีรูปโปร์ไฟล์ “Talent Has No Gender” รวมถึงวิธีการอัพโหลด และลิงค์ให้ร่วมอุดหนุนเสื้อยืดรณรงค์แคมเปญดังกล่าวด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่างๆเนื่องในวันสตรีสากล เช่น การร่วมเสวนาของเหล่าซีอีโอแห่ง OmniWomen และจะมีการเผยแพร่ข้อความสร้างแรงบันดาลใจผ่านช่องทางต่างๆของ DDB และทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยใช้แฮชแท็ก #TalentHasNoGender

ท้ายสุด DDB จะเปิดตัวโปรแกรมการฝึกอบรม “Unconscious Bias” ซึ่งในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นไปที่ผู้บริหารอาวุโสและผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในการสรรหาบุคลากรทั่วอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ DDB ยังมีแผนการที่จะให้พนักงานทุกคนได้รับโอกาสในการฝึกอบรมแบบตัวต่อตัวผ่านเครื่องมือ e-learning เพื่อลดอคติและสร้างความตระหนักในประเด็นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำหรับกลยุทธ์ในการสร้างความหลากหลายและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เกี่ยวกับ DDB Worldwide

DDB Worldwide (www.ddb.com) เป็นหนึ่งในเครือข่ายการตลาดและการโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดและทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก DDB ได้รับรางวัล Agency of the Year หลายต่อหลายครั้งจาก Cannes International Festival of Creativity รวมทั้งจากสื่อโฆษณาและงานประกาศรางวัลชั้นนำของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ DDB ยังติดอันดับ Top 3 Global Networks ซึ่งจัดโดย The Gunn Report เป็นเวลาถึง 12 ปี จาก 15 ปีหลังสุด ลูกค้าของ DDB ได้แก่ Volkswagen, McDonald’s, Unilever, Mars, Johnson & Johnson, Exxon Mobil และอีกมากมาย

DDB ก่อตั้งขึ้นในปี 2492 โดยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Omnicom Group (NYSE) และมีสำนักงานมากกว่า 200 แห่งในกว่า 90 ประเทศ โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นิวยอร์ก

เกี่ยวกับ Omnicom Group Inc.

Omnicom Group Inc. (NYSE: OMC) เป็นบริษัทสื่อสารองค์กรและการตลาดชั้นนำระดับโลก Omnicom มีเครือข่ายแบรนด์และบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายแห่ง ซึ่งให้บริการด้านการโฆษณา การวางแผนและการซื้อสื่อเชิงกลยุทธ์ การตลาดดิจิตอลและอินเตอร์แอคทีฟ การตลาดทางตรงและการส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ และบริการด้านการสื่อสารเฉพาะทางอื่นๆ แก่ลูกค้ากว่า 5,000 รายในมากกว่า 100 ประเทศ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Omnicom Group Inc. และแบรนด์ต่างๆของบริษัท กรุณาเข้าชมที่ www.omnicomgroup.com

ติดต่อ:
Christie Giera
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ภาคพื้นอเมริกาเหนือ, DDB Worldwide

โทร : +1-212-415-2186

อีเมล :christie.giera@ddb.com

เซอร์วา เผยโฉมอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ชิคาโก–9 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – อัตลักษณ์ที่ได้รับการออกแบบใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของ เซอร์วา ในการเป็นผู้นำตลาดและแบรนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักระดับโลก

 

          เซอร์วา อิงค์ (SIRVA, Inc.) ผู้ให้บริการด้านการขนย้ายและการย้ายถิ่นชั้นนำระดับโลกแห่งแวดวงอุตสาหกรรม เผยโฉมอัตลักษณ์แบรนด์ใหม่แล้ววันนี้ ซึ่งความก้าวหน้าครั้งใหม่นี้ถือเป็นบทสะท้อนวิวัฒนาการของบริษัทที่สามารถขยายขอบเขตการให้บริการได้ก้าวไกลทั่วโลก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันต่อเนื่องให้แก่ผู้รับบริการ  ทั้งลูกค้าที่เป็นบริษัทและลูกค้าที่เป็นครอบครัวที่ต้องการย้ายถิ่นฐาน

          โลโก้ http://photos.prnewswire.com/prnh/20150213/175515LOGO

          “อัตลักษณ์ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่นี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของบุคลากรของเรา และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในฐานะที่เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจไปทั่วโลก” นายเวส ลูคัส ประธานและซีอีโอของเซอร์วากล่าว

