LJUNGSTROM ผู้ให้บริการโซลูชั่นพลังงาน ยุติคดีฟ้องร้องผู้ผลิตในประเทศจีน ฐานละเมิดสิทธิบัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เวลส์วิล, นิวยอร์ก–1 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            LJUNGSTROM มุ่งมั่นที่จะปกป้องลิขสิทธิ์เทคโนโลยีอุ่นอากาศ (Air Preheater) ของบริษัท ทั้งนี้ ลูกค้าชาวจีนหลายรายได้ร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้อยคุณภาพ ซึ่งต่อมาพบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ลอกเลียนแบบชิ้นส่วนอุปกรณ์ทำความร้อน DNF(R) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วของ LJUNGSTROM เมื่อสืบทราบว่าสินค้าลอกเลียนแบบด้อยคุณภาพนี้ผลิตโดยผู้ผลิตรายหนึ่งในภาคใต้ของจีน LJUNGSTROM จึงได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีละเมิดสิทธิบัตรต่อศาลในเมืองจินหัว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อต้นปี 2559

LJUNGSTROM Logo / LJUNGSTRÖM, a division of ARVOS Group, is a global science and technology solutions leader for the thermal power plant market, with two key applications: air preheaters and gas-gas heaters. Headquartered in Wellsville, New York, LJUNGSTRÖM has a large global presence, with offices and factories in all major continents. Globally, LJUNGSTRÖM products save billions of dollars annually, and provide up to 25% less fuel consumption. In addition, efficiency improvement of LJUNGSTRÖM technologies has helped to reduce global warming by preventing over 50 billion tons of CO2 from being released into the atmosphere, contributing to a more sustainable and energy efficient world. LJUNGSTRÖM continues to be the world leader in bringing ground breaking innovations to market. For more information, visit www.ljungstrom-global.com. (PRNewsFoto/LJUNGSTRÖM)

            โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20161028/433824LOGO

            LJUNGSTROM และผู้ผลิตจีนได้บรรลุข้อตกลงยอมความ ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตรายดังกล่าวยุติการละเมิดสิทธิบัตรและจ่ายเงินเพื่อชดเชยความเสียหายมหาศาลจากกรณีละเมิดสิทธิบัตรที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นข้อพิสูจน์อีกครั้งว่า LJUNGSTROM คือผู้ผลิตอุปกรณ์ทำความร้อน DNF(R) ของแท้ ซึ่งผลิตได้มาตรฐานคุณภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานขั้นสูงของประชาชนชาวจีน

            การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของ LJUNGSTROM ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทในประเทศจีน “LJUNGSTROM มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเทคโนโลยีซึ่งเป็นที่ยอมรับและผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงซึ่งไม่มีผู้ผลิตรายใดทัดเทียม” Hybern Huo กรรมการผู้จัดการของ LUNGSTROM ประจำเซี่ยงไฮ้กล่าว เราพยายามให้ความช่วยเหลือโรงไฟฟ้าของจีนเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่ไม่คาดคิด ระบบล่ม และปัญหาการดำเนินงานต่าง ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการลอกเลียนเทคโนโลยีของเราอย่างด้อยคุณภาพและโดยไม่ได้รับอนุญาต

            เกี่ยวกับ LJUNGSTROM

            LJUNGSTROM ในเครือ ARVOS Group คือผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับตลาดโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน โดยมุ่งเน้นการใช้งานหลัก ๆ สองประเภท ได้แก่ อุปกรณ์อุ่นอากาศ (Air Preheater) และ อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (Gas-gas Heater) LJUNGSTROM มีการดำเนินงานอยู่ทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ที่เวลส์วิล รัฐนิวยอร์ก รวมทั้งมีสำนักงานย่อยและโรงงานกระจายอยู่ในทวีปที่สำคัญทั้งหมด

            ผลิตภัณฑ์ของ LJUNGSTROM ช่วยประหยัดรายจ่ายปีละหลายพันล้านดอลลาร์ทั่วโลก และช่วยให้การใช้พลังงานน้อยลงถึง 25% ส่วนเทคโนโลยีของLJUNGSTROM ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานนั้น ก็มีส่วนช่วยในการลดโลกร้อน ด้วยการป้องกันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 5 หมื่นตันขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้โลกมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพพลังงานมากขึ้น LJUNGSTROM เดินหน้าสานต่อความเป็นผู้นำระดับโลกด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่ก้าวล้ำออกสู่ท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่ www.ljungstrom-global.com

            ติดต่อ:   Clint Rankin, 423-708-8991, clint.e.rankin@arvos-group.com

Adxmi พัฒนา “SimulateIDFA” เทคโนโลยีใหม่ช่วยเก็บข้อมูลจากมือถือ iOS 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กว่างโจว, จีน–1 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

การอัปเดตฟีเจอร์ IDFA (Identifier for Advertisers) บนระบบปฏิบัติการ iOS 10 ของไอโฟน ทำให้ผู้บริโภคเห็นโฆษณาต่างๆน้อยลง ซึ่งเป็นผลเสียต่อผู้ลงโฆษณา IDFA ทำงานในลักษณะเดียวกับคุกกี้ แต่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าบนระบบ iOS หาก IDFA ถูกจำกัดการทำงานในระบบปิดอย่าง iOS ผู้ลงโฆษณาก็จะไม่ได้รับข้อมูลผู้ใช้มือถืออย่างเพียงพอ ดังนั้น บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีด้านการโฆษณาหลายรายจึงได้พยายามแสวงหาวิธีการใหม่ๆ ในการติดตามข้อมูลมือถือในแบบที่ผู้ลงโฆษณาสามารถใช้ได้จริง 

SimulateIDFA วิธีใหม่ในการติดตามข้อมูลมือถือ 

Youmi Technology ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Adxmi กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา SimulateIDFA เพื่อช่วยให้นักพัฒนา นักโฆษณา และแพลตฟอร์ม DSP สามารถติดตามข้อมูลมือถือระบบ iOS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการโฆษณาให้ได้มากที่สุด 

เราได้พัฒนาโซลูชั่นนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยได้รับอิทธิพลจาก OpenIDFA แต่มีความทันสมัยกว่าและสามารถติดตามข้อมูลมือถือระบบ iOS ได้ดีกว่า และที่สำคัญที่สุดคือ SimulateIDFA ไม่ขัดต่อนโยบายนักพัฒนาของแอปเปิล ทั้งยังเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วย 

ฟีเจอร์เด่นของ SimulateIDFA ประกอบด้วย 

1. ทำงานอย่างราบรื่น

ข้อมูลที่ฝังเข้าไปในแอป หรือ SDK ของ SimulateIDFA จะเป็นแบบเดียวกันกับ IDFA ขณะที่หลักการในการสร้าง SimulateIDFA เป็นแบบเดียวกับ OpenIDFAโดยเป็นการเข้ารหัสแบบ MD5 ที่มีความละเอียดในการเข้ารหัส 32 บิต และถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเปลี่ยนเฉพาะเมื่อมีการอัปเกรดระบบ และประกอบด้วยข้อมูลจากระบบ อุปรณ์ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล บริการหลัก และการอัปเดตไฟล์

