Ergon ขยายธุรกิจในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

แจ็กสัน, มิสซิสซิปปี–(บิสิเนส ไวร์)–29 พฤศจิกายน 2016

Ergon ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนฟธีนิกพิเศษรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นอันดับสองของการผลิตน้ำมัน bright stock ได้ประกาศขยายบริษัทโดยมีคลังน้ำมันเพิ่มขึ้นในเมืองอุลซัน ประเทศเกาหลีใต้ และมีสำนักงานภูมิภาคแห่งใหม่ที่สิงคโปร์

“การเพิ่มขึ้นมาของคลังน้ำมันและสำนักงานในเครือข่ายการจำแนกแจกจ่ายโลกของ Ergon ทำให้สามารถให้บริการและการเข้าถึงที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้าในเอเชีย” Per Klintstam ประธานของ Ergon International, Inc. กล่าว

HyGold 5000BS, ซึ่งเป็นน้ำมัน bright stock ใหม่ของ Ergon และน้ำมันเกรดแนฟธีนิกและน้ำมันหม้อแปลงจะมีวางขายในเอเชียต้นปี 2017

เกี่ยวกับ Ergon

Ergon เป็นกลุ่มบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจภายใต้ภาคส่วนธุรกิจ 6 ประเภท: การกลั่น & การตลาด, ยางมะตอย & อิมัลชัน, การขนส่ง & คลัง, น้ำมัน & แก๊ส, อสังหาริมทรัพย์, บริษัทและอื่นๆ

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com:http://www.businesswire.com/news/home/20161129006298/en/

ติดต่อ:

Ergon International, Inc.

Véronique Rousseau, + 32 473 56 71 55

Market Communications

veronique.rousseau@ergon.com

ergoninternational.com

หรือ

Ergon, Inc.

Jim Temple, +1-601-933-3000

Corporate Communications Manager

jim.temple@ergon.com

ergon.com

Server Technology นำเสนอ PDU บนเทคโนโลยี HDOT ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ –ระบบตรวจวิเคราะห์กระแสไฟในเต้ารับ (POPS)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เรโน, เนวาดา–2 ธ.ค.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

– เทคโนโลยี HDOT สุดอัจฉริยะของ Server Technology บนอุปกรณ์PDU ที่มาพร้อมกับระบบตรวจวิเคราะห์กระแสไฟในเต้ารับแต่ละช่อง (POPS)

ภายหลังจากที่ Server Technology ได้ติดตั้ง PDU (อุปกรณ์ควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้า) ที่มาพร้อมเทคโนโลยี HDOT จำนวนหลายหมื่นชิ้นครบถ้วนแล้ว Server Technology ก็ได้เสร็จสิ้นการพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดและเปี่ยมด้วยนวัตกรรมนี้อย่างสมบูรณ์ ด้วย PDU ใหม่ที่สามารถตรวจวิเคราะห์กระแสไฟจากเต้ารับ (outlet) แต่ละช่องบนรางปลั๊ก หรือที่เรียกว่า Per Outlet Power Sensing (POPS) และสามารถควบคุมการเปิดปิดด้วยสวิตช์บนเทคโนโลยีเต้ารับแบบ HDOT ส่งผลให้อุปกรณ์ PDU กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าที่สุดในตลาด โดยที่เราสามารถจัดหาโซลูชั่นอันดับ 1 ให้แก่ลูกค้าในการควบคุมแรงดันไฟฟ้า การวางแผนด้านกำลังไฟฟ้า และการบริหารจัดการกระแสไฟจากระยะไกล สำหรับ Data Center ยุคใหม่

Server Technology - HDOT Alt-Phase Switched POPS / HDOT Alt-Phase Switched POPS (PRNewsFoto/Server Technology)

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161123/442664

วิดีโอ – http://origin-qps.onstreammedia.com/origin/multivu_archive/PRNA/ENR/TheOneandOnlyHDOT-FINAL.mp4

สำหรับ PDU ที่ใช้งานกับตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์แบบ PRO2  ที่มีระบบควบคุมไฟฟ้ากระแสสลับและสามารถรองรับระบบไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงรุ่นนี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก PDU แบบแยกประกอบ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่ง PDU ได้ตามที่ต้องการ โดยท่านสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์https://byopdu.servertech.com เพื่อเลือกปรับแต่ง PDU แบบ HDOTของท่านเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจวัดกระแสไฟในเต้ารับ (POPS) แบบมีสวิตช์, POPS ระบบอัจฉริยะ, PDU แบบมีแค่สวิตช์ หรือจะเป็น PDU ที่ควบคุมแรงดันไฟฟ้าด้วยระบบอัจฉริยะ โดยที่การปรับแต่ง 4 ขั้นตอนใหม่ของเราทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และมีการให้คำแนะนำอย่างชัดเจนในการเลือกเข้าสู่โหมดต่างๆ เช่น โหมดแรงดันไฟฟ้า กำลังกระแสไฟฟ้า เฟสไฟฟ้า ชนิดของปลั๊กไฟ การกำหนดตำแหน่งสายสัญญาณ การตั้งค่าเต้ารับ การเชื่อมต่อ และสีสัน ด้วยรูปแบบการตั้งค่าที่มีมากมายหลายพันแบบนี้ จึงทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะพบกับผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการ

ทราวิส ไอออนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของ Server Technologyกล่าวว่า การผนวกรวมคุณสมบัติในการตรวจวัดไฟฟ้า เข้ากับตระกูลผลิตภัณฑ์ HDOT ที่มีระบบควบคุมไฟฟ้ากระแสสลับ (Alt Phase) แบบแยกชิ้นส่วนของเรานั้น ถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งผมภูมิใจที่จะพูดว่า เราได้สร้างความสำเร็จโดยที่ไม่ทำให้คุณภาพหรือความสามารถในการผลิตด้อยลงเลย

คุณสมบัติเด่นของตัวผลิตภัณฑ์:

Per Outlet Power Sensing

คุณสมบัติใหม่ล่าสุดที่เราเพิ่มเข้ามาในผลิตภัณฑ์ตระกูล HDOT นั้นก็คือPer Outlet Power Sensing (POPS) ซึ่งให้ความแม่นยำในการตรวจวิเคราะห์กำลังไฟฟ้าด้วยค่าเบี่ยงเบนเพียง +/-1% โดยระบบจะวัดการใช้พลังงานในเต้ารับ (Outlet) แต่ละช่องที่ใช้สำหรับส่งกระแสไฟไปยังอุปกรณ์ใน Data Center นอกจากนี้ POPS ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการวัดกระแสไฟฟ้า, ความต่างศักย์, กำลังไฟจริง, กำลังไฟฟ้าปรากฏ, ค่าPower Factor และยอดคลื่นในเต้ารับแต่ละช่อง ทำให้สามารถวิเคราะห์ด้านประสิทธิภาพและศักยภาพในการใช้พลังงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยระบบ POPS ยังสามารถแจ้งเตือนและส่งสัญญาณเตือนเมื่อค่ากระแสไฟฟ้า กำลังไฟฟ้า รวมถึงค่า Power Factor อยู่ในระดับสูงหรือต่ำได้อีกด้วย

High Density Outlet Technology (HDOT)

