ทิ้งชีวิตคนเมือง สู่ “ไร่สุขพ่วง” เกษตรกรอายุน้อย หัวใจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

เกษตรอินเทรนด์

สดุจตา

ทิ้งชีวิตคนเมือง สู่ “ไร่สุขพ่วง” เกษตรกรอายุน้อย หัวใจพอเพียง

“พื้นที่ไม่มาก แต่จะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องนำมาแปรรูป เราจึงไม่ขายผักผลไม้สด อย่างกล้วย นำมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ จำนวนแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”

เรียนหนังสือตั้งแต่อายุราว 3 ขวบ ก้าวจบจากรั้วมหาวิทยาลัยในวัยกว่า 20 ปี จากนั้นเดินทางสู่ระบบลูกจ้าง วางกรอบชีวิตติดอยู่กับคำว่ามนุษย์เงินเดือน สร้างฐานะ ด้วยการผ่อนรถ ผ่อนบ้าน มีครอบครัว พุ่งเป้าทำงานใช้หนี้ กว่าจะหมดซึ่งหนี้สินอาจก้าวสู่วัยเกษียณ

วงจรชีวิตของคนจำนวนมากเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ใช่กับ คุณอภิวรรษ สุขพ่วง แห่ง “ไร่สุขพ่วง”

ไม่ตามกระแส

ขอแค่พอเพียง

แม้คุณอภิวรรษจะใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญา และทำตามกรอบของคนหมู่มากมาบ้าง คือหลังศึกษาจบ ทำงานในตำแหน่งลูกจ้าง แต่ทว่าภายในระยะเวลา 6 เดือน เขา “คิดได้” และตัดสินใจเก็บกระเป๋ามุ่งหน้ากลับบ้านเกิดอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งในยามนั้นเขารับตำแหน่ง “คนตกงาน”

“ตัวอย่างของคนที่เดินตามกรอบกระแสโลกมีเป็นล้านคน ใช้เวลาเรียนนับสิบปี พ่อแม่บางคนต้องขายที่ขายทาง บางคนหมดตัว พอลูกเรียนจบก็ไปทำงานให้คนอื่น ติดระบบคนเมือง ทำงานได้สักพักมีครอบครัว ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียม ใช้เงินเดือนผ่อน บางครั้งกว่าจะหมดก็อายุ 60 ปี ผมถามตัวเองว่าจะเดินตามรอยนี้หรือ จึงตัดสินใจกลับบ้าน ตอนนั้นคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นภาระของพ่อแม่ พยายามหาทางช่วยเหลือครอบครัว”

หันมามองรายจ่ายของครอบครัว พบว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับสินค้าอุปโภคบริโภค จึงคิดหาทางช่วยลดรายจ่ายส่วนนี้ลงก่อน

“ผมตามแม่ไปตลาด ก็ดูเลยว่า แม่ซื้ออะไรบ้าง ข้าว ไข่ ปลา ผัก สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ฉะนั้น ถ้าทำสิ่งนี้ขึ้นมาก็หมายความว่าไม่ต้องซื้อ ซึ่งพอผมมองย้อนไปรุ่นปู่รุ่นทวด เขาทำนามีข้าวกินทั้งปี แต่ว่าพ่อกับแม่รับราชการ ไม่ได้สานต่ออาชีพเกษตร เราต้องซื้อข้าวกินมาเป็นเวลานับสิบปี ซื้อผัก ซื้อทุกอย่าง”

จัดระบบพื้นที่ดิน

มีรายได้ไม่ขาดช่วง

พื้นที่ 25 ไร่ คือคำตอบในการลดทอนค่าใช้จ่ายหลัก แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ความรู้คือสิ่งสำคัญ คุณอภิวรรษ เดินทางไปศึกษาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กับครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อนำองค์ความรู้มาปรับใช้

กระทั่งได้ลงมือจริงในปี 2553 จัดการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่ แหล่งน้ำ (ขุดบ่อน้ำเพื่อรองรับน้ำฝนไว้ใช้ขนาดประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่) ทำแปลงนาข้าว ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และสร้างที่อยู่อาศัย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเลี้ยงสัตว์บางชนิดเพื่ออาศัยผลพลอยได้ ไม่ใช่เพื่อการฆ่า อย่าง เลี้ยงปลาดุก เพื่อนำน้ำจากบ่อเลี้ยงมาทำปุ๋ยสูตรน้ำ เลี้ยงหมูเพื่อนำมูลมาทำปุ๋ยแห้ง เลี้ยงไก่เพื่อนำไข่ไก่มาประกอบอาหาร

ด้วยกระบวนการจัดการระบบอินทรีย์วิถีไทย ทำให้ไร่สุขพ่วง มีรายได้ 4 ช่วงเวลาคือ รายได้รายวัน มาจากการขายไข่ไก่ รายได้รายเดือนมาจากผัก ที่เก็บตัดแล้วนำมาแปรรูปจำหน่าย อย่างผักสลัด ผักกุยช่าย รายได้รายปีจากการปลูกข้าว และรายได้วัยเกษียณจากไม้ใหญ่ในป่าที่ปลูกขึ้น

“พื้นที่ไม่มาก แต่จะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องนำมาแปรรูป เราจึงไม่ขายผักผลไม้สด อย่างกล้วย นำมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อยชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ จำนวนแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”

ปลูก แปรรูป ขาย

ทำได้เองทุกขั้นตอน

ตลาดรองรับเป็นเรื่องสำคัญต้องเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งคุณอภิวรรษ ว่า หากจะขายสินค้าคุณภาพ เกิดมาตรฐานเป็นที่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ควรนำสินค้าไปปะปนกับตลาดสินค้าเคมี

“เมื่อศึกษาตลาดพบว่ามีผู้จัดตลาดนัดสินค้าสุขภาพขึ้น โดยให้ผู้ค้าตระเวนไปขายตามอาคารต่างๆ ในกรุงเทพฯ ผมจึงเลือกนำสินค้าภายใต้แบรนด์ สุขพ่วง ไปทำตลาดให้ตรงจุด นอกจากนั้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนในยุคนี้ ต้องสร้างสื่อออนไลน์ขึ้นมา เปิดเฟซบุ๊ก โดยใส่เรื่องราว และภาพให้เขารู้จักเรา และเห็นความเคลื่อนไหว”

คุณอภิวรรษ ว่า ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์เหมาะสมและดูดี ก็เป็นอีกวิธีที่จะดึงความโดดเด่นของสินค้าให้ชัดเจนขึ้น

จุดขาย 3 ประการคือ ปลูกเอง แปรรูปเอง จำหน่ายเอง ถือเป็นวิธีเข้าถึงลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะสามารถอธิบายได้ทุกกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อถือต่อลูกค้า “เราทำสินค้าโดยคิดว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่ลูกทำให้พ่อแม่ทาน ฉะนั้น ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด”

