Clarivate Analytics เผยรายชื่อนักวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดในปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฟิลาเดลเฟีย–16 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/ อินโฟเควสท์

สามารถสืบค้นรายชื่อนักวิจัยเจ้าของผลงานที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดในโลกได้แล้ววันนี้

Clarivate Analytics หรือในอดีตคือธุรกิจ Intellectual Property & Science ในเครือ Thomson Reuters ประกาศรายชื่อนักวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุด (Highly Cited Researchers) ประจำปี 2559 ซึ่งได้รับการยืนยันจากเพื่อนร่วมวงการว่ามีผลงานวิจัยที่ทรงอิทธิพลในระดับโลกในสาขาที่ทำการวิจัย

 Clarivate Analytics Logo / Clarivate Analytics (PRNewsFoto/Clarivate Analytics)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160929/413983LOGO

มีนักวิจัยกว่า 3,000 คน จาก 21 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อนี้ โดยพิจารณาจากจำนวนผลงานที่ถูกอ้างถึงในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม2547 ถึงเดือนธันวาคม 2557 สำหรับวิธีที่ใช้จำแนกนักวิจัยนั้น อาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณมิติจาก Clarivate Analytics โดยใช้แพลตฟอร์มวิเคราะห์และสืบค้นประเภท web based ชั้นนำระดับโลกอย่าง InCites(TM) Essential Science Indicators(SM) รวมถึงการรวบรวมข้อมูลด้านการวัดคุณภาพเชิงวิทยาศาสตร์และข้อมูลบ่งชี้แนวโน้ม โดยพิจารณาจากจำนวนการตีพิมพ์งานวิจัยและข้อมูลการอ้างอิงจากWeb of Science(TM) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มประเภท web based ที่สามารถสืบค้นงานวิจัยเชิงวิทยาศาตร์และเชิงวิชาการได้อย่างแม่นยำที่สุด และยังสามารถระบุจำนวนการอ้างอิงผลงานวิจัยได้ด้วย

นอกจากนี้ รายชื่อ Highly Cited Researchers จาก Clarivate Analytics ยังเป็นส่วนสำคัญของการจัดอันดับ Academic Ranking of World Universities ซึ่งเป็นหนึ่งในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่มีมานานและมีอิทธิพลมากที่สุด (http://www.shanghairanking.com/index.html) ลุตซ์ บอร์นแมนน์ นักบรรณมิติและนักสังคมศาสตร์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแห่ง Max Planck Society ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า “ในการประเมินงานวิจัยเชิงปริมาณนั้น แทบไม่มีฐานข้อมูลอื่นๆที่สามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ และชี้ให้เห็นถึงความโด่งดังของนักวิจัยได้เท่ากับ Highly Cited Researchers

เจสสิกา เทอร์เนอร์ ผู้บริหารสากลแผนกลูกค้าภาครัฐและสถาบันการศึกษาของ Clarivate Analytics กล่าวว่า การได้รับการยอมรับจากคนในวงการเดียวกัน ในรูปแบบของการถูกนำไปอ้างอิงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ เป็นสิ่งที่ทำให้การมีรายชื่ออยู่ใน Highly Cited Researchers มีความหมายมาก เราภูมิใจที่รายชื่อ Highly Cited Researchers ของเราได้รับการยอมรับในหมู่นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก อีกทั้งยังช่วยให้นักวิจัยเหล่านี้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การสมัครงาน และการเข้าร่วมสถาบันต่างๆ”

รับชมรายชื่อนักวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดประจำปี 2559 ได้ที่

http://hcr.stateofinnovation.thomsonreuters.com

            เกี่ยวกับ Clarivate Analytics

Clarivate(TM) Analytics ช่วยเร่งกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลวิเคราะห์ที่ไว้วางใจได้ให้แก่ลูกค้าทั่วโลก ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถค้นหา คุ้มครอง และทำการตลาดแนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้น Clarivate Analytics ซึ่งในอดีตคือ Intellectual Property & Science ในเครือ Thomson Reuters ได้ให้การสนับสนุนลูกค้ามานานกว่า 60 ปี ปัจจุบันเราเป็นบริษัทอิสระที่มีพนักงานมากกว่า4,000 คน และดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ ความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย และความรวดเร็วฉับไวเช่นเดิม สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Clarivate.com

Global Terrorism Index ปี 2559 ชี้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายในกลุ่มประเทศ OECD พุ่งถึง 650%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–16 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

– ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลกลดลงเพียง 10% ในปี2558 หลังหลายประเทศรายงานยอดผู้เสียชีวิตที่ปรับตัวสูงขึ้น จากเหตุก่อการร้ายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ปฏิบัติการโจมตีกลุ่ม ISIL และโบโกฮาราม ส่งผลให้ยอดผู้เสียชิวิตในอิรักและไนจีเรียลดลง อย่างไรก็ตาม กลุ่มติดอาวุธทั้งสองได้ขยายอิทธิพลไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคใกล้เคียง

ในปี 2558 มี 23 ประเทศทั่วโลกที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีเพียง 17 ประเทศ

ประเทศสมาชิก OECD 21 ประเทศ จากทั้งหมด 34 ประเทศ ต่างเผชิญกับเหตุก่อการร้ายอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยตุรกีและฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุด

ฝรั่งเศส ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย คูเวต และตูนิเซีย เป็นประเทศที่มีอัตราการก่อการร้ายเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าเป็นอย่างมาก ส่งผลให้คะแนน GTI โดยรวมร่วงลง 6%

การก่อการร้ายได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นมูลค่าถึง 8.96หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 

ดัชนี Global Terrorism Index (GTI) ประจำปี 2559 เผยให้เห็นว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลกปรับตัวลง 10% แตะที่ 29,376รายในปี 2558 หลังจากที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4 ปีติดต่อกัน

 Institute for Economics & Peace (IEP) Logo / Institute for Economics & Peace (IEP) Logo

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20141118/717092 ) 

ปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีกลุ่ม ISIL และโบโกฮาราม ได้ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในอิรักและไนจีเรียลดลง 32% ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลกลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มก่อการร้ายทั้งสองกลับแผ่อิทธิพลออกไปในประเทศอื่นๆ เป็นเหตุให้อัตราการก่อการร้ายในประเทศอื่นๆดีดตัวสูงขึ้น คะแนน GTI โดยรวมจึงปรับตัวลดลง 6% 

รายงานประจำปีที่พัฒนาโดย Institute for Economics and Peace (IEP) และอ้างอิงจากฐานข้อมูลการก่อการร้ายทั่วโลกของ National Consortium for the Study of Terrorism and Responses to Terrorism (START) รวมถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆ ได้นำเสนอแนวโน้มของการก่อการร้ายทั่วโลกอย่างครอบคลุมที่สุด โดยรายงานพบว่าในปี 2558 มี 23 ประเทศทั่วโลกที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีเพียง 17 ประเทศ ส่วนประเทศที่มีคะแนน GTI ลดลงมากที่สุดประกอบด้วย ฝรั่งเศส ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย คูเวต และตูนิเซีย ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดอันดับเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และส่งผลให้ดัชนี GTI โดยรวมทั่วโลกร่วงลง แม้ว่าสถานการณ์ในอิรักและไนจีเรียจะดีขึ้นก็ตาม 

กลุ่ม ISIL และพันธมิตรได้ปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 13 ประเทศในปี 2557 เป็น 28 ประเทศในปี2558 ซึ่งรวมถึงประเทศในยุโรปหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนประเทศที่ต้องเผชิญการก่อการร้ายในระดับสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบ 16ปี นอกจากนี้ การขยายอิทธิพลของกลุ่มโบโกฮารามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างไนเจอร์ แคเมอรูน และชาด ยังทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายใน 3 ประเทศนี้พุ่งขึ้นถึง 157% นอกจากนั้นยังส่งผลให้แคเมอรูนและไนเจอร์รั้งอันดับที่ 13 และ 16 ของ GTI ตามลำดับ 

Steve Killelea ประธานบริหารของ IEP กล่าวว่า “รายงาน GTI ปีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนที่สุดของการก่อการร้ายในรอบ 16 ปี แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตจะลดลง แต่ความรุนแรงในการก่อการร้ายกลับเพิ่มขึ้นในหลายประเทศและมีการแผ่อิทธิพลไปยังประเทศอื่นๆ นับเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าผู้ก่อการร้ายยุคใหม่มีความลื่นไหลสูง เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองของประเทศตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตยได้เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือกับวิวัฒนาการของกลุ่มก่อการร้าย 

ในกลุ่มประเทศ OECD นั้น ISIL ได้ใช้กลยุทธ์การโจมตีแบบข้ามประเทศ นอกจากนั้นยังมีการก่อการร้ายแบบเดี่ยวที่ได้รับอิทธิพลจาก ISILส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในกลุ่ม OECD พุ่งขึ้นถึง 650% โดยประเทศสมาชิก OECD 21 ประเทศ จากทั้งหมด 34 ประเทศ ต่างเผชิญกับเหตุก่อการร้ายอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยตุรกีและฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุด นอกจากนี้ ประเทศเดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน และตุรกี ล้วนมียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 โดยจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 577 ราย มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ISILซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีกรุงปารีส กรุงบรัสเซลส์ และกรุงอังการา และถือเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเหล่านี้  