สำหรับส่วนที่สองจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการรีสตาร์ทอุปกรณ์ โดยประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ เช่น เวลาในการทำงานของระบบ ประเทศ ภาษา และชื่ออุปกรณ์ 

2. อัตราการซ้ำต่ำ มีประสิทธิภาพสูง และป้องกันการหลอกลวง 

SimulateIDFA มีอัตราการซ้ำ (repetition rate) ต่ำกว่า OpenIDFA อย่างชัดเจน เนื่องจากอัลกอริทึมของ OpenIDFA เกี่ยวข้องกับวันและเวลา ซึ่งทำให้ค่าMD5 เปลี่ยนแปลงไป 

SimulateIDFA ทำงานได้อย่างราบรื่นในการติดตามข้อมูลระยะยาว เนื่องจากค่า MD5 ใน SimulateIDFA ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน โดยส่วนแรกที่มีขนาด 16 บิต จะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อมีการอัปเกรดระบบ สำหรับส่วนที่สองจะเปลี่ยนแปลงตามกิจกรรมของผู้ใช้ เช่น การรีสตาร์ทอุปกรณ์ การเปลี่ยนชื่ออุปกรณ์ ตลอดจนการเปลี่ยนภาษาหลักของเครื่อง 

สำหรับการป้องกันการหลอกลวงนั้น SimulateIDFA มาพร้อมกับอัลกอริทึมและซอร์สขั้นสูง ทำให้ดัดแปลงค่าได้ยาก 

3. ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรม 

SimulateIDFA เป็นเทคโนโลยีเก็บข้อมูลสำหรับผู้ลงโฆษณาบน iOS ซึ่งพัฒนาและต่อยอดมาจากเทคนิคการป้องกันการหลอกลวงรายวันบนแพลตฟอร์มของเราเอง SimulateIDFA ได้กำหนดนิยามใหม่ของความยืดหยุ่น อันเป็นผลมาจากการทดสอบขั้นสูงและการเปิดตัวใน Github โดยได้รับความยินยอมจาก MIT 

 การพัฒนา SimulateIDFA ได้ยกระดับความน่าเชื่อถือของโซลูชั่นดังกล่าว โดยทำให้ข้อมูลมีความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ เรายังมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่เปิดกว้างในหมู่นักพัฒนาด้วยกัน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับวงการโฆษณาบนมือถือของจีน 

 ทีมเทคโนโลยีของ Adxmi กล่าวว่า เราไม่ได้คาดหวังว่า SimulateIDFA จะเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมในระยะเวลาอันสั้น แต่สิ่งที่เราทำคือ การเปิดโอกาสใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการในจีน ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อรองรับการโฆษณาบนมือถือ โซลูชั่นแบบโอเพ่นซอร์สนี้เป็นที่ยอมรับในหมู่นักโฆษณา ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาการติดตามข้อมูลผู้ใช้และปัญหามาตรฐานข้อมูลได้ 

แอปเปิลอาจเปลี่ยนแปลงนโยบายในวันข้างหน้า และ SimulateIDFA จะเดินหน้าพัฒนาและปรับเปลี่ยนในจุดที่จำเป็นเช่นกัน สำหรับเราแล้ว ข้อมูลอุปกรณ์ที่ได้รับจาก IDFA มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการโฆษณาบนมือถือ นอกจากนี้ เราเห็นว่าควรให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล การต่อต้านการหลอกลวงบนมือถือ ตลอดจนการปรับปรุงโฆษณาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 

SimulateIDFA ผ่านขั้นตอนการทดสอบที่เข้มงวด 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/adxmi/ 

https://www.adxmi.com/ 

https://www.linkedin.com/company/adxmi 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Yolanda

อีเมล: yolanda@adxmi.com

โทร. +86-136-4086-4876

ผลการศึกษาชี้ร้านค้าเตรียมรับยอดขายคึกคักช่วงเทศกาลวันหยุด พร้อมแนะรับมือสินค้าสูญหายจากการขโมย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–1 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การศึกษาร้านค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกพบว่า การสูญหายของสินค้าอันเนื่องมาจากการลักขโมยนั้น 30% จะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาล ถึงแม้ร้านค้าทำยอดขายได้สูงขึ้นก็ตาม

รายงานการศึกษาวิจัยต้อนรับเทศกาลวันหยุดเผย ร้านค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะทำยอดขายสูงสุดและทำสินค้าสูญหายมากที่สุดในช่วงเทศกาล โดยรายงาน 2016 Retail Holiday Season Global Forecast ระบุว่า 32% ของสินค้าสูญหายซึ่งมีสาเหตุมาจากการลักขโมยทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งสินค้าที่เหล่ามิจฉาชีพโปรดปรานได้แก่ เครื่องแต่งกาย ของเล่นเด็ก อาหารประจำเทศกาล สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องสำอาง

การขโมยจากปัจจัยภายใน (หลักๆเกิดจากการลักขโมยของพนักงานและการลดทอนกิจกรรมที่ทำให้รายได้จากยอดขายลดลง) และปัจจัยภายนอก (หลักๆเกิดจากการลักเล็กขโมยน้อย/แก๊งลักขโมย) ซึ่งหมายรวมถึงสินค้าสูญหายนั้น เกิดขึ้นสูงสุดในช่วงเทศกาลวันหยุด ซึ่งเป็นช่วงที่ร้านค้าปลีกสามารถทำยอดขายได้ถึง 28%ของทั้งปี

การศึกษาวิจัยดังกล่าว ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนอย่างเป็นอิสระจาก Checkpoint Systems, Inc. จัดทำขึ้นโดยเออร์นี เดย์ล นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันสินค้าสูญหาย โดยให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในเรื่องความเสี่ยงทางธุรกิจที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ต้องเผชิญในช่วงเทศกาลวันหยุด รายงานนี้ครอบคลุม 13 ตลาดในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น

มาร์ค เจนเทิล รองประธานฝ่าย Merchandise Availability Solutions Asia Pacific ของ Checkpoint Systems กล่าวว่า “การสต็อกสินค้าในช่วงเทศกาลวันหยุดไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยสูงนั้น อาจเป็นสาเหตุให้รายได้จากการขายลดลง และถึงแม้ร้านค้าปลีกจะสามารถทำยอดขายได้มากขึ้นตลอดช่วงไตรมาส แต่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย อาทิ การลดราคาสินค้า หรือการขายสินค้าพิเศษ รวมไปถึงการสูญหายของสินค้าอันเนื่องมากจากถูกขโมย อาจทำให้รายได้จากการขายลดลงเช่นกัน รายงานฉบับนี้เปิดเผยว่า เกือบ 30% ของกิจกรรมที่ทำให้รายได้จากยอดขายลดลงนั้น มักเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะยิ่งทำให้สินค้าสูญหายมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มความตึงเครียดให้กับร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านที่ประสบกับสภาพแวดล้อมของตลาดค้าปลีกที่ยากลำบากต่อการประกอบธุรกิจอยู่แล้ว”