สินค้าแทบทุกชนิดจากไร่สุขพ่วง จะเน้นแปรรูปก่อนจำหน่าย แม้พื้นที่ปลูกจะไม่มาก ก็สามารถสร้างความยั่งยืนให้ผลิตผลบนพื้นที่มีพอสำหรับบริโภคในครัวเรือน และจัดจำหน่าย

จากความสำเร็จของไร่สุขพ่วง ที่เริ่มต้นลงมือปลูกเพื่อสร้างความพอเพียงให้กับครอบครัว “สุขพ่วง” แต่มาในวันนี้กลับกลายเป็นสร้างธุรกิจเล็กๆ ให้เกิดขึ้น

“คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง มีอยู่ 2 แบบคือ เศรษฐกิจพอเพียงในขั้นพื้นฐาน นั่นหมายถึง ทำเพื่อให้ครอบครัวอยู่ได้ แต่เมื่อสำเร็จขั้นนี้แล้ว ก็ไปต่อกับเศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้าคือ มาสู่กระบวนการสร้างธุรกิจ และเผยแพร่แบ่งปัน ซึ่งผมยืนอยู่ตรงจุดนี้แล้ว”

คุณอภิวรรษ ยังเล่าถึงบันได 9 ขั้นของคำว่า ความพอเพียง ซึ่งในข้อที่ 1-4 ถือเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นพื้นฐาน คือ 1. พอกิน 2. พอใช้ 3. พออยู่ 4. พอร่มเย็น และเมื่อสำเร็จแล้วก็มาสู่ข้อที่ 5-9 กับเศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า 5. ทำบุญ (เพื่อป้องกันมิให้เกิดความโลภ) 6. ทำทาน (แบ่งปันให้กับผู้ที่ลำบาก) 7. เก็บรักษา (ทั้งด้านภูมิปัญญา ความรู้ ประสบการณ์) 8. แปรรูป (เพื่อเพิ่มมูลค่าออกสู่ตลาด อันนำมาสู่ระบบธุรกิจ) และ 9. เผยแพร่องค์ความรู้ (ถ่ายทอดสู่ผู้อื่น)

“เมื่อผมทำสำเร็จ ครอบครัวอยู่ได้ เปลี่ยนคนตกงานให้เป็นเกษตรกรได้แล้ว ผมก็ต้องการส่งเสริมผู้อื่น ส่งต่อความรู้ จึงจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย (Earth Safe) โดยร่วมกับมูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ (Earth Safe) เปิดคอร์สการอบรมครบวงจร ตั้งแต่ ปลูกผัก ทำปุ๋ยใช้เอง ทำอาหารสัตว์ ไปจนถึงการทำตลาด”

คนเมืองสนใจ

ปลูกผักในตะกร้า

ด้วยเพราะพื้นที่อำเภอจอมบึงประสบปัญหาทั้งดินเสื่อมโทรม ขาดแคลนน้ำ คุณอภิวรรษจึงคิดค้นการปลูกผักในภาชนะ โดยได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดอบรมชาวบ้านให้สานตะกร้าจากสายรัดพลาสติกชนิดทนแดดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดีในภาชนะ

นอกจากคนในพื้นที่ได้เรียนรู้การปลูกผักไว้ทานและจำหน่าย ยังส่งผลสู่บุคคลภายนอก อย่างผู้อยู่ในสังคมเมืองใหญ่ ที่มีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด อย่าง คอนโดมิเนียม ก็สามารถปลูกผักทานเองได้ หรือถ้าใครต้องการต่อยอดไปสร้างเป็นอาชีพ ก็สามารถดำเนินการได้

ด้วยวัยเพียง 27 ปี ถือว่ายังเป็นตัวเลขอายุน้อย แต่ทว่ากระบวนการคิด และลงมือทำ ของคุณอภิวรรษถือเป็นแบบอย่างให้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการเดินสู่เส้นทางสายนี้ ไม่เพียงส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ดี มีรายได้พอเลี้ยงตนเอง แต่เหนือกว่านั้นคือ ความสุข กับการได้อยู่ในบ้านเกิด อยู่ใกล้ชิดครอบครัว โดยสร้างประโยชน์ให้กับทั้งตนเองและคนรอบข้าง

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินตามวิถีเช่นนี้ คุณอภิวรรษ ว่า ยินดีสนับสนุน โดยเฉพาะในด้านองค์ความรู้ สามารถโทรศัพท์ติดต่อเข้ารับการอบรมล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ (089) 379-8950

พร้อมกันนี้ ยังได้ฝากข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ “ผมอยากให้คิดให้ได้ก่อนว่าความมั่นคงคืออะไร มันคือปัจจัย 4 ใช่หรือไม่ และถ้าที่ดินไม่มี แต่มีภูมิปัญญาก็นำภูมิปัญญามาต่อยอด ผมว่าก่อนอื่นต้องรู้จุดเริ่มก่อน เข้าใจคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง และส่วนของความรู้ที่ร่ำเรียนมา ก็นำมาบูรณาการ

ส่วนผู้ยังคงต้องอยู่กับงานประจำ ยังก้าวออกมาไม่ได้ ก็ขอให้เรียนรู้อย่างมีสติ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งหมดกับสิ่งนั้น เพื่อวันหนึ่งนำกลับไปพัฒนาบ้านเกิด กลับไปนำของเก่ามาก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะ ศิลปวัฒนธรรม พืชพันธุ์ ภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้สามารถประยุกต์ให้เกิดความร่วมสมัยได้ ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

ไร่สุขพ่วง ตั้งอยู่ เลขที่ 107 หมู่ 10 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 70150 โทรศัพท์ (089) 379-8950, http://www.facebook.com/raisukphang

แม่ค้าเปรี้ยวแซบ-พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ เจ้าของเสื้อผ้าโดนใจสาวเฮฟวี่เวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

แม่ค้าเปรี้ยวแซบ-พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ เจ้าของเสื้อผ้าโดนใจสาวเฮฟวี่เวต

“…เจาะกลุ่มลูกค้าคนอ้วนระดับรุนแรง ซึ่งหาเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ได้ยากมากที่สุด อย่างแหล่งค้าส่งระดับประเทศ ย่านประตูน้ำ ยังมีแค่ไซซ์ 42 จำหน่าย แต่สินค้าในแบบของเธอมีให้เลือกถึงขนาดรอบอก 60 กว่า…”

ทุกวันนี้ถ้าใครมีรูปร่างอ้วนเกินค่านิยมตามสมัย อาจถูกมองด้วยสายตาตำหนิติติง เหมือนไปทำอะไรผิดมาหนักหนา

แถมยามปะหน้าผู้คน (บางประเภท) เป็นต้องเอ่ยปากทัก ทำไมถึงได้ตัวใหญ่-ตัวโต อย่างนี้

ทั้งที่น่าจะรู้กันอยู่เรื่องของ “สังขารไม่เที่ยง” นั้น เป็นธรรมดาของมนุษย์โลก

แต่เมื่อความสวยความงามนั้น เป็นเรื่องคู่กันกับผู้หญิงแทบทุกราย

ฉะนั้น หากสาวคนไหนที่ก้าวผ่านภาวะ “อวบระยะสุดท้าย” ไป เห็นเป็นต้องรีบขวนขวายหาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูดี มาเสริมบุคลิกกันให้จ้าละหวั่น