เพื่อรับมือกับข้อจำกัดด้านพื้นที่สำหรับติดตั้ง PDU ภายในตู้แร็ค Data Center นั้น ทาง Server Technology จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีเต้ารับสำหรับไฟฟ้าแรงดันสูง (High Density Outlet Technology หรือ HDOT)ขึ้น ซึ่งเป็น PDU ที่มีองค์ประกอบเล็กที่สุดเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ด้านหลังตู้แร็ค โดยที่สามารถใช้กับหัวปลั๊ก (Outlet Connector) แบบ C13 ได้จำนวนสูงสุดถึง 42 ตัวบน PDU ที่รองรับการจัดการบนเครือข่ายระดับ42U หรืออาจกล่าวได้ว่ามีขนาดที่เล็กลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับ PDUขนาดใกล้เคียงที่ใช้เต้ารับแบบมาตรฐาน โดยนอกเหนือจากการเปิดตัวเทคโนโลยี HDOT แล้ว ทาง Server Technology ยังได้พัฒนากระบวนการผลิตให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยร่นระยะเวลาในการผลิตลงตั้งแต่การวางแผนงานไปจนถึงการออกผลิตภัณฑ์ PDU มาสู่มือผู้บริโภค โดยมีการรวมเต้ารับสำหรับหัวปลั๊กชนิด C19 และ C13 ตามจุดต่างๆที่ลูกค้าต้องการ ส่วนการออกแบบ HDOT นั้นยังได้คำนึงถึงพื้นที่สำหรับเก็บสายไฟ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนในการโยงสายและลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์เสริม และด้วยเหตุที่เต้ารับ HDOT ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นด้วยนั้น Server Technologyจึงได้ผลิต HDOT ด้วยวัสดุที่ทนความร้อนสูง โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับเปลวไฟแบบ UL94 V-0 ซึ่งทำให้ระบบจ่ายไฟเหล่านี้เหมาะกับData Center ในทุกสภาพแวดล้อม

Alt-Phase

สำหรับการอำนวยความสะดวกในการจัดการกับสายไฟและการกระจายกำลังไฟให้สมดุลนั้น ทาง Server Technology ได้เพิ่มระบบการควบคุมกระแสไฟฟ้าสลับ (Alternating Phase) เข้าไปในตัว PDU ซึ่งจะช่วยกระจายกระแสไฟไปยังเต้ารับต่อหนึ่งหน่วย (แทนการกระจายไปยัง bankเก็บไฟสำรอง) ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเดินสายไฟที่สั้นกว่า และทำให้อากาศไหลเวียนได้ดีกว่า อีกทั้งยังง่ายต่อการกระจายกำลังไฟให้สมดุล และก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมากขึ้น ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการพัฒนา HDOT ขึ้นนั้น พบว่าการสร้างผลิตภัณฑ์แบบมี Alternating Phaseไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากปัญหาด้านแรงดันไฟฟ้าที่เต้ารับต่ำ

PRO2

PRO2 เป็นแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์และเฟิร์มแวร์ที่อุดมด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นระบบการจ่ายไฟเลี้ยงคอมพิวเตอร์แบบออนบอร์ด โปรโตคอลด้านความปลอดภัยที่ทันสมัย ฟีเจอร์ที่มากมาย และโหมดการตั้งค่าที่มีความทันสมัย ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในผลิตภัณฑ์นี้ งานสถาปัตยกรรม PRO2 ใหม่ของเรา เป็นผลิตภัณฑ์ในอุดมคติสำหรับการใช้งานที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและระยะเวลาของการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการใช้งานภายใต้อุณหภูมิสูงและต้องการความปลอดภัยสูง ด้วย PRO2 นี้ ลูกค้าจะสามารถรักษาระยะเวลาของการปฏิบัติงานในการเข้าถึงข้อมูลปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

Switched Outlets

ผู้ใช้สามารถเลือกเปิด ปิด หรือรีบูทเต้ารับทีละช่องหรือทั้งรางปลั๊กพร้อมกันก็ได้ ทำให้สามารถเลือกใช้งานฟีเจอร์ต่างๆได้ อาทิ การส่งไฟเข้าและการกั้นไฟเข้าเต้ารับ การจัดลำดับการเปิดใช้งานเต้ารับที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดไฟกระชาก และการเลือกควบคุมการไหลของกระแสไฟด้วยระบบอัจฉริยะ

เกี่ยวกับ Server Technology

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางยุทธศาสตร์ระบบไฟฟ้าของ Server Technologyได้รับความไว้วางใจให้จัดหาโซลูชั่นตู้แร็ค PDU สำหรับลูกค้าทั่วโลกที่ต้องการวางระบบ Data Center ตั้งแต่บริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทที่ทรงอิทธิพลใน  Fortune 100 ปัจจุบันเรามีลูกค้ามากกว่า600,000 รายจากทั่วทุกมุมโลกที่ใช้งานอุปกรณ์ควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้า (PDU) แบบราง และโซลูชั่นการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าจากระยะไกลที่การันตีคุณภาพด้วยรางวัล บริษัทช่วยลูกค้าแก้ปัญหาการจัดการด้านแรงดันไฟฟ้า การอำนวยความสะดวกในการวางแผนด้านกำลังไฟฟ้า การปรับปรุงระบบควบคุมไฟฟ้า และการยกระดับการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะไฟฟ้าคืองานของเรา ผลิตภัณฑ์ของเราจึงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในบริษัทจัดหาคลาวด์และโคโลเคชั่นระดับแนวหน้า ตลอดจนในห้องปฏิบัติการ และบริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม ลูกค้าของ Server Technology ยกให้เราเป็นผู้จัดหา PDU ที่มีคุณภาพสูงสุด นำเสนอการบริการที่ดีที่สุด และส่งมอบนวัตกรรมที่ดีที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ทางเลือกในการปรับตั้งค่า PDU มากกว่า12,000 รูปแบบซึ่งสามารถตอบโจทย์สำหรับ Data Center ทุกแห่ง และผลิตภัณฑ์ PDU รุ่น 80% ของเรา ได้รับการจัดส่งภายใน 10 วัน มีเพียงServer Technology เท่านั้นที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งาน Data Centerได้อย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอยู่เสมอ และเราจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจไปสู่เป้าหมายได้

เมอร์ค ขยายสัญญาจัดจำหน่ายร่วมกับ โรช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดาร์มสตัดท์, เยอรมนี–2 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เมอร์ค จะเป็นซัพพลายเออร์ผู้จัดหาเอนไซม์ชนิดใหม่สำหรับเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอโดยใช้เทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (Polymerase Chain Reaction: PCR) และ PCR เชิงปริมาณในแบบเรียลไทม์ แต่เพียงผู้เดียวในทุกประเทศ ยกเว้น สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น

เป็นผู้จัดจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์สารทดสอบทางชีวเคมีของ โรช ทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว มาตั้งแต่ปี 2558

เมอร์ค (Merck) บริษัทชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ ประกาศขยายสัญญาการเป็นพันธมิตรจัดจำหน่ายร่วมกับ โรช (Roche) ให้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์เอนไซม์ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (PCR) และPCR เชิงปริมาณแบบเรียลไทม์ (qPCR) ของ Kapa Biosystems ซึ่งเป็นบริษัทที่โรชได้เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2558

Merck Roche enzyme products / Merck is expanding its distribution agreement with Roche to be the exclusive supplier of novel enzymes for polymerase chain reaction (PCR) and quantitative real-time PCR for all countries except the U.S., Brazil and Japan (PRNewsFoto/Merck)

