เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ คว้ารางวัล IMD-Lombard Odier Global Family Business Award

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์—7 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (Jebsen & Jessen Family Enterprise) บริษัทครอบครัวที่ก่อตั้งขั้นในฮ่องกงเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่19 ได้รับรางวัล IMD-Lombard Odier Global Family Business Awardครั้งที่ 21 ในงานประชุมสุดยอด Family Business Network International (FBN-I) ครั้งที่ 27 ณ เมืองซูโจว ประเทศจีน

IMD-Lombard Odier Global Family Business Award เป็นรางวัลที่จัดขึ้นโดยโรงเรียนธุรกิจไอเอ็มดี [http://www.imd.org/ ] และลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) หนึ่งในธนาคารเอกชนหลักของยุโรป รางวัลนี้เป็นที่ยอมรับในฐานะรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดสำหรับธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จ โดยตระหนักถึงคุณค่าของบริษัทที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการรวมผลประโยชน์ของครอบครัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับผลประโยชน์ของธุรกิจ และเป็นตัวอย่างในการผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อชุมชนในท้องถิ่นอย่างชัดเจน

ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็ม: http://www.imd.org/news/updates/imd-lombard-odier-global-family-business-award-2016/

โดมินิก เทอร์ปิน ประธานไอเอ็มดี กล่าวว่า เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นผู้นำความเป็นเลิศประเภทธุรกิจครอบครัว และประสบความสำเร็จในการรวมจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการที่อดทนเข้ากับความมุ่งมั่นอันแรงกล้าต่อความยั่งยืน สภาพแวดล้อม และคู่ค้าทางธุรกิจ

เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นวิสาหกิจครอบครัวรุ่นที่ 3ที่มีความหลากหลายทางธุรกิจสูง ครอบคลุมทั้งการกระจายสินค้า การผลิต ตลอดจนธุรกิจด้านวิศวกรรมและเหมืองแร่ บริษัทมีพนักงานกว่า7,700 คนทั่วโลก และมียอดขายราว 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้เป็นพันธมิตรกับบริษัทและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมาย อาทิ Air Liquide, Club Car, Demag, Dyson, Evonik Industries, Kronos, Pentax, Porsche, Toroและ Xylem เป็นต้น

แพทริก โอเดียร์ หุ้นส่วนผู้จัดการอาวุโสของลอมบาร์ด โอเดียร์ กล่าวว่าเจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นบริษัทดีเด่นที่ดำเนินธุรกิจตามแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่องค์กรอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

IMD-Lombard Odier Global Family Business Award ฉลองครบรอบ21 ปี โดยผู้ชนะรางวัลในปีที่ผ่าน ๆ มานั้นรวมถึง LEGO, S.C. Johnson, Hermès, Merck, Firmenich, Bel Group และ Bavaria

รายการอ้างอิง: สามารถรับชมภาพประกอบได้ทาง epa european pressphoto agency (http://www.epa.eu)

สื่อมวลชนติดต่อ:  

Matthew Mortellaro

IMD International

โทร. +41-21-618-0352

อีเมล matthew.mortellaro@imd.org

ที่มา: IMD International

ข่าวเกษตรรุ่น 23 คุณแม่ของยุพิน บุญอำพล ได้เสียชีวิต

ku23-title1 ku23-title2

2506-2556     Jubilee KU 23

 

สวัสดีครับเพื่อนๆ
ขอแจ้งข่าว  คุณแม่ของ ยุพิน บุญอำพล  ได้เสียชีวิต มีกำหนดตั้งศพที่ศาลา 17  วัดพระศรีมหาธาตุ  บางเขน
สวดถึง วันศุกร์ที่่ 11  พย. 59
ฌาปณกิจ วันอาทิตย์ที่ 13  พย. 59  เวลา 13.00 น  
วันชัย  จันทร์ฉาย  รายงาน

ข่าวเกษตรรุ่น 23 เดือน พฤศจิกายน 2559

ku23-title1 ku23-title2

2506-2556     Jubilee KU 23

ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2559 ฉบับ ไว้อาลัยเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต วันลอยกระทง(14 พย.)

ku23-59-11-01

ku23-59-11-02

การสิ้นพระชนม์
พระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร
วันสวรรคต 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สถานที่สวรรคต อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 16 โรงพยาบาลศิริราช
ประดิษฐานพระบรมศพ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
พระโกศ พระบรมโกศทองใหญ่
ฉัตร นพปฎลมหาเศวตฉัตร
พระเมรุ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559  เวลา 15.52 นาฬิกา ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช การสวรรคตของพระองค์สร้างความโศกเศร้าและเสียใจมากต่อประชาชนชาวไทยเป็นจำนวนมากรัฐบาลประกาศไว้ทุกข์ ถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 ปี สำนักพระราชวังมีหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพระหว่างวันที่  14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 – 21 มกราคม พ.ศ. 2560 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

สวัสดีครับเพื่อนสมาชิก KU.23 ทุกๆท่าน

เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) คณะที่ 36 ของสมัยประชุมที่ 71 ที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนครนิวยอร์ก ได้ประชุมนัดพิเศษเพื่อสดุดีและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยนายปีเตอร์ ทอมสัน ประธานสมัชชายูเอ็น เริ่มวาระด้วยการกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์กว่า 70 ปี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายต่อชาวไทย ยูเอ็นขอร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์ของไทย รัฐบาลและประชาชนชาวไทย แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9จากนั้นที่ประชุมได้ขอให้สมาชิกยืนสงบนิ่ง เพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อมา นายบัน กีมูน เลขาธิการยูเอ็น กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลและประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นพลังสำคัญของประเทศในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พระองค์ทรงทำให้ประเทศเกิดความมั่นคง ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาในด้านต่างๆจากนั้น ประธานกลุ่มยุโรปตะวันออกกล่าวว่า พระองค์ทรงทุ่มเทเพื่อความผาสุกของประชาชน ทุ่มเทอย่างหนักในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงเป็นที่รักของประชาชนประธานภูมิภาคแอฟริกากล่าวสดุดีว่า พระองค์ทรงเป็นนักพัฒนา และตลอด 70 ปี ทรงเป็นแสงสว่างส่องทางของประชาชนชาวไทย ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนา การสวรรคตของพระองค์เป็นการสูญเสียไม่เฉพาะแต่คนไทย แต่เป็นการสูญเสียสำหรับคนทั่วโลกขณะที่ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระองค์ ซึ่งทรงทุ่มเทชีวิตตลอด 70 ปีที่ผ่านมาเพื่อความผาสุกของประชาชน พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ปกครองประเทศนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในโลก การสวรรคตของพระองค์เสมือนการสูญเสียของคนทั่วโลกประธานกลุ่มภูมิภาคยุโรปตะวันตก กล่าวว่า พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ยาวไกล ทรงปฏิบัติภารกิจมากมาย