ส่งผลให้ธุรกิจขายเสื้อผ้าสำหรับสาวร่างบิ๊ก มีความคึกคักมาได้พักใหญ่แล้ว

เด็กเกียรตินิยม

ใจรักค้าขาย

“พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” คือชื่อของแฟนเพจร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่สาวอวบอ้วน น้ำหนัก 80-180 กิโลกรัม ++ โดยเสื้อผ้าแต่ละแบบมีทั้งงาน Plus Size แบรนด์เนม เอาต์เลต และงานตัดเฉพาะที่ร้านออกแบบมาเพื่อสาวเฮฟวี่โดยเฉพาะ

ส่วนสโลแกนประจำร้าน ได้แก่ “ถ้าคุณอ้วนมา เรื่องเสื้อผ้าให้เราดูแล”

ความน่าสนใจของกิจการนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเป็นหลักใหญ่ เพราะจะว่าไปเสื้อผ้าสำหรับคนอ้วนนั้นคงไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไร

แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตา จนอดรนทนไม่ไหวต้องติดต่อขอสัมภาษณ์ไปเห็นจะเป็นลีลาการโพสท่าแสดงแบบเสื้อผ้า ซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจและเปรี้ยวแซบของเหล่าบรรดานางแบบตัวแทนของร้าน ซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 150 กิโลกรัม!

คุณเล็ก-สุดารัตน์ สังข์ประเสริฐ ปัจจุบันอายุ 33 ปี เจ้าของกิจการที่เกริ่นถึง และเจ้าของน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม เริ่มต้นให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นกันเอง พื้นเพเป็นชาวเพชรบูรณ์ จบปริญญาตรีจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

หลังสอบได้ประกอบวิชาชีพแล้ว เข้าทำงานประจำแผนกไอซียูทารกแรกเกิด ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำอยู่พักใหญ่ค่อยย้ายไปประจำโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ประจำแผนกไอซียูผู้ป่วยทั่วไป

กระทั่งปี 2556 ลาออกจากการเป็นพยาบาลประจำออกมาทำธุรกิจเสื้อผ้าแบบเต็มตัว แต่ทุกวันนี้ก็ยังรับงานเป็นพยาบาลฟรีแลนซ์อยู่

คุณเล็ก เล่าต่อว่า ช่วงวัยไม่กี่ขวบเคยเป็นเด็กขาดสารอาหารมาก่อน จึงโดนบังคับให้กินวิตามินเสริมหลายชนิด จนกลายเป็นเด็กอ้วนตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.2 จวบกระทั่งปัจจุบัน

“ตอนเรียนพยาบาลน้ำหนักประมาณ 90 กิโลปลายๆ ระหว่างเรียนพยายามลดน้ำหนักบ้าง จนเหลือ 70 กว่าแล้วก็ขึ้นมาเรื่อยจนปัจจุบัน แต่เป็นคนที่คล่องตัว ความอ้วนไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน เป็นเด็กกิจกรรม ได้รับเลือกให้เป็นประธานชั้นปีและจบเกียรตินิยมด้วย” คุณเล็ก เล่าก่อนยิ้มกว้าง

ส่วนจุดเริ่มของการทำธุรกิจนั้น เธอบอก ชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ด้วยฐานะทางบ้านไม่ดีนัก เลยมักคิดอะไรเป็นธุรกิจไปหมด ชอบขายทุกอย่างที่ได้เงิน เริ่มต้นรับขนมจากตลาดมาขายเพื่อนในโรงเรียน ช่วงทำงานเป็นพยาบาลมักหารายได้เสริมตลอด ขายมาแล้วแทบทุกอย่าง เคยกระทั่งไปรับร่มจากสำเพ็งมาตั้งแผงขายบนสะพานลอยหน้าโรงพยาบาล

ส่วนการขายเสื้อผ้าออนไลน์นี้ เริ่มจากเพจส่วนตัวในเฟซบุ๊ก ช่วงประมาณปี 2555 เห็นเขาค้าขายกันเต็มไปหมด เลยลองรับรองเท้าไซซ์ใหญ่มาขายบ้างแต่ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะตอนนั้นยังเป็นพยาบาลประจำอยู่ และด้วยความที่เป็นคนชอบแต่งตัว มีเสื้อผ้าเยอะ ช่วงขายรองเท้า ลองโพสต์ว่า อยากปล่อยเสื้อผ้าจังเลย ปรากฏมีคนเข้ามากดไลก์และขอเป็นเพื่อนจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวอ้วนเหมือนกัน

แฟนเพจค่อนแสน

เปิดช็อปแรกที่อยุธยา

เมื่อเห็นลู่ทางการขายเสื้อผ้าให้กับลูกค้ากลุ่มคนไซซ์เดียวกันน่าจะไปได้ดี คุณเล็กจึงเดินหน้าทำธุรกิจออนไลน์แบบเต็มตัว ควบคู่กับการทำงานเป็นพยาบาลพาร์ตไทม์ เริ่มจากการรวบรวมแหล่งร้านค้าที่เคยไปซื้อ ติดต่อหาร้านราคาน่าพอใจที่สามารถขายส่งให้ได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจให้เป็นระบบมากขึ้น ทำให้ปริมาณลูกค้าสูงขึ้นตามลำดับ

“เปิดเพจครั้งแรก ปี 2556 ตอนแรกใช้ชื่อ-นามสกุลจริง แต่คนชอบเรียก “บาลอ้วน ทำอยู่ 4-5 เดือน เลยเปลี่ยนชื่อเพจเป็น “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” หลังจากนั้นค่อยเป็นที่รู้จัก แฟนเพจไต่ระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีอยู่กว่า 60,000 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสาวอ้วนไซซ์เฮฟวี่เวต ที่ชอบการแต่งตัวเหมือนกัน” คุณเล็ก บอก

ถามถึงจุดเด่นเรียกลูกค้า เจ้าของเรื่องราว ให้ข้อมูลว่า จะเจาะกลุ่มลูกค้าคนอ้วนระดับรุนแรง ซึ่งหาเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ได้ยากมากที่สุด อย่างแหล่งค้าส่งระดับประเทศ ย่านประตูน้ำ ยังมีแค่ไซซ์ 42 จำหน่าย แต่สินค้าในแบบของเธอมีให้เลือกถึงขนาดรอบอก 60 กว่า ชุดว่ายน้ำไซซ์ใหญ่สุดก็มีให้เลือกซื้อ เนื่องจากมีแหล่งผลิตเฉพาะซึ่งเป็นเครือข่ายกัน

ทำให้ลูกค้าชื่นชอบทยอยมาอุดหนุนกันต่อเนื่อง หลายคนลงทุนนั่งเครื่องบินจากจังหวัดไกลๆ มาขอเลือกซื้อด้วยตัวเอง จนเธอต้องดัดแปลงชั้น 2-3 ของบ้านพักย่านดอนเมือง ทำเป็นโกดังเก็บสินค้า หากมีลูกค้ามาจากต่างจังหวัดแล้วอยากค้างคืน ก็สามารถพักค้างที่บ้านได้ แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน

และด้วยความที่ธุรกิจกำลังขยายตัวได้ดี มีเสียงเรียกร้องให้เปิดหน้าร้านตามทำเลต่างๆ ล่าสุด ตัดสินใจลงทุนเปิดร้าน พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ รองรับลูกค้าโซนภาคเหนือ เป็นการนำร่อง ร้านนี้ ตั้งอยู่ที่โซน เดอะชิก ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และถ้าผลตอบรับยังมีต่อเนื่อง อาจขยายไปเปิดตามหัวเมืองต่างๆ เพราะทุกวันนี้มีลูกค้ามาอุดหนุนจากเพจเป็นจำนวนมาก

นึกสงสัยทำไมเสื้อผ้าในแบบของ “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” ถึงได้ขายดิบขายดี ทั้งที่คู่แข่งในตลาดก็มีไม่น้อย คุณเล็ก วิเคราะห์ให้ฟัง เทคนิคของการนำเสนอเสื้อผ้าของเธอนั้น มีเคล็ดลับอยู่ที่ว่า อ้วนแค่ไหนก็อย่าไปปกปิด แต่เท่าที่สำรวจแม่ค้าออนไลน์บางคนที่ขายเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่เหมือนกัน ชอบถ่ายภาพมุมสูง เพื่อให้รูปนางแบบออกมาผอมและดูดี แต่เธอทำกลับกัน คือนำจุดด้อยนั้นมาโชว์ด้วยความมั่นใจ โพสท่าให้รู้สึก “แซบ” ในทุกรีวิว ก่อนนำภาพมาแชร์ลงในอัลบั้ม ไม่ได้เลือกรูปภาพที่ใส่แล้วดูดีที่สุด โดยนำผู้หญิงหุ่นทั่วไปมาเป็นแบบ ขณะที่นางแบบของทางร้านเธอนั้น เป็น “คนสวยจริง-อ้วนจริง” น้ำหนักต่ำสุด 130 กิโลกรัม ไล่ไปจนถึงกว่า 170 กิโลกรัม

“ยอดขายต่อรอบอยู่ที่ 300-600 ชิ้น เป็นธุรกิจกำไรดี พอเลี้ยงชีพได้ และแม้จะมีคู่แข่งจำนวนไม่น้อย แต่ไม่ได้มองตรงนี้ จะโฟกัสไปที่ลูกค้ามากกว่า เพราะมีคติว่าขนาดข้าวหลามหนองมน มีคนขายหลายร้าน เขายังอยู่กันได้” เจ้าของร้านร่างอวบ บอกก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

……………

สนใจเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ระดับเฮฟวี่เวต ในแบบ “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” ติดต่อ คุณเล็ก เลขที่ 314/421 ดอนเมืองวิลล่า ซอย 3 ถนนสรงประภา 16 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ (086) 347-0838 หรือ Facebook/พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์

อดีต รปภ. ไอเดียแจ่ม ผุดบริการ “แล้วแต่จะเรียกใช้” เจาะกลุ่มลูกค้าโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0738150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

Social Biz

ดวงกมล

อดีต รปภ. ไอเดียแจ่ม ผุดบริการ “แล้วแต่จะเรียกใช้” เจาะกลุ่มลูกค้าโซเชียล

บริการที่ลูกค้าเรียกใช้มากที่สุด ชายหนุ่ม ระบุว่า ไปซื้อขนม อาหารสด เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นผู้หญิง ห้างสรรพสินค้าที่ไปบ่อยมากที่สุดคือ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เยาวราช ตลาดสำเพ็ง พาหุรัด สะพานเหล็ก ตลาดจตุจักร ประตูน้ำ

ในห้วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา “ธุรกิจพรีออร์เดอร์” สินค้าจากต่างประเทศเคยบูมแบบสุดๆ ในกลุ่มผู้ที่ชอบช็อปปิ้งสินค้าต่างประเทศ เลยเกิดคำถามว่า ทำไม “ไม่พรีออร์เดอร์” สินค้าในประเทศ ให้กับคนที่อยากซื้อแต่หาซื้อไม่ได้ หรือไม่สามารถไปซื้อด้วยตัวเองได้ ไอเดียนี้เกิดขึ้นแล้วโดย คุณรชานนท์ โสภาพ หรือ คุณบูม อดีตหนุ่ม รปภ. ที่ผันตัวผุดธุรกิจบริการรับจ้างฝากซื้อของ อาทิ อาหาร ขนม เครื่องสำอาง ฯลฯ ล่าสุดต่อยอดบริการรับจ้างสารพัด ใช้โมเดลธุรกิจเก็บเงินสดจากลูกค้าที่ฝากซื้อก่อน แล้วค่อยนำเงินไปจ่ายค่าสินค้าและค่าจัดส่งให้ทีหลัง

ถูกใช้ไปซื้อของบ่อย

ทำเป็นธุรกิจซะเลย

BooMBA คือ บริการรับฝากซื้อ จัดหา หิ้วของ พรีออร์เดอร์สินค้า รับฝากทำกิจธุระทั่ว กทม. จัดส่งทั่วโลก งานแปลกที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยสักบาท แต่สามารถทำเงินได้ทุกวัน มีทีมงานเป็นวิศวกร นักเรียน นักศึกษา

คุณบูม ปัจจุบันอายุ 30 ปี อดีตเป็น รปภ. 3 ปี (รักษาความปลอดภัย) สำนักงานย่านถนนบางนาตราด กทม. ทุกวันนี้ลาออกมาเป็นเจ้าของกิจการรับฝากซื้อ จัดหา หิ้วของ พรีออร์เดอร์สินค้า รับฝากทำกิจธุระทั่ว กทม. จัดส่งทั่วโลก ไอเดียธุรกิจเริ่มต้นเมื่อตอนเป็นยาม

คุณบูม เผยว่า ตอนเป็น รปภ. มักถูกพนักงานออฟฟิศผู้หญิงจ้างไปซื้ออาหาร ขนม เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ของกระจุกกระจิกอยู่บ่อยๆ นานวันเริ่มถูกจ้างมากขึ้นเรื่อยๆ มีรายได้มากขึ้น เลยลองเปิดเพจในเฟซบุ๊ก รับฝากซื้อของใน กทม. จัดส่งทั่วประเทศ ซึ่งเดือนแรกไม่มีลูกค้าเลย ต่อมาเดือนที่ 2 มีลูกค้า 3 คน เป็นผู้หญิงใช้ไปซื้อขนมเค้กที่สยามพารากอน นับเป็นงานแรกที่ได้เงินโดยไม่ต้องลงทุนก่อน เดือนต่อๆ มา เริ่มมีลูกค้าเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเข้าเดือนที่ 5 กิจการดีขึ้น ถึงขั้นลาออกจากการเป็น รปภ. มาทำเต็มตัว