          “ด้วยอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ เราจึงมีคำนิยามอันเหมาะสมเกี่ยวกับการให้บริการรูปแบบพิเศษซึ่งเน้นไปที่การให้บริการโซลูชั่นครบวงจรที่ครอบคลุมและจัดรูปแบบเองได้ภายใต้เครือข่ายทั่วโลก พร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยและเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ” นายจอร์จ พารร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดกล่าว “การสร้างแบรนด์ให้มีสีสันด้วยการยกย่องอดีต ให้ความสำคัญแก่อนาคต และการสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า ถือเป็นวิสัยทัศน์นำร่องในการปรับเปลี่ยนแบรนด์ใหม่ของเรา”

          แบรนด์ที่ผ่านการดีไซน์มาใหม่นี้มีพื้นฐานจากความเป็นผู้นำด้านการให้บริการขนย้ายและการย้ายถิ่นของเซอร์วา ในขณะเดียวกันก็จะเน้นไปที่การก้าวขึ้นสู่แบรนด์ระดับโลกอย่างแท้จริง ซึ่งแบรนด์โฉมใหม่ของเรามีลักษณะที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากเราให้ความสนใจไปที่เรื่องของบุคคลเป็นอันดับแรก

          การปรับแบรนด์ใหม่จะมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ทั้งในแบบรูปธรรมและนามธรรม ในแง่มุมของวิธีการที่เซอร์วานำเสนอแบรนด์ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบในการสื่อสารกับลูกค้า หรือรูปแบบการสื่อสารผ่านเทคโนโลยี ไปจนถึงการออกแบบศูนย์บริการทั่วโลก นอกจากนี้ เซอร์วายังได้ออกแบบเว็บไซต์ใหม่ http://www.sirva.com/ ซึ่งถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสร้างแบรนด์ใหม่

          เซอร์วา ได้ทำงานร่วมกับ ไพวอท ดีไซน์ ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการสร้างแบรนด์ และมีสำนักงานอยู่ที่ชิคาโก ในการพัฒนาอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์บริษัท

          เกี่ยวกับ เซอร์วา อิงค์

          เซอร์วา ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านการย้ายถิ่นและการขนย้ายที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและบุคลากร ด้วยวิธีการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดทุกครั้งในการให้บริการ ด้วยผลงานในการให้บริการการขนย้ายที่กว้างขวางซึ่งครอบคลุมกว่า 170 ประเทศ เซอร์วาจึงเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจรและสามารถส่งมอบประสบการณ์ในการขนย้ายสุดพิเศษให้แก่ลูกค้าและบุคลากร

          เซอร์วาเป็นเจ้สของแบรนด์ดังและคุ้นตามากมาย ซึ่งครอบคลุมถึง Allied, northAmerican, SMARTBOX และ Allied Pickfords รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม http://www.sirva.com/

          สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:

          Mike DeGraff

          Sard Verbinnen & Co

          โทร. 312-895-4700

ไมโครซอฟท์ – วิสตรอน กระชับความร่วมมือ ต่ออายุการใช้สิทธิบัตรแอนดรอยด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เรดมอนด์, วอชิงตัน และ ไทเป, ไต้หวัน–8 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

           เมื่อวันจันทร์ (7 มีนาคม) ไมโครซอฟท์ คอร์ป (Microsoft Corp.) และวิสตรอน คอร์ป (Wistron Corp.) ได้ประกาศต่ออายุสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรแอนดรอยด์ (Android) สำหรับผลิตภัณฑ์แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ อีรีดเดอร์ และอุปกรณ์คอนซูเมอร์อื่นๆของวิสตรอนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และโครม (Chrome) ภายใต้กลุ่มสิทธิบัตรของไมโครซอฟท์ ข้อตกลงครั้งนี้เป็นการต่ออายุและขยายการอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (IP)ระหว่างสองบริษัท

 MICROSOFT CORP. LOGO / Microsoft company logo. (PRNewsFoto/Microsoft Corp.)

Microsoft company logo. (PRNewsFoto/Microsoft Corp.)

          โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20000822/MSFTLOGO

          “เรามุ่งหวังที่จะได้เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค ผ่านการต่ออายุและเสริมสร้างความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ในครั้งนี้” Eric H. Ma หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของวิสตรอนกล่าว

          “การผนวกรวมช่องทางการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของไมโครซอฟท์เข้ากับความสามารถด้านวิศวกรรมที่น่าทึ่งของวิสตรอนถือเป็นสูตรสำเร็จอันทรงพลที่นำไปสู่การปรับปรุงโซลูชั่นสำหรับลูกค้าให้ดีขึ้น” Nick Psyhogeos ประธานไมโครซอฟท์ เทคโนโลยี ไลเซนซิง (Microsoft Technology Licensing) กล่าว “ความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับวิสตรอนเน้นย้ำให้เห็นถึงโอกาสมากมายที่เกิดขึ้นจากการเคารพซึ่งกันและกัน และความสอดคล้องในแนวทางเดียวกันในด้านทรัพย์สินทางปัญญา

          ความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ต่อการอนุญาตให้ใช้สิทธิ IP

          ข้อตกลงด้านสิทธิบัตรถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ IP ในการเป็นหลักประกันว่าระบบนิเวศทางเทคโนโลยีมีความแข็งแกร่งและสดใส ไมโครซอฟท์บรรลุข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิมากกว่า 1,200 รายการ นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ IP licensing program ในเดือนธันวาคม 2546 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการอนุญาตให้ใช้สิทธิของไมโครซอฟท์ สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.microsoft.com/iplicensing

          เกี่ยวกับวิสตรอน คอร์ป

          วิสตรอน คอร์ปอเรชัน (Wistron Corporation) เป็นบริษัทหนึ่งใน Fortune Global 500 และเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยี โดยจัดหาผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบไอซีที (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) ให้ลูกค้าทั่วโลก เราทุ่มเทในการเพิ่มมูลค่าบริการผ่านการพัฒนาโซลูชั่นนวัตกรรมในด้าน Display Vertical Integration คลาวด์ และการรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่ www.wistron.com

          เกี่ยวกับไมโครซอฟท์ เทคโนโลยี ไลเซนซิง

          ไมโครซอฟท์ เทคโนโลยี ไลเซนซิง แอลแอลซี (Microsoft Technology Licensing LLC) ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 เพื่อเข้าซื้อ บริหารจัดการ และอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรของไมโครซอฟท์

          เกี่ยวกับไมโครซอฟท์

          ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @microsoft) คือแพลตฟอร์มชั้นนำ และเป็นบริษัทที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขีดความสามารถการทำงานสำหรับโลกยุค mobile-first, cloud-first ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างพลังอำนาจให้ทุกคนและทุกองค์กรบนโลกใบนี้สามารถบรรลุผลสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

Puma Energy เตรียมเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum พฤษภาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โจฮันเนสเบิร์ก–8 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

Puma Energy บริษัทพลังงานแบบบูรณาการทั้งกลางน้ำและปลายน้ำชั้นนำของโลก มีความภาคภูมิใจที่จะประกาศว่า บริษัทได้เข้าร่วมการประชุมWorld Economic Forum ในฐานะพันธมิตรระดับภูมิภาค

 

Puma Energy บริษัทจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงที่เติบโตเร็วที่สุดในแอฟริกา จะเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum สำหรับภูมิภาคแอฟริกาครั้งที่ 26 ณ เมืองคิกาลี ประเทศรวันดา ในเดือนพฤษภาคม 2559 โดยมีฐานะเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

 

ในการประชุมภายใต้หัวข้อ “Connecting Africa’s Resources through Digital Transformation” บรรดาผู้นำจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก จะมาร่วมอภิปรายเกี่ยวกับปัจจัยที่เร่งให้เกิดเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญๆทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนผลักดันกลยุทธ์เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทั่วทั้งภูมิภาค

 

ปิแอร์ เอลาดารี ซีอีโอของ Puma Energy กล่าวว่า “Puma Energy มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงของอุปทานในประเทศที่เราให้บริการ และเรารอคอยที่จะเข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Africa Skills” ในระหว่างการประชุมดังกล่าว รวมถึงการอภิปรายในประเด็น “Africa’s Strategic Infrastructure Initiative” ด้วยเช่นกัน”

 