ด้านนางซาแมนธา พาวเวอร์ ทูตสหรัฐประจำยูเอ็น กล่าวว่า พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐมาโดยตลอด ที่สำคัญคือทรงประสูติในสหรัฐ พระองค์ทรงพยายามหาทางช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในไทย พระองค์เสด็จฯ ไปทุกภาคของประเทศ พัฒนาโครงการหลวงนับพันโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชน พระองค์ทรงเป็นยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเป็นเสมือนพระบิดาที่ชี้แนะทางแก้ปัญหาให้กับพสกนิกร ทรงริเริ่มโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เรียกว่าโครงการแก้มลิง พระองค์ทรงนำการพัฒนาแบบยั่งยืน พระองค์ทรงมีชีวิตเพื่อการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

ปิดท้ายที่นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เป็นผู้กล่าวถวายสดุดีเป็นคนสุดท้าย กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นเสมือนแสงสว่างนำทางการพัฒนาในประเทศไทย นับแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงทำงานเพื่อช่วยพสกนิกร จัดทำโครงการหลวงกว่า 4,000 โครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนในชนบท งานพัฒนาของพระองค์ได้รับการยอมรับทั่วโลก ในช่วงที่ประเทศประสบวิกฤติ พระองค์ทรงเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนชาวไทยมาตลอด.

สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์สรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ว่านางซาแมนธา พาวเวอร์ หัวหน้าคณะผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) เป็นหนึ่งในตัวแทนนักการทูตขึ้นเวทีกล่าวถวายราชสดุดีและเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวาระพิเศษของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
อรุณสวัสดิ์ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้ถือเป็นหนึ่งในรอบหลายวันที่ผ่านมาซึ่งดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ และได้มีโอกาสขึ้นเวทีกล่าวถ้อยแถลงในโอกาสสำคัญเช่นนี้
ในนามของสหรัฐอเมริกา ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชนัดดาทุกพระองค์  ตลอดจนปวงชนชาวไทยทุกท่าน ต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ไม่เพียงแต่พระองค์ทรงเป็นมหามิตรและพันธมิตรยาวนานของสหรัฐเท่านั้น พระองค์ยังทรงมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นเป็นการส่วนพระองค์กับประเทศของดิฉันเช่นกัน
พระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพบกันที่เมืองเคมบริดจ์ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สถานที่ซึ่งทั้งสองพระองค์ประทับเพื่อศึกษาวิชาการแพทย์และพยาบาล  โดยพระบรมราชชนกทรงรับการศึกษาด้านกาแรพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ส่วนพระบรมราชชนนีทรงรับการศึกษาวิชาพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชสมภพและประทับอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์เป็นเวลาไม่นานมาก แต่ในความเป็นจริง “กลิ่นอาาย” ของพระองค์อยู่สามารถสัมผัสได้ทั่วไปในเมืองเคมบริดจ์
ทั้งนี้ ที่ดิฉันสามารถพูดอย่างนี้ได้เป็นเพราะว่า ก่อนเข้ามาทำงานให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามา ดิฉันเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยรัฐประศาสนศาสตร์เคนเนดีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งในการเดินทางทั้งไปและกลับจากสถานที่ทำงานต้องผ่านบริเวณจัตุรัส “คิงภูมิพลอดุลยเดช” ทุกวัน บรรยากาศที่ดิฉันพบทุกครั้งจนเป็นปกติคือภาพของชาวไทยมาแสดงความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และบางส่วนก็จะบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกด้วย บรรยากาศแบบเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลเบริกแฮม แอนด์ วีเมน ที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งเป็นสถานที่พระบรมราชชนนีของพระองค์เคยทรงงานอยู่ ก็จะมีชาวไทยนำดอกไม้ สิ่งของ แผ่นป้ายข้อความวางวางเพื่อถวายสักการะและถวายความจงรักภักดี อีกหนึ่งตัวอย่างสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยมากเพียงใด
ย้อนกลับไปเกือบ 2 ทศวรรษที่แล้ว ผู้สื่อข่าวต่างชาติของเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ทูลถามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระองค์ทรงเป็นที่จดจำอย่างไร อย่างไรก็ตาม พระองค์ตรัสตอบว่าพระองค์ไม่ทรงสนพระทัยมากนักว่าประวัติศาสตร์จะจดจำพระองค์อย่างไร “หากพวกเขาต้องการเขียนถึงสิ่งที่ดีเกี่ยวกับข้าพเจ้า พวกเขาควรเขียนว่าข้าพเจ้าได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์อย่างไรบ้าง”
จากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ “การทำสิ่งที่มีประโยชน์” หมายถึงการหาทางแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบกับประชาชน ซึ่งพระองค์ทรงตระหนักดีว่า หนทางเดียวที่จะช่วยให้พระองค์ทรงทราบว่าจะทำสิ่งที่มีประโยชน์ได้อย่างไร และเข้าใจปัญหาได้อย่างถ่องแท้ คือการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่เห็นนั้นเพื่อทอดพระเนตรและทรงซักถามผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นด้วยพระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงเสด็จฯไปทั่วทุกพื้นที่ของแผ่นดินไทย  โดยเฉพาะพื้นที่ยากจนและห่างไกลความเจริญ ซึ่งการเสด็จฯของพระองค์ตามมาด้วโครงการตามแนวพระราชดำริหลายพันโครงการ
ไม่เพียงแต่สถานที่ที่พระองค์ดั้นด้นเสด็จฯไปเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำโลกหลายคนแทบไม่ค่อยทำกัน การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในพื้นที่เหล่านั้นน่าสนใจมากเช่นกัน พระองค์ทรงพบกับชาวบ้านด้วยพระองค์เอง ทั้งชาวประมง คนกรีดยาง ชาวนา เกษตรกร หรือครูโรงเรียนประถม
นอกเหนือจากการทรงมีพระปรีชามาสามารถอย่างยิ่งในการทรงแก้ไขปัญหาแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างให้พสกนิกรของพระองค์ปฏิบัติตามด้วย  ไม่ว่าจะเป็นในสายงานละเอียดอ่อนที่ต้องใช้ฝีมือหรือในงานเชิงวิทยาศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรรวมกันมากกว่า 40 รายการ  ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่พระองค์ทรงคิดค้น ทดสอบ และพัฒนาด้วยพระองค์เอง  โดยวัตถุประสงค์ของการทรงประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆมีเพียงข้อเดียว คือเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชน
หนึ่งในผลงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่น่าทึ่งมากคือ “โครงการแก้มลิง” ที่มาจากแนวพระราชดำริของพระองค์ และทรงพัฒนาต่อยอดด้วยพระองค์เอง เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยในไทย โดยพระองค์ทรงได้แนวคิดจากการทอดพระเนตรเพื่อศึกษาอุปนิสัยของลิงที่เก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มไว้กินทีหลัง แล้วนำ “หลักการของลิง” มาทรงใช้ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ เก็บน้ำไว้ใช้ในยามแล้งเพื่อให้ประชาชนของพระองค์มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ขณะที่โครงการในพระราชดำริอีกนับพันโครงการยังเป็นไปเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนเช่นกัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเยือนสหรัฐเมื่อปี 2503 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีดไวต์ ดี.ไอเซนฮาวร์ ขณะที่สภาคองเกรสกราบบังคมทูลเชิญให้พระองค์ทรงขึ้นเวทีเพื่อพระราชทานกระแสพระราชดำรัสด้วย ในเวลานั้นพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาเพียง 32 พรรษา โดยพระองค์ตรัสในตอนหนึ่งว่าการเสด็จเยือนสหรัฐ “เป็นความปรารถนาตามธรรมชาติในการกลับมายังสถานที่เกิด” คือเมืองเคมบริดจ์ แน่นอนพระองค์เสด็จเยือนเมืองเคมบริดจ์ด้วย สร้างสายสัมพันธไมตรีและแบ่งปันคุณค่าของมิตรภาพระหว่างสองประเทศ พระองค์ตรัสด้วยว่า “มิตรภาพระหว่างรัฐบาลหนึ่งกับรัฐบาลหนึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แต่มิตรภาพระหว่างบุคคลคือเครื่องการันตีสันติภาพและความก้าวหน้า”
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตรัสต่อที่ประชุมสภาคองเกรสด้วยว่า หนึ่งในวัฒนธรรมและค่านิยมที่สำคัญของคนไทยคือ “ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว” เพราะ “สมาชิกในครอบครัวไม่เคยทอดทิ้งกัน จะช่วยเหลือกันเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ การให้มีคุณงามความดีในตัวเองอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นสรรเสริญทุกวัน และไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าจะได้รับการให้กลับมา  การที่ผู้รับมีความยินดีและซาบซึ้งสร้างความรู้สึกเดียวกันแก่ผู้ให้ และข้าพเจ้าจะยึดมั่นปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไป”
พระราชดำรัสดังกล่าวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบ่งบอกการดำเนินพระราชจริยวัตรของพระองค์ในตลอดพระชนม์ชีพได้เป็นอย่างดียิ่ง พระองค์ทรงให้ พระองค์ทรงทำเพื่อทุกคนโดยไม่ทรงหวังผลตอบแทน พระองค์ทรงไม่เคยมีพระราชประสงค์รับคำสรรเสริญจากใคร พระองค์ทอดพระเนตรพสกนิกรของพระองค์คือสมาชิกในครอบครัว  ชาวไทยทุกคนโชคดีมากที่มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นสมาชิกในครอบครัว และโชคดีมากด้วยที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินรอยตามพระราชปณิธานของพระองค์.
ฝ่ายข่าวต่างประเทศเดลินิวส์