ดูเหมือนงานง่ายๆ รับจ้างฝากซื้อของ แต่คุณบูม บอกว่า สิ่งที่ยากคือ การสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าเชื่อใจว่าพ่อค้าจะไม่โกงเงิน เพราะลูกค้าต้องโอนเงินมาก่อนทั้งที่ไม่รู้จักกัน วิธีการคือ ถ่ายรูปบิล สินค้า ให้ลูกค้าดู ให้ลูกค้าเข้ามารีวิว มาเขียนคำติชมได้

“ลูกค้าคนแรกที่ตัดสินใจมาใช้บริการน่าจะอยากลองว่าบริการรับฝากซื้อของมีจริงไหม พอเห็นว่ามีจริงก็เลยกล้าใช้ หลังจากเปิดเพจได้ 5 เดือน ฟีดแบ็กดีขึ้น ผมเพิ่มบริการจากรับฝากซื้อของ เป็นรับจ้างสารพัดถูกกฎหมายให้บริการทั่วประเทศ”

ส่งเร็ว ส่งไว อัพรูปตลอด

บริการถูกกฎหมายเท่านั้น

ทว่าการทำธุรกิจมักต้องเจอปัญหา ช่วงเริ่มต้นใน 4-5 เดือนแรก ชายหนุ่มเจอปัญหามากมาย เช่น ไม่รู้จักร้านที่ลูกค้าฝากสั่งซื้ออยู่ตรงไหน เดินทางยังไงถึงจะคุ้มกับค่ารถเพราะทุกอย่างมีต้นทุนต้องบริหารให้ดี ไม่งั้นก็ขาดทุน เขาอาศัยลองผิดลองถูกเดินทางไปทั่ว กทม. ขึ้นรถเมล์ รถตู้ เรือ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง BTS MRT จนเริ่มสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น รวมถึงขยันทำการตลาดไปลงประกาศตามเว็บไซต์ต่างๆ พอเข้าสู่เดือนที่ 5 ก็เริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการและเป็นที่รู้จักมากขึ้น

สำหรับบริการที่บอกว่ามีสารพัด คุณบูม เผยว่า นับตั้งแต่ไปซื้อขนม เครื่องดื่ม อาหารสด อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ จองตั๋ว รับบัตรคิว ไปเยี่ยมคนป่วย ไปตักบาตร รับเซอร์ไพรส์ จ้างไปเฝ้าบ้าน สืบพฤติกรรมบุคคล สะกดรอยตาม ฝากเลี้ยงหมา ฝากเลี้ยงเด็กเล็ก เอากระเป๋าไปซ่อม ฝากซื้อหนังสือ ไปเที่ยวห้างแล้วส่งภาพมาให้ไว้เพื่ออัพเฟซบุ๊กก็ยังมี

ด้านกระบวนการทำงาน หลังจากคุณบูมได้รับออร์เดอร์ ลูกค้าจะต้องส่งรายละเอียด พร้อมรูปถ่ายสินค้าที่จะซื้อส่งมาให้ทางไลน์ หรือทางเฟซบุ๊ก จากนั้นโอนเงินค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าจ้างคิดค่าเหนื่อยตามระยะทาง ความยากง่ายของงานอัตราค่าบริการในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล เริ่มต้น 190-600 บาท นัดส่งสินค้าตามรถไฟฟ้า และบริการแท็กซี่ ส่วนต่างจังหวัดส่งรถทัวร์ค่าส่ง 100-600 บาท รถตู้ 80-300 บาท ขนส่งเอกชน 80-500 บาท รถไฟ เครื่องบิน 150-500 บาท

การจัดส่งสินค้า คุณบูมมีเทคนิคมัดใจ ต้องส่งไว ส่งเร็ว ส่งในสภาพสมบูรณ์ ในกรณีเป็นอาหาร ขนม ที่ต้องการความเย็นจะถูกใส่น้ำแข็งแห้งลงไปด้วย เช่น โดนัทคริสปี้ครีมเพื่อช่วยรักษาความสดให้ต่อสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนจนกว่าจะถึงมือลูกค้า กรณีเป็นเครื่องดื่มขวดแก้วจะถูกแพ็กกันกระแทก เค้กปอนด์หน้าสวยๆ มีเทคนิคแพ็กไม่ให้เละ จะส่งทางรถทัวร์กับรถตู้เท่านั้น เพราะหน้าขนมมันจะละลายง่าย อาหารอื่นๆ ส่งทางเครื่องบินภายในวันเดียวรอรับประทานได้เลย

“หัวใจสำคัญของงานบริการดังกล่าวคือ ความไว้ใจจากลูกค้า ก่อนรับงานทุกครั้งผมจะตกลงกับลูกค้าก่อนเสมอว่าทำได้ หรือทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้จะบอกตรงๆ มีหลักฐานการซื้อสินค้าทุกครั้ง ทั้งบิล รูปถ่าย”

คนไทยชอบกิน

ฝากซื้อขนม อาหารเยอะสุด

ปัจจุบัน บริการที่ลูกค้าเรียกใช้มากที่สุด ชายหนุ่ม ระบุว่า ไปซื้อขนม อาหารสด เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นผู้หญิง ห้างสรรพสินค้าที่ไปบ่อยมากที่สุดคือ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เยาวราช ตลาดสำเพ็ง พาหุรัด สะพานเหล็ก ตลาดจตุจักร ประตูน้ำ

สำหรับจำนวนลูกค้าในแต่ละวัน ลำพังคุณบูมเขารับได้ 4-5 ราย หรือบางครั้งสูงสุด 10 ราย อาศัยมีทีมงานเป็นนักเรียน นักศึกษา ลักษณะพาร์ตไทม์ รวมถึงมีวิศวกรที่อยากหารายได้พิเศษมารับจ๊อบคอยประสานงานให้ แต่ละเดือนรวมๆ กันมีลูกค้าราว 400 คน

ปัจจุบัน ช่องทางเข้าหาลูกค้าที่ชายหนุ่มเลือกใช้ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาใช้โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ ซึ่งได้ผลตอบรับดี เพราะคุณบูมจะลงรูปภาพให้ลูกค้าใหม่ได้เห็นทุกขั้นตอนการทำงานอยู่เสมอ ส่วนลูกค้าเก่าที่ประทับใจในบริการมีการบอกต่อบ้าง

สำหรับแผนธุรกิจ หลังจากเปิด AEC คุณบูม เผยว่า จะพยายามหาช่องทางต่อยอดธุรกิจด้วยการเจาะลูกค้าต่างชาติ และลงพื้นที่ให้ทั่วกรุงเทพฯ เพราะสินค้าไทยคุณภาพดี สินค้าแปลกๆ มีอีกเยอะ เพียงแต่หลายคนยังไม่เคยเห็น อยากปลุกสินค้าของไทยให้บูมขึ้น

สนใจสอบถามบริการเพิ่มเติม คลิก http://www.facebook.com/boombashopping หรือ โทรศัพท์ (087) 580-7387