Steve Killelea กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว นักรบของ ISIL ที่เป็นชาวต่างชาติและเดินทางเข้าไปในซีเรีย มักเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงแต่มีรายได้ต่ำ ขณะที่หลายคนเข้าร่วมขบวนการเพราะรู้สึกแปลกแยกจากสังคมในประเทศบ้านเกิด การทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนของการก่อการร้ายเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ต่อต้านการก่อการร้ายและลัทธิสุดโต่ง แม้ว่าการใช้กำลังทางทหารจะสามารถจำกัดวงของกลุ่ม ISIL ในอิรักได้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถจำกัดความนิยมชมชอบในตัวกลุ่มก่อการร้ายได้ ดังจะเห็นได้จากการก่อการร้ายในยุโรปที่มี ISIL เป็นต้นแบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว 

ในกลุ่มประเทศ OECD นั้น ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การว่างงานของคนหนุ่มสาว ระดับอาชญากรรม การเข้าถึงอาวุธ และความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง นับเป็นปัจจัยหลักที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อการร้าย ส่วนในประเทศกำลังพัฒนานั้น ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง การคอร์รัปชั่น และความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้น เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อการร้ายมากที่สุด  

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการก่อการร้ายในปี 2558 อยู่ที่ 8.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอิรักได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น17% ของ GDP ปี 2558 สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย อิรัก อัฟกานิสถาน ไนจีเรีย ปากีสถาน และซีเรีย โดยทั้ง 5 ประเทศนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายคิดเป็น 72%ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั้งหมดทั่วโลกในปี 2558 ทั้งยังเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุด 4 กลุ่ม ได้แก่ISIL โบโกฮาราม ตาลีบัน และอัลกออิดะห์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายมากถึง 74% ของทั้งหมด โดยกลุ่ม ISIL ได้แซงหน้าโบโกฮารามในฐานะกลุ่มก่อการร้ายที่เหี้ยมโหดที่สุดในปี 2558 หลังก่อเหตุใน 252 เมือง และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,141 ราย 

สำหรับบรรณาธิการ 

สามารถรับชมรายงาน GTI ฉบับเต็ม และแผนที่แบบอินเตอร์แอคทีฟได้ที่ www.visionofhumanity.org 

ติดตาม: @GlobPeaceIndex #TerrorismIndex 

กดไลค์: www.facebook.com/globalpeaceindex 

ที่มา: Institute for Economics and Peace

Wacom เปิดตัว Bamboo Omni, Bamboo Solo และ Bamboo Duo ปากกาสไตลัสสุดล้ำเพื่อชีวิตยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–16 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ในโลกยุคดิจิตอล เราใช้ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และระบบปฏิบัติการต่างๆในการทำงานแทบทุกอย่าง Wacom จึงขอนำเสนอปากกาสไตลัสรุ่นใหม่ที่ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วและตอบสนองอย่างแม่นยำไม่ว่าจะใช้กับอุปกรณ์ใดก็ตาม นั่นคือ Bamboo Omni ปากกาสไตลัสหัวแหลมที่ใช้งานกับหน้าจอทัชสกรีนของอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android(TM) เกือบทุกรุ่นได้ทันที เพียงแค่หมุนหัวปากกาออกมาเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีปากกาสไตลัสรุ่น Bamboo Solo และ Bamboo Duo ที่ได้รับการปรับโฉมให้ทันสมัยและใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้ทัชหน้าจอได้อย่างแม่นยำและไม่เกิดรอยเลอะเทอะ ต่อไปนี้การเขียนหรือทัชหน้าจอจะเป็นธรรมชาติและลื่นไหลดั่งใช้ปากกาด้ามโปรด  

Wacom(R) สร้างนิยามใหม่ของการใช้ปากกาสไตลัส ด้วยการเปิดตัวBamboo Omni ปากกาสไตลัสหัวแหลมสุดล้ำที่ใช้งานกับหน้าจอทัชสกรีนของอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android ได้เกือบทุกรุ่น รวมถึงปากกาสไตลัสรุ่น Bamboo Solo และ Bamboo Duo ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้การใช้งานทัชสกรีนเป็นธรรมชาติ สะดวกสบาย และทันสมัย ทำให้ผู้ใช้บันทึกไอเดียต่างๆได้อย่างรวดเร็วและใช้ชีวิตในยุคดิจิตอลได้อย่างราบรื่น

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่ http://www.prnasia.com/mnr/wacom_bamboo_styli.shtml

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-a

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-b

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-c

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-d

ไมค์ เกย์ รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจผู้บริโภคของ Wacom กล่าวว่า “ในยามที่ไอเดียใหม่ๆผุดขึ้นมาในหัว หรือยามที่เราต้องรีบจดอะไรสักอย่าง เราจะมองหาปากกาก่อนเป็นอันดับแรก จากการวิจัยทำให้เราตระหนักว่าBamboo Omni ควรจะต้องใช้งานง่าย ใช้กับอุปกรณ์ใดก็ได้ และมีหัวแหลมเหมือนปากกาด้ามโปรด Bamboo Omni จึงตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิตอลได้อย่างสมบูรณ์ เพราะใช้งานได้รวดเร็วเพียงแค่หมุนหัวปากกาออกมาก็ใช้กับหน้าจอทัชสกรีนของอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android ได้ทันที” Bamboo Omni มีหัวปากกาที่แหลมและใช้ได้กับอุปกรณ์หลากหลาย ผู้ใช้จึงสามารถขีดเขียนลงบนภาพจาก Snapchat หรือ WeChatผ่านสมาร์ทโฟน ตลอดจนไฮไลท์ข้อความในไฟล์ PDF หรือลิสต์รายการสิ่งต่างๆบนแท็บเล็ตได้อย่างง่ายดาย

Bamboo Omni — เพียงบิด ชีวิตก็เปลี่ยน

ปากกาสไตลัสหัวแหลมด้ามนี้ได้รับการออกแบบมาให้จดโน้ตได้อย่างรวดเร็ว และใช้งานร่วมกับแอปจดโน้ต เช่น Bamboo Paper ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพียงแค่หมุนหัวปากกาออกมาก็ใช้งานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องจับคู่อุปกรณ์ และใช้ได้ทั้งกับอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android

Bamboo Omni ใช้เทคโนโลยี RES (Reflective Electro Static) สุดล้ำ และชาร์จแบตผ่าน USB หัวปากกาบางเพียง 1.9 มิลลิเมตร แต่มีความทนทานและนุ่มนวลต่อหน้าจอ มาพร้อมรูปทรงสามเหลี่ยมจับถนัดมือและผิวสัมผัสนุ่ม มอบความรู้สึกสบายและสมดุลขณะใช้งาน Bamboo Omni มีให้เลือกสองสี ได้แก่ สีดำและสีขาว

Bamboo Solo และ Bamboo Duo — เพื่อการทัชหน้าจอที่ดีกว่าเดิม

Bamboo Solo และ Bamboo Duo มาในรูปโฉมใหม่ที่สดใส พร้อมรูปทรงสามเหลี่ยมจับถนัดมือและผิวสัมผัสนุ่มสบายไม่ต่างจาก Bamboo Omniทั้งยังมีความแม่นยำและไม่ทำให้หน้าจอเป็นรอยเลอะเทอะ หัวปากกาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทนทานและเปลี่ยนได้ โดยทำงานได้ดีกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีทั้งระบบ iOS, Android และ Windows(R)คุณลักษณะเด่นของ Bamboo Duo คือเป็นปากกาสองหัว ด้านหนึ่งเป็นปากกาสไตลัส อีกด้านเป็นปากกาลูกลื่นที่เปลี่ยนไส้ได้ จึงเขียนได้ทั้งบนหน้าจอและบนกระดาษ  

#makingthefuture

เพื่อเป็นการแบ่งปันไอเดียที่สร้างสรรค์ขึ้นจากปากกาสไตลัสรุ่นใหม่ ทางWacom จึงเชิญทุกท่านมาร่วมสร้างสรรค์และแชร์มุมมองแห่งอนาคตโดยใช้ผลิตภัณฑ์ของ Wacom ซึ่งรวมถึงปากกาสไตลัสรุ่นใหม่ สมาร์ทแพดBamboo และแอป Inkspace โดยผู้เข้าชมบูธในงาน IFA และผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียสามารถมีส่วนร่วมกับ #makingthefuture ได้ด้วยการแบ่งปันไอเดียในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่อนาคตของการสื่อสารไปจนถึงอนาคตของศิลปะ อาหาร หรือเทคโนโลยี ผลงานเหล่านี้จะถูกรวบรวมเป็นศิลปะดิจิตอล จากนั้นจะถูกบันทึกและเผยแพร่ผ่านอีบุ๊กต่อไป

ราคาและขนาด

Bamboo Omni จะวางจำหน่ายในเกือบทุกประเทศในเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่ Bamboo Solo และ Bamboo Duo วางจำหน่ายออนไลน์แล้วที่Wacom Estore และร้านค้าชั้นนำ