ku23-59-11-03

ศ.ดร.บรรเจิด คติการ ได้เสียชีวิตแล้ว ตั้งศพที่ศาลา 11 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน สวดเวลา 18.30 -19.00 น.ถึงวันที่ 7 พย.2559 พระราชทานเพลิงศพวันอังคารที่ 8 พย.2559 เมรุ 1 เวลา 16.00 น.

**ผู้ตรวจเฉลียว **   ประธาน ก๊วนกอล์ฟ KU.23 ขอเชิญนักกอล์ฟไปประลองฝีมือส่งท้ายปีเก่าที่สนามงูวันที่ 25 พย.2559  **อ.แจ๋ว –ชัยวัฒน์ ** รื้อฟื้นความหลังช่วงที่พวกเราอยู่ปี 1 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดชได้เสด็จทรงปลูกต้นนทรี 9 ต้นเมื่อวันที่ 29 พย.2506 ในวันที่ 29 พย.2559 จะเป็นปีที่ครบรอบ 53 ปีนนทรีทรงปลูกทางมก.จึงขอเชิญศิษย์เก่าและปัจจุบันที่หน้าหอประชุมเพื่อถวายความอาลัย เวลา 17.00 น.

อย่าลืมเดือนนี้เรามีนัดกันที่ห้องอาหาร สหโภชน์ ในวันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2559  อย่าลืมไปเจอกันนะครับ

วันชัย  จันทร์ฉาย  รายงาน

ผลวิจัยเผยการปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยประหยัดพลังงานได้ทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อัมสเตอร์ดัม4 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

45ของไฟฟ้าทั่วโลกถูกนำไปใช้ในมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องปั๊ม เครื่องระบายอากาศ และคอมเพรสเซอร์ ทว่ามอเตอร์และระบบเหล่านี้มักล้าสมัยและกินไฟมาก ดังนั้น การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของมอเตอร์และระบบดังกล่าวจะช่วยให้ทั่วโลกสามารถประหยัดไฟได้มากกว่า 1,350 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh)

ศูนย์วิจัยพลังงานแห่งเนเธอร์แลนด์ (ECN) ประเมินว่า หากทำได้เช่นนั้นจริง การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ 200 แห่งทั่วโลกก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป โดยเจฟฟรี ซิปมา นักวิจัยประจำ ECN กล่าวว่า เรารู้สึกแปลกใจมากที่มอเตอร์ไฟฟ้ากินไฟมากขนาดนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากินไฟมากกว่าอุปกรณ์ส่องสว่างถึง 2.5 เท่า เราสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ เพียงแค่ปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบเหล่านี้