“รสเตี๋ยว” จาก “รถ” สู่ “หน้าร้าน” “คงที่” & “เคลื่อนที่” ยินดีบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“รสเตี๋ยว” จาก “รถ” สู่ “หน้าร้าน” “คงที่” & “เคลื่อนที่” ยินดีบริการ

“จุดประสงค์ที่ผมเลือกขายก๋วยเตี๋ยวบนรถ เพราะมองว่าขับไปขายตรงไหนก็ได้ แต่ในความจริงคือ จอดไม่ได้ ต้องหาทำเลแน่นอน ผมจึงมองว่าถ้าอย่างนั้นหาทำเลรูปแบบร้านเลยดีกว่า กระทั่งมาได้ย่านประชาอุทิศ โดยหวังจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา”

ความอิสระในการประกอบอาชีพ กับเป็นคนชอบปรุง นำทางให้ คุณสรวิชญ์ คูเกษมรัตน์ หรือ คุณตี๋ มุ่งเดินสู่เส้นทางค้าขายในลักษณะฟู้ดทรัก

การค้าขายที่มีรถเป็นหน้าร้าน บวกรสชาติและหน้าตาก๋วยเตี๋ยวที่แตกต่าง ทำให้ธุรกิจก่อตัวสู่ความสำเร็จ และในวันนี้ก้าวสู่ปีที่ 2 “รสเตี๋ยว” ขยับขยายสู่รูปแบบหน้าร้าน ส่วนรถนั้นยังให้บริการรับออกงาน ออกร้าน นอกสถานที่ ส่งผลให้มีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง

ก๋วยเตี๋ยวบนรถ

เมนูเดียว ขายได้ดี

คุณสรวิชญ์ ผู้ประกอบการร้านรสเตี๋ยว เล่าเท้าความไปเมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี จวบจนก้าวสู่ระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างเรียนก็ได้ใช้เวลาทำงานในร้านอาหาร และโรงแรม

“ผมเคยทำงานในร้านอาหารไทยและจีนที่ประเทศอังกฤษ และที่ประเทศไทย เคยเป็นผู้ช่วยเชฟในโรงแรม ซึ่งตรงนี้จุดประกายความคิด อยากมีอาชีพของตนเอง และที่ผมเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยว เพราะมองว่าถูกปากคนไทย สามารถปรับสูตรให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของเราได้ ผมจึงนำพื้นฐานความชอบเข้าครัวมาดัดแปลงปรุงแต่งรสชาติก๋วยเตี๋ยว ซึ่งตอนแรกทำออกมาเมนูเดียวคือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมะนาว”

สำหรับหน้าร้านที่เลือกรูปแบบฟู้ดทรัก เพราะในช่วงนั้นได้รับความนิยม อีกทั้งยังมองว่าสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปจอดยังจุดต่างๆ ส่วนเงินลงทุนเบื้องต้นโดยรวมค่ารถด้วยประมาณ 550,000 บาท

การตกแต่งรถ ดึงดูดสายตาผู้พบเห็น บวกรสชาติก๋วยเตี๋ยว ส่งผลให้เกิดลูกค้าบอกต่อตามมา และแม้จะมีเมนูบริการแค่รายการเดียว ก็สามารถดึงยอดขายให้มีกำไรกลับมาสู่ธุรกิจได้

ระยะเวลาก้าวผ่านราวครึ่งปี การจัดระเบียบพื้นที่ขายใหม่ ส่งผลกระทบต่อทำเลที่ตั้ง ถึงคราวนั้นคุณสรวิชญ์ เริ่มมองหาทำเลใหม่ แต่จากที่คิดว่าค้าขายโดยมีหน้าร้านเป็นรถจะสะดวกจอด กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทำเลดีๆ ก็ถูกจับจองไปหมดแล้ว

“จุดประสงค์ที่ผมเลือกขายก๋วยเตี๋ยวบนรถ เพราะมองว่าขับไปขายตรงไหนก็ได้ แต่ในความจริงคือ จอดไม่ได้ ต้องหาทำเลแน่นอน ผมจึงมองว่าถ้าอย่างนั้นหาทำเลรูปแบบร้านเลยดีกว่า กระทั่งมาได้ย่านประชาอุทิศ โดยหวังจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา”

เปิดหน้าร้านรองรับ

จับลูกค้าหลากหลาย

ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่กับทำเลหน้าร้าน แต่แล้วปัญหาก็มีตามมา โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งร้านไม่อยู่ริมถนน ปิดกั้นระยะมองเห็น คุณสรวิชญ์จึงต้องใช้สื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กช่วย และไม่เพียงเท่านั้นจัดทำแผ่นพับใบปลิวแจกในละแวกใกล้เคียง

ด้วยเพราะมองกลุ่มเป้าหมายหลักนักศึกษา รูปแบบการตกแต่งร้าน รวมไปถึงเมนูอาหาร จึงต้องดึงดูดสายตา

“ร้านจะเป็น 2 ชั้น รองรับลูกค้าได้ประมาณ 50 คน มีพนักงานประจำร้าน 3 คน แต่จะให้ดีควรมี 4 คน เราทำร้านเล็กๆ แต่ให้น่านั่ง ซึ่งก่อนจะมองทำเลสแตนด์อะโลน ผมเคยเข้าไปติดต่อพื้นที่ในห้าง ค่าเช่าสูงถึง 80,000 บาท ไหนจะต้องเสียค่า GDP สูงอีก และทุกอย่างต้องทำตามกรอบ แต่ว่าก็มีข้อดีตรงไม่ต้องทำการตลาดมาก ด้วยเพราะทำเลเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว”

สำหรับเมนูอาหารปรับเพิ่ม อย่าง ก๋วยเตี๋ยวมี 5 สูตร ซึ่งยังคงต้องแปลกแตกต่าง อย่าง ก๋วยเตี๋ยวกะปิ ที่นำกะปิมาเป็นส่วนผสม หลายคนอาจคิดว่ากลิ่นแรง แต่พอได้ทานแล้วแทบไม่ได้กลิ่น ด้วยเพราะผสมเครื่องปรุงอื่นลงไปให้เกิดรสชาติโดดเด่น หรืออย่างก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำข้น ก็ให้กลิ่นสมุนไพรเตะจมูก

นอกจากเมนูก๋วยเตี๋ยวแล้ว ยังมีเมนูเอาใจวัยรุ่นชอบสังสรรค์ อย่าง หม้อไฟ อาทิ หม้อไฟลาวาชีส หม้อไฟสไตล์เกาหลี หรืออาหารทานเล่นเรียกน้ำย่อย อย่าง ไก่ทอดสูตรเฉพาะ เฟรนช์ฟรายด์ หรือจะตบท้ายด้วยน้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่น ที่คุณสรวิชญ์ ว่า จุดเด่นของเมนูหวานเย็นนี้คือการนำผลไม้สดมาเชื่อมเอง ให้ได้ท็อปปิ้งน้ำเชื่อมผลไม้ราดลงบนน้ำแข็งเนื้อละเอียดเนียน เหมาะกับภูมิอากาศร้อนบ้านเรา