Bamboo Solo (ดำ, ขาว, น้ำเงิน, แดง) ราคา 29 ดอลลาร์สิงคโปร์
Bamboo Duo (ดำ, ขาว, น้ำเงิน, ชมพู) ราคา 42 ดอลลาร์สิงคโปร์
Bamboo Omni (ดำ, ขาว) ราคา 79 ดอลลาร์สิงคโปร์
*ราคาทั้งหมดรวมภาษีสินค้าและบริการแล้ว

Bamboo Paper แอปสำหรับจดโน้ตเวอร์ชั่น iOS, Android และWindows เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีที่แอปสโตร์ และสามารถซื้อแอปแบบเสียเงินได้ โดยจะมีลูกเล่นต่างๆเพิ่มมากขึ้น สำหรับการสมัครใช้งาน Inkspace Basic ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องเข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอรับ Wacom ID รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.wacom.com

Bamboo Solo: http://www.wacom.com/en-sg/products/stylus/bamboo-solo
Bamboo Duo: http://www.wacom.com/en-sg/products/stylus/bamboo-duo
Bamboo Omni: http://www.wacom.com/en-sg/products/stylus/bamboo-omni

เกี่ยวกับ Wacom

Wacom ก่อตั้งขึ้นที่ญี่ปุ่นในปี 2526 ปัจจุบันบริษัทเป็นธุรกิจระดับโลกที่มีสำนักงานขายและการตลาดในกว่า 150 ประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 30ปีที่ผ่านมา Wacom ได้ทำงานร่วมกับเหล่าบุคคลและองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมอบเครื่องมือในการทำให้โลกใบนี้เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์ของ Wacom ถูกใช้งานโดยลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะดิจิตอล ภาพยนตร์ สเปเชียลเอฟเฟกต์ แฟชั่น และผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด นอกจากนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการทำให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านทางปากกาแท็บเล็ต ปากกาแบบอินเตอร์แอคทีฟ ปากกาสไตลัส อินเตอร์เฟสดิจิตอล และเครื่องมือสร้างสรรค์อื่นๆ เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้ในรูปแบบดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักธุรกิจ หรือผู้ที่ชื่นชอบการขีดเขียน เทคโนโลยีอินเตอร์เฟสของWacom ได้รับการนำเสนอในรูปแบบโซลูชั่น OEM สำหรับบริษัทผู้ผลิตแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และพีซีชั้นนำมากมาย

สื่อมวลชนติดต่อ

Daphne Tan
Wacom Singapore Pte Ltd
โทร. +65-9233-2370
อีเมล: daphne.tan@wacom.com

วิดีโอ – http://static.prnasia.com/pro/media/201609/wacom_bamboo_styli/video.mp4

UL ออกการรับรองระบบการจัดเก็บพลังงานในที่อยู่อาศัย UL 9540 ให้ Enphase Energy เป็นฉบับแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นอร์ทบรูค, อิลลินอยส์–16 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์  

ระบบการจัดเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ AC ของ Enphase Energy เป็นไปตามข้อกำหนดของ National Electrical Code 2017 ที่กำหนดสำหรับการใช้ในที่อยู่อาศัย/ใช้ในเชิงพาณิชย์ 

UL ซึ่งเป็นองค์กรด้านศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ได้ประกาศว่าได้ออกการรับรอง UL 9540 ให้ระบบการจัดเก็บพลังงานในที่อยู่อาศัยแบบครบวงจรของ Enphase Energy เป็นฉบับแรก (Model B280-1200-LL-I-US00-RF0) – http://s.ul.com/EnphaseESS ระบบดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของ National Code 2017

 UL Enterprise Logo / UL Logo (PRNewsFoto/UL)

โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20140721/129100 

ระบบการจัดเก็บพลังงานจะช่วยให้เจ้าของที่อยู่อาศัยหรือเจ้าของอาคารพาณิชย์สามารถจัดเก็บพลังงานได้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม หรือแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าอื่นๆ  ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าที่จัดเก็บไว้เพื่อช่วยลดความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากสาธารณูปโภคภายนอกและ/หรือใช้เป็นพลังงานสำรองเมื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าไม่สามารถทำได้ 

การจัดเก็บพลังงานมีความน่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังทำให้การรวมแหล่งพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบเครือข่ายไฟฟ้าสามารถทำได้อย่างง่ายดาย  แต่อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเครือข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัยระบบนี้ต้องใช้การผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบแบ่งส่วนและแหล่งพลังงานที่ใช้ใหม่ได้ที่ดีขึ้นในอีกระดับ ทำให้ระบบการจัดเก็บพลังงานอาจต้องการระบบพลังงานในที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยกว่าเดิม 

Enphase รู้สึกยินดีที่ผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ AC ที่น่าสนใจนี้ได้เป็นผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงานในที่พักอาศัยตัวแรกที่ได้รับการรับรอง UL9540 จากตลาดอเมริกาเหนือ การได้ร่วมทำงานกับ UL ช่วยให้เราสามารถส่งเทคโนโลยีการจัดเก็บของเราจากออสเตรเลียไปที่อเมริกาเหนือได้อย่างรวดเร็วและยังเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทุกรายการที่เกี่ยวข้องอีกด้วย” John Berdner, VP ของ Regulatory and Policy Strategy แห่ง Enphase Energy กล่าวเราได้เลือก UL เป็นผู้ออกการรับรองระดับโลกของเรา การได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดนับเป็นสิ่งมีค่ายิ่งในความพยายามครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สานต่อการทำงานร่วมกับ UL เพื่อขยายผลิตภัณฑ์สุดล้ำหน้าทั้งสองชิ้นนี้ไปที่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกต่อไป” 

ระบบที่ได้รับการรับรอง UL 9540 คืออะไร 

ระบบการจัดเก็บพลังงาน (ESS) ที่ได้รับการรับรอง UL 9540 นั้นประกอบด้วยตัวแบตเตอรี่แบบใช้อยู่กับที่ได้รับการรับรอง UL 1973 ที่ใช้ร่วมกับอินเวอร์เตอร์ที่ได้รับการรับรอง UL 1741  การที่ผลิตภัณฑ์มาตรฐานของ ULทั้งสองชิ้นได้รับการรับรองนี้มีความสำคัญต่อการได้รับการรับรองระบบ UL 9540 อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่มีการติดตั้ง ESS มากขึ้น ลูกค้า ระบบสาธารณูปโภค เจ้าของอาคารพาณิชย์ ผู้รับประกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และผู้ตรวจสอบระบบไฟฟ้า/อาคาร จะได้รับประโยชน์จากระบบเหล่านี้ที่เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของระบบ UL 9540 

แบตเตอรี่ AC ของ Enphase ประกอบด้วยตัวแบตเตอรี่แบบใช้อยู่กับที่ ผลิตโดย Eliiy Power Co., Ltd ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับการรับรอง UL 1973 และอินเวอร์เตอร์ที่ผลิตโดย Enphase ที่ได้รับการรับรอง UL 1741  และยังเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของ National Electric Code 2017 สำหรับอุปกรณ์ที่ลงรายการในบทความ 706 ที่ตีพิมพ์ล่าสุดเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บพลังงาน 

“เราอยู่ในจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่การจัดเก็บพลังงานกลายมาเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของวิธีการคิดของเราที่มีต่อการใช้ไฟฟ้าสำหรับบ้าน อาคาร และระบบสาธารณูปโภค” Ibrahim Jilani, Global Business Development Leader for Energy Systems ของ UL กล่าว  “เราดีใจที่จะประกาศว่า ระบบการจัดเก็บพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ระบบนี้เป็นระบบแรกที่เป็นไปตามข้อกำหนด UL 9540 และได้รับการรับรองจาก UL ประเภทของผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะแสดงให้เห็นอนาคตของพลังงานไฟฟ้าของทั่วทั้งโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งก็คือพลังงานแบบรวมอยู่ด้วยกันที่ถูกนำมาใช้ภายหลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยการนำใช้ใหม่หรือแหล่งกำเนิดทั่วไป” 

หากต้องการตรวจสอบรายการรวมหรือการรับรอง ผู้ใช้สามารถค้นหาwww.ul.com/database แล้วป้อนหมายเลขรุ่นในช่องใส่คำสำคัญ หรือค้นหาโดยชื่อบริษัท (เช่น Enphase Energy) และรหัสประเภท (“FTBW” คือรหัสประเภทสำหรับระบบการจัดเก็บพลังงาน) 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UL 9540 และการอัพเดท NEC 2017 โปรดลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาผ่านเว็บไซต์ในวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ในเวลา 10.00 ถึง 11.00 น. CST ในหัวข้อ NEC 2017 การอัพเดทเกี่ยวกับระบบพลังงาน (http://s.ul.com/NEC2017Webinar) ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือเยี่ยมชม http://www.ul.com/batteries สำหรับคำถามเกี่ยวกับการทดสอบผลิตภัณฑ์ การประเมิน หรือการรับรอง โปรดส่งอีเมลมาที่RenewableEnergyQuote@ul.com 