เราสามารถประหยัดพลังงานมหาศาลได้ด้วยวิธีง่ายๆ เริ่มจากการเปลี่ยนไปใช้มอเตอร์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟลง 10สำหรับมอเตอร์ขนาดเล็ก และ 5สำหรับมอเตอร์ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีนโยบายที่จะช่วยให้ภาครัฐบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ นั่นคือ Minimum Energy Performance Standard (MEPS) หรือมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ นอกจากนี้ เรายังสามารถประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ (Variable Speed Drive) ในเครื่องปั๊ม เครื่องระบายอากาศ และคอมเพรสเซอร์ รวมถึงการซ่อมแซมรอยรั่ว การใช้ระบบจัดการมอเตอร์ การเปลี่ยนเครื่องปั๊มหรือเครื่องระบายอากาศ ตลอดจนการปรับปรุงทางเทคนิคและอื่นๆ ความจริงแล้ว การประหยัดพลังงานจะได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่เราสามารถประมาณการได้ค่อนข้างแม่นยำด้วยการสำรวจการใช้พลังงาน (Energy Audit) ทั้งนี้ มีการประมาณการว่าภาคอุตสาหกรรมจะสามารถลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 20ส่วนภาคบริการจะลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 15% อย่างไรก็ดี การบรรลุเป้าหมายในการประหยัดพลังงานให้มากขึ้นต้องอาศัยนโยบายอื่นๆ นอกเหนือไปจาก MEPS

ECN เชื่อว่าการปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยให้นานาประเทศมีโอกาสบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนหลายข้อตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ขณะที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ประเทศที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ และได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นเพื่อศึกษาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดย ECN ก็เป็นสมาชิกรายหนึ่งในคณะทำงานนี้ด้วย

ECN ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลทั่วโลกในการออกแบบและบังคับใช้แผนแม่บทเพื่อปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบที่ใช้กำลังไฟฟ้าขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การยื่นมือเข้าช่วยเหลือรัฐบาลอินโดนีเซียในการพัฒนาแผนงานเพื่อปรับปรุงมอเตอร์และระบบต่างๆในอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยคุณซิปมา กล่าวว่า “เราเริ่มจากแผนแม่บท ต่อด้วยการจำแนกอุตสาหกรรมหลักที่ใช้พลังงานสูงสุด และสร้างรายชื่อที่เรียงลำดับตามความสำคัญ จากนั้นเราจะพูดคุยกับรัฐบาลเพื่อกำหนดเป้าหมาย นอกจากนั้นเรายังวิเคราะห์ระบบที่เกี่ยวข้องพร้อมกับปลูกจิตสำนึกให้แก่ภาคธุรกิจไปพร้อมๆกัน รวมทั้งให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในการคำนวณ กระตุ้น และอัดฉีดงบประมาณสู่ทั้งระบบด้วย”

ตัวอย่างของความสำเร็จที่ขอหยิบยกขึ้นมานำเสนอ ประกอบด้วย การที่บริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งสามารถลดการใช้ไฟฟ้าของระบบหล่อเย็นด้วยน้ำได้ถึง49% ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากถึง 80,000 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะเดียวกัน บริษัทปิโตรเคมีแห่งหนึ่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ 34 ตัว ก็สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 28% และคืนทุนภายใน 5 เดือน นอกจากนี้ ยังมีโรงงานทอผ้าที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 59% ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ 15 ตัวในระบบระบายอากาศ และคืนทุนได้ภายใน 1 ปีเท่านั้น

ที่มา: ECN

ECMWF เปิดตัวระบบ “ERA5” มิติใหม่แห่งการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เรดดิ้ง, อังกฤษ–4 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

หนึ่งปีหลังจากที่มีการบรรลุข้อตกลงปารีส ทางศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (European Centre for Medium-Range Weather Forecastsหรือ ECMWF) ได้เปิดตัวเครื่องมือติดตามสภาพอากาศทั่วโลกที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ “ERA5”

 ECMWF Daily mean surface air temperature / Daily mean surface air temperature for January 2016 from ERA5 (PRNewsFoto/ECMWF)

Daily mean surface air temperature for January 2016 from ERA5 (PRNewsFoto/ECMWF)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20161102/435664 )

ECMWF Mean spread of surface air temperature / Mean spread of the ERA5 ensemble for surface air temperature in January 2016 (PRNewsFoto/ECMWF)

Mean spread of the ERA5 ensemble for surface air temperature in January 2016 (PRNewsFoto/ECMWF)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20161102/435665 ) 

การเปิดเผยข้อมูลชุดแรกจากการใช้ ERA5 ในการติดตามสภาพอากาศเป็นเวลา 2 เดือน ถือเป็นความก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่งของ ECMWF ในการวิเคราะห์สภาพอากาศซ้ำๆ

ERA5 พัฒนาขึ้นโดย Copernicus Climate Change Service ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และอยู่ภายใต้การดูแลของ ECMWF โดยเครื่องมือใหม่ล่าสุดในตระกูล ERA นี้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในหลายๆด้าน ได้แก่

มีความละเอียดเชิงพื้นที่มากขึ้น

– ประมาณค่าตัวแปรทางบรรยากาศทุกชั่วโมง

– แสดงค่าความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง

– ใช้ผลการติดตามสภาพภูมิอากาศจากดาวเทียมมากขึ้น

เข้าถึงข้อมูลการติดตามสภาพภูมิอากาศได้ทั้งหมด 

การวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศโลกซ้ำๆ ถือเป็นข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจและติดตามกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต การวิเคราะห์ซ้ำๆ เป็นการผนวกข้อมูลจากการสำรวจทางอุตุนิยมวิทยาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เข้ากับโมเดลพยากรณ์อันทันสมัย โดยใช้เทคนิคกลมกลืนข้อมูล (data assimilation) ที่เดิมพัฒนาขึ้นสำหรับการพยากรณ์อากาศเชิงตัวเลข 

ERA5 ให้ข้อมูลตัวเลขแบบใหม่ที่อธิบายถึงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอยู่ รวมถึงประมาณค่าตัวแปรของบรรยากาศ เช่น อุณหภูมิอากาศ ความดันอากาศและแรงลมในระดับความสูงต่างๆ ตลอดจนตัวแปรผิวเผิน เช่น ปริมาณฝน ความชื้นในดิน และความสูงของคลื่นทะเล 