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161122/442165

การเพิ่มผลิตภัณฑ์ของ Kapa เข้ามาในสัญญาจัดจำหน่ายจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในปัจจุบันระหว่างเมอร์คและโรชให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการจัดหาหนึ่งในชุดเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่ครบสมบูรณ์ที่สุดสำหรับการทำ PCR และ qPCR ที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน

การขยายความร่วมมือกับโรชจะเปิดทางให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ได้มากขึ้น ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายระดับเวิลด์คลาสของเรา” อูดิท บาทรา สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเมอร์ค และซีอีโอกลุ่มธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ (Life Science) กล่าว “เอนไซม์เหล่านี้เพิ่มความได้เปรียบทางการค้าให้กับดีเอ็นเอพอลิเมอเรสที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน อีกทั้งยังนำเสนอศักยภาพสำหรับการใช้เทคนิค PCR แบบใหม่ๆ

ภายใต้เงื่อนไขของสัญญา เมอร์คจะใช้ความเชี่ยวชาญในด้านการขาย การตลาด และอีคอมเมิร์ซของบริษัท และอาศัยความความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับชุมชนวิทยาศาสตร์ในการนำเสนอและจัดจำหน่ายสารทดสอบและชุดเครื่องมือ PCR และ qPCR ของ Kapa สัญญาจัดจำหน่ายดังกล่าวครอบคลุมทุกประเทศ ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และบราซิล ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทางการเงินของข้อตกลง

ในเดือนกรกฎาคม 2558 โรช ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้ง ซิกม่า-อัลดริช(Sigma-Aldrich) เป็นผู้จัดจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Biochemical Reagents ของบริษัททั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้น เมื่อเมอร์คเข้าซื้อกิจการของซิกม่า-อัลดริชในปีเดียวกัน สัญญานี้จึงได้กลายเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของเมอร์ค ที่ผลักดันการเติบโตของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ของบริษัท และนำเสนอเครื่องมือด้านจีโนมิกส์ โปรตีโอมิกส์ และการวิเคราะห์เซลล์ที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้า

เอนไซม์ PCR ชนิดใหม่ที่นำเสนอภายใต้สัญญาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มเติ่มนี้ ช่วยเพิ่มความสามารถในการทนต่อสารยับยั้ง PCR ทั่วไป เพิ่มความเร็วและหน่วยการทำงานของเอนไซม์ (specific activity) และเพิ่มความถูกต้องแม่นยำ คุณลักษณะเหล่านี้ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น[i]

การเปลี่ยนผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ PCR และ qPCR ของ Kapa มาสู่เมอร์ค คาดว่าจะเสร็จสิ้นในวันที่ 1 มกราคม 2560 ในระหว่างนี้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะยังคงวางจำหน่ายผ่านทางช่องทางในปัจจุบันของ Kapa สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sigma-aldrich.com/kapa

[i] ข้อมูลจากแฟ้มข้อมูล

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาเข้าไปที่ www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้

เกี่ยวกับเมอร์ค

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึง liquid crystal ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ LCDทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน66 ประเทศ

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่,มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

Vivo ตอกย้ำสโลแกนใหม่ Camera & Music เปิดตัวสมาร์ทโฟน “V5” กล้องเซลฟี 20MP พ่วงระบบเสียง Hi-Fi

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซินเจิ้น, จีน–1 ธ.ค.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Vivo ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำ เปิดตัวสมาร์ทโฟน “Vivo V5” อย่างเป็นทางการ โดยเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีย์ V และเป็นรุ่นแรกที่ออกมาหลังจากที่บริษัทได้ปรับสโลแกนใหม่เป็น “Camera & Music” เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่โดดเด่นทั้งในด้านการถ่ายภาพและการฟังเพลง

อเล็กซ์ เฟิง รองประธานของ Vivo แถลงข่าวว่า การเปิดตัว V5 ถือเป็นการเดินตามสโลแกนใหม่ ซึ่งบ่งบอกถึงทิศทางที่เปลี่ยนไปของ Vivoแต่บริษัทยังคงเซอร์ไพรส์ลูกค้าด้วยการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆอย่างไม่หยุดยั้ง”

การถ่ายรูปและฟังเพลงเป็นสองสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการใช้ชีวิตและแสดงตัวตนของผู้ใช้สมาร์ทโฟน และ V5 ที่ปฏิวัติวงการมือถือด้วยกล้องซอฟต์ไลท์และระบบเสียง Hi-Fi สุดล้ำ ก็เป็นเครื่องสะท้อนว่าเรามุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ขณะเดียวกันก็เดินหน้าสร้างคอนเนคชั่นระหว่างดนตรีกับชีวิตจริงให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

เซอร์ไพรส์ด้วยหน้าจอ 5.5 นิ้ว พร้อมกระจก Gorilla Glass 2.5D จาก Corning

V5 โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วใหญ่เต็มตา พร้อมขอบจอบางเฉียบ และกระจก Gorilla Glass 2.5D จาก Corning นอกจากนั้นยังทำจากบอดี้ชิ้นเดียวที่จับถนัดมือ จึงสามารถใช้งานด้วยมือเพียงข้างเดียวได้สบายๆ

IMX376 เทคโนโลยีกล้องหน้าความละเอียด 20MP ถ่ายเซลฟีได้สมบูรณ์แบบ

ด้วยความร่วมมือด้านวิศวกรรมกับ SONY สมาร์ทโฟนรุ่นนี้จึงมาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล โหมดปรับแสงสำหรับการถ่ายเซลฟี และซอฟต์แวร์แต่งรูปสุดล้ำ นอกจากนั้นยังมีเซนเซอร์เรือธงIMX376 สำหรับ V5 โดยเฉพาะ เพื่อมอบประสบการณ์การถ่ายรูปแบบไร้เทียมทาน

IMX376 มีเซนเซอร์ขนาด 1/2.78 นิ้ว การถ่ายรูปในที่ที่มีแสงน้อยจึงมีคุณภาพสูงเทียบเท่าถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล นอกจากนี้ ความละเอียดที่20 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาดใหญ่ f/2.0 และเลนส์ 5P ยังช่วยให้ถ่ายภาพบุคคลได้โดดเด่นไม่เหมือนใคร

V5 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ Selfie Soft-light ซึ่งช่วยตรวจจับแสงรอบข้างให้อัตโนมัติ และเปิดใช้งานเมื่อถึงเวลาจำเป็นเพื่อจัดแสงให้เหมาะไม่ต่างกับการถ่ายภาพในสตูดิโอของมืออาชีพ

นอกจากนี้ โหมด Face Beauty 6.0 ยังช่วยให้ถ่ายเซลฟีได้เพอร์เฟคเพียงแค่กดปุ่มเดียว V5 จึงไม่เพียงถ่ายภาพได้อย่างสวยงามเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่ไม่มีใครเหมือน เพื่อเก็บภาพความประทับใจในทุกชั่วขณะไว้ตลอดไป

AK4376 โดดเด่นด้วยคุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi

ด้วยความร่วมมือกับ AKM ผู้ผลิตชิปเสียงชั้นนำของโลกซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของ Vivo สมาร์ทโฟนรุ่นนี้จึงมาพร้อมกับชิปเสียงHi-Fi รุ่นใหม่อย่าง AK4376 ที่สามารถถ่ายทอดทุกรายละเอียดเสียง ให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังฟังการแสดงสด

สเปคเด่นอื่นๆ ของ V5 ประกอบด้วย

แรม 4GB และชิปประมวลผล octa-core รองรับการใช้งานหลายหน้าต่างและหลายแอปพร้อมๆกัน ช่วยลดความเสี่ยงเครื่องค้าง

ฟีเจอร์ปลดล็อคหน้าจอด้วยลายนิ้วมือโดยใช้เวลาเพียง 0.2วินาที

โหมดถนอมสายตา โดยช่วยกรองแสงสีฟ้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดวงตาล้า

V5 เปิดตัวแล้วในอินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เมียนมา และไทย โดยจะมีการวางจำหน่ายในเร็วๆนี้

เกี่ยวกับ Vivo 

Vivo เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำของโลกที่กำลังมาแรง บริษัทนำเสนอจุดเด่นด้านคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบและการถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ Vivo พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์และนำสมัยเพื่อทุกคนที่มีไฟในหัวใจ Vivo ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนท็อป5 ของโลก ในรายงานประจำไตรมาส 3 ปี 2559 ของ IDC

รูปภาพ –http://photos.prnewswire.com/prnh/20161130/444051

ฉลองครบรอบ 10 ปี “A Journey Through Time” มหกรรมนาฬิกาและเครื่องประดับชั้นนำแห่งเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย–1 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

A Journey Through Time มหกรรมนาฬิกาและเครื่องประดับชั้นนำแห่งเอเชีย ฉลองครบรอบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลา 10 วัน ก่อนจะปิดฉากลงด้วยงานปาร์ตี้ ณ Shook! Restaurant ในห้างสรรพสินค้าStarhill Gallery โดยได้รับความร่วมมือจากสุดยอดไนท์คลับอย่าง Zouk Kuala Lumpur นอกจากนั้นยังมีการประกาศรางวัลนาฬิกายอดนิยม “People’s Choice Award” ด้วย โดย Shook! Restaurant ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นเวทีต้อนรับแขกพิเศษกว่า 400 ท่าน ที่ได้รับเชิญมาร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของการจัดงานในปีนี้

Mr. Joseph Yeoh รองประธานของ YTL Land & Developmentและ YTL Hotels and Properties กล่าวว่า เราเป็นผู้บุกเบิกการจัดแสดงนาฬิกาและเครื่องประดับในภูมิภาคนี้ และ A Journey Through Time ก็เป็นงานที่จัดมาอย่างยาวนานที่สุดในเอเชีย โดยเปิดฉากเป็นครั้งแรกเมื่อ 9 ปีที่แล้ว จนส่งผลให้มาเลเซียและกัวลาลัมเปอร์กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของผู้ที่หลงใหลนาฬิกาและเครื่องประดับ ซึ่งมารวมตัวกันเพื่อชื่นชมสุดยอดผลงานการออกแบบและงานฝีมืออันวิจิตรงดงาม เราเป็นหนี้บุญคุณกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมแห่งมาเลเซีย ตลอดจนผู้จัดแสดงสินค้า พันธมิตรการจัดงาน สื่อมวลชน ผู้มีส่วนร่วมในสังคม รวมถึงผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาและเครื่องประดับทุกคน ที่ทำให้เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งๆขึ้นไปทุกปี

น่าทึ่งที่ได้เห็นงานนี้ค่อยๆพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นงานที่มอบประสบการณ์หลากหลายมิติให้แก่ทุกคน ปัจจุบัน นาฬิกาและเครื่องประดับต่างมีบทบาททั้งในวงการแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ รวมถึงอาหารชั้นเลิศ และในขณะนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ของการจัดงาน เราจึงอยากเริ่มต้นด้วยการจัดปาร์ตี้ปิดงานเป็นครั้งแรก เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้นครั้งใหม่อันน่าตื่นเต้น ที่จะเปิดรับคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และ Starhill Gallery ก็เป็นสถานที่จัดงานที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ สถานบันเทิงชื่อดังอย่าง Zouk Kuala Lumpur ยังเข้ามาช่วยทำให้ AJTT X Zouk Party เป็นงานปาร์ตี้ที่สมบูรณ์แบบด้วย เราจะจัดงานปาร์ตี้แบบนี้อีกในปีต่อๆไป ให้กลายเป็นธรรมเนียมใหม่ของ A Journey Through Time”

งานปาร์ตี้สุดพิเศษดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของสถานบันเทิงชื่อดังอย่าง Zouk Kuala Lumpur ที่มีสุดยอดดีเจ แขกพิเศษ อีเวนต์ต่างๆ และข้อเสนอมากมาย การจับมือระหว่าง Zouk Kuala Lumpur กับStarhill Gallery จึงสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของทางห้างที่ตั้งใจจะยกระดับสถานที่ให้สดใหม่และนำสมัยอยู่เสมอ โดยไม่ลืมที่จะรักษาตำนานอันยิ่งใหญ่ของแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับต่างๆที่เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ Radzและ Clifford ดีเจคนดังของ Zouk Kuala Lumpur ได้มาร่วมมอบความบันเทิงในค่ำคืนดังกล่าวด้วย

Cher Ng ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการบริหารของ Zouk Club Kuala Lumpur กล่าวว่า “Zouk Kuala Lumpur รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Starhill Gallery ในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของมหกรรมระดับโลกที่ดึงดูดนักสะสมและผู้ที่หลงใหลนาฬิกาและเครื่องประดับจากทั่วเอเชีย การร่วมงานกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษ และทางเรารู้สึกยินดีมากที่ได้มอบประสบการณ์สุดพิเศษแบบฉบับ Zouk นอกสถานที่

ในช่วงค่ำเวลา 20.00 น. Lord’s Tailor ได้จัดแสดงคอลเลคชั่นเครื่องแต่งกายสำหรับสุภาพบุรุษอันไร้ที่ติ คู่กับนาฬิกาข้อมือจาก MASA Horlogerie ผู้ผลิตนาฬิการายแรกของมาเลเซีย บริเวณ Adorn Floorของ Starhill Gallery การจัดแสดงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Kuala Lumpur Alta Moda มหกรรมแฟชั่นชั้นสูงที่จัดขึ้น ณ Starhill Galleryเพื่อจัดแสดงเครื่องแต่งกายจากแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

รางวัล People’s Choice Award

AJTT X Zouk Party มีสีสันมากขึ้นด้วยการประกาศรางวัลนาฬิกายอดนิยม “People’s Choice Award” เป็นครั้งแรก โดยให้แขกที่เข้าร่วมงานโหวตนาฬิกาที่ตนเองชื่นชอบ และจะมีผู้โชคดีเพียงหนึ่งท่านที่ได้รับนาฬิกาที่มีคะแนนโหวตสูงสุดกลับบ้าน โดยนาฬิกาที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดที่ 46% คือ Armand Nicolet MO2 Complete Calendar ส่วนนาฬิกาอื่นๆที่ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วย Armand Nicolet Black S05 Range, Bedat & Co 828.010.600, Maurice Lacroix Les Classic และMuhle Glashutte Terrasport 1 Beobatcher

นอกเหนือจากการมอบนาฬิการุ่นยอดนิยมให้แก่ผู้โชคดีแล้ว ยังมีการจับสลากแจกรางวัลอีก 3 รางวัล โดยแต่ละรางวัลประกอบด้วยนาฬิกาMASA Horlogerie รุ่นลิมิเต็ด และบัตรเข้าพักที่โรงแรม JW Marriott