ร้านให้บริการคงที่

มีรถเคลื่อนที่ออกงาน

กับราคาขายตั้งไว้สมเหตุสมผล เริ่มต้น 50 บาท ไปจนถึง 300 กว่าบาท (หม้อไฟ) สามารถเรียกลูกค้าให้เดินทางมาอุดหนุนจนทำให้เกิดรายได้วันละประมาณ 9,000-15,000 บาท

“ตอนนี้เปิดร้านมาได้ประมาณ 6-7 เดือน ก็ถือว่ายอดขายพอไปได้ แต่ว่าอุปสรรคก็มี อย่างในช่วงปิดเทอมลูกค้ากลุ่มหลักหายไปเยอะมาก จึงต้องหันมามองคนในพื้นที่ และพนักงานออฟฟิศ ซึ่งผมเตรียมโฆษณาผ่านแผ่นพับแจกในย่านนี้ และยังได้เปิดบริการดีลิเวอรี่ในระยะทาง 5 กิโลเมตร และให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ เพราะในยุคนี้ถือว่าเป็นกระบอกเสียงที่รวดเร็ว”

นอกจากนั้น ยังเพิ่มยอดขายด้วยบริการรับออกงาน จัดเลี้ยง สัมมนา และอีเว้นต์ต่างๆ นอกสถานที่ ในรูปแบบฟู้ดทรัก โดยกำหนดขั้นต่ำกับยอดสั่งซื้อจำนวน 100 ชามขึ้นไป บวกค่าระยะทางให้บริการ

คุณสรวิชญ์ ยังกล่าวถึงเป้ายอดขายวางไว้วันละ 15,000 บาท ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1 ปีครึ่ง ส่วนการลงทุนในรูปแบบร้านนั้นใช้งบประมาณไปราวๆ 700,000 บาท โดยหลักๆ จะมีค่าตกแต่ง และอุปกรณ์เพิ่มเติม ส่วนเงินทุนหมุนเวียนต่อวันก็ประมาณ 5,000 บาท

ขอถามถึงการบริหารจัดการวัตถุดิบ คุณสรวิชญ์ในฐานะผู้ลงมือปรุงด้วยตนเอง กล่าวว่า ของสดจะซื้อแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะไข่ไก่ ควรได้ไข่ใหม่ เพื่อมาทำไข่ออนเซ็น ส่วนอาหารทะเลสดนั้นมีข้อได้เปรียบตรงอยู่ใกล้สะพานปลา จึงซื้อ 2 วันครั้ง โดยส่วนที่เหลือนำแช่แข็งไว้

รสเตี๋ยว เปิดให้บริการมาจนถึงวันนี้ 1 ปีกว่า นอกจากลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดช่วง ยังมีผู้สนใจติดต่อขอร่วมธุรกิจเป็นจำนวนมาก ถึงคราวนี้ คุณสรวิชญ์วางแผนระยะใกล้กับการเปิดระบบแฟรนไชส์ โดยวางรูปแบบรถเข็น เพื่อให้ผู้ลงทุนไม่ต้องควักเงินก้อนโตต่อการก่อร่างสร้างธุรกิจ

สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อธุรกิจ หรือเดินทางไปลิ้มรส ไปได้ที่ เลขที่ 115/13 ถนนประชาอุทิศ (ระหว่างซอย 43/1-45) แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (086) 383-8863, (084) 244-2646 หรือ http://www.facebook.com/rodtiew

“Mommylicious Juice” ตัวช่วยเพิ่ม “น้ำนมแม่” ออร์แกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0761150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“Mommylicious Juice” ตัวช่วยเพิ่ม “น้ำนมแม่” ออร์แกนิก

วัตถุดิบที่เจ้าของกิจการเลือกใช้เป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหัวปลี ขิง โป๊ยกั้ก ฟักทองบัตเตอร์นัท ควินัว (Quinoa) และเพื่อรสชาติที่ดียิ่งขึ้น มีส่วนผสมของมะนาว น้ำผึ้ง ลำไย ซึ่ง “Mommylicious Juice” มีด้วยกัน 5 สูตร สรรพคุณบำรุงน้ำนมแม่เหมือนกัน

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า “น้ำนมแม่” คือ สุดยอดอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก ดังนั้น จึงมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนหลังคลอด แต่ทว่ามีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่มี น้ำนม รวมถึงน้ำนมไม่พอ ดังนั้น ตัวช่วยกระตุ้นเลือดในอก จึงถือกำเนิดขึ้นมามากมายหลายวิธี

“Mommylicious Juice” คือ เครื่องดื่มโฮมเมดออร์แกนิก ทำจากสุดยอดสารอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงคุณแม่หลังคลอด มาอยู่ในรูปแบบที่ทานง่าย รสชาติดี อาทิ ขิง หัวปลี ฟักทองบัตเตอร์นัท ปฏิวัติการบำรุงแบบไทยๆ ให้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป

วัตถุดิบออร์แกนิก 100%

ผ่านกรรมวิธีลับเฉพาะ

คุณรวินน์ธร ธาราพูนสวัสดิ์ หรือ คุณกราฟ เจ้าของเครื่องดื่มโฮมเมดเพิ่มน้ำนม “Mommylicious Juice” เล่าที่มาว่า กลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกมักประสบปัญหาน้ำนมไม่พอ น้ำนมไม่มี เลยเกิดไอเดียนำวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มน้ำนมมาแปรรูปเพื่อให้ทานง่าย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อยในการเตรียมอาหาร

สำหรับสารอาหารที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมมีหลายชนิด แต่เพื่อให้มั่นใจและปลอดภัยว่าดีจริง หญิงสาวเลือกที่จะปรึกษาคุณหมอศูนย์สูติ-นรีเวช และศึกษาจากตำรายาไทย จนพบว่า หัวปลี ขิง ฟักทอง ใบกะเพรา เม็ดขนุน คือ สมุนไพรไทยบำรุงน้ำนมแม่ที่คนสมัยโบราณบอกต่อ จวบจนปัจจุบันก็ได้รับการยืนยันสรรพคุณจากแพทย์แล้ว

“แม่บางคนที่มีน้ำนมน้อย เมื่อกินอาหารฤทธิ์ร้อนจะทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้น ซึ่งสมุนไพรที่มีรสร้อน เช่น ขิง ใบกะเพรา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ปลีกล้วยก็เช่นกัน แต่ปัจจุบัน ปลีกล้วย ถูกนำมาปรุงอาหารน้อยลง ฉะนั้น มองว่าการนำมาแปรรูปให้กลายเป็นเครื่องดื่มน่าจะเป็นเรื่องดี”

หญิงสาวใช้เวลาเก็บข้อมูลเกือบ 4 เดือน พร้อมหุ้นส่วนอีก 2 คน คุณนิชานันท์ มั่งคั่ง และ คุณปาลระพีร์ ทองคำ คุณแม่ลูกอ่อนที่ประสบปัญหาน้ำนมไม่พอ เลยยิ่งเข้าใจหัวอกบรรดาแม่ๆ เป็นอย่างดี