ฌอง-โนเอล เธโปต์ หัวหน้า Copernicus Climate Change Service ของ ECMWF กล่าวว่า การติดตามสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การอธิบายกระบวนการทางกายภาพที่ดีขึ้น รวมถึงความละเอียดเชิงพื้นที่และเวลาที่สูงขึ้น ทำให้ ERA5 สามารถสร้างชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก รวมทั้งในการวิจัย การศึกษา และการค้า โดยนับเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลตัวแปรทางบรรยากาศเป็นรายชั่วโมง ด้วยความละเอียดตามแนวนอนที่ 31 กิโลเมตร และวัดจากพื้นผิวขึ้นไป 137 ระดับ สูงสุด 1 Pa (ประมาณ 80 กิโลเมตร)”

ERA5 ยังมาพร้อมกับอีกหนึ่งฟังก์ชั่นใหม่ นั่นคือ การจำลองสภาพภูมิอากาศพร้อมกัน 10 ชุด รองรับทุกตัวแปรและทุกระดับ โดยฟีเจอร์นี้ได้รับการสนับสนุนจากระบบ Ensemble of Data Assimilations (EDA) ที่ทาง ECMWF ได้พัฒนาขึ้น ระบบดังกล่าวทำหน้าที่คำนวณข้อผิดพลาดในการติดตามสภาพภูมิอากาศและในโมเดลการพยากรณ์อากาศ โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จะช่วยให้วิเคราะห์ตัวแปรต่างๆได้อย่างมั่นใจในทุกเวลาและทุกสถานที่

ERA5 เป็นเครื่องมือวิเคราะห์สภาพบรรยากาศโลกแบบซ้ำๆ โดยเป็นรุ่นที่ 5 ที่ ECMWF ได้พัฒนาขึ้นมา หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวระบบวิเคราะห์ซ้ำๆ เป็นครั้งแรกในยุค 1980 โดยใช้ชื่อว่า FGGE ตามมาด้วย ERA-15, ERA-40 และล่าสุดคือ ERA-Interim

เพื่อเป็นก้าวแรกในการส่งไม้ต่อจาก ERA-Interim มาสู่ ERA5 ทางเราได้เปิดเผยข้อมูลชุดแรกจากการใช้ ERA5 ในการติดตามสภาพอากาศเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนผ่านจาก ERA-Interim ได้ ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนับว่าเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวนาน 2 ปี ในการทยอยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถย้อนดูข้อมูลสภาพภูมิอากาศตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลทั้งหมดจาก ERA5 สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดได้ฟรี โดยอยู่ในส่วนคลังเก็บข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาของ ECMWF ในชื่อ MARS (Meteorological Archival and Retrieval System) ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถรับชมได้ผ่าน ECMWF Web API

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ 

ข้อมูลทั้งหมดจาก ERA5 ที่สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดได้ฟรีนั้น ประกอบไปด้วยข้อมูลที่มีความไม่แน่นอนตามแต่ตัวแปรต่างๆ โดยมีการนำเสนอข้อมูลทุกๆ 3 ชั่วโมง ด้วยความละเอียดตามแนวนอนที่ 62 กิโลเมตร ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับ ERA-Interim แล้ว ERA5 จะมีหลายๆตัวแปรที่เพิ่มเข้ามาใหม่ เช่น องค์ประกอบลม 100 เมตร เป็นต้น ส่วนฐานข้อมูลที่ประกอบด้วยผลการติดตามสภาพอากาศทั้งหมด รวมถึงข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการนำผลการติดตามดังกล่าวมาใช้ ก็จะเปิดให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ด้วยเช่นกัน โดยสรุปแล้ว ERA5 จะผลิตข้อมูลได้ประมาณ 5 เพตะไบต์ ทั้งนี้ ตัวอย่างข้อมูลจาก ERA5 ที่เผยแพร่ในวันนี้เป็นเพียงข้อมูลชั่วคราว ซึ่งอาจถูกแทนที่ด้วยข้อมูลที่เผยแพร่ในขั้นสุดท้าย 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ERA5 ได้ที่ https://climate.copernicus.eu/climate-reanalysis 

ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่พัฒนาและพยากรณ์อากาศทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ 34 ประเทศ ทั้งที่เป็นสมาชิกและพันธมิตรความร่วมมือ

ECMWF เป็นผู้ดำเนินการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service และ Copernicus Climate Change Service ในนามของคณะกรรมาธิการยุโรป และเป็นผู้ดูแล Copernicus Emergency Management Service

บรรดาสถาบันด้านวิชาการและสิ่งแวดล้อมจากทั่วทั้งยุโรป ซึ่งรวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยาของหลายๆประเทศ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนCopernicus จนประสบความสำเร็จ

สื่อมวลชนติดต่อ

Silke Zollinger

ผู้จัดการฝ่ายสื่อมวลชนและอีเวนต์

Copernicus Communication

ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF)

ที่อยู่: Shinfield Park, Reading, RG2 9AX, UK

อีเมลsilke.zollinger@ecmwf.int

โทร. +44 (0)118 9499 778

มือถือ: +44 (0) 755 477 3973

เว็บไซต์ecmwf.int | atmosphere.copernicus.eu | climate.copernicus.eu

ที่มา: ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF)

HubOne เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรของ Verizon ในออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซิดนีย์ – 4 พ.ย. พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

HubOne หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการวางระบบคลาวด์รายแรกๆของโลก ได้เข้าร่วมในโปรแกรมพันธมิตรของ Verizon (Verizon Partner Program) โดย HubOne จะนำเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย และคลาวด์ของ Verizon มาให้บริการแก่ลูกค้าทั่วประเทศออสเตรเลีย

VerizonHubOneLogo Logo / HubOne Logo and Verizon Logo (PRNewsFoto/Verizon)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161028/433869LOGO

Nick Beaugeard ซีอีโอของ HubOne กล่าวว่า ลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การใช้งานระบบดิจิทัล การเป็นสมาชิกของโปรแกรมพันธมิตรของ Verizon ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย และคลาวด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเปลี่ยนผ่าน นอกจากนั้นยังช่วยสนับสนุนการรุกเข้าสู่ตลาดด้วย