เกี่ยวกับ UL

ULเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยที่เป็นอิสระ ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 120 ปี ผู้เชี่ยวชาญเกือบ 10,000 รายปฏิบัติตามพันธกิจของULในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานและการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยสำหรับทุกๆคน ULได้ใช้การวิจัยและมาตรฐานต่างๆ เพื่อยกระดับ และตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง เราเป็นพันธมิตรกับบรรดาธุรกิจ ผู้ผลิต สมาคมการค้า และหน่วยงานกำกับดูแลระดับนานาชาติ เพื่อนำโซลูชั่นต่างๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง การทดสอบ การตรวจสอบ การให้คำปรึกษา และบริการด้านการศึกษาของเรา สามารถรับชมได้ที่ http://www.UL.com

ข้อมูลติดต่อ: Dagmar Ebaugh

Global PR & Social Media Manager

UL Commercial & Industrial
O: (678) 872.0320 C: +1 (404) 216.4354, dagmar.ebaugh@ul.com

ซีอีโอ “Envestnet | Yodlee” เตรียมร่วมอภิปรายในงาน Singapore FinTech Festival 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–16 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Anil Arora ซีอีโอของ Envestnet | Yodlee และรองประธานของEnvestnet Board เตรียมเข้าร่วมงาน Singapore FinTech Festival 2016ตอกย้ำทิศทางของบริษัทที่ต้องการรุกขยายธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก  

Envestnet | Yodlee (NYSE: ENV) ผู้นำด้านแพลตฟอร์มรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมบนคลาวด์สำหรับธุรกิจบริการด้านการเงินแบบดิจิทัล ประกาศว่า Anil Arora ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของEnvestnet | Yodlee และรองประธานของ Envestnet Board จะร่วมอภิปรายในงาน Singapore FinTech Festival เพื่อตอกย้ำถึงทิศทางของบริษัทที่ต้องการโฟกัสตลาดเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ด้วยการขยายบริการนอกเหนือไปจากของ Yodlee จนครอบคลุมบริการต่างๆของ Envestnetด้วย

Anil Arora กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้สนับสนุนงาน Singapore FinTech Festival ในตลาดที่มีความต้องการโซลูชั่นด้านข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาวะทางการเงินของลูกค้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เราภูมิใจนำเสนอบริการจาก Envestnet | Yodlee ให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อันประกอบด้วยบริการรวบรวมข้อมูลจาก Yodleeและโซลูชั่นอันหลากหลายจาก Envestnet ซึ่งรวมถึงการเพิ่มบริการใหม่ๆในส่วนของสินเชื่อและเครดิต ตลอดจนการเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ๆเพื่อการบริหารจัดการความมั่งคั่งอย่างมืออาชีพ เพื่อช่วยให้ลูกค้าในเอเชียแปซิฟิกบรรลุเป้าหมายทางการเงิน

Anil Arora มีกำหนดจะเข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Great Industry Debate: The FinTech Iron Throne” ในวันพุธที่ 16 พฤศจิกายน เวลา16.30 น.ตามเวลาสิงคโปร์ โดยมี Pauline Chiou ผู้ประกาศข่าวและนักข่าวของ CNBC เป็นผู้ดำเนินรายการ และจะมีการอภิปรายเกี่ยวกับประโยชน์ที่บุคคลและอุตสาหกรรมจะได้รับจากเทคโนโลยีทางการเงินที่มีความทันสมัย

งาน Singapore FinTech Festival ครั้งปฐมฤกษ์ ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ร่วมกับสมาคมธนาคารแห่งสิงคโปร์ (ABS) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 พฤศจิกายนนี้ โดยมีการทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงินตลอดงาน และคาดว่าจะได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากบริษัทสตาร์ทอัพ บริษัทเทคโนโลยี นักลงทุน สถาบันการเงิน สถาบันวิจัย ตลอดจนผู้เขี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากทั่วโลก

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Envestnet | Yodlee ได้ที่www.yodlee.com

เกี่ยวกับ Envestnet

Envestnet, Inc. (NYSE: ENV) เป็นผู้นำด้านบริการและเทคโนโลยีบริหารความมั่งคั่งครบวงจรสำหรับบริษัทด้านการเงินและที่ปรึกษาทางการเงิน โซลูชั่นของเราช่วยให้กระบวนการบริหารความมั่งคั่งมีความแข็งแกร่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งมอบความยืดหยุ่น ความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าอย่างเหนือชั้นให้แก่ลูกค้า Envestnet ช่วยยกเครื่องการบริหารความมั่งคั่งให้มีความโปร่งใส เป็นอิสระ ถูกต้อง และไว้ใจได้ ตลอดจนช่วยให้บริษัทและที่ปรึกษาเข้าใจลูกค้ามากขึ้น อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม

Advisor Suite ของ Envestnet ช่วยให้ที่ปรึกษาทางการเงินสามารถจัดการกับผลประโยชน์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและมีแนวปฏิบัติที่แข็งแกร่งขึ้น โดยมี Envestnet | PMC ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาด้านการจัดการหลักทรัพย์ คอยให้บริการด้านการค้นคว้าวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงบริการบริหารจัดการหลักทรัพย์ขั้นสูง ขณะที่ Envestnet | Yodlee เป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งนำเสนอบริการและแอปด้านการเงินให้แก่ผู้บริโภคหลายล้านราย ส่วน Envestnet | Tamarac ให้บริการซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการรายงาน การจัดการแนวปฏิบัติ รวมถึงการปรับพอร์ตการลงทุนให้สมดุล สำหรับบรรดาที่ปรึกษาทางการเงิน

ทั้งนี้ ที่ปรึกษากว่า 52,000 ราย และบริษัทกว่า 2,500 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา 16 จาก 20 แห่ง บริษัทโบรกเกอร์และบริษัทบริหารจัดการความมั่งคั่งรายใหญ่ที่สุด 38 จาก 50แห่ง ที่ปรึกษาด้านการลงทุนรายใหญ่ที่สุดกว่า 500 แห่ง ตลอดจนบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายร้อยแห่ง ต่างก็ใช้บริการและเทคโนโลยีของEnvestnet ซึ่งช่วยให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น คว้าใจลูกค้าได้เร็วขึ้น รวมถึงยกระดับประสบการณ์เชิงดิจิทัลของลูกค้าให้ดีขึ้น ตลอดจนช่วยให้บริษัท ที่ปรึกษา และลูกค้ามีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Envestnet ได้ที่ www.envestnet.comหรือติดตามทวิตเตอร์ @ENVintel (https://twitter.com/envintel)

Kepware Technologies เปิดตัว KEPServerEX(R) Version 6 ช่วยให้องค์กรเข้าถึงข้อมูลระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

พอร์ตแลนด์, เมน–16 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

แพลตฟอร์มเชื่อมต่อที่พร้อมใช้งานในองค์กร จะช่วยให้จัดการกับข้อมูลระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับการดำเนินงานให้ดีขึ้น 

Kepware Technologies ในเครือบริษัท PTC ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มเชื่อมต่อระดับอุตสาหกรรมรุ่นเรือธง KEPServerEX(R) Version 6 เพื่อตอบสนององค์กรทั่วโลกที่ต้องการยกระดับความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ความปลอดภัย และการสนับสนุน จุดที่มีการปรับปรุงในเวอร์ชั่นนี้ประกอบด้วย วิธีใหม่ในการปรับตั้งค่าจากระยะไกล ตัวเลือกภาษาเพิ่มเติมเพื่อรองรับตลาดสำคัญๆ ตลอดจนการอัปเดตครั้งใหญ่ในส่วนการแสดงผลและการให้อนุญาตฝั่งผู้ใช้

 Kepware Technologies manage data Infographic / Enterprise-ready connectivity platform enables industry to effectively manage data from complex industrial automation environments and improve operations (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20161108/437155-INFO

Kepware Technologies Logo / (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20161108/437156LOGO 

จอห์น แฮร์ริงตัน รองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของKepware กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดตัว Version 5 เมื่อปี 2552 ความต้องการการเชื่อมต่อของภาคอุตสาหกรรมก็เติบโตมหาศาล ด้วยความที่ Internet of Things (IoT) ยังคงมีอิทธิพลต่อภาคอุตสาหกรรม บริษัทต่างๆจึงต้องการโซลูชั่นครบวงจรที่สามารถสื่อสารและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีปริมาณและความหลากหลายมากขึ้น และต้องการความรวดเร็วกว่าเดิม เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่มีจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น KEPServerEX Version 6 ได้เพิ่มและปรับปรุงฟังก์ชั่นสำคัญๆ เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังพร้อมใช้งานในองค์กร มีความปลอดภัย และใช้งานง่าย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้เป็นอย่างดี 

KEPServerEX Version 6 ยกเครื่องการทำงานของเซิร์ฟเวอร์หลักและประสบการณ์ของผู้ใช้ เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อระดับอุตสาหกรรมที่รองรับ IoT โดยจุดที่มีการปรับปรุงประกอบด้วย 