Puma Energy เพิ่งประกาศขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดแอฟริกาใต้เมื่อไม่นานมานี้ และขณะนี้มีการดำเนินธุรกิจใน 19 ประเทศ ตั้งแต่ประเทศเซเนกัลไปจนถึงประเทศแอฟริกาใต้ และจะเดินหน้าขยายธุรกิจจากฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออกต่อไป

 

Puma Energy ทุ่มเงินลงทุนเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในแอฟริกา โดยในปีที่แล้วปีเดียวบริษัทได้ขยายความสามารถในการกักเก็บเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีก 350 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 726 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ บริษัทมีเครือข่ายค้าปลีกกว่า 650 แห่ง และมีความสามารถในการกักเก็บเชื้อเพลิงกว่า 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตรในทวีปดังกล่าว

 

ที่มา: Puma Energy

การวิจัย SORAMIC เพื่อรักษาโรคมะเร็งตับ เสร็จสิ้นการรับสมัครผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มวิจัยเพื่อบรรเทาอาการของโรคแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มักเดเบิร์ก, เยอรมนี–8 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การวิจัย SORAMIC เพื่อรักษาโรคมะเร็งตับปฐมภูมิที่มีการลุกลามเฉพาะจุด ด้วยการใช้สาร SIR-Spheres(R) Y-90 resin microspheres ตามด้วยยาsorafenib ได้เสร็จสิ้นการรับสมัครผู้ป่วยเข้าร่วมกลุ่มวิจัยเพื่อบรรเทาอาการของโรค ตามเป้าหมาย 420 คนแล้ว

ศ.ดร.เจนส์ ริค จากสาขารังสีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย University of Magdeburg ประกาศว่า กลุ่มวิจัยเพื่อบรรเทาอาการของโรคภายใต้โครงการวิจัยSORAMIC[1] ที่จัดทำทั่วยุโรป โดยมีเขาเป็นผู้ควบคุมดูแลร่วมกับศ.ดร.ปีเตอร์ มัลเฟิร์ตไฮเนอร์ ได้เสร็จสิ้นการรับสมัครผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยครบตามเป้าหมาย 420 คนแล้ว โดยผู้ป่วยเหล่านี้เป็นโรคมะเร็งตับปฐมภูมิ (ชนิด Hepatocellular Carcinoma หรือ HCC) แบบที่ผ่าตัดไม่ได้ ซึ่งมะเร็งตับชนิดดังกล่าวเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก

 SORAMIC Logo / SORAMIC (PRNewsFoto/Otto von Guericke Universitaet)

SORAMIC (PRNewsFoto/Otto von Guericke Universitaet)

http://photos.prnewswire.com/prnh/20160304/340646LOGO

SORAMIC เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) ขนาดใหญ่โครงการแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับการใช้ยา sorafenib (แบรนด์ Nexavar ของบริษัท Bayer ประเทศเยอรมนี) และการนำรังสีเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุด (SIRT)ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ตับโดยตรง โดยใช้สาร Y-90 resin microspheres (แบรนด์ SIR-Spheres(R) ของบริษัท Sirtex Medical Limited ประเทศออสเตรเลีย) เทียบกับการใช้ยา sorafenib เพียงอย่างเดียว ในการรักษาโรคมะเร็งตับชนิด HCC ในกลุ่มวิจัยเพื่อบรรเทาอาการของโรค โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งตับปฐมภูมิที่เข้าร่วมกลุ่มวิจัยนี้ ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดเฉือนเนื้อร้ายหรือใช้คลื่นความถี่วิทยุได้ และไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการให้เคมีบำบัดผ่านทางหลอดเลือด (TACE) ซึ่งเป็นวิธีรังสีร่วมรักษาที่ใช้ในการรักษาเนื้องอกตับเฉพาะจุดด้วย chemotherapy-eluting beads ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดเผยผลการวิจัยSORAMIC ได้ในปี 2561