สุดยอดประสบการณ์และข้อเสนอสุดพิเศษ

การฉลองครบรอบ 10 ปีของ A Journey Through Time กินเวลายาวนานถึง 10 วัน ระหว่างวันที่ 4-13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ Starhill Gallery โดยเปิดงานด้วยพิธีประกาศรางวัล Tourism and Culture Gala Night: Watch and Jewellery of the Year Awards Presentation 2016พร้อมการแสดงจาก Ms. Carly Paoli นักร้องชื่อดังชาวอังกฤษเจ้าของเสียงเมซโซ-โซปราโน อันแสนไพเราะ

ธีมของมหกรรม A Journey Through Time ในปีนี้คือ “Legacy and Icons” ที่เด่นชัดด้วยการจัดแสดงนาฬิกาและเครื่องประดับมากมาย ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาและเครื่องประดับได้ชื่นชมและดื่มด่ำไปกับคอลเลคชั่นส่วนตัวสุดหายาก คอลเลคชั่นเก่าแก่รุ่นแรกๆ รวมถึงชิ้นงานสุดอลังการจากกว่า 125 แบรนด์ดัง นอกจากนั้นยังได้เข้าร่วมอีเวนต์พิเศษมากมายที่จัดขึ้นเพื่อ A Journey Through Time ครั้งที่ 10 โดยเฉพาะ

ไฮไลท์สำคัญของงานในปีนี้คือ การเปิดตัวครั้งแรกของ MASA Horlogerie ที่มาพร้อมกับนาฬิกาซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Taming Sari กริชในตำนานพื้นบ้านของชาวมาเลเซีย รวมถึงการจัดแสดงJeweLuxe(R) ครั้งแรกในมาเลเซีย ซึ่งเป็นการจัดแสดงเครื่องประดับมูลค่ากว่า 80 ล้านริงกิตจาก 8 แบรนด์ชั้นนำระดับโลก โดยมีการจัดแบ่งเป็นธีมต่างๆ นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดง Timeless Royal Weave เพื่อเฉลิมฉลองชุดซองเก็ตอันวิจิตรของมาเลเซีย โดยมีการจัดแสดงชุดซองเก็ตร่วมสมัยของ Dame Zandra Rhodes นักออกแบบชาวอังกฤษ รวมถึงคอลเลคชั่นจาก Kraftangan Malaysia และการสาธิตการทอผ้าซองเก็ต นอกจากนั้นยังมีแฟชั่นโชว์จับคู่นาฬิกาข้อมือและเครื่องประดับกับเสื้อผ้าของ Zandra Rhodes และ Lord’s Tailors โดยมี Kuala Lumpur Alta Moda เป็นผู้ควบคุมโชว์

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานคือ A Journey Through Time Retrospective นิทรรศการแสดงความเปลี่ยนแปลงของงานตลอด 9 ปีที่ผ่านมา รวมถึง The Legacy Of Time นิทรรศการแสดงภาพเหมือนของบุคคลสำคัญของมาเลเซีย 10 ท่าน พร้อมเรื่องราวเกี่ยวกับนาฬิกาและเครื่องประดับสุดรักซึ่งประเมินค่าไม่ได้ของบุคคลเหล่านี้ นอกจากนั้นยังมีการจัดงานกาล่าดินเนอร์และงานเลี้ยงค็อกเทลที่แบรนด์ต่างๆเป็นเจ้าภาพตลอดงานด้วย

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานในปีนี้ได้ที่www.ajourneythroughtime.com.my รวมถึงรับชมข้อมูลอัพเดทและไฮไลท์ต่างๆได้ที่ www.facebook.com/starhillgallery และwww.instagram.com/starhillgallery

เกี่ยวกับ Starhill Gallery

Starhill Gallery คือศูนย์รวมอาหาร แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ความงาม และศิลปะแห่งกรุงกัวลาลัมเปอร์ พื้นที่กว่า 330,000 ตารางฟุตของStarhill Gallery เต็มไปด้วยร้านค้าปลีกสุดหรู ซึ่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เป็นส่วนตัวและมีความพิเศษในแบบที่หาได้ยากจากช้อปปิ้งคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่อื่นๆ Starhill Gallery มีพื้นที่ 7 ชั้นที่แบ่งตามธีมต่างๆ อัดแน่นด้วยร้านอาหารและร้านค้าของแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย อาทิ DIOR, Louis Vuitton และ Valentino รวมถึงแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับชั้นนำ อาทิ  Bedat & Co., Richard Mille และ Rolex ทั้งนี้Starhill Gallery ได้รับการจัดอันดับให้เป็นห้างสรรพสินค้าที่สวยงามที่สุดในเอเชียโดย The Forbes Traveller อีกทั้งยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ดีที่สุดของกรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วย

แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ เดินหน้าติดตั้งโซลูชั่นด้าน คอนแท็คเซ็นเตอร์ ของแอสเพค ซอฟต์แวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

แอสเพคเป็นชุดโซลูชั่นที่ครบวงจรและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ

เจาะจงเลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ

กรุงเทพมหานคร – 1 ธันวาคม 2559  แอสเพค ซอฟต์แวร์ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์โซลูชั่นชั้นนำด้านการปฏิสัมพันธ์สื่อสารกับลูกค้าแบบครบวงจรระบบจัดวางหน้าที่พนักงานอย่างเหมาะสม (workforce optimization)และระบบ Self Services เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ที่เลือกใช้ระบบคอนแท็คเซ็นเตอร์โซลูชั่นทั้งแบบระบบรับสายเรียกเข้า (Inbound) และระบบโทรออก (Outbound)

แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ เป็นบริษัทในเครือของแอสเซนด์กรุ๊ปที่ก่อตั้งขึ้นในปี2558 โดยเป็นที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อแบรนด์ต่างๆ อาทิ WeMall ซึ่งเป็นbranded marketplace ของประเทศไทยและ WeLoveShopping ธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ SME2C แห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย               โดยแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะสร้างชื่อแบรนด์ให้ติดตลาดทั้งในประเทศไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จึงมีภารกิจที่จะสร้างการเติบโตในทุกแบรนด์ธุรกิจเพื่อต่อยอดความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งแห่งวงการ

ด้วยความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจดังกล่าว แอสเพคจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับ แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ เพราะความสมบูรณ์แบบของโซลูชั่น Aspect® Unified IP® (UIP) ทั้งระบบบริการรับสายเรียกเข้า (Inbound) และระบบบริหารการโทรออก (Outbound) รวมถึงระบบบริการตนเองแบบ Omni Channel (การผสานรวมทุกช่องทางการติดต่อจากลูกค้า) ซึ่งสอดคล้องกับแผนการยกระดับประสิทธิภาพงานที่วางไว้สำหรับเฟสต่อไป

คุณดรุณพร จิรกิจอนุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไปของแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ กล่าวว่า “โซลูชั่นของแอสเพค มีทั้งความยืดหยุ่น พร้อมสรรพ และครบวงจร ซึ่งจะช่วยสานต่อและเสริมสร้างการเติบโตของธุรกิจแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ เราเริ่มต้นบูรณาการระบบจาก 3 หน่วยธุรกิจและขยายเพิ่มไปถึง 5 หน่วยธุรกิจแล้วในขณะนี้ แอสเพคได้สร้างแผนกลยุทธ์แห่งอนาคตที่ช่วยให้เราสามารถให้บริการลูกค้าทั้งหมดด้วยประสบการณ์ล้ำค่าของการติดต่อได้ในทุกๆ ช่องทางการสื่อสารอย่างครอบคลุม”