Verizon Partner Program สร้างโอกาสมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคแก่บรรดาผู้ให้บริการวางระบบ ผู้ให้บริการเสริม ตัวแทน และผู้ให้บริการโซลูชั่นต่าง ๆ เพื่อให้การส่งมอบและการใช้งานโซลูชั่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อความต้องการของกลุ่มธุรกิจระดับกลาง นอกจากนี้โปรแกรมดังกล่าวยังมีโครงสร้างที่เรียบง่าย และมีการจำแนกผลกำไรแบบลดหลั่นลงมา ซึ่งทำให้เหล่าพันธมิตรมีความยืดหยุ่นในการเลือกระดับการเข้าไปมีส่วนร่วม อีกทั้งยังมีเครื่องมือที่ใช้งานง่าย มีความชัดเจน และมีกระบวนการในการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

Robert Le Busque กรรมการผู้จัดการของ Verizon ประจำออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งพันธมิตรอย่าง HubOne จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับประกันว่า ในอนาคตผู้ประกอบธุรกิจในออสเตรเลียจะมีความพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ Verizon ยังจัดการฝึกอบรมและรับรองหลักสูตรอันครอบคลุมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่าง ๆ ของบริษัทอีกด้วย โดยบรรดาสมาชิกสามารถเข้าถึงทรัพยากรการตลาดที่มีอยู่อย่างมากมาย รวมถึงสามารถใช้ปัจจัยช่วยเหลือด้านการตลาดอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาการตลาด อีกทั้งยังสามารถเข้าร่วมงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นได้ตามระดับการเป็นสมาชิก

Verizon Enterprise Solutions สร้างเครือข่ายติดต่อได้ทั่วโลก ซึ่งกระตุ้นการเติบโต ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านธุรกิจ และผลักดันสังคมให้ก้าวหน้าต่อไป ด้วยโซลูชั่นที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์และบริการหากหลายประเภทจากทั่วโลกให้เลือกสรรผ่านแพลตฟอร์มระบบเคลื่อนที่ ระบบคลาวด์ ระบบเครือข่ายตามกลยุทธ์ และการสื่อสารขั้นสูงที่มีความปลอดภัย ซึ่ง Verizon Enterprise Solutions จะช่วยเปิดทางสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับนวัตกรรม การลงทุน และการพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจทั่วโลก

เกี่ยวกับ HubOne

HubOne มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครซิดนีย์ และมีสำนักงานย่อยอยู่ในแถบชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ บริษัทเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นระบบคลาวด์ล้ำยุคแก่องค์กรด้านการบริการระดับมืออาชีพในภูมิภาคโอเชียเนีย HubOne พัฒนา OnePractice(TM) ซึ่งเป็นโซลูชั่นสำหรับการจัดการเอกสารที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว โดยโซลูชั่นดังกล่าวได้ถูกรวมเข้ากับแพลตฟอร์มคลาวด์ของบริษัทไมโครซอฟท์และพร้อมให้บริการผ่านเครือข่ายพันธมิตร

Verizon Communications Inc. (NYSE, Nasdaq: VZ) มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครนิวยอร์ก บริษัทมีบุคลากร 162,000 ราย และทำรายได้เกือบ 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 Verizon เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายที่น่าเชื่อถือที่สุดของสหรัฐ ด้วยจำนวนการเชื่อมต่อรายย่อย 113.7 ล้านการเชื่อมต่อทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและความบันเทิงผ่านโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายไฟเบอร์ระดับแนวหน้าของประเทศ พร้อมทั้งยังให้บริการโซลูชั่นธุรกิจแบบครบวงจรแก่ลูกค้าทั่วโลก

ศูนย์สื่อออนไลน์ของ Verizon: สามารถรับชมข่าวประชาสัมพันธ์ ข้อมูลการติดต่อสำหรับสื่อ และทรัพยากรอื่น ๆ ได้ที่ www.verizon.com/about/news/ รวมทั้งยังสามารถรับข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ RSS feed ได้เช่นกัน โดยสมัครรับบริการได้ทาง www.verizon.com/about/rss-feeds/

สื่อมวลชนติดต่อ:

Nick Beaugeard

HubOne Pty Ltd

+61300 650 684

nick@hubone.com

Nilesh Pritam

Verizon Asia-Pacific

+65.6248.6599

nilesh.pritam@intl.verizon.com

มูลนิธิทีเอชนิค จัดโครงการ THNG CAMP ค่ายเครือข่ายไอทีเพื่อสังคมปีที่ 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (ทีเอชนิค) เตรียมเปิดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ Thailand Networking Groupครั้งที่ 6 (THNG CAMP#6) เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทั้งภาคไอทีและภาคสังคมเข้าร่วมโครงการเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลสู่ชุมชน โครงการนี้จะจัดในวันที่ 17-22 ธันวาคม 2559 ณ ชุมชนแม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก

        สำหรับกิจกรรมในปีนี้นั้นผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้จากวิทยากรทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยทุกคนจะได้รับภารกิจให้ร่วมกันสำรวจความต้องการของชุมชน, จัดทำอีคอมเมิร์ซของสินค้าชุมชน และร่วมกันให้ความรู้พร้อมทั้งแนะนำการใช้สื่อออนไลน์แก่คนในชุมชนอีกด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้นำเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าสู่ชุมชนให้นำไปใช้งานได้จริง และส่งเสริมให้คนในชุมชนใช้ไอทีเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์และขายสินค้าของชุมชนได้

        THNG CAMP#6 เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทั้งภาคไอทีและภาคสังคมที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดโครงการ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 30 คนจะได้เข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

        ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่ www.thng.in.th หรือติดต่อ มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (ทีเอชนิค)

        โทร. 0 2244 8261

Merck Partners with American Cancer Society to Address Cancer in Women

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

DARMSTADT, Germany–2 Nov–PRNewswire/InfoQuest

  • Cancer deaths in women are expected to increase to 5.5 million by 2030

Merck, a leading science and technology company, and the American Cancer Society (ACS) today released a report that shows all four of the top causes of cancer deaths in women worldwide are mostly preventable or can often be detected early, when treatment is more successful. The report, titled “The Global Burden of Cancer in Women,” is the first tangible output from an innovative partnership between Merck and the American Cancer Society focused on raising awareness and strengthening advocacy around women’s cancers.

“We are proud to partner with the American Cancer Society to address the impact cancer has on women worldwide,” said Belén Garijo, member of the Executive Board and CEO Healthcare at Merck. “This collaboration is a first-of-its-kind public-private partnership that recognizes that no one sector can tackle this challenge alone. Improving women’s health and well-being has an uplifting ripple effect on our world, and we know when women do better, our communities do better.”