– เปลี่ยนคำสั่งโปรแกรมผ่าน Configuration API: API รุ่นใหม่แบบ REST ช่วยให้ผู้ใช้ที่อยู่ข้างนอกสามารถเข้าระบบเพื่อเปลี่ยนการตั้งค่าผ่านแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม ลูกค้าสามารถปรับตั้งค่าต่างๆของ KEPServerEX จากซอฟต์แวร์ในองค์กรได้อย่างง่ายดาย ช่วยยกระดับความปลอดภัยและความร่วมมือระหว่างทีมไอทีและฝ่ายปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

– ตัวเลือกภาษาญี่ปุ่นและเยอรมัน: ฟีเจอร์หลักและไดรเวอร์ขั้นบนสุดสามารถแสดงผลในภาษาญี่ปุ่นและเยอรมัน เพื่อยกระดับการเข้าใช้งาน ผลิตภาพ และความปลอดภัยของ KEPServerEX สำหรับลูกค้าในญี่ปุ่นและเยอรมนี ตลอดจนบริษัทข้ามชาติทั่วโลก

พัฒนาเทคโนโลยี OPC UA แบบเนทีฟ: การพัฒนาเทคโนโลยี OPC UA หลักในแบบเนทีฟ ช่วยให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น มีการวินิจฉัยที่ดีขึ้น และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเสริมประสิทธิภาพฟังก์ชั่นการทำงานของ OPC UA ในอนาคต

อำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาต: ฟังก์ชั่น License Utility และ My Kepware ช่วยเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้และช่วยให้บริหารจัดการใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น ทำให้ลูกค้ามีเครื่องมือในการนำไปใช้งาน บริหารจัดการ และอัปเดตเซิร์ฟเวอร์อย่างราบรื่น

ปรับปรุงยูสเซอร์อินเทอร์เฟซ (UI) ให้ดีขึ้น: ยูสเซอร์อินเทอร์เฟซที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ช่วยให้การกำหนดโครงการและการนำมาใช้งานมีความราบรื่น และช่วยให้การมีปฏิสัมพันธ์กับ KEPServerEX มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้น การอัปเดตยังช่วยให้การใช้งานมีความปลอดภัยมากขึ้น มีผลิตภาพสูงขึ้น และเข้าถึงได้มากขึ้น

การรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง: ผนวกนโยบายการรักษาความความปลอดภัยไว้ในองค์ประกอบเซิร์ฟเวอร์หลัก ช่วยเสริมกลยุทธ์การปกป้องในเชิงลึกระดับอุตสาหกรรม โดยลูกค้าสามารถกำหนดการอนุญาตให้เข้าถึงระบบตามบทบาทหน้าที่ของผู้ใช้ 

โทนี เพน ประธานฝ่ายแพลตฟอร์มของ Kepware กล่าวว่า การเปิดตัว KEPServerEX Version 6 ช่วยให้เราสามารถนำเสนอการเชื่อมต่อที่มีความปลอดภัยและพร้อมใช้งานในองค์กรออกสู่ตลาด ลูกค้าของเราจะได้รับประโยชน์จากการโยกย้ายที่ง่ายดาย ซึ่งช่วยให้มีระยะเวลาการทำงานสูงสุด ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการด้านผลิตภาพในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็พร้อมรองรับความต้องการในอนาคต” 

KEPServerEX เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อระดับอุตสาหกรรมที่ใช้โปรโตคอลการสื่อสาร OPC และ IT ในการจัดหาข้อมูลระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมเพื่อการใช้งานในองค์กร แพลตฟอร์มดังกล่าวมีมากกว่า 150device drivers และ client drivers รวมถึงปลั๊กอินขั้นสูง ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์และแหล่งข้อมูลอื่นๆนับพันรายการ 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม 

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ KEPServerEX Version 6

ดาวน์โหลดโปรแกรมเดโม

ติดต่อตัวแทนของ Kepware ที่โทร +1 888-KEPWARE (537-9273) ต่อ 208 หรืออีเมล sales@kepware.com

เกี่ยวกับ Kepware, Inc.

@Kepware Technologies เป็นธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ในเครือบริษัท PTC Inc. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน บริษัทนำเสนอโซลูชั่นซอฟต์แวร์อันหลากหลายเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติเข้ากับซอฟต์แวร์ และเปิดการใช้งาน Industrial Internet of Things ทั้งนี้ Kepware ให้บริการลูกค้าในสายงานอันหลากหลาย ตั้งแต่ในโรงงาน แท่นขุดเจาะน้ำมัน ไปจนถึงฟาร์มกังหันลม ครอบคลุมตลาดแนวดิ่งต่างๆทั่วโลก เช่น ภาคการผลิต น้ำมันและก๊าซ ระบบอัตโนมัติภายในอาคาร ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค และอื่นๆอีกมากมาย Kepware ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 และปัจจุบันจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 100 ประเทศ ผู้ประกอบธุรกิจหลายพันรายนำโซลูชั่นซอฟต์แวร์ของKepware ไปใช้พัฒนาการดำเนินงานและประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.kepware.com 

เกี่ยวกับ PTC

PTC มีเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ในปี 2529 เราได้ปฏิวัติการออกแบบดิจิทัล 3 มิติ ปัจจุบัน แพลตฟอร์ด IoT และ AR ชั้นนำของเรา รวมถึงโซลูชั่นที่รับการพิสูจน์มาแล้ว ได้เชื่อมโยงโลกแห่งความจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์วิธีที่คุณจะใช้ในการพัฒนา นำเสนอ และให้บริการผลิตภัณฑ์ PTC ช่วยให้ผู้ผลิต พันธมิตร และนักพัฒนาจากทั่วโลก สามารถทำประโยชน์สูงสุดจากIoT ที่กำลังมีอนาคตสดใส ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมแห่งอนาคต 

เว็บไซต์: http://www.ptc.com/

ทวิตเตอร์: http://twitter.com/PTC

บล็อก: http://www.ptc.com/blogs

PTC, โลโก้ PTC, Kepware, โลโก้ Kepware และ KEPServerEX เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PTC Inc. หรือบริษัทในเครือทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Torey Penrod-Cambra

Kepware Technologies

โทร. +1 (207) 775-1660

อีเมล: torey.penrod-cambra@kepware.com

Jaguar เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า I-PACE Concept Car สุดตื่นตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอสแอนเจลิส—15 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Jaguar ผ่านการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality หรือ VR) เป็นรายแรกของโลก

– Jaguar ฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยการสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์คาร์ที่มีรูปลักษณ์แบบซูเปอร์คาร์ สมรรถนะเทียบชั้นรถสปอร์ต พื้นที่กว้างระดับรถเอสยูวี รวมเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งเดียว

รถสปรินเตอร์รองรับการขับขี่ระยะไกล ด้วยอัตราเร่ง 0-60 ไมล์/ชั่วโมงในเวลาราว 4 วินาที วิ่งได้ไกลกว่า 500 กม. (ตามมาตรฐานNEDC)และชาร์จไฟฟ้าได้รวดเร็วด้วยความจุแบตเตอรี 90kWh

พร้อมระบบขับแบบออลวีลไดร์ฟตามการใช้งานของผู้ขับขี่ โดยขับเคลื่อนผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ซึ่งให้แรงบิด 700Nm และให้กำลัง 400PS

– Jaguar ยืนยันการผลิต I-PACE คาดพร้อมวิ่งบนท้องถนนในปี2561 ด้วยสมรรถนะการขับขี่แม่นยำ กระฉับกระเฉง อย่างที่ไม่เคยพบในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่น

ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์แบบ VR ส่งตรงข้ามทวีปเป็นเจ้าแรกของโลก ผู้ที่รับชมล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกเสมือนจริง เพื่อสัมผัสกับ I-PACE Concept โดยใช้เทคโนโลยีจากผู้นำระดับโลกอย่าง HTC VIVE(TM) และ Dell Precision
แฟนๆของ Jaguar รวมถึงแขกและลูกค้าคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นJames Corden, Michelle Rodriguez, Miranda Kerr และ David Gandy ได้สัมผัสโลกเสมือนจริงที่ไม่เหมือนใครแห่งนี้ร่วมกับเหล่าผู้สร้างสรรค์ยานยนต์

จับจองเป็นเจ้าของรายแรกๆได้แล้ววันนี้ที่ jaguar.com และคลิกที่ปุ่ม ‘I want one’

สามารถรับชมไฮไลท์สำคัญและรายละเอียดทั้งหมดของ Jaguar I-PACE Concept และนวัตกรรม VR ได้ที่ media.jaguar.com

คอนเซ็ปต์คาร์ Jaguar I-PACE Concept เป็นการเปิดศักราชใหม่ของJaguar การประกาศเปิดตัว Jaguar I-PACE ครั้งนี้เป็นการพรีวิวก่อนผลิต โดยจะมีการเผยโฉมจริงในปีหน้า และพร้อมวิ่งบนท้องถนนในปี 2561สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจับจองเป็นเจ้าของ I-PACE รายแรกๆได้ที่ jaguar.com

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161111/438236 )


(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161111/438237 )


(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161111/438238 )

ทีมวิศวกรและทีมออกแบบของ Jaguar ได้ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมรถยนต์ไฟฟ้าตามคำสั่งผลิต ผสานเข้ากับการออกแบบสุดตื่นตา จนได้ผลลัพธ์เป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ต 5 ที่นั่ง พร้อมระบบขับขี่อัจฉริยะเหนือระดับ ผนวกรวมเข้ากับสมรรถนะระดับรถเอสยูวี ทั้งหมดในรถยนต์หนึ่งเดียวคันนี้