แอสเพครู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการเติบโตทางธุรกิจของ แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ แอสเพคเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าที่ทำธุรกรรมออนไลน์รวมทั้งเข้าใจอีกด้วยว่าแบรนด์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ก็ต้องการที่จะมอบประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจ เรายินดีที่จะสนับสนุนแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ในทุกขั้นตอนของการติดต่อสัมพันธ์กับลูกค้า ทั้งในด้านคำถามที่เกี่ยวกับการสั่งซื้อ และรายละเอียดสำคัญอื่นๆ ที่ลูกค้าอาจต้องการสอบถามในระหว่างและหลังจากการทำธุรกรรมของพวกเขา โซลูชั่นทางด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าของแอสเพคที่มีมากมายและครอบคลุมรอบด้าน จะช่วยส่งเสริมงานบริการให้กับลูกค้าตลอดเส้นทางของการเติบโตของธุรกิจ และสำหรับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วเช่นแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ แน่นอนว่าแอสเพคคือคำตอบที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ” ริชาร์ด โลเบอราส หัวหน้าฝ่ายขายอาเซียนและเกาหลี ของแอสเพค ซอฟต์แวร์ กล่าวปิดท้าย

เกี่ยวกับบริษัทแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ

แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ซึ่งดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นบริษัทในเครือแอสเซนด์กรุ๊ป ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจออนไลน์โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในประเทศไทย แต่ยังครอบคลุมไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพันธกิจของเราคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในภูมิภาคนี้ และส่งเสริมการสร้างโอกาสให้กับทุกคน ผ่านการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิตัลระดับโลก แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ WeMall (www.WeMall.com)  e-marketplace ของไทยที่ได้เปิดให้แบรนด์ชั้นนำต่างๆ ได้มีพื้นที่ร้านค้าของตนเองอยู่ในห้างออนไลน์; iTrueMart (www.iTrueMart.com) ซึ่งเป็นตลาด e-commerce แบบธุรกิจสู่ผู้บริโภค และ WeLoveShopping (www.WeLoveShopping.com) ซึ่งเป็นตลาดe-commerce แบบผู้บริโภคสู่ผู้บริโภคแห่งแรกและแห่งใหญ่ที่สุดของไทยที่เหมาะกับธุรกิจ SME

เกี่ยวกับบริษัท แอสเพค ซอฟต์แวร์

แอสเพค ช่วยให้องค์กรต่างๆ แก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคล กระบวนการ ระบบ และแหล่งข้อมูล โดยช่วยให้องค์กรสามารถรวมเอาศักยภาพทั้งหมดมาผสานกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อมุ่งสู่งานให้บริการลูกค้า  เราพัฒนา ระบบ Interactive Management ระบบWorkforce Management และ ระบบ self-service  ภายในศูนย์บริการลูกค้าหนึ่งเดียว  โดยระบบจะสร้างการปฏิสัมพันธ์ผ่านการสนทนาโต้ตอบที่ฉับไวและมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในทุกช่องทางการสื่อสารโดยไม่สะดุด  อาศัยความคล่องตัวของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ทั่วโลกของเรา และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานกว่า 40 ปี ทำให้แอสเพคสามารถเชื่อมโยงคำถามให้เข้ากับคำตอบได้อย่างสะดวกง่ายดาย  ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้องค์กรรักษาระดับการให้บริการให้คงอยู่ในระดับสูง และควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจไปพรอ้มๆ กัน  สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ www.aspect.com 

คุณสามารถติดตามเราได้บนทวิตเตอร์ @AspectSoftware หรืออ่านบล็อคของเราได้ที่ http://blogs.aspect.com.

Schindler เปิดตัวแอปมือถือ “myPORT” ครั้งแรกในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

จาการ์ตา,อินโดนีเซีย–1 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

myPORT แอปมือถือสุดล้ำที่ช่วยให้การเดินทางในอาคารมีความปลอดภัย สะดวกสบาย และมีอิสระมากขึ้น 

Schindler บริษัทลิฟต์และบันไดเลื่อนชั้นนำระดับโลก ประกาศว่า บริษัทได้ติดตั้งแอปมือถือ myPORT ในอาคาร MD Place ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดลิฟต์และระบบโดยสารในอาคารที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเดินทางภายในอาคารได้ในระดับเวิลด์คลาส

 

http://photos.prnasia.com/prnh/20161130/8521607738-a 

http://photos.prnasia.com/prnh/20161130/8521607738-b 

http://photos.prnasia.com/prnh/20161130/8521607738-c 

http://photos.prnasia.com/prnh/20161130/8521607738-d 

http://photos.prnasia.com/prnh/20141202/8521407199LOGO-b

http://photos.prnasia.com/prnh/20141111/8521406714LOGO 

MD Place เป็นอาคารสำนักงานระดับพรีเมียมของ MD Corp ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในวงการมัลติมีเดียและโทรทัศน์ อาคารแห่งนี้ตกแต่งภายนอกอย่างโดดเด่น ส่วนภายในก็ใช้ลิฟต์และระบบโดยสาร PORT Technology อันล้ำสมัยของ Schindler 

myPORT เป็นแอปมือถือที่จะมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้ และเป็นส่วนขยายของ PORT Technology ซึ่งเป็นระบบควบคุมลิฟต์เจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Schindler 

ทันทีที่มีคนเข้าไปในอาคาร myPORT จะตรวจจับสมาร์ทโฟนและเปิดใช้งานระบบตรวจสอบความปลอดภัย 4 ขั้น (ระดับเดียวกับอีแบงกิ้ง) เพื่อตรวจสอบว่าผู้นั้นเป็นใครและเข้าถึงตัวอาคารในส่วนใดได้บ้าง โดยผู้ที่เข้ามาในอาคารต้องปลดล็อคสมาร์ทโฟนและนำไปแสดงที่ PORTจากนั้นลิฟต์ของ Schindler จะพาบุคคลนั้นไปยังชั้นของเขาโดยอัตโนมัติ การที่เจ้าของสมาร์ทโฟนได้รับอนุญาตให้เข้าสู่อาคารก็หมายความว่าเขามีสิทธิ์ที่จะอยู่ในอาคารได้ หลังจากนั้นประตูจะเปิดโดยอัตโนมัติ ลิฟต์จะสามารถตั้งค่าได้ และชีวิตก็จะสะดวกสบายขึ้นเยอะ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋าเลย 

Calynn Tan ผู้อำนวยการเทคโนโลยีการโดยสารของ Jardine Schindler Group กล่าวว่า จากนี้ไป ผู้ใช้จะมีอิสระและความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่เจ้าของอาคารก็สามารถควบคุมการเข้าถึงอาคารและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้น สำหรับผู้มาเยือนที่ไม่มีแอปนี้ ผู้ใช้myPORT สามารถทำการอนุญาตให้เข้าอาคารได้ชั่วคราว ด้วยการสร้างข้อความ SMS ที่เชื่อมโยงกับรหัสวิดีโอพิเศษ จากนั้นผู้มาเยือนแค่แสดงรหัสนี้ต่อ PORT ก็สามารถเข้าไปในอาคารได้ 