The research examines the increasing impact of cancer among women in low- and middle-income countries – and outlines potential solutions to minimize the economic and societal impact of the disease for women, their families and healthcare systems.

Cancer is the second leading cause of death in women, with breast, colorectal, lung and cervical cancers claiming the most lives each year. With cancer rates on the rise as the global population grows and ages, the number of women who will lose their lives to cancer is expected to increase, particularly in low- and middle-income countries. In 2012, there were 3.5 million deaths among women due to cancer; by 2030 that number is expected to increase to 5.5 million deaths – a more than 57% increase in less than two decades. Increased education and prevention efforts will be essential to addressing this growing global health crisis.

“It’s incumbent upon both the public and private sectors, as members of the global health community, to find ways to reduce the impacts of cancer on women by increasing prevention and treatment, saving the lives of women across the globe,” said Ambassador Sally Cowal, senior vice president, global cancer control at the American Cancer Society.

In addition to the physical challenges women with cancer and their families experience, the burden of cancer also extends to the economy. The study found that in 2009, the global economic burden of cancer was estimated at about $ 286 billion, and much of that cost was due to premature death of members of the workforce. In the United States alone in 2008, years of productive life lost due to cancer in women corresponded to $ 82 billion, not to mention the many professional achievements that might have been realized.

The report was released at the World Cancer Congress during a Merck panel moderated by Ambassador Cowal. Other participants included HRH Princess Dina Mired of Jordan; Dr. Alise Reicin, Head of Global Clinical Development in the biopharma business of Merck; and Dr. Edward L. “Ted” Trimble, director, Center for Global Health at the National Cancer Institute.

This partnership will also catalyse the evolution of the American Cancer Society’s All of Me Young Scholars program, which aims to educate and cultivate health and civil society professionals in Brazil, Mexico, Colombia and India to affect meaningful change in prevention and early detection of cancers among women in low- and middle-income countries.

This report is part of Merck’s involvement with the Healthy Women, Healthy Economies initiative, which explicitly links the issue of women’s health and well-being with economic growth. The full “Global Burden of Cancer in Women” report is available http://www.cancer.org/research/cancerfactsstatistics/global-burden-cancer-in-women.

About the Healthy Women, Healthy Economies Initiative

Merck is a founding partner of the Healthy Women, Healthy Economies initiative, which brings together the evidence about women’s health and well-being and its impact on economic growth with the best practices that governments, employers and non-governmental organizations can follow. It aims to identify and implement policies that advance women’s health and well-being to increase their economic participation in the societies in which they live.

About the American Cancer Society

The American Cancer Society is a global grassroots force of more than three million volunteers saving lives and fighting for every birthday threatened by every cancer in every community. As the largest voluntary health organization, the Society’s efforts have contributed to a 20 percent decline in cancer death rates in the U.S. since 1991, and a 50 percent drop in smoking rates. Thanks in part to our progress, nearly 14 million Americans who have had cancer and countless more who have avoided it will celebrate more birthdays this year. We’re determined to finish the fight against cancer. We’re finding cures as the nation’s largest private, not-for-profit investor in cancer research, ensuring people facing cancer have the help they need and continuing the fight for access to quality health care, lifesaving screenings, clean air and more. For more information, to get help, or to join the fight, call us anytime, day or night, at 1-800-227-2345 or visit cancer.org.

About the American Cancer Society’s All of Me Young Scholars Program

The American Cancer Society’s All of Me Young Scholars program aims to educate and cultivate young health and civil society professionals around the world to bring their energy, voice and new ideas to the new and growing field of integration of women’s cancer prevention and early detection.

All Merck press releases are distributed by email at the same time they become available on the Merck website. Please go to http://www.merckgroup.com/subscribe to register online, change your selection or discontinue this service.

About Merck

Merck is a leading science and technology company in healthcare, life science and performance materials. Around 50,000 employees work to further develop technologies that improve and enhance life – from biopharmaceutical therapies to treat cancer or multiple sclerosis, cutting-edge systems for scientific research and production, to liquid crystals for smartphones and LCD televisions. In 2015, Merck generated sales of €12.85 billion in 66 countries.

Founded in 1668, Merck is the world’s oldest pharmaceutical and chemical company. The founding family remains the majority owner of the publicly listed corporate group. The company holds the global rights to the Merck name and brand. The only exceptions are the United States and Canada, where the company operates as EMD Serono, MilliporeSigma and EMD Performance Materials.

Merck Logo / Merck (PRNewsFoto/Merck)

     (Logo: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151207/293543LOGO )

Merck logo 1 Logo / Merck (PRNewsFoto/Merck)

     (Logo: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151019/278051LOGO )

Source: Merck

Kaneka North America, LLC เตรียมขึ้นราคาขายผลิตภัณฑ์ Kane Ace(R) Specialty Additives

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

พาซาดีนา, เท็กซัส–1 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์           

            บริษัท Kaneka North America, LLC เตรียมขึ้นราคาขาย off list ของผลิตภัณฑ์ Kane Ace(R) Specialty Additives เป็นครั้งที่ 2

            เนื่องจากวัตถุดิบหลักๆ มีต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางบริษัท Kaneka North America, LLC จึงจำเป็นต้องขึ้นราคาขาย off list ของผลิตภัณฑ์ Kane Ace(R) Specialty Additives ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป ตามรายละเอียดดังนี้ (หรือตามที่ตกลงกันหรือตามสัญญา)

ผลิตภัณฑ์

ราคาที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559

Kane Ace(R) MBS impact modifiers

$0.05/lb.

Kane Ace(R) Processing Aids

$0.03/lb.

Kane Ace(R) Acrylic impact modifiers

$0.03/lb.

Kane Ace(R) K-Blend – Performance modifiers

$0.03/lb.

            บรรดาผู้จัดการฝ่ายบัญชีจะติดต่อไปยังลูกค้าเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ ทางบริษัท Kaneka North America, LLC ให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกราย และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเรามาโดยตลอด

            เกี่ยวกับบริษัท

            Kaneka Corporation เป็นบริษัทระดับโลกที่ทำธุรกิจหลากหลาย โดยเป็นผู้ผลิตและ/หรือจัดจำหน่ายสารตัวกลางทางเภสัชกรรม เส้นใยสังเคราะห์ สารเคมีชั้นดี โพลีไอมายด์ฟิล์ม ส่วนประกอบอาหาร เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอื่นๆ ทั้งนี้ Kaneka North America, LLC เป็นบริษัทลูกของ Kaneka Americas Holding, Inc.