SORAMIC ซึ่งย่อมาจาก “Sorafenib and Micro-therapy Guided by Primovist(R) -Enhanced MRI in Patients with Inoperable Liver Cancer”เป็นการทดลองที่ริเริ่มโดยผู้วิจัย (IIT) โครงการวิจัยดังกล่าวประกอบด้วยสองส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนของการวินิจฉัยและส่วนของการรักษา โดยในส่วนของการวินิจฉัยโรคนั้น จะมีการเปรียบเทียบระหว่างเทคนิค MRI กับ CT ในรูปแบบ Contrast-enhanced เพื่อประเมินว่าการทำ MRI มีประสิทธิภาพเทียบเคียงการทำ CT ในการระบุรอยโรค HCC หรือไม่ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นในการเลือกวิธีรักษาและดูแลผู้ป่วย เมื่อพิจารณาจากผลลัพธ์ที่มีอยู่ในขณะนี้ สามารถสันนิษฐานได้ว่าการทำ MRI ด้วย Gd-EOB-DTPA (แบรนด์ Primovist(R) ของบริษัท Bayer ประเทศเยอรมนี) ช่วยยกระดับความแม่นยำในการตรวจจับรอยโรค HCC ซึ่งหากได้รับการพิสูจน์จนมั่นใจแล้ว ก็จะช่วยให้แพทย์เลือกวิธีรักษาได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น สำหรับในส่วนของการรักษาโรคนั้น จะมีการเปรียบเทียบระหว่างการรักษาโรคแบบผสมผสานหลายวิธี กับแนวทางการรักษาทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งนี้ กลุ่มวิจัยเพื่อบรรเทาอาการของโรคในโครงการนี้ ประกอบด้วยกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิด HCC ที่มีการลุกลามเฉพาะจุด เช่น ในกระดูกหรือต่อมน้ำเหลือง

SORAMIC ยังคงเปิดรับสมัครผู้ป่วยเพื่อเข้าร่วมการวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อรักษาโรคให้หายขาด (เปรียบเทียบระหว่างการใช้คลื่นความถี่วิทยุทำลายเซลล์ (RFA) ควบคู่การใช้ยา sorafenib กับการทำ RFA ร่วมกับการใช้ยาหลอก) และการวิจัยกลุ่มย่อยเพื่อการวินิจฉัยโรค

ศ.ดร.ริค ซึ่งเป็นผู้อำนวยการคลินิกรังสีวิทยาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ในเมืองมักเดเบิร์ก กล่าวว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา sorafenib เป็นเพียงมาตรฐานเดียวที่ใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิด HCC ระยะลุกลาม หรือที่แพร่กระจายไปนอกตับ เราหวังว่าผลจากการทดลองแบบ RCT ที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ จะชี้ให้เห็นว่าการใช้ยา sorafenib ควบคู่กับสาร Y-90 resin microspheres อาจเป็นมาตรฐานใหม่ในการรักษาผู้ป่วยโรค HCC ซึ่งไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดหรือใช้คลื่นความถี่วิทยุได้

Sorafenib ได้กลายมาเป็นการรักษาพื้นฐานสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิด HCC ระยะลุกลาม หลังจากที่การวิจัย SHARP ซึ่งเป็นการทดลองแบบRCT ได้เผยให้เห็นว่า ยาตัวนี้ช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดโดยรวมเฉลี่ยจาก 7.9 เดือน เป็น 10.7 เดือน เมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก[2]

SORAMIC เป็นการวิจัยแบบหลากหลายสาขาซึ่งริเริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จากการวิเคราะห์ความปลอดภัยระหว่างการวิจัยโดยอาศัยข้อมูลของผู้ป่วยในกลุ่มวิจัยเพื่อบรรเทาอาการของโรค 40 คนแรกนั้น บ่งชี้ว่า การรักษาด้วย Y-90 resin microspheres ตามด้วยยาsorafenib ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้ทำให้ร่างกายเป็นพิษเพิ่ม เมื่อเทียบกับการใช้ยา sorafenib เพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิด HCC ระยะลุกลามเฉพาะจุด โดยผู้ป่วยกลุ่มที่มีการรักษาแบบผสมผสานนั้น ได้รับยา sorafenib ในความเข้มข้นและระยะเวลาที่เหมือนกันกับกลุ่มที่ได้รับยาsorafenib เพียงอย่างเดียว[3]

ส่วนทางด้านโครงการวิจัย SARAH ซึ่งเป็นการทดลองแบบ RCT คาดว่าจะทราบผลการวิจัยในช่วงปลายปีนี้ การวิจัยดังกล่าวมุ่งไปที่การเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความปลอดภัยระหว่าง sorafenib กับ Y-90 resin microspheres ในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิด HCC แบบผ่าตัดไม่ได้ ซึ่งได้รับการทำ TACEแล้วแต่ไม่ได้ผล หรือไม่สามารถทำ TACE ได้ ขณะที่โครงการวิจัย SIRveNIB ซึ่งเป็นการทดลองแบบ RCT ลำดับสองที่มีแนวทางการวิจัยเหมือนกับ SARAHคาดว่าจะเสร็จสิ้นการรับสมัครผู้ป่วยในปี 2559

เกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ Hepatocellular Carcinoma (HCC)

โรคมะเร็งตับ Hepatocellular Carcinoma หรือ HCC เป็นมะเร็งตับปฐมภูมิที่พบได้บ่อยที่สุด HCC เป็นมะเร็งที่มีผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก และเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 3 ในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด[4] โดยมักเกิดกับผู้ป่วยโรคตับแข็งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งยังพบได้บ่อยที่สุดในภูมิภาคที่มีการตรวจพบโรคตับอับเสบบ่อยที่สุด เช่น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทางตอนใต้ของยุโรป โรค HCC สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเฉือนเนื้อร้ายหรือปลูกถ่ายตับเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ทางเลือกเหล่านี้ไม่ใช่วิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยโรค HCC ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้นั้นมีอนาคตที่มืดมน โดยอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนไปจนถึงประมาณ 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพตับของผู้ป่วยในช่วงเวลาที่เข้ารับการรักษาและระดับการลุกลามของเนื้องอก[5] ทั้งนี้ เป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษแล้วที่เรายังไม่พบวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่ทดลองแล้วพบว่าได้ผลดี

เกี่ยวกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Otto von Guericke University Magdeburg / Medical Faculty ในเมืองมักเดเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการวิจัยครั้งนี้

 

University Medical Center Magdeburg ซึ่งประกอบด้วยคณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Otto von Guericke University และโรงพยาบาลUniversity Hospital Magdeburg เป็นสถาบันภาครัฐที่มีคลินิก สถาบัน และศูนย์บริการภายใต้การดูแลกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในหลากหลายแขนง หัวใจสำคัญของ University Medical Center อยู่ที่ความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทั้งในแง่ของการวิจัย การเรียนการสอนและการอบรมความรู้ให้กับแพทย์ ตลอดจนการรักษาโรคร้าย

University Medical Center Magdeburg มีบุคลากรกว่า 4,300 คน อันประกอบไปด้วยแพทย์ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย รวมถึงฝ่ายธุรการ และในขณะนี้มีว่าที่แพทย์กำลังศึกษาอยู่ในคณะแพทยศาสตร์อีกกว่า 1,500 คน

Nexavar เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Bayer

Primovist(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Bayer

SIR-Spheres(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Sirtex SIR-Spheres Pty Ltd

 

อ้างอิง:

 

1. Sorafenib and Micro-therapy Guided by Primovist Enhanced MRI in Patients With Inoperable Liver Cancer (SORAMIC): http://clinicaltrials.gov/ct2/show/NCT01126645.

2. Llovet J, Ricci S, Mazzaferro V et al for the SHARP Investigators Study Group. Sorafenib in advanced hepatocellular carcinoma. New England Journal of Medicine2008; 359: 378-390.

3. Ricke J, Bulla K, Kolligs F et al. Safety and toxicity of radioembolization plus Sorafenib in advanced hepatocellular carcinoma: analysis of the European multicentre trial SORAMIC, Liver International 2015 Feb;35(2):620‒626.

4. Ferlay J, Soerjomataram I, Ervik M et al. Globocan 2012. v1.0, Cancer Incidence and Mortality Worldwide: IARC CancerBase No. 11 [Internet]. Lyon, France: International Agency for Research on Cancer; 2013. Available from: http://globocan.iarc.fr, accessed on 4/March/2016. [Age-standardised rates].

5. European Association for the Study of the Liver, European Organisation for Research and Treatment of Cancer. EASL-EORTC clinical practice guidelines: Management of hepatocellular carcinoma. Journal of Hepatology 2012; 56: 908-943.