จากการศึกษาพบว่า ในบรรดาตลาดเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด ออสเตรเลียมีแนวโน้มว่าจะมีสินค้าสูญหายมากที่สุดในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ โดยอยู่ที่ 35% ตามด้วยญี่ปุ่น (31%) จีน (30%) และฮ่องกง (30%) ซึ่งอัตราของหายในช่วงนี้สูงกว่าช่วงสองไตรมาสแรกของปีนี้ถึงกว่า 30%

ต้นทุนสินค้าสูญหายต่อลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ต้องรับภาระหรือส่งผ่านจากผู้ค้าปลีกนั้น คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 32 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนในปี 2016 โดยหนึ่งในสามจะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุด ซึ่งการสูญหายที่เพิ่มขึ้นนี้สร้างภาระให้กับผู้ค้าปลีกอย่างมาก เช่นเดียวกับลูกค้าผู้ซื่อสัตย์ที่กลับต้องมาแบกรับภาระในการจ่ายเงินซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น

สำหรับผู้ค้าปลีก ค้าส่ง และผู้จัดจำหน่ายแล้ว สินค้าคงคลัง ซึ่งรวมถึงพื้นที่จัดเก็บ นับเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดในการประกอบธุรกิจ แม้ว่าการลดจำนวนสินค้าคงคลังจะช่วยลดต้นทุน แต่หากมีสินค้าคงคลังไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดปัญหาสินค้าหมดสต็อก สูญเสียรายได้ และสร้างความไม่พอใจแก่ลูกค้า ดังนั้น การรักษาสมดุลระหว่างสองปัจจัยนี้จึงจำเป็นอย่างยิงสำหรับการค้าขายให้ได้กำไรและเติบโตงอกงาม โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการค้าขายแบบหลายช่องทาง” นายเจลเทิลกล่าว

การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและกลยุทธ์การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีต่างๆ เช่น RFID จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการติดตามสินค้าระหว่างการขนย้ายจากห่วงโซ่อุปทานไปยังศูนย์กระจายสินค้า ห้องเก็บสินค้า และชั้นวางสินค้า และยังช่วยลดการขาดทุนอันเกิดจากปัญหาสินค้าสูญหายและสาเหตุอื่นๆ ซึ่งในที่สุดแล้วจะนำไปสู่การประหยัดต้นทุนสินค้าแต่ละชิ้น”

รายงานดังกล่าวเสนอแนะให้ผู้ค้าปลีกลงมือดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้:

  • อัปเดตโมเดลการวางแผนและผลประกอบการทางการเงิน เพื่อยกระดับการจัดส่งสินค้าในช่วงเทศกาล เนื่องจากปัจจุบันการสต็อกสินค้าสำหรับช่วงเทศกาลนั้นเริ่มเร็วกว่าเมื่อก่อน นอกจากนี้ผู้ค้าปลีกควรยกระดับการตรวจสอบสินค้าประจำเทศกาลวันหยุดด้วย
  • ติดตั้งเทคโนโลยีการวิเคราะห์สถิติ ณ จุดจำหน่าย เพื่อป้องกันสินค้าสูญหายจากสต็อก และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าชั้นวางสินค้าจะมีสินค้าพร้อมจำหน่าย พร้อมทั้งยกระดับมาตรการตอบโต้เพื่อการปกป้องสินค้า
  • จัดฝึกอบรมเรื่องการให้ความช่วยเหลือในช่วงเทศกาล เพื่อให้สามารถรับมือและจัดการกับความยุ่งยากที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลได้

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มความยาว 99 หน้าได้ที่ http://us.checkpointsystems.com/news-events/HolidayReport2016/

เกี่ยวกับ Global Forecast สำหรับ Retail Holiday Season

Retail Holiday Season Global Forecast 2016 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ผสมผสานระหว่างผู้ค้าปลีกชั้นนำจากแต่ละประเทศ และจากตัวชี้วัดนำรายได้และสินค้าสูญหาย นักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลการเงินสาธารณะเพื่อประเมินปัจจัยทางการเงินที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยอิงตามรายงานผลประกอบการประจำปีงบการเงิน 2015การวิจัยมุ่งเน้นไปที่กรณีศึกษาช่วงเทศกาลวันหยุด ซึ่งแบ่งผู้ค้าปลีกออกเป็น 3 กลุ่มหลักด้วยกัน ประกอบด้วย ร้านขายของชำ/ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และเครื่องแต่งกาย/แฟชั่น ซึ่งผู้ค้าปลีกเหล่านี้คือกลุ่มที่ประสบกับภาวะสินค้าสูญหายมากที่สุดเมื่อเทียบปีต่อปี

เกี่ยวกับ Checkpoint Systems, Inc. (  www.checkpointsystems.com )

Checkpoint Systems คือผู้นำระดับโลกที่ตอบโจทย์เรื่องความพร้อมของสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีก ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันสินค้าสูญหายไปจนถึงการติดตามสถานะของสินค้า Checkpoint เป็นธุรกิจในเครือของ CCL Industries บริษัทนำเสนอโซลูชั่นครบวงจรที่ช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถตรวจสอบสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์ เติมสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันสินค้าหมดสต็อก และลดการขโมยสินค้า อันจะเป็นการยกระดับความพร้อมของสินค้าและประสบการณ์ของผู้ซื้อ โซลูชั่นของ Checkpoint ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุที่บริษัทสั่งสมมานาน 45 ปี ตลอดจนนวัตกรรมป้องกันการสูญหายและการโจรกรรมระดับสูง ซอฟต์แวร์ระดับแนวหน้าของตลาด ฮาร์ดแวร์ RFID พร้อมทั้งขีดความสามารถอันครอบคลุมในการติดฉลากให้แบรนด์ การรักษาความปลอดภัยและติดตามสถานะของสินค้าตั้งแต่ออกจากแหล่งผลิตไปจนถึงชั้นวางสินค้า ลูกค้าของ Checkpoint ได้ประโยชน์จากยอดขายและกำไรที่เพิ่มขึ้น ด้วยการใช้โซลูชั่นที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความพร้อมของสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่ามีสินค้าพร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกที่ทุกเวลา

เกี่ยวกับ CCL Industries

CCL Industries Inc. เป็นผู้นำของโลกในด้านการบรรจุและการติดฉลากสินค้าชนิดพิเศษสำหรับบริษัท ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้บริโภคทั่วโลก บริษัทมีพนักงานประมาณ 9,600 คน มีโรงงานผลิต 87 แห่งใน 25 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป รวมทั้งมีสำนักงานอยู่ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา และเมืองฟรามิงแฮม รัฐแมสซาชูเซตส์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cclind.com หรือติดตามทางทวิตเตอร์ได้ที่ @CheckpointSys

เขตอู๋เจียงประกาศผู้ชนะการประกวดออกแบบสถาปัตยกรรมให้ “เมืองแห่งกี่เพ้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูโจว, จีน–1 พ.ย.–ซินหัว–เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

การแข่งขันออกแบบสถาปัตยกรรมสำหรับเมืองแห่งกี่เพ้า (Qipao Town International Architecture Design Competition) ณ เขตอู๋เจียง ประเทศจีน ปิดฉากลงอย่างงดงาม