            ผลิตภัณฑ์ Kane Ace(TM) คือสารเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเรซินที่ทำจากอนุภาคโพลิเมอร์โครงสร้างหลายชั้น (เทคโนโลยี core-shell) ผลิตภัณฑ์นี้สามารถกระจายอย่างทั่วถึงในเรซิน และช่วยเพิ่มคุณสมบัติหลากหลายประการ บริษัท Kaneka เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสารทนแรงกระแทก สารทนความร้อน และสารหน่วงการติดไฟ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เสริมคุณสมบัติการกระจายแสงและคุณสมบัติอื่นๆ

            สื่อมวลชนติดต่อ

Craig Bastian

โทร. 281-291-3139

อีเมล: craig.bastian@kaneka.com

USG Boral ผู้ผลิตแผ่นยิปซัมตราช้าง คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Global Gypsum Awards ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ– 1 พ.ย. –พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์  

USG Boral คว้า 3 รางวัลจากทั้งหมด 6 รางวัล ได้แก่ “Global Gypsum Company of the Year”, “Global Gypsum Plant of the Year” และ “Global Gypsum Product of the Year”

USG Boral (หรือที่รู้จักกันในชื่อสยามยิปซัม [1] ในประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทวัสดุก่อสร้างชั้นแนวหน้า ได้รับ 3 รางวัลอันทรงเกียรติแห่งอุตสาหกรรมจากเวทีGlobal Gypsum Conference and Exhibition ประจำปีครั้งที่ 16 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161027/8521606934

Global Gypsum Conference เป็นงานที่ยิ่งใหญ่และได้รับการยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรมยิปซัม โดยสมาคม Global Gypsum ได้มอบรางวัลหลากหลายสาขาเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2549 เพื่อเชิดชูเกียรติบริษัทและผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นในอุตสาหกรรมยิปซัม

ในปีนี้ USG Boral ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลใน 3 สาขา ซึ่งรวมถึงการเข้าชิง 2 รางวัลในสาขา “Global Gypsum Plant of the Year” สำหรับผู้ชนะในแต่ละสาขาได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการ รวมถึงคะแนนโหวตจากสาธารณชน

1.  รางวัล Global Gypsum Company of the Year ผู้ชนะคือ USG Boral 

มีบริษัทผลิตแผ่นผนังและแผ่นยิปซัมจากทั่วโลกที่เข้าชิงรางวัลนี้ และท้ายที่สุดรางวัลก็ตกเป็นของ USG Boral หลังผ่านเกณฑ์การตัดสินอันเข้มงวด ซึ่งครอบคลุมถึงกลยุทธ์การบริหารจัดการ ความสัมพันธ์กับพนักงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ ประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม ประวัติด้านความปลอดภัย ความเป็นเลิศด้านการผลิต ผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยี และผลลัพธ์ทางการตลาด  

2.  รางวัล Global Gypsum Plant of the Year ผู้ชนะคือ โรงงานของ USG Boral ในจังหวัดสระบุรี ประเทศไทย

โรงงานในจังหวัดสระบุรีของ USG Boral ทำหน้าที่ผลิตแผ่นยิปซัมของสยามยิปซัมและแผ่นยิปซัมตราช้างทั้งหมดที่ขายในประเทศไทย โรงงานแห่งนี้มีความโดดเด่นกว่าโรงงานผลิตแผ่นยิปซัมอีกหลายร้อยแห่งทั่วโลก ทั้งในด้านความปลอดภัยของโรงงาน ผลิตภาพ นวัตกรรม ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม

3.  รางวัล Global Gypsum Product of the Year ผู้ชนะคือ ผลิตภัณฑ์ SHEETROCK(R) Plasterboard ของ USG Boral 

แผ่นยิปซัม SHEETROCK(R) Plasterboard ของ USG Boral (ในประเทศไทยรู้จักในชื่อแผ่นยิปซัมตราช้างพลัสที่ใช้เทคโนโลยีของชีตร็อคแบรนด์) มาพร้อมโครงสร้างหลักที่มีน้ำหนักเบา ทำให้ติดตั้งได้ง่ายและสะดวกสบาย จึงได้รับการยกย่องเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นนำในด้านนวัตกรรม คุณภาพ และประสิทธิภาพ รวมถึงการตอบสนองความต้องการของตลาด  

เฟรเดอริก เดอ รูจมง ซีอีโอของ USG Boral กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Global Gypsum Awards จากการทำงานทั่วภูมิภาคเอเชีย ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง นี่คือความสำเร็จที่เราขอแบ่งปันร่วมกับผู้ถือหุ้น พนักงาน และพันธมิตรของเรา ที่ต่างยืดมั่นในความปลอดภัย ความซื่อสัตย์ นวัตกรรม ความเป็นเลิศ และความร่วมมือมาโดยตลอด เราจะเดินหน้าพัฒนาแผ่นผนังและฝ้าเพื่อให้อาคารมีความแข็งแรงปลอดภัยต่อไป”  

โจ โฮล์ม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ USG Boral กล่าวว่า “รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาในการสร้างแผ่นผนังคุณภาพสูงสุด เราภูมิใจอย่างยิ่งกับทีมงานในจังหวัดสระบุรีที่อุทิศตนและมีความเป็นมืออาชีพ”

เกี่ยวกับ  USG Boral

USG Boral ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 จากการร่วมลงทุนระหว่าง USG Corporation และ Boral Limited โดย USG Boral ได้กลายเป็นผู้ผลิตและจัดหาระบบฝ้าและผนังยิปซัม ระบบฝ้าเก็บเสียงทำจากใยแร่ กรอบฝ้าทำจากโลหะ ยาแนว แผ่นฝ้าคุณภาพสูง และอุปกรณ์อื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง USG Boral มีพนักงานประมาณ 3,500 คน และเป็นเจ้าของโรงงานผลิต 24 แห่ง รวมถึงเหมืองแร่ยิปซัม 3 แห่ง ทั้งในออสเตรเลีย จีน ไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ โอมาน และซาอุดิอาระเบีย

เกี่ยวกับบริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด

บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2525 เพื่อดำเนินการผลิตและจำหน่ายแผ่นยิปซัมภายใต้เครื่องหมายการค้าตราช้าง สยามยิปซัมเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง USG Boral กับเครือซิเมนต์ไทย (SCG) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอันดับหนึ่งของประเทศไทย

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20161027/8521606934