Ian Callum ผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ กล่าวว่า: “I-PACE Conceptเป็นตัวแทนการออกแบบยานยนต์ไฟฟ้าแห่งยุคใหม่ ด้วยดีไซน์อันน่าตื่นตาตื่นใจ ผสานรูปลักษณ์แบบ cab-forward ล้ำสมัย พร้อมตกแต่งภายในอย่างงดงาม เรียกได้ว่าเป็นยานยนต์ที่สะท้อนถึงความเป็น Jaguar ได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับเทคโนโลยีระบบไฟฟ้า และรูปลักษณ์ร่วมสมัย

การเปิดตัวด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนวันนี้ ได้ยกระดับขีดจำกัดเทคโนโลยีขึ้นไปอีกขั้นเช่นกัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความไฮเทคของคอนเซ็ปต์คาร์นี้ด้วย ขณะนี้เรามีคอนเซ็ปต์คาร์เพียงหนึ่งรุ่น และวันนี้ก็ได้เปิดตัวที่แอลเอ โดยเป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนได้เปิดโอกาสให้เราสามารถแชร์เรื่องราวเหล่านี้ต่อผู้คนทั่วโลก ในรูปแบบimmersive ที่สมจริงที่สุดเท่าที่ทำได้

การเปิดตัวยานยนต์ในรูปแบบ ‘social VR’ ครั้งแรกของโลกที่ไม่เหมือนใครนี้ คาดว่าเป็นอีเวนท์ VR ผ่านการถ่ายทอดสดและการเชื่อมต่อที่ใหญ่ที่สุดนับจนถึงวันนี้ โดยตลอดทั้งวันมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 ราย ซึ่งล้วนได้เข้ามาสัมผัสกับพื้นที่เสมือนจริงที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมฉายภาพสองผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างยานยนต์อย่าง Ian Callum ด้วย Ian Hoban ในที่นี้ด้วย

จากศูนย์กลางของงาน VR ที่นครลอสแอนเจลิสและกรุงลอนดอน บรรดาแขกคนสำคัญทั้งสิ้น 66 ราย ซึ่งรวมถึงเหล่าคนดังระดับแถวหน้าอย่างMichelle Rodriguez, Miranda Kerr, James Corden และ David Gandyได้สวมเฮดเซ็ท HTC Vive Business Edition ที่ทำงานบนอุปกรณ์ Dell Precision เพื่อจำลองสถานการณ์ว่ากำลังอยู่ในคอนเซ็ปต์คาร์ และสื่อสารกับผู้ร่วมงานคนอื่นแบบสดๆ โดยในงานนี้ ผู้เข้าร่วมงานได้นั่งบนที่นั่งเสมือนจริงของคอนเซ็ปต์คาร์ พร้อมรับชมภาพเวนิสบีชแบบ 360 องศา กลางคอนเซ็ปต์คาร์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นล้อมรอบพวกเขาด้วยชิ้นส่วนทีละชิ้น จากนั้น I-PACE Concept จึงวิ่งฉิวข้ามทะเลทรายเสมือนจริง

Dr. Wolfgang Ziebart จาก Jaguar Land Rover กล่าวว่า:นี่เป็นนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะเหนือชั้น ซึ่งออกแบบขึ้นจากกระดาษเปล่าเพียงแผ่นเดียว โดยเราได้พัฒนาสถาปัตยกรรมขึ้นใหม่ และได้คัดสรรแต่เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่านั้น

I-PACE Concept พลิกประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมนำเสนอสมรรถนะที่ตรงตามความต้องการของผู้ขับขี่ เช่นเดียวกับการตอบสนองตามแบบฉบับของ Jaguar และเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง I-PACE จึงมีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าบนเพลาหน้า-หลัง ซึ่งให้กำลังรวมกัน 400PS และให้แรงบิด 700Nm เทียบชั้น F-TYPE SVR โดยสามารถเร่งเครื่องจาก 0-60ไมล์/ชั่วโมงได้ในเวลาประมาณ 4 วินาที ชาร์จไฟฟ้าได้เร็วผ่านเครือข่ายชาร์จไฟ 50 KW DC ดังที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน ซึ่งชาร์จให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ส่งผลให้วิ่งได้ไกลกว่า 220 ไมล์

ผู้เข้าร่วมงานยังมีโอกาสได้นั่งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังของ Jaguar I-PACE Concept เพื่อสัมผัสการตกแต่งภายในที่สวยงาม พร้อมค้นพบรายละเอียดและฟีเจอร์ต่างๆที่ซ่อนอยู่ ผ่านประสบการณ์เสมือนจริง

Ian Callum กล่าวว่าภายในของ I-PACE Concept ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยวัสดุระดับพรีเมียมและความใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่หลังคากระจกพาโนรามาราคาแพงแบบรถสปอร์ต เบาะนั่งที่เคลือบเงามันวาว ทุกฟีเจอร์ล้วนบ่งบอกถึงเครื่องหมายรับรองคุณภาพงานฝีมือแบบฉบับอังกฤษ

Alexander Horton ผู้อำนวยการฝ่าย VR ผู้โด่งดัง รับบทบาทเป็นผู้นำทิศทางการสร้างสรรค์ครั้งนี้ โดยเขาได้เปิดประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นรถยนต์ค่อยๆประกอบขึ้นรอบตัว จากนั้นรถยนต์ได้แล่นด้วยความเร็วจากดาวเคราะห์ดวงอื่นและตกลงบนพื้นโลก ก่อนที่จะพุ่งตรงมาถึงตัวผู้ชม ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงการมุ่งสู่อนาคตของ Jaguar

แพลตฟอร์ม VR รูปแบบใหม่อันน่าตื่นเต้นนี้ได้ทำลายขีดจำกัดยิ่งกว่าที่เคย ด้วยการผสมผสานระหว่างการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการถ่ายสอดสดในโลกแห่ง VR ดังนั้น บรรดาผู้เข้าร่วมงานทั้งในลอสแอนเจลิสและลอนดอนจึงสามารถสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานคนอื่นได้

คอนเทนต์ VR จากงานนี้สามารถรับชมได้ทาง Vive Port ผ่านแอปJaguar ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถสัมผัส I-PACE Concept ได้แม้อยู่ที่บ้าน

Jaguar ผนึกกำลังกับผู้นำด้าน VR จาก HTC, ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์จาก Dell รวมถึงครีเอทีฟเอเจนซี่อย่าง ReWind และImagination เพื่อสร้างประสบการณ์ VR ที่เชื่อมต่อทั่วโลกได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด

Hervé Fontaine รองประธานฝ่ายการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีความจริงเสมือนแบบ B2B จาก HTC กล่าวว่า “Jaguar Land Rover มีชื่อเสียงในเรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างถึงจิตวิญญาณ และเราตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี VR ผ่านอุปกรณ์ Vive Business Edition เพื่อทำให้การเปิดตัวรถยนต์ครั้งล่าสุดของ Jaguar มีชีวิตชีวามากขึ้น ทั้งนี้ การผสมผสานภาพที่ให้มุมมองและอารมณ์แบบภาพยนตร์เข้ากับเทคโนโลยี VR แบบ room-scale ของ Vive ทำให้ I-PACE Conceptสามารถมอบประสบการณ์สมจริงที่นำผู้ชมดำดิ่งเข้าสู่บรรยากาศได้อย่างเหลือเชื่อ และปฏิวัติการเปิดตัวรถยนต์แบบเดิมๆ ที่เราเคยเห็นไปอย่างสิ้นเชิง

Rahul Tikoo รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Dell Precision กล่าวว่า“Dell มีส่วนร่วมในเทคโนโลยี VR มายาวนาน และเราได้พัฒนาโมเดลธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ VR แห่งอนาคต ซึ่ง Jaguar I-PACE Concept ที่ออกแบบและนำเสนอด้วยเทคโนโลยี VRนั้น ถือเป็นการสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมอันน่าทึ่งที่สามารถเป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยี VR พร้อมเสริมสร้างศักยภาพอันจะนำไปสู่การพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆในท้ายที่สุด

Ross Wheeler หัวหน้าฝ่ายยานยนต์จาก Imagination กล่าวว่าถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แบรนด์ยานยนต์ระดับโลกใช้เทคโนโลยี VRอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด การเปิดตัวครั้งนี้จะทำให้Jaguar ก้าวนำประสบการณ์การรับชมรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทุกคนเคยเห็น ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกเชื่อมต่อกันแบบเรียลไทม์ พร้อมดื่มด่ำไปกับการรับชมรถยนต์ในบรรยากาศที่สมจริง และแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Jaguar กันแบบสดๆ

“Jaguar สร้างสุดยอดประสบการณ์และคืนกำไรให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำสมัยในการเปิดตัวรถยนต์ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคตของบรรดาแบรนด์ยานยนต์อย่างไม่ต้องสงสัย

Jaguar I-PACE Concept จะเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกในวันพุธที่ 16 พ.ย.นี้ ทีงานแสดงยานยนต์ลอสแอนเจลิสประจำปี 2559