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้มารวมตัวกันเพื่อตัดสินการแข่งขันออกแบบสถาปัตยกรรมสำหรับเมืองแห่งกี่เพ้า ณ เขตอู๋เจียง ประเทศจีน โดยมี ฉาง โจว สถาปนิกอาวุโสซึ่งได้รับการรับรองให้เป็นสถาปนิกชั้น 1 ระดับชาติ และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับเงินสนับสนุนพิเศษจากคณะรัฐมนตรีจีน ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตัดสิน อันประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอีก 9 ท่านจากมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆ รวมถึงเหล่าสถาปนิกชั้นนำในแวดวงสถาปัตยกรรม โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญได้ทำการพิจารณาผลงาน 99 ชิ้นทั้งจากในประเทศและต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ต่างๆ อาทิ รูปลักษณ์ความสง่างามของผลงาน การสะท้อนแก่นแท้ของสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบของเมืองแห่งกี่เพ้า ไปจนถึงความเกี่ยวเนื่องและสอดคล้องกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ก่อนจะตัดสินให้ทีม Weihao Tang เป็นผู้ชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้

รัฐบาลเขตอู๋เจียง เมืองซูโจว ร่วมกับคณะกรรมการบริหารเมืองใหม่อู๋เจียงไท่หู ตลอดจนเขตตากอากาศและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศไท่หัวตะวันออกของอู๋เจียง ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดดังกล่าวขึ้น โดยมีบริษัท Builtop Group จำกัด และนิตยสาร Time+Architecture เป็นผู้จัดงาน ขณะที่สำนักข่าวซินหัวประจำมณฑลเจียงซูได้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมทั้งในและต่างประเทศได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประกวดออกแบบสิ่งปลูกสร้างหลักในเมืองแห่งกี่เพ้า ภายใต้แนวคิดวัฒนธรรมดั้งเดิม + จิตวิญญาณแห่งช่างฝีมือโดยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวประกอบด้วย หอศิลป์หลัก 5 แห่ง” (พิพิธภัณฑ์กี่เพ้า สถาบันวิจัยกี่เพ้า โรงแรมธีมกี่เพ้า วิทยาลัยสตรีกี่เพ้า และศูนย์จัดแสดงกี่เพ้ากลางแจ้ง) สำหรับเป้าหมายของการแข่งขันคือ การใช้สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นในการสืบทอดมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงทำให้พื้นที่สาธารณะมีชีวิตชีวา ตลอดจนสร้างตัวอย่างในการพัฒนาเมืองขนาดเล็กด้วยผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมคุณภาพสูงและนวัตกรรมการออกแบบ ผ่านการ ระดมสมองและนวัตกรรมและ ความคิดสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมเพื่อสร้างรูปแบบวัฒธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองแห่งกี่เพ้า

การประกวดครั้งนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างทั้งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญและสาธารณชนทั่วไป นับตั้งแต่ประกาศเปิดรับผลงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และผลงานที่ส่งเข้าประกวดก็ได้แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติขั้นสูง 3 ประการ ได้แก่ ผลงานคุณภาพสูง สัดส่วนผู้เข้าแข่งขันจากต่างประเทศในระดับสูง รวมถึงผู้เข้าประกวดที่มีการศึกษาและความเชี่ยวชาญในระดับสูง เมื่อถึงกำหนดปิดรับผลงานในวันที่ 8 ตุลาคม ทางคณะกรรมการจัดงานก็ได้รับผลงานมากถึง 99 ชิ้น โดยผู้เข้าแข่งขันภายในประเทศส่วนใหญ่มาจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และกวางตุ้ง ในขณะที่ผู้เข้าแข่งขันจากต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน9.09% ของจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้เข้าแข่งขันที่มีดีกรีปริญญาโทหรือสูงกว่ายังมีสัดส่วนมากกว่า 49.5% ของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด

การแข่งขันครั้งนี้ปิดฉากลงอย่างงดงามด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย และจากนี้ไป เขตอู๋เจียง ซึ่งเป็นเมืองกี่เพ้าเล็กๆที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จะรักษามาตรฐานและจุดยืนให้อยู่ในระดับสูง รวมถึงเดินหน้าสานต่อโครงการก่อสร้างและการลงทุนต่อไป ในขณะเดียวกัน เขตอู๋เจียงจะยึดมั่นในมรดกทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมของเมือง โดยจะให้ความสำคัญกับกระบวนการขัดเกลาทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการสร้างสรรค์ผลงานชั้นเลิศของวิทยาลัยสตรี เพื่อส่งให้เขตอู๋เจียงก้าวขึ้นเป็นเมืองแห่งกี่เพ้าที่มีรากฐานมั่นคง ยึดมั่นในหลักศีลธรรม และส่งผ่านความรู้สึกสู่เพื่อนมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิ

ที่มา: คณะกรรมการจัดการแข่งขันออกแบบสถาปัตยกรรมสำหรับเมืองแห่งกี่เพ้า

AsiaNet 66369

Mederi เผยผลวิจัยครั้งใหม่หลังติดตามอาการผู้ใช้ Stretta นานถึง 10 ปี บนเวที UEGW

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นอร์วอล์ค, คอนเนคทิคัต–1 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วย 72% สามารถเลิกใช้ยารักษาโรคกรดไหลย้อน (GERD) หลังได้รับการรักษาด้วย Stretta ผ่านไปเป็นเวลา 10 ปี

Mederi Therapeutics เปิดเผยข้อมูลใหม่จากการติดตามอาการของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย Stretta therapy ผ่านไปเป็นเวลา 10 ปี บนเวที United European Gastroenterology Week (UEGW) ประจำปีนี้ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ข้อมูลดังกล่าวซึ่งรวบรวมโดย ดร.ลูกา ดูเกรา จากมหาวิทยาลัยโทริโน ประเทศอิตาลี ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย Stretta ผ่านไปเป็นเวลา 10 ปี มีอาการของโรคกรดไหลย้อนลดลงอย่างมาก และ 71.9% ของผู้ป่วยสามารถหยุดใช้ยายับยั้งการหลั่งกรด (PPI) ทั้งนี้ ผลการวิจัยของดร.ดูเกรา ได้รับการนำเสนอใน “Posters in the Spotlight Sessions” ซึ่งให้การยกย่องโครงการวิจัยที่โดดเด่นที่สุดในเวทีนี้

วิดีโอ – https://youtu.be/6BoNrwPORoQ

การวิจัยนี้ได้ติดตามผลการรักษาผู้ป่วย 251 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 57 รายที่ติดตามผลครบ 10 ปี โดยได้ค้นพบผลลัพธ์อันยั่งยืนและมีนัยสำคัญจากการรักษาด้วย Stretta ดังนี้

อาการแสบร้อนกลางอกและค่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน (HRQL) ดีขึ้นอย่างมาก

– ผู้ป่วย 71.9% (41 คนจากทั้งหมด 57 คน) สามารถหยุดใช้ยายับยั้งการหลั่งกรด หลังได้รับการรักษาด้วย Stretta ผ่านไปเป็นเวลา 10 ปี