 

แหล่งข่าว: Otto von Guericke Universitat Magdeburg / Medizinische Fakultat

Camille Seydoux สไตลิสต์คนดัง ออกแบบรองเท้าและกระเป๋าแคปซูลคอลเลคชั่น “Prismick Denim” ให้แบรนด์ Roger Vivier

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส–8 มี.ค.–พีอาร์นิวสไวร์/อินโฟเควสท์

Roger Vivier (โรเฌร์ วิวีเยร์) แบรนด์รองเท้าและแอสเซสเซอร์รี่ชั้นนำจากฝรั่งเศส ได้เรียนเชิญ Camille Seydoux สไตลิสต์ชื่อดังของโลก เป็นผู้ออกแบบคอลเลคชั่น Spring-Summer 2016 ในชื่อ “Prismick Denim” โดยเธอได้หยิบผ้าเดนิมมารังสรรค์ออกแบบรองเท้าและกระเป๋าทั้งหมดในคอลเลคชั่นนี้

 

สามารถดูข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่ :

http://www.multivu.com/players/uk/7776151-prismick-denim-camille-seydoux-roger-vivier/

คอลเลคชั่น Prismick Denim ประกอบไปด้วยรองเท้าส้นตึก รองเท้าบูทหุ้มข้อ รองเท้าผ้าใบ กระเป๋าสะพายข้าง กระเป๋าทรงขนมจีบ และกระเป๋าเป้ โดย Camille ได้ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของเธอเข้ากับความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

เราตกลงกันว่าคอลเลคชั่นใหม่ของฉันจะต่อยอดมาจากคอลเลคชั่น Prismick เมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นโปรดของฉัน ฉันเริ่มจากการสำรวจกระเป๋า Prismick โทนดำ-เทาซีดๆของตัวเองอย่างละเอียด เพื่อต้องจากจะสร้างมิติโดยนำเทคนิคการไล่เฉดสีมาใช้ในงานออกแบบครั้งนี้ ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเก่าๆของแบรนด์จนมาลงตัวที่ผ้าเดนิม เพราะผ้าเดนิมไล่สีได้อย่างสวยงามและเป็นธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้นผ้าเดนิมยังทั้งคลาสสิกทั้งทันสมัย เป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์ และทนทานมากอีกด้วย

Camille เติบโตมาในวงการแฟชั่น เธอเปิดอาร์ตแกลเลอรี่ของเธอครั้งแรกเมื่ออายุ 25 ปี ปัจจุบันเธอได้พลิกบทบาทของสไตลิสต์ด้วยการร่วมออกแบบกับห้องเสื้อให้กับนักแสดงหญิงคนดังมากมาย สำหรับคอลเลคชั่น Prismick Denim ของ Roger Vivier เธอได้สื่อตัวตนของเธอออกมาอย่างชัดเจนผ้าเดนิมนั้นใส่ได้กับทุกอย่าง และทำให้เครื่องแต่งกายดูลงตัว ซึ่งจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสาวๆให้ดูดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน”

กระเป๋าและรองเท้าในคอลเลคชั่น Prismick Denim มีความชิคตามแบบฉบับคนรุ่นใหม่และมีความล้ำสมัยแต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงของ Roger Vivier ได้เฉิดฉายทั้งกลางวันและยามค่ำคืน

ฉลองคอลเลคชั่นใหม่

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ครั้งนี้ Camille Seydoux ได้จัดค็อกเทลปาร์ตี้ที่แฟลคชิปสโตร์ของ Roger Vivier ในกรุงปารีสเมื่อคืนนี้ โดยมีแขกเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม อาทิ Lea Seydoux ดาราสาวชาวฝรั่งเศสผู้เป็นน้องสาวแท้ๆของเธอและยังเป็นอดีตบอนด์เกิร์ลผู้โด่งดัง รวมถึง Adele Exarchopoulos

ในโอกาสพิเศษนี้ได้มีการฉายวิดีโอ Magic Denim เพื่อเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ และในระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอันเป็นกันเองสไตล์ปารีเซียงCamille พร้อมด้วยแขกอีก 2 ท่านซึ่งเป็นนักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส ได้แก่ Lubna Playoust และ Lola Le Lann ยังได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมสุดเอ็กส์คลูซีฟกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย

คอลเลคชั่นนี้จะวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนมีนาคม 2016 เป็นต้นไป ในแฟล็กชิปสโตร์ของ Roger Vivier ทั่วโลก

 Magic Denim Camille Seydoux / Magic Denim Camille Seydoux for Roger Vivier (PRNewsFoto/Roger Vivier)

Magic Denim Camille Seydoux for Roger Vivier (PRNewsFoto/Roger Vivier)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160307/341160 )

Christine Shen

+ 852 3978 0158

c.shen@rogervivier.com