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Jaguar I-PACE Concept รวมถึงชุดเอกสารประชาสัมพันธ์สำหรับสื่อมวลชนได้ที่ http://www.media.jaguar.com

นอกจากนี้ยังสามารถรับชมคอนเทนต์ในรูปแบบความจริงผสม (Mixed Reality หรือ MR) ที่นำเสนอการผสมผสานระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนได้อีกด้วย 

เกี่ยวกับ HTC VIVE™ 

VIVE เป็นแพลตฟอร์มความจริงเสมือน (VR) แพลตฟอร์มแรกที่พัฒนาโดยHTC และ Valve เพื่อสร้างโลกเสมือนที่มีความสมจริงอย่างที่สุด VIVE ได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อให้เป็นเทคโนโลยี VR แบบ room-scale และสร้างปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง โดย VIVE ถ่ายทอดประสบการณ์VR ด้วยเทคโนโลยีที่พลิกวงการและคอนเทนต์ที่ดีที่สุด ทั้งนี้ VIVE ได้รับรางวัลมาแล้วกว่า 65 รางวัล และได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2558 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://www.VIVE.com

ที่มา: Jaguar Land Rover

SHOPBOP ยกทัพดารา-เซเลบริตี้แถวหน้า เปิดตัวแคมเปญ #HolidayHowTo

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–15 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

SHOPBOP แหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ชั้นแนวหน้าสำหรับผู้หญิงทั่วโลก ได้ออกแคมเปญใหม่ต้อนรับเทศกาลวันหยุด ภายใต้ชื่อ #HolidayHowToโดยได้ยกทัพเหล่าคนดังและผู้ทรงอิทธิพลที่เป็นตัวท็อปของวงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น การแต่งบ้าน สตรีทสไตล์ และฟิตเนส เพื่อมาร่วมกันแบ่งปันเคล็บลับดีๆในแต่ละสัปดาห์ว่า พวกเขาและพวกเธอเลือกเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้กับ SHOPBOP ได้อย่างไร

 

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161114/439126

วิดีโอ   – https://www.youtube.com/watch?v=sNTv0aLqwAc

SHOPBOP.COM LOGO / Shopbop Logo.

โลโก้   – http://photos.prnewswire.com/prnh/20120831/NY65266LOGO

SHOPBOP ได้เผยแพร่แคมเปญนี้ในหลายช่องทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอีเมล โซเชียลมีเดีย และหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์ ด้วยรูปภาพที่สวยสะดุดตาและวิดีโอที่มีเนื้อหาโดดเด่น ซึ่งรองรับการแสดงผลได้ทั้งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน พร้อมกระตุ้นให้แคมเปญนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยการจัดกิจกรรมในอินสตราแกรม เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการแชร์เคล็บลับ #HolidayHowTo ในรูปแบบของตัวเอง โดยแคมเปญซึ่งนำโดยนักแสดงสาวอย่างเคท บอสเวิร์ธ และลูซี่ เฮล ยังได้ช่วยส่งเสริมคำแนะนำในการเลือกซื้อของขวัญสำหรับเทศกาลวันหยุดของ SHOPBOP ซึ่งได้เปิดตัวทั่วโลกไปเมื่อวันที่ 4พฤศจิกายนที่ผ่านมาอีกด้วย

ดาร์ซี เพนิก ซีอีโอของ SHOPBOP กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เปิดตัวแคมเปญ #HolidayHowTo ซึ่งมีเซเลบระดับโลกตบเท้าเข้าร่วมแคมเปญกันอย่างคับคั่ง โดยเราได้เลือกผสมผสานผู้ทรงอิทธิพลจากหลากหลายวงการ ซึ่งเป็นทั้งตัวแทนและผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าของเราจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งแคมเปญนี้ยังได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SHOPBOP ในการเป็นแหล่งรวมแบรนด์สินค้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า ผ่านการมอบเนื้อหาสาระที่ดึงดูดใจ และบริการเหนือระดับ”

กำหนดการเผยแพร่:

ลูซี่ เฮล: How to Get Dressed Up [14 พฤศจิกายน 2559]

ด้วยจำนวนผู้ติดตามในอินสตราแกรมกว่า 16 ล้านคน ดาราสาวและเจ้าแม่ไอทีผู้นี้ได้เปิดตัวแคมเปญด้วยการแบ่งปันเคล็บลับดีๆในการแต่งตัวให้สวยเลิศ พร้อมแนะนำไอเท็มเก๋ๆที่เหล่านางแบบชื่นชอบจากแบรนด์Carven, Stella และ Aquazzura

เคท บอสเวิร์ธ: How to Stay Home [5 ธันวาคม 2559]

เคท บอสเวิร์ธ ดาราสาวสุดคูลที่จัดจ้านทั้งเรื่องแฟชั่นและการออกแบบ จะมาโชว์ให้เราเห็นว่า แฟชั่นสำหรับอยู่บ้านแบบสบายๆ แต่ดูสวยชิคโดยไม่ต้องพยายามนั้นเป็นอย่างไร 

แพทริเซีย แมนฟิลด์: How To Gift Yourself [11 ธันวาคม2559] 

แพทริเซีย แมนฟิลด์ นางแบบและนักดนตรีสาวผู้ชื่นชอบแฟชั่นแนวสตรีทจากมิลานคนนี้ จะมาร่วมบอกเล่าถึงทิปดีๆในการปรนเปรอตัวเองด้วยไอเท็มสุดหรู

โจนาธาน แอดเลอร์: How to Holiday Décor [1 ธันวาคม 2559] 

โจนาธาน แอดเลอร์ ช่างปั้นดินเผา นักออกแบบ นักเขียน และกูรูด้านการออกแบบมากความสามารถ จะมาสาธิตถึงวิธีการที่จะสนุกไปกับช่วงเทศกาลวันหยุดในสไตล์ของชายฝีปากกล้าผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและความรอบรู้

เดอะ เออร์บัน บุช เบบี้: How to Gift Yourself [19 ธันวาคม2559]

ทีเค และ ซีพรีอาน่า ควอนน์ สองพี่น้องคู่ซี้เจ้าแม่แฟชั่นสายสตรีทจะมาบอกเล่าให้เราฟังว่า พวกเธอให้รางวัลตัวเองอย่างไรบ้างในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้

แคโรไลน์ แมกไกวร์: How to Gift Your Friends and Family [20 พฤศจิกายน 2559]

แคโรไลน์ แมกไกวร์ ผู้อำนวยการแฟชั่นและผู้เชี่ยวชาญด้านสไตล์ของSHOPBOP จะมาร่วมแบ่งปันวิธีการเลือกซื้อของขวัญให้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ

นิน่า อักดาล: How To Stay Fit [27 ธันวาคม 2559] 

ปิดท้ายแคมเปญนี้ด้วย นิน่า อักดาล นางแบบสาวสุดฮอตที่จะมาด้วยการสร้างแรงบันดาลให้กับคุณด้วยหุ่นสุดเป๊ะและบุคคลิกแสนขี้เล่นของเธอในคลาส “How To Stay Fit” 

เกี่ยวกับ SHOPBOP

SHOPBOP.com คือแหล่งรวมสินค้าช็อปปิ้งออนไลน์ในสไตล์ทันสมัย ที่ส่งมอบทางเลือกอย่างครอบคลุมและคัดสรรมาเป็นอย่างดีจากดีไซเนอร์ชื่อดังและดีไซเนอร์หน้าใหม่สำหรับผู้หญิงทั่วโลก SHOPBOP.com ให้บริการการเลือกสรรเสื้อผ้าและเครื่องประดับด้วยความรวดเร็ว จัดส่งสินค้าทั่วโลก และบริการคืนสินค้าฟรีในสหรัฐและแคนาดาสำหรับผู้หญิงใน 165ประเทศ ด้วยความร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆกว่า 1,000 แบรนด์ทั่วโลกSHOPBOP เป็นบริษัทในเครือของ Amazon.com Inc.