– Stretta มีประสิทธิภาพในการจัดการกับอาการนอกหลอดอาหาร (extra esophageal) อันเป็นผลจากโรคกรดไหลย้อน

ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนประมาณ 30% ยังคงมีอาการของโรคแม้ได้รับยารักษาตามมาตรฐาน เช่น ยายับยั้งการหลั่งกรด (PPI) ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนมากก็มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาเป็นเวลานาน ดังนั้น Stretta จึงเป็นทางเลือกในการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยที่ยังมีอาการของโรคกรดไหลย้อนแม้ได้รับยารักษาแล้ว แต่ไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัด

Stretta เป็นวิธีการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด โดยเป็นเทคนิคการรักษาผ่านทางช่องปาก ด้วยการส่งพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) ระดับต่ำไปยังกล้ามเนื้อระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารโดยตรง ผลการวิจัยพบว่า กลไกดังกล่าวส่งผลให้กล้ามเนื้อหนาขึ้น และลดความหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อ ซึ่งช่วยให้สามารถขวางกั้นกรดไหลย้อนได้ดีขึ้น เกิดกรดไหลย้อนน้อยครั้งกว่าเดิม สัมผัสกรดน้อยลง และมีอาการดีขึ้น

ในการวิจัยหัวข้อ การใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุที่ไม่ก่อให้เกิดแผล (Stretta) ในการรักษาโรคกรดไหลย้อน ผลลัพธ์เมื่อติดตามอาการครบ 10 ปี(The use of non-ablative RF energy (Stretta) for the treatment of GERD. Ten years follow-up results) ดร.ดูเกราและคณะได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการแสวงหาทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการทานยาทุกวันเป็นเวลานานหรือไม่ต้องการผ่าตัด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอายุน้อย โดยดร.ดูเกรา กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังกลุ่มที่มีอายุน้อยมักไม่ต้องการทานยาทุกวันไปตลอดชีวิต และไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัดด้วยนอกจากนี้ ดร.ดูเกรายังชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลติดตามผล 10 ปีนี้มีความสอดคล้องกับการวิจัยระยะเวลา 10 ปีของโนอาร์และคณะ ซึ่งมีการเผยแพร่ทางวารสาร Surgical Endoscopy เมื่อปี 2557 โดยการวิจัยของดร.โนอาร์พบว่า ผู้ป่วย 64% ไม่ต้องใช้ยาอีก หลังได้รับการรักษาด้วย Stretta ผ่านไปเป็นเวลา 10 ปี โดยมีค่า GERD HRQL ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ป่วยเองก็มีความพึงพอใจสูง ทั้งนี้ ดร.ดูเกรากล่าวว่า “Stretta ได้รับการรับรองจากหลายๆโครงการวิจัยทางคลินิกว่าเป็นเทคนิคที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังได้รับการแนะนำจาก SAGES และ ASGE จึงนับเป็นตัวเลือกในการรักษาที่ใช้ได้จริงและสมควรนำไปรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน

เกี่ยวกับ MEDERI(R) และ STRETTA(R)

Mederi เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์นวัตกรรมใหม่ ที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) ที่ไม่ก่อให้เกิดแผลเพื่อรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร ผลการวิจัยกว่า 40 โครงการแสดงให้เห็นว่า Stretta Therapy มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกรดไหลย้อน ขณะที่ข้อมูลจากการติดตามผลเป็นระยะเวลานานแสดงให้เห็นว่า Stretta สามารถบรรเทาอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ยาวนานถึง 10 ปี ทั้งนี้ Stretta ถูกนำไปใช้ในการรักษามากกว่า 20,000 ครั้งทั่วโลก

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.stretta-therapy.com

ติดต่อ:

Kara Stephens

โทร. 407.765.1185

อีเมล: kara@pascalecommunications.com

Egli AG ผนึกกำลัง Fasa มุ่งเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องผลิตและบรรจุผลิตภัณฑ์นม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มารียัมโปเล, ลิทัวเนีย–2 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

บริษัทชื่อดังระดับโลกสองแห่ง ได้แก่ Fasa ผู้ผลิตเครื่องบรรจุสัญชาติลิทัวเนีย และ Egli AG ผู้ผลิตเครื่องทำมาการีนและเนยรายใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ ได้ผนึกกำลังกันเพื่อขยายฐานการผลิตและฐานลูกค้า รวมถึงจัดหาเครื่องผลิตและบรรจุแบบครบวงจร ตลอดจนยกระดับการบริการลูกค้าทั่วโลกให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 Egli-Fasa-Logo Logo / Egli AG and Fasa Logo (PRNewsFoto/Egli AG and Fasa)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161028/433859LOGO ) 

Karolis Samusis ซีอีโอของ Fasa เปิดเผยว่า “สวิตเซอร์แลนด์เป็นสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพสูง และด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ การควบคุมคุณภาพเครื่องจักรของ Fasa จะได้มาตรฐานยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า Egli AG เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงและเป็นผู้นำในตลาด และในตอนนี้ เราได้มีโอกาสผสานศักยภาพของ Egli AG เข้ากับความแข็งแกร่งของ Fasa เพื่อบุกตลาดใหม่ ลูกค้ากลุ่มใหม่ และภาคส่วนใหม่ ทาง Fasa ให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยหนุนให้เรามีความแข็งแกร่งมากขึ้นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง” 

Rudenz Egli ซีอีโอของ Egli AG กล่าวเสริมว่า “จากการติดต่อกับผู้แทนจำหน่ายอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร ดังนั้น ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายต่างรอคอยกันมานานในครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองบริษัทด้วยการหนุนยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับงานประจำวันและพันธสัญญาที่มีต่อพันธมิตรให้มากขึ้น นับแต่วันนี้ไป ผลิตภัณฑ์ภายใต้ความร่วมมือของ Fasa และ Egli AG จะใช้โลโก้ใหม่ที่แสดงถึงความร่วมมือของเรา” 

การผนึกกำลังของสองผู้ผลิตจะช่วยหนุนให้ยอดขายและอุปสงค์สินค้าปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน จะช่วยยกระดับกลยุทธ์ทางการตลาดและการจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความร่วมมือของทั้งสองบริษัทจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความหลากหลายของตลาดทั้งในลิทัวเนียและสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าใหม่จะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ครบวงจรที่หาได้ในที่เดียว ไม่ว่าลูกค้าจะต้องการผลิตเนยในบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ หรือต้องการมาการีนในบรรจุภัณฑ์สำหรับแบ่งขายปลีกก็ตาม 

บริษัท Egli AG ก่อตั้งในปี 2431 และได้ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำผู้พัฒนา ผลิต และซ่อมบำรุงเครื่องจักรผลิตเนย ผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง และมาการีน ให้แก่บริษัทในภาคอุตสาหกรรมและศูนย์วิจัยต่างๆ โดย Egli AG เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีพนักงานผู้เชี่ยวชาญรวม 50 ชีวิต 