Willis Phua ประธานกรรมการของ PT Berca Schindler Lifts กล่าวว่า เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับ MD Place และประสบความสำเร็จในการติดตั้งเทคโนโลยี myPORT ภายในอาคาร ปัจจุบัน ชีวิตของพนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่อย่างจาการ์ตามีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น เราจึงพัฒนาวิธีที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น และนี่คือจุดมุ่งหมายของ myPORT เราจะรอดูผลลัพธ์ของเทคโนโลยีนี้ในอินโดนีเซีย ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้อาคารและผู้มาเยือนได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยมากขึ้น” 

Manoj Punjabi เจ้าของ MD Place ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและซีอีโอของ MD Corp กล่าวว่า “myPORT มีการยืนยันตัวตนในระดับเดียวกับอีแบงกิ้ง ซึ่งสอดคล้องกับมาตฐานการรักษาความปลอดภัยสูงสุดในระดับโลก จึงช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกสบายใจมากขึ้น นอกจากนี้ myPORT ยังช่วยให้การเดินทางรอบๆอาคารมีความรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องขยับนิ้วแม้แต่นิดเดียว” 

PT. Berca Schindler Lifts – บ้านของ Schindler ในอินโดนีเซีย 

PT. Berca Schindler Lifts (BSL) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Central Cipta Murdaya Group และ Jardine Schindler Group ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี2543 บริษัทมีสำนักงานใหญ่ในจาการ์ตา และดำเนินธุรกิจด้านการออกแบบ วางระบบวิศวกรรม ติดตั้ง ซ่อมบำรุง และปรับโฉมลิฟต์ บันไดเลื่อน และทางเลื่อนทั่วอินโดนีเซีย

เทคโนโลยี myPORT ของ Schindler ผสานเข้ากับระบบโดยสารแนวดิ่งของ MD Place ได้อย่างราบรื่น ช่วยให้การโดยสารเป็นไปอย่างเรียบร้อยปลอดภัยทั่วทั้งอาคารสำนักงานและชั้นโรงอาหาร โดยสามารถใช้งานได้ผ่านทางแอปมือถืออันล้ำสมัย

ไมโครชิป เพิ่มอุปกรณ์ Peripheral Touch Controller สุดล้ำทนน้ำได้ใน MCU หลายรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ–1 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เซนเซอร์สัมผัสสุดล้ำใหม่ล่าสุดที่รองรับเครื่องมือปรับตั้งค่าโค้ด STARTเป็นรุ่นแรก

ไมโครชิป เทคโนโลยี อิงค์ [NASDAQ: MCHP] บริษัทชั้นนำผู้ให้บริการโซลูชั่นไมโครคอนโทรลเลอร์ สัญญาณผสม อนาล็อก และแฟลช-ไอพี ได้ผนวกอุปกรณ์ Peripheral Touch Controller (PTC) เวอร์ชั่นปรับปรุง ในไมโครคอนโทรลเลอร์รุ่นใหม่ๆที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งรวมถึงATtiny817/816/814 ทั้งนี้ PTC คืออุปกรณ์เสริม Core Independent Peripheral (CIP) สุดคุ้ม ที่ช่วยให้ไมโครคอนโทรลเลอร์มาตรฐานมีเซนเซอร์สัมผัสแบบ Capacitive ประสิทธิภาพสูง ชูความสามารถในการทนน้ำ และสามารถปรับตั้งค่าผ่านเครื่องมือปรับตั้งค่าโค้ด START ได้อย่างง่ายดาย

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161123/8521607351

คำบรรยายภาพ: ATtiny817 Xplained Pro Board จากไมโครชิป

CIP พัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถทำภารกิจต่างๆได้โดยไม่ต้องมีโค้ดหรือการควบคุมจากฝั่ง CPU สำหรับ Peripheral Touch Controller คือ CIP ที่ทำให้การลงระบบเซนเซอร์สัมผัสคล่องตัวมากขึ้น จึงช่วยให้นักออกแบบสามารถจดจ่อกับการออกแบบงานส่วนอื่นๆได้

โซลูชั่นสัมผัสจาก PTC ผสมผสานความสามารถด้านการจัดการสัญญาณรบกวน ระบบสัมผัสที่ทนน้ำ และการปลุกเครื่องด้วยระบบสัมผัสที่ใช้ไฟน้อย นอกจากนี้ อัตราการต้านทานตามมาตรฐาน IEC 61000-4-6 ที่15Vrm ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถผ่านมาตรฐาน EMC ที่เข้มงวดที่สุดได้อย่างฉลุย โดยเฉพาะในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและยานยนต์ ระบบสัมผัสที่ทนน้ำตอบโจทย์สำหรับการใช้งานภายนอก อีกทั้งเป็นการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดีขึ้น ที่สำคัญ PTC ยังกินไฟน้อยลงด้วยโหมด Sleep และ Wake up จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์อื่นๆที่ใช้แบตเตอรี่

PTC ยังรองรับซอฟต์แวร์ในระบบของไมโครชิป จึงช่วยให้การใช้งานง่ายดายยิ่งขึ้น โดย ATtiny817 ถือเป็นอุปกรณ์รุ่นแรกที่รองรับเครื่องมือปรับตั้งค่าโค้ดผ่านเว็บ START และ QTouch(R) Modular ที่มีโค้ดกระทัดรัด ด้วยความที่ START เป็นเครื่องมือบนเว็บ จึงช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคลังเก็บรูปแบบการสัมผัสที่ล้ำสมัยได้อยู่เสมอ

ฟานี ดุเวนเฮจ รองประธาน Touch Sensing Group ของไมโครชิปกล่าวว่า “ไมโครชิปเป็นผู้นำตลาดเทคโนโลยีสัมผัสอย่างต่อเนื่อง เราสร้างสรรค์อุปกรณ์ Peripheral Touch Controller รุ่นใหม่ล่าสุดขึ้นมา เพราะต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดในเรื่องของการทนน้ำและการต้านทานสัญญาณรบกวน พร้อมกับทำให้นักออกแบบสามารถนำไปใช้งานได้สะดวก จึงเป็นที่มาของ CIP ตัวท็อปซึ่งเป็นส่วนเสริมอันยอดเยี่ยมของATtiny817/816/814 และจะเป็นส่วนเสริมของ MCU อีกหลายรุ่นในอนาคต”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Peripheral Touch Controller สามารถเข้าชมได้ที่

http://www.atmel.com/products/microcontrollers/avr/tinyAVR.aspx

แหล่งข้อมูลและภาพ

สามารถดูรูปภาพความละเอียดสูงได้ที่ฟลิกเกอร์ หรือติดต่อกองบรรณาธิการ (สามารถนำไปเผยแพร่ได้ตามสะดวก)

ติดตามไมโครชิปได้ที่

เกี่ยวกับไมโครชิป เทคโนโลยี

ไมโครชิป เทคโนโลยี อิงค์ (NASDAQ: MCHP) เป็นผู้นำด้านการจัดหาโซลูชั่นไมโครคอนโทรลเลอร์ ตลอดจนโซลูชั่นอนาล็อกสัญญาณผสม และแฟลช-ไอพี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนรวมของทั้งระบบ และร่นระยะเวลาในการนำเสนอแอปพลิเคชันหลายพันรายการสู่ลูกค้าในตลาดทั่วโลก สำนักงานใหญ่ของไมโครชิปตั้งอยู่ที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา บริษัทนำเสนอการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เป็นเลิศพร้อมกับการขนส่งและคุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ของไมโครชิปที่ www.microchip.com