ติดต่อ

SHOPBOP

Sean Morrissey, PR

อีเมล: Seanwm@SHOPBOP.com

Corinthia Hotel London เข้าร่วมโครงการวิจัยสมองของมนุษย์นาน 1 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–15 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

Corinthia Hotel London ขึ้นแท่นโรงแรมแห่งแรกที่จะดำเนินโครงการ Neuroscience in Residence นานหนึ่งปี โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาสมองของมนุษย์

 Corinthia-Hotel-London-1 / Brain Power (PRNewsFoto/Corinthia Hotel London)

(รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161104/436339 )

Corinthia-Hotel-London-2 / Dr Tara Swart' (PRNewsFoto/Corinthia Hotel London)

(รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161104/436340 )

Corinthia-Hotel-London-3 / Corinthia Hotel London (PRNewsFoto/Corinthia Hotel London)

(รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161104/436341 ) 

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนธันวาคม 2560 Corinthia Hotel London โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในย่านไวต์ฮอลล์เพลสใจกลางกรุงลอนดอน จะร่วมมือกับดร.ทารา สวอร์ต (Dr. Tara Swart) นักประสาทวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ในการวิจัยความยืดหยุ่นทางจิตใจของพนักงานโรงแรมและแขกของโรงแรมที่เดินทางมาทำธุรกิจ โดยจะนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์วิธีจัดการความเครียดของกลุ่มตัวอย่างนี้ ไปจัดทำเป็นงานวิจัยฉบับพิเศษ “Brain Power Study” ในช่วงท้ายของโครงการ 

ผู้ร่วมโครงการทุกคนจะได้รับคำแนะนำที่ช่วยกระตุ้นสมองให้แสดงศักยภาพสูงสุดทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการนอนหลับ ระดับน้ำในร่างกาย การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการเจริญสติ 

ดร.ทารายังเตรียมจัดการเสวนาตลอดปีรวม 4 ครั้ง เพื่ออธิบายวิธีการนำศาสตร์ด้านสมองมาประยุกต์ใช้กับเรื่องต่างๆ ทั้งการเมือง เทคโนโลยี และธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้ร่วมโครงการจะได้เข้าใจว่า เพราะเหตุใดผู้มีอาการทางจิต ผู้ป่วยโรคหลงตัวเอง และผู้มีบุคลิกต่อต้านสังคม จึงมักเป็นผู้กุมอำนาจในฝ่ายบริหารขององค์กร 

ประสาทวิทยาศาสตร์ คือศาสตร์ที่บุกเบิกการวิจัยในเรื่องการทำงานของสมองซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมและกระบวนการรับรู้ ถือเป็นศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองและพฤติกรรมของมนษุย์อย่างสิ้นเชิง งานวิจัยแนวใหม่ของดร.ทาราจะช่วยให้ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยการเข้าใจและพัฒนาสภาพทางกายภาพของสมอง อันจะนำไปสู่ความยืดหยุ่นทางจิตใจและการปลดปล่อยศักยภาพของสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

แขกผู้เข้าพักและผู้ที่แวะเวียนมาที่ Corinthia Hotel Londonตลอดระยะเวลา 13 เดือนของโครงการสามารถยกระดับพลังของสมองด้วย Brain Power Package ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีเมนูบำรุงสมองที่รวบรวมสารอาหารที่จำเป็นในการสร้าง ป้องกัน และซ่อมแซมเซลล์สมอง พร้อมป้อนน้ำให้กับสมองด้วยเครื่องดื่ม Brain Power Drinks ที่คัดสรรเป็นพิเศษเพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ตลอดจนปลดปล่อยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วยการนวด Mindful Massage ที่มาพร้อม Yoga Nidra เต็มอิ่ม 2 ชั่วโมงที่สปา ESPA Life ภายในโรงแรม แพคเกจนี้ได้รับการรังสรรค์เพื่อช่วยลดความเครียดและเพิ่มสมาธิด้วยเทคนิคการหายใจและการนึกภาพ และช่วยให้ระบบกลิมพาติกซึ่งเป็นระบบกำจัดของเสียในสมองสามารถทำหน้าที่ที่จำเป็นได้ในยามค่ำคืน ด้วยการสร้างบรรยากาศในห้องพักที่ช่วยให้แขกไม่ถูกรบกวนขณะนอนหลับ 

ดร.ทารา สวอร์ต เป็นแพทย์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ นักฝึกอบรมภาวะผู้นำ นักเขียนมือรางวัล และวิทยากรอาวุโสที่ MIT Boston เธอคือนักฝึกอบรมภาวะผู้นำชื่อดังเพียงคนเดียวที่จบปริญญาเอกสาขาประสาทวิทยาศาสตร์และเป็นจิตแพทย์ด้วย 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ corinthia.com/london หรือทวิตเตอร์@corinthialondon หรืออินสตาแกรม @corinthialondon 

ที่มา: Corinthia Hotel London

Mahindra Comviva ติดโผ Gartner Magic Quadrant ด้านระบบงานบริหารลูกค้าและรายได้เบ็ดเสร็จสำหรับกลุ่มผู้ให้บริการการสื่อสาร ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวเดลี–15 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            Mahindra Comviva ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการโซลูชั่นสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประกาศว่า บริษัทได้รับการจัดอันดับในรายงาน Magic Quadrant ประจำปี 2559 ของการ์ทเนอร์ ด้านระบบงานบริหารลูกค้าและรายได้เบ็ดเสร็จสำหรับกลุ่มผู้ให้บริการการสื่อสาร (Gartner Magic Quadrant for Integrated Revenue and Customer Management (IRCM) for CSPs, 2016)(*) โดยบริษัทได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มผู้เล่นในตลาดเฉพาะ (Niche Player) จากการให้บริการโซลูชันการเรียกเก็บค่าบริการ (iPACS, mBAS) และชุดซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ลูกค้า Mobilytix[TM]

 Mahindra Comviva Logo / Mahindra Comviva Logo

            (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20130626/625127 )

            รายงาน Magic Quadrant สำหรับตลาด IRCM ของการ์ทเนอร์ ประกอบด้วยผู้ให้บริการการสื่อสาร (CSPs) ที่กำลังมองหาซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่หาซื้อได้โดยทั่วไป และสามารถแก้ปัญหาด้านระบบงานบริหารลูกค้าและรายได้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจ รายงานดังกล่าวได้ทำการประเมินชุดโซลูชันต่างๆ เพื่อพิจารณาความสามารถในด้านการวางบิล การดูแลลูกค้า การจัดเรท การคิดค่าบริการ การตั้งราคา งานบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้า การจัดการนโยบาย การไกล่เกลี่ยประนีประนอม การให้ลูกค้าบริการตนเอง ระบบวิเคราะห์และฟังก์ชั่นงานอื่นๆ

            Manoranjan Mohapatra ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของMahindra Comviva กล่าวว่า “เราขอยกความดีความชอบในครั้งนี้ให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ IRCM ที่ครบวงจร ตลอดจนแนวทางที่ยืดหยุ่นในการทำตามข้อกำหนดทางเทคนิคและธุรกิจ เพื่อความพึงพอใจในระดับสูงของลูกค้า ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ในเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการส่งมอบบริการที่ตรงเวลา ประกอบกับโซลูชั่นสำหรับบิ๊กดาตา การวิเคราะห์ บริการดิจิทัล และการส่งมอบคลาวด์ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของวงการโทรคมนาคมได้

            โซลูชั่นเรียกเก็บค่าบริการพร้อมใช้งานบนคลาวด์ของMahindra Comviva (iPACS และ mBAS) มีการติดตั้งแล้วมากกว่า 65 ครั้งทั่วโลก โดย iPACS ช่วยให้กระบวนการทางธุรกิจมีความเป็นเอกภาพ อาทิ การบริหารการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า การเรียกเก็บค่าบริการ การจัดหาทรัพยากร และการตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ ผ่านทางระบบวิเคราะห์และรายงานที่หลอมรวมเป็นหนึ่ง ขณะที่แพลตฟอร์ม mBAS ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถปรับปรุงยอดขายของผู้ขายบุคคลที่สาม รวมทั้งจัดการการชำระเงินของลูกค้าและการจัดสรรทรัพยากรต่างๆในแบบเรียลไทม์

            สำหรับชุดซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ Mobilytix ของ Mahindra Comviva นั้น มีการติดตั้งมากกว่า 40 ครั้งใน 25 ประเทศทั่วโลก และขยายขีดความสามารถให้ลูกค้ามากกว่า 500 ล้านราย Mobilytix ช่วยให้นักการตลาดได้มีเครื่องมือการตลาดที่อ้างอิงข้อมูลเป็นหลัก ทำให้พวกเขาสามารถมอบข้อเสนอทางการตลาดได้อย่างเรียลไทม์และเข้ากับสถานการณ์ ผ่านหลากหลายช่องทางและอุปกรณ์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายแบบต่อยอด (up-sell) และการขายพ่วง (cross-sell) โซลูชั่นนี้ส่งข้อความการตลาดดิจิทัล 800 ล้านข้อความต่อวัน มีความแม่นยำสูงถึง 60% สำหรับการคาดการณ์การยกเลิกบริการ และทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 5%

            ที่มา (*) Gartner, Magic Quadrant for Integrated Revenue and Customer Management for CSPs 17 October 2016 Norbert J. Scholz, Jouni Forsman, Amresh Nandan 

            ข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบ

การ์ทเนอร์ไม่ได้ให้การรับรองผู้จำหน่าย ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใดๆ ที่กล่าวถึงในรายงานการวิจัยของบริษัท และไม่ได้แนะนำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีเลือกเฉพาะผู้จำหน่ายที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดเท่านั้น รายงานการวิจัยของการ์ทเนอร์ประกอบด้วยความคิดเห็นขององค์กรวิจัยของการ์ทเนอร์ ดังนั้นจึงไม่ควรตีความว่าเป็นข้อเท็จจริง การ์ทเนอร์ปฏิเสธการรับประกันทั้งหมดเกี่ยวกับรายงานการวิจัยนี้ ไม่ว่าจะโดยชัดเจนหรือโดยนัย ซึ่งรวมถึงไม่รับประกันว่าขายได้หรือเหมาะกับวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง

            สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

            Sundeep Mehta

            Mahindra Comviva

            โทร. +91-124-481 9000

            อีเมล: pr@mahindracomviva.com

ที่มา: Mahindra Comviva