บริษัท Fasa ก่อตั้งในปี 2502 ในฐานะผู้ผลิตเครื่องบรรจุให้กับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม อาทิ เนย มาการีน และผลิตภัณฑ์แปรรูปชนิดอื่นๆ โดยบริษัทได้ส่งออกเครื่องจักรไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานทั้งหมด 150 คน บริษัทมีรายได้ 5 ล้านยูโรในปี 2558 

ติดต่อ 

Marius Gorochovskis 

โทร. +(370)-699-23042 

อีเมล: marius@adverum.lt

 

ที่มา: Egli AG และ Fasa

นิวริม ฟาร์มาซูติคอลส์ ประกาศผลลัพธ์เชิงบวกในการทดลองยา “PedPRM” เผยช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับในเด็กที่เป็นโรคออทิซึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เทล อาวีฟ, อิสราเอล–2 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บริษัท นิวริม ฟาร์มาซูติคอลส์ (Neurim Pharmaceuticals) ประกาศผลลัพธ์เชิงบวกจากการทดลอง NEU_CH_7911 เฟสที่ 3 โดยพบว่ายา PedPRM(Paediatric Prolonged-Release Melatonin) บรรลุประสิทธิผลขั้นปฐมภูมิ โดยสามารถเพิ่มระยะเวลานอนหลับทั้งหมด (TST) ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก นอกจากนั้นยังบรรลุประสิทธิผลขั้นทุติยภูมิ โดยช่วยให้หลับง่ายขึ้นและหลับสนิทกว่าเดิม ส่วนข้อมูลความปลอดภัยของผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยา PedPRM และยาหลอก ก็แทบไม่มีความแตกต่างกัน

การวิจัยนี้เป็นการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดข้อมูลทั้งสองฝั่ง มีกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก เป็นแบบคู่ขนาน และทดลองในสถาบันหลายแห่ง (ทั้งในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา) โดยเป็นการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคออทิซึมหรือโรคพันธุกรรมระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และมีปัญหาในการนอนหลับ โดยผู้ป่วย (125 ราย) ที่อาการไม่ดีขึ้นแม้จะนอนหลับอย่างถูกสุขลักษณะ จะได้รับยาหลอกต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ จากนั้นจะถูกสุ่มและแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้รับยา PedPRM (2mg และอาจเพิ่มไปถึง 5mg) และอีกกลุ่มได้รับยาหลอก ในช่วงเย็นเป็นเวลา 13 สัปดาห์ โดยผู้ที่ผ่านการทดลองครบตามขั้นตอนจะได้รับยาPedPRM ในช่วงการทดลองแบบไม่ปกปิดเพิ่มเติมอีกเป็นเวลา 13 สัปดาห์ ทั้งนี้ ประสิทธิผลขั้นปฐมภูมิวัดจากค่าเฉลี่ยที่เปลี่ยนแปลงไปของระยะเวลานอนหลับทั้งหมด (ทั้งนอนตอนกลางคืนและนอนกลางวัน) ของกลุ่มที่ได้รับยา PedPRM และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก นับตั้งแต่ช่วงที่ได้รับยาหลอกทั้งสองกลุ่มไปจนสิ้นสุดการทดลองแบบปกปิดข้อมูลทั้งสองฝั่ง โดยข้อมูลการนอนของเด็กได้มาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง สำหรับผลการวิจัยดังกล่าวจะได้รับการนำเสนอในการประชุมทางการแพทย์ครั้งต่อๆไป

Dr.Tali Nir, DVM รองประธานฝ่ายกำกับดูแลและกิจกรรมทางคลินิกของนิวริม ฟาร์มาซูติคอลส์ กล่าวว่า “PedPRM ช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับง่ายขึ้นและหลับสนิทกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็มีความปลอดภัยด้วย และที่สำคัญคือ นอกจากจะช่วยให้เด็กหลับได้ดีขึ้นแล้ว เรายังพบว่าผู้ปกครองรู้สึกสดชื่นมากขึ้นในตอนกลางวัน และเด็กๆก็เข้าสังคมได้ดีขึ้นด้วย”

Prof.Nava Zisapel, PhD ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ของนิวริม ฟาร์มาซูติคอลส์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มียานอนหลับสำหรับเด็กที่ได้รับการรับรองประสิทธิภาพ เราจึงภูมิใจที่ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ในการรักษาที่ทั้งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สำหรับเด็กที่เป็นโรคออทิซึมและมีปัญหาในการนอนหลับอย่างรุนแรง รวมถึงครอบครัวของเด็กๆด้วย”

เกี่ยวกับ PedPRM

PedPRM คือยาที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับช่วงวัยที่กลืนยายาก และได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองการรักษาโรคนอนไม่หลับในเด็ก ภายใต้โครงการ PIPของสหภาพยุโรป

(http://www.ema.europa.eu/docs/en_GB/document_library/PIP_decision/WC500212192.pdf) และโครงการ IND ขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน มีผู้ป่วยหลายรายที่เข้าร่วมการทดลองแบบไม่ปกปิด และมีการติดตามผลต่อเนื่องเป็นเวลา 78 สัปดาห์ เพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของPedPRM ในระยะยาว ขณะเดียวกัน นิวริมกำลังเดินหน้ายื่นขอขึ้นทะเบียนยาตัวนี้

เกี่ยวกับ นิวริม ฟาร์มาซูติคอลส์

บริษัท นิวริม ฟาร์มาซูติคอลส์ จำกัด (http://www.neurim.com) คือผู้คิดค้นและพัฒนายารักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท โดยยา Circadin(R) ซึ่งเป็นยาของนิวริมตัวแรกที่ได้รับการรับรอง มีจำหน่ายในกว่า 45 ประเทศทั่วโลก

นิวริมมีไลน์ผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคนอนไม่หลับ โรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อม โรคต้อหิน และอาการเจ็บปวด

ติดต่อ

Sharon Elkobi

อีเมล: sharone@neurim.com

ที่มา: นิวริม ฟาร์มาซูติคอลส์

ผลสำรวจชี้การสอบ IELTS เป็นผลดีทั้งในด้านการเรียนและการทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ–2 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บริติช เคานซิล (British Council) ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้สอบ IELTS จำนวน 3,000 คน จาก 9 ประเทศในแถบเอเชียตะวันออก

บริติช เคานซิล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่เคยสอบ IELTS ในปี 2554-2556 จำนวน 3,000 คน จาก 9 ประเทศในแถบเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยผลสำรวจชี้ให้เห็นถึงผลดีของการเตรียมตัวและการสอบ IELTS ทั้งในด้านของหน้าที่การงาน การศึกษา และการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้

– 52% กล่าวว่า IELTS ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมเชิงวิชาการที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การฟังบรรยายและการเขียนรายงาน

– 63% กล่าวว่า การเตรียมสอบ IELTS ช่วยให้การเรียนรู้ในชั้นเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– 60% กล่าวว่า คะแนนสอบ IELTS ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถทางภาษาอังกฤษ มีประโยชน์ในการสมัครงานและการทำงาน

– 63% กล่าวว่า การเตรียมสอบ IELTS ช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันด้วยภาษาอังกฤษได้