หมายเหตุ: ชื่อและโลโก้ Microchip และโลโก้ Microchip เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท ไมโครชิป เทคโนโลยี อินคอร์ปอเรทเต็ด ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ส่วนเครื่องหมายการค้าอื่นๆ ทั้งหมดที่ระบุถึงในข่าวฉบับนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

Microchip 
Daphne Yuen 
โทร. +852-2943-5115 
อีเมล: daphne.yuen@microchip.com

รูปภาพ http://photos.prnasia.com/prnh/20161123/8521607351

“จอห์น บัลเดสซารี” เผยโฉมผลงาน “BMW Art Car” สู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ในงาน Art Basel 2016 ที่ไมอามีบีช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ไมอามี บีช, ฟลอริดา–1 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผลงานการสร้างสรรค์รถยนต์ “BMW Art Car” โดยจอห์น บัลเดสซารี สุดยอดศิลปินแนวคอนเซ็ปชวลชาวอเมริกัน ซึ่งถือเป็นรถคันที่ 19ในคอลเลคชั่น BMW Art Car จะเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน ณ เทศกาลศิลปะนานาชาติ Art Basel ซึ่งจัดขึ้นที่Botanical Garden ในไมอามีบีช โดยตัวศิลปินเอง รวมถึงลุดวิก วิลลิช ประธานและซีอีโอของ BMW of North America และเจนส์ มาร์ควอดท์ ผู้อำนวยการของ BMW Motorsport จะมาร่วมงานนี้ด้วย ทั้งนี้ รถยนต์BMW M6 GTLM ที่วาดลวดลายโดยจอห์น บัลเดสซารี เป็นรถแข่งที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 585 แรงม้า สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 300กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพสนามแข่ง และจะให้ยลโฉมไปจนถึงวันปิดงาน Art Basel

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161125/442936 )

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161125/442937 )

จอห์น บัลเดสซารี กล่าวว่า หากรถยนต์เป็นตัวแทนของชีวิตร่วมสมัยแล้ว คอนเซปต์ของผมสำหรับรถยนต์ BMW Art Car ก็เป็นเหมือนการหยิกแกมหยอก โดยสื่อผ่านรูปแบบศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของผม ผมพูดได้เลยว่า BMW Art Car คันนี้เป็นแนวบัลเดสซารี และเป็นผลงานศิลปะที่ผมใช้เวลาสร้างสรรค์เร็วที่สุดด้วย”

ในปีที่ 40 ของ BMW Art Car ผลงาน “ประติมากรรมติดล้อ” ของจอห์น บัลเดสซารี จะได้พิสูจน์ตัวเองในรายการ Rolex 24 at DAYTONAระหว่างวันที่ 28-29 มกราคม 2017 โดยจะมีนักแข่ง 4 คน ได้แก่ บิล ออเบอร์เลน (สหรัฐอเมริกา) อเล็กซานเดอร์ ซิมส์ (สหราชอาณาจักร) ออกัสโต ฟาร์ฟัส (บราซิล) และบรูโน สเปนเกลอร์ (แคนาดา) ผลัดกันขับ BMW Art Car คันนี้

ตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ศิลปินระดับโลกมากมาย อาทิ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์, แอนดี้ วอร์ฮอล และเจฟฟ์ คูนส์ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์BMW Art Car บนพื้นฐานแห่งความร่วมสมัยของรถยนต์ BMW

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.press.bmwgroup.com

รับชมวิดีโอได้ที่ https://www.press.bmwgroup.com/global/tv-footage

#BMWArtCar

http://bmwartcars.tumblr.com

สื่อมวลชนติดต่อ:

Dr Thomas Girst

BMW Group Corporate and Governmental Affairs

Head of Cultural Engagement

โทร. +49-89-382-24753

อีเมล: presse@bmw.de

ที่มา: BMW Group

Legrand สานต่อเจตนารมณ์ลดการปล่อยคาร์บอน เดินหน้าต่อสู้ภาวะโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลิโมช, ฝรั่งเศส–1 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์-เฟิร์สต์คอลล์/อินโฟเควสท์ 

ด้วยการเข้าร่วมโครงการ Science Based Targets พร้อมสนับสนุนภาคี Global Alliance for Energy Productivity 

หลังจากที่ข้อตกลงปารีสมีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่วัน และหลังจากที่การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 (COP22) เพิ่งผ่านพ้นไป บริษัท Legrand ก็ได้ประกาศจับมือกับ 2 โครงการใหญ่ระดับนานาชาติเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน ได้แก่ Science Based Targets ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ มุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และGlobal Alliance for Energy Productivity ภาคีระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายลดความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ทั้งนี้ การเข้าร่วม 2 โครงการดังกล่าวถือเป็นการสานต่อความมุ่งมั่นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของLegrand ในการจำกัดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

 eliot Logo / eliot PROGRAM BY LEGRAND (PRNewsFoto/Legrand)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151015/277386LOGO )

 

หัวใจของ CSR 

Legrand มุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โดยถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัท ความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมส่งผลให้บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้กว่า 7% ภายใน 2 ปี (ระหว่างปี 2556-2558) นอกจากนี้ Legrand ยังเปิดเผยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบริษัททุกปีมาตั้งแต่ปี 2554 และยังมีเป้าหมายที่จะทยอยนำราคาของคาร์บอนไดออกไซด์ต่อตันมาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการตัดสินใจด้านการดำเนินงาน โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เป็นทุน ปัจจุบัน การใช้พลังงานทั่วโลกเกิดขึ้นภายในอาคารมากถึง 40% [1] ทาง Legrand จึงได้พัฒนาโซลูชั่นประหยัดพลังงานขึ้นมา ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.5 ล้านตันในช่วงปี 2557-2561 [2] 

ก้าวไปข้างหน้า 

การเข้าร่วมโครงการ Science Based Targets ซึ่งสนับสนุนโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF), ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UNGC), สถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และโครงการเปิดโปงคาร์บอน (Carbon Disclosure Project) ได้นำไปสู่ภารกิจถัดไปของ Legrand โดยโครงการนี้เรียกร้องให้บริษัททั่วโลกแสดงเจตจำนงต่อสาธารณชนในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส 

Legrand จึงกำลังก้าวไปข้างหน้า จากการลดใช้พลังงานไปสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยฟิลิปปิน เดอเคลิร์ก รองประธาน CSR ของ Legrand กล่าวว่า ก้าวถัดไปของเราคือการทำงานเชิงรุกเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในนโยบาย CSRของเราในอนาคต 

การเข้าร่วมโครงการ Science Based Targets เปิดโอกาสให้Legrand ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหญ่ระดับโลกกว่า 200 แห่ง ในการแสดงเจตจำนงต่อสาธารณชนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่การสนับสนุนภาคี Global Alliance for Energy Productivity และเป้าหมายของภาคีในการส่งเสริมการลดระดับความเข้มข้นของการใช้พลังงานทั่วโลก ยังถือเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่สะท้อนพันธกิจของ Legrand ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 

เกี่ยวกับ Legrand 

http://www.legrand.com 

อ้างอิง

1. ที่มา: สำนักงานพลังงานสากล (IEA) 

2. การประหยัดพลังงานซึ่งเป็นผลจากการใช้โซลูชั่นประหยัดพลังงานของ Legrand โดยคำนวณจากยอดขายโซลูชั่นดังกล่าว ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และต้นทุนไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจตลาดของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 

ที่มา: Legrand