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161101/8521606959

คำบรรยายภาพ: คำบอกเล่าของผู้เข้าสอบ IELTS

IELTS ประตูสู่โอกาสทางการศึกษาทั่วโลก

IELTS เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันมากกว่า 9,000 แห่ง ใน 140 ประเทศทั่วโลก ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 67% ในเอเชียตะวันออกเชื่อว่าคะแนน IELTS ช่วยให้สามารถเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาในต่างประเทศได้สำเร็จ ขณะที่ 68% กล่าวว่า คะแนน IELTS ช่วยกรุยทางไปสู่การศึกษาต่อในโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการ ทั้งนี้ คะแนน IELTS ช่วยให้ผู้สอบสามารถไขว่คว้าโอกาสและไล่ล่าความฝันในการศึกษาต่อใน 32ประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยมีสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา เป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ผลสำรวจระบุว่า 75% ของผู้สอบ IELTS ในประเทศไทย นำคะแนนสอบไปใช้ในการศึกษาต่อ โดยมีสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด (54%) ตามมาด้วยออสเตรเลีย (12%)

ผู้สอบ  IELTS มีความพร้อมมากขึ้นในการเรียน  

ผู้สอบจำนวนมากระบุว่า IELTS ช่วยให้มีความพร้อมในการเรียนมากขึ้น เพราะ IELTS ช่วยส่งเสริมทักษะการพูดและการเขียน รวมถึงพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการอ่านและการฟังอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ โดย 52% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า IELTS ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมเชิงวิชาการที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เช่น การฟังบรรยายและการเขียนรายงาน นอกจากนี้ 63% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า การเตรียมสอบ IELTS ช่วยให้การเรียนรู้ในชั้นเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า IELTS มีคุณค่าในฐานะการสอบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการศึกษาด้วย

คะแนน  IELTS ใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้ และยังสร้างโอกาสในการทำงานด้วย

ในโลกของการทำงาน ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า ชื่อเสียงของคะแนน IELTS เป็นที่รู้จักดีในหมู่นายจ้าง จึงช่วยให้เริ่มงานได้อย่างสดใสและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานทั้งในและต่างประเทศ โดย 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า คะแนนสอบ IELTS มีประโยชน์ในการสมัครงานและการทำงาน โดยญี่ปุ่นเป็นชาติที่ใช้คะแนนIELTS ในการทำงานมากที่สุด (24%) ตามมาด้วยเวียดนาม (18%) สิงคโปร์ (12%) และฟิลิปปินส์ (12%)

ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์เป็นชาติที่ใช้คะแนน IELTS สำหรับสมัครงานในต่างประเทศมากที่สุด (64%) เนื่องจากคะแนน IELTS ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถประเมินทักษะภาษาอังกฤษของผู้สอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณ Hoi Yee Yau ซึ่งมีคะแนนสอบ IELTS 7.5 กล่าวว่า “คะแนน IELTS เป็นที่ยอมรับในองค์กรมากมายหลายแห่ง”

นอกจากนี้ ผู้สอบจำนวนมากต่างรู้สึกว่า การสอบ IELTS ช่วยให้มีความได้เปรียบในการเริ่มทำงาน เนื่องจากช่วยสร้างความมั่นใจ ช่วยให้มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้รับเงินเดือนสูงขึ้น ช่วยให้ใบสมัครงานดูมีภาษีมากขึ้น ช่วยพัฒนาทักษะในการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน และช่วยในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

IELTS เชื่อมโยงคนทั่วโลก และช่วยให้ผู้สอบเอาตัวรอดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษได้

ผลสำรวจเผยให้เห็นว่า ผู้สอบใช้คะแนน IELTS ในการสานฝันในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดย 63% ของผู้ตอบแบบสำรวจเผยว่า การเตรียมตัวและการสอบ IELTS ช่วยให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและเอาตัวรอดได้ ผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่า IELTS ไม่ใช่แค่ใบเบิกทางสู่การเข้าศึกษาในสถาบันชั้นนำ หรือเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นต่อการศึกษาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้สอบสามารถเผชิญกับความท้าทายทางสังคมและหน้าที่การงานในต่างประเทศได้อีกด้วย โดยผู้สอบสามารถก้าวข้ามอุปสรรคทางสังคมได้ด้วยการพัฒนาทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รวมถึงก้าวข้ามอุปสรรคทางหน้าที่การงานได้ด้วยการพัฒนาทักษะการพูดคุยโต้ตอบในที่ทำงาน โดยคุณ Chaelyeon Pak ซึ่งมีคะแนนสอบ IELTS 7 กล่าวว่า “ฉันไม่ต้องการท่องจำคำศัพท์ไร้ประโยชน์เพียงเพื่อเอาไปใช้สอบ ซึ่ง IELTS ก็ตอบโจทย์ด้วยการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน ฉันคิดว่า IELTS คือการสอบวัดระดับที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก”

Greg Selby ผู้อำนวยการแผนกจัดการสอบประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก กล่าวว่า “ยอดการสอบ IELTS เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2558 มีการเข้าสอบ 2.7 ล้านครั้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการสอบเพื่อนำผลมาใช้ในการศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลียแล้ว การนำผลสอบมาใช้ภายในประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออก ผลสำรวจครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่า IELTS ยังคงเดินหน้าภารกิจในการพลิกชีวิตของผู้สอบให้ดีขึ้น”

ผู้สอบ  IELTS ในประเทศไทยได้คะแนนเฉลี่ย 6.0

จากการรวบรวมคะแนนสอบ IELTS ล่าสุดจาก 40 ประเทศทั่วโลก พบว่า ผู้สอบในประเทศไทยทำคะแนนรวมได้เฉลี่ย 6.0 ในปี 2558 โดยมีคะแนนการฟังเฉลี่ยอยู่ที่6.2 ส่วนผู้สอบในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ได้คะแนนรวมเฉลี่ยที่ 6.8 ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย

ดูคะแนนเฉลี่ยปี 2558 แบบรวมทักษะและจำแนกตามทักษะ ซึ่งรวบรวมจากผู้สอบ IELTS ประเภท Academic Module ในเอเชียได้ที่ http://photos.prnasia.com/prnk/20161027/8521606959

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

เกี่ยวกับการสอบ  IELTS  ของบริติช เคานซิล

บริติช เคานซิล คือองค์กรระหว่างประเทศจากสหราชอาณาจักร ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาและสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ปัจจุบันมีสาขาอยู่ใน 107ประเทศทั่วโลก บริติช เคานซิล เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกให้เข้าถึงโอกาสการเรียนรู้และแนวคิดที่สร้างสรรค์จากสหราชอาณาจักร ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันยืนยาวระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศอื่นๆ

IELTS หรือ International English Language Testing System คือการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก IELTS คือหนึ่งในผู้บุกเบิกการสอบภาษาอังกฤษ 4 ทักษะเมื่อกว่า 25 ปีมาแล้ว และยังคงเป็นบรรทัดฐานการสอบภาษาอังกฤษจนถึงปัจจุบัน IELTS ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับจากสถาบันกว่า9,000 แห่งทั่วโลก

IELTS มีเจ้าของร่วมคือ British Council, IDP: IELTS Australia และ Cambridge English Language Assessment

รูปภาพ  http://photos.prnasia.com/prnh/20161101/8521606959

ดูไบอัดฉีดเงิน 3 พันล้านดอลล์ ขยายสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–2 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 146 ล้านคนภายในปี 2568 พร้อมดันสนามบินนานาชาติอัลมักตูมแห่งใหม่ขึ้นเป็นสนามบินหลักของดูไบ และเป็นฐานการบินของสายการบินเอมิเรตส์ ตั้งแต่ปี 2568

          รัฐบาลดูไบประกาศแผนระดมทุนเบื้องต้นจำนวน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการขยายความจุของท่าอากาศยานนานาชาติ 2 แห่งในดูไบ ให้สามารถรองรับผู้โดยสารตามเป้าหมาย 146 ล้านคนภายในปี 2568

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161101/434741 )

          ปัจจุบัน ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ (DXB) ครองตำแหน่งสนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยรองรับผู้โดยสารถึง 78 ล้านคนในปี 2558 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติอัลมักตูม (DWC) แห่งใหม่นั้น เตรียมถูกผลักดันให้เป็นสนามบินหลักของดูไบ รวมถึงเป็นฐานการบินของสายการบินเอมิเรตส์ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป

          ฯพณฯ ชีค อาเหม็ด บิน ซาอีด อัล มักตูม ประธานคณะกรรมาธิการการคลังของดูไบ กล่าวว่า “ดูไบยังคงยืดถือคำมั่นสัญญาอย่างเหนียวแน่นในการพัฒนาสนามบินนานาชาติอัลมักตูม ตลอดจนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของโลก โดยการระดมทุนเบื้องต้นจำนวน 3 พันล้านดอลลาร์เพื่อนำไปขยายความจุผู้โดยสารของสนามบินให้ได้ตามเป้าหมายภายในปี 2568 นั้น เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อของเรา”

          “การขยายสนามบินทั้งสองแห่งของดูไบตามแผนที่วางไว้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของดูไบที่ต้องการคงสถานะการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมและการพาณิชย์ที่สำคัญที่สุดของโลก และกรมการคลังของเราภูมิใจที่ได้แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทางการเงินครั้งนี้ เช่นเดียวกับที่เราได้ดำเนินการกับโครงการใหญ่อื่นๆ” อับดุลเราะห์มาน ซาเลห์ อัล ซาเลห์ อธิบดีกรมการคลังของรัฐบาลดูไบ (DOF) กล่าว

          ภายใต้แผนการจัดหาเงินทุนดังกล่าว ซึ่งประสานงานโดย DOF, อินเวสต์เมนต์ คอร์ปอเรชัน ออฟ ดูไบ (ICD) และ ดูไบ เอวิเอชัน ซิตี้ คอร์ปอเรชั่น (DACC) นั้น ทั้งสามหน่วยงานจะทำงานร่วมกันในการระดมเงินทุนจากแหล่งสภาพคล่องต่างๆ ทั้งแบบทั่วไปและอิสลาม โดยธนาคาร HSBC จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน

           เกี่ยวกับกรมการคลังของรัฐบาลดูไบ

           กรมการคลังของรัฐบาลดูไบ (Department of Finance for the Government of Dubai) ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 ภายใต้กฎหมายเลขที่ 5 เพื่อกำกับดูแลการเงินและการบัญชีทั้งหมดของรัฐบาลดูไบ รวมถึงการจัดทำงบการเงินรวมสำหรับรัฐบาลด้วย

           DOF ยังรับผิดชอบในการจัดทำงบประมาณรายปีของรัฐบาล และดำเนินงบประมาณร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

           สื่อมวลชนติดต่อ:
Jehad Kamal
Relations and Communication Manager
โทร. +971-4-405-6079
อีเมล: jkamal@dof.gov.ae

          ที่มา: The Department of Finance for the Government of Dubai (DOF)

เกาหลีใต้เตรียมจัดงาน “K-Safety Expo 2016” มหกรรมสินค้าเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงที่ทันสมัยที่สุด ณ ศูนย์แสดงสินค้า KINTEX กลางเดือน พ.ย. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โกยาง, เกาหลีใต้–3 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

กระทรวงความปลอดภัยและความมั่นคงสาธารณะ (MPSS) กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน (MOTIE) และจังหวัดคยองกี ประเทศเกาหลีใต้ เตรียมจัดงานK-Safety Expo (Korea International Safety and Security Expo) มหกรรมแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยและความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นครั้งที่ 2 ณ ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ KINTEX ระหว่างวันที่ 16-18 พ.ย. 2559

มหกรรม K-Safety Expo 2016 จะผสานศักยภาพของภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อสร้างแนวทางที่เป็นระบบมากขึ้น รวมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติในประเทศอย่างครอบคลุม ภายใต้สโลแกน “Let’s make KOREA SAFE together!” และเพื่อดึงดูดความสนใจไปที่ประเภทย่อยของความปลอดภัยและความมั่นคง งานในปีนี้จึงจะจัดขึ้นในรูปแบบ show-in-show ซึ่งประกอบด้วยงานแสดงสินค้าเฉพาะด้าน 6 งานด้วยกัน (การป้องกันภัยพิบัติ, การจราจร, การเดินทะเล,ความมั่นคง/การต่อต้านการก่อการร้าย, อนามัย/สุขภาพ และบริการสาธารณะ)  

ผู้จัดงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งผู้แสดงสินค้าและผู้ร่วมงานจะได้รับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และมีความสำคัญจากมหกรรมแสดงสินค้าในปีนี้ และเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว K-Safety Expo จึงได้เตรียมจัดการประชุมด้านการค้าอย่างครอบคลุม โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจากหน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรภาครัฐจากต่างประเทศเข้าร่วมการประชุม สำหรับมหกรรม K-Safety Expo ในปีนี้ รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยจากประเทศต่างๆ อาทิ มองโกเลีย กัมพูชา บังกลาเทศ ปากีสถาน คูเวต เวียดนาม อินโดนีเซีย เบลารุส และเม็กซิโก ได้ยืนยันเข้าร่วมงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันงานนี้ยังได้รับความสนใจจากผู้ซื้อต่างชาติที่มีอำนาจซื้อจำนวนมากอีกด้วย 

นอกจากนี้ ภายในงานยังประกอบด้วยกิจกรรมน่าสนใจที่หลากหลาย อาทิ ประสบการณ์ในด้านความปลอดภัย การรับสมัครงาน การนำเสนอการจัดซื้อสาธารณะ และงานสัมนาหรือการประชุมในประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงและความปลอดภัยในปัจจุบัน

ผู้สนใจเข้าร่วมงาน สามารถดูรายละเอียดได้ที่  www.k-safetyexpo.com หรือติดต่อสำนักเลขาธิการ K-Safety Expo 2016 (KINTEX) โทร. +82-31-992-8245 หรืออีเมล ksafetyexpo@kintex.com