เจาะตลาดแม่ยุคใหม่

เฟ้น 5 สูตร มัดใจ

สำหรับวัตถุดิบที่เจ้าของกิจการเลือกใช้เป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหัวปลี ขิง โป๊ยกั้ก ฟักทองบัตเตอร์นัท ควินัว (Quinoa) และเพื่อรสชาติที่ดียิ่งขึ้น มีส่วนผสมของมะนาว น้ำผึ้ง ลำไย ซึ่ง “Mommylicious Juice” มีด้วยกัน 5 สูตร สรรพคุณบำรุงน้ำนมแม่เหมือนกัน

สูตรที่ 1 น้ำขิงน้ำผึ้งมะนาว เปรี้ยวหวานชื่นใจ ดื่มง่าย สูตรที่ 2 น้ำขิงเข้มข้นรสเผ็ดร้อน ช่วยให้น้ำนมไหลดี สูตรที่ 3 น้ำหัวปลีเข้มข้นผสมน้ำลำไย สูตรที่ 4 น้ำหัวปลีโป๊ยกั้ก รสหวานเย็นสดชื่น และสูตรที่ 5 น้ำฟักทองบัตเตอร์นัทและควินัว ดื่มง่าย อิ่มท้อง

ในส่วนของกรรมวิธีการผลิต หลังจากผ่านกระบวนการลับเฉพาะ สกัดจนกลายเป็นเครื่องดื่มสูตรเข้มข้นเสมือนได้ทานหัวปลี ขิง ฟักทอง ในปริมาณมากๆ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่มีสารกันบูด ผ่านการพาสเจอไรซ์ บรรจุลงขวดแก้ว ขนาดขวดละ 240 มิลลิลิตร

ด้านวิธีการทาน เจ้าของแนะนำว่า ควรบำรุงตั้งแต่อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ หรือถ้าคลอดแล้วให้ทานวันละ 3 มื้อ เน้นช่วงท้องว่าง ก่อนปั๊มนม 1 ชั่วโมง ทานตอนร้อนจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

ด้วยความเป็นน้องใหม่ในวงการ การเริ่มต้นของแบรนด์ “Mommylicious Juice” เจ้าของใช้วิธีแจกให้คนรอบข้าง คนมีชื่อเสียงได้ทดลองทาน 2 สัปดาห์ รวมถึงจำหน่ายผ่านอินสตาแกรมซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะวันแรกมีลูกค้าเพียง 2 คนเท่านั้น

ขยายกลุ่มลูกค้า

เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

คุณกราฟ เล่าว่า วันแรกมีลูกค้า 2 คน หลังจากนั้น 3 สัปดาห์เริ่มมีลูกค้าบอกต่อ สินค้าขายดีขึ้น นอกจากนั้นยังไปออกบู๊ธตามโรงพยาบาล ให้ความรู้ด้านสรรพคุณทางโซเชียลมีเดีย เจาะกลุ่มลูกค้าคุณแม่โดยเฉพาะ กระแสการตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ จากช่วงแรกมีออร์เดอร์วันละ 50 ขวด ปัจจุบันผลิตวันละ 800 ขวด มีบริการจัดกระเช้าเยี่ยมด้วย

นอกจากบรรดาคุณแม่รุ่นใหม่มีกำลังซื้อสูงที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก อีกกลุ่มเป้าหมายถัดมาของ Mommylicious Juice คุณกราฟ เผยว่า เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพที่ต้องการเครื่องดื่มโฮมเมดที่มีประโยชน์ รวมถึงต้องการคุมน้ำหนักหลังคลอด อาทิ น้ำขิง น้ำฟักทอง

สำหรับช่องทางจำหน่าย หญิงสาวใช้เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และส่งร้านค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงให้ลูกค้าพรีออร์เดอร์สินค้าเข้ามา ทั้งนี้เพื่อความสดใหม่ จะทำส่งวันต่อวัน

ราคาจำหน่าย สูตรที่ 1 สูตรน้ำขิงน้ำผึ้งมะนาว ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 2 น้ำขิงเข้มข้น ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 3 น้ำหัวปลีเข้มข้น ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 4 น้ำหัวปลีโป๊ยกั้ก ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 5 น้ำฟักทองบัตเตอร์นัทและ ควินัว ขวดละ 95 บาท

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เกี่ยวกับแม่และเด็กนั้น มีการเติบโตสูงต่อเนื่องทุกปีอยู่แล้ว ในปี 2558 ที่ผ่านมา ตลาดรวมธุรกิจนี้ ราว 3 หมื่นล้านบาท คุณแม่ยุคใหม่มักเลือกสรรสิ่งที่ดีมีคุณภาพให้แก่บุตรมากขึ้น ทำให้มีช่องว่างให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมากมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โทรศัพท์ (096) 441-6450 หรือ http://www.facebook.com/mommylicious.juice

อิ่ม คุ้ม อร่อย ที่ “NETA FISH&MEAT” ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ครบวงจร ของ “เตชินท์ จิรัฐชัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0764150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

อิ่ม คุ้ม อร่อย ที่ “NETA FISH&MEAT” ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ครบวงจร ของ “เตชินท์ จิรัฐชัย”

ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรหากจุดเริ่มต้นทำด้วยใจที่มีความสุขก็ย่อมทำให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จไปเกินครึ่ง เช่นเดียวกับ “เตชินท์-จิรัฐชัย ชยุติ” ที่ตอนนี้กำลังถ่ายทำซีรีส์ “เจ้าเวหา ตอน พิชิตแดนใจ” ทางช่องทรูโฟร์ยู อดีตนักร้องวัยใสที่ช่วงนี้ขอพักวางไมค์มาลุยธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ “NETA FISH&MEAT” เดอะสตรีท รัชดาภิเษก โดยเจ้าของร้านอยากให้คนในเมืองได้รับประทานอาหารอร่อยและคุ้ม ความเด็ดอยู่ที่บุฟเฟ่ต์ครบวงจร ลูกค้ามานั่งสั่ง และได้รับประทานของอร่อยๆ

สดใหม่ วันต่อวัน

สำหรับชื่อร้าน “NETA” เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่าท็อปปิ้งที่อยู่บนข้าวปั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อและปลาแซลมอน ซึ่งที่นี่จะเป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นที่มี 100 กว่าเมนู สามารถเลือกได้ว่าจะรับประทานประเภทเนื้อหรือปลา หรือจะเลือกทั้ง 2 แบบ โดยเจ้าของร้านบอกกล่าวว่าเริ่มแรกทำร้านยอมรับว่าเครียด เพราะเป็นงานที่แตกต่างจากงานแสดงนั่นเอง

“ผมมาบริหารธุรกิจร้านอาหารยอมรับว่าเครียดครับ เพราะว่ามันเป็นงานที่ค่อนข้างแตกต่างกับงานร้องเพลง ผมต้องดูตั้งแต่เรื่องวัสดุการก่อสร้าง เรื่องพนักงาน เชฟ ทุกอย่างมีปัญหาที่ให้เราต้องค่อยๆ แก้ไปครับ ร้านนี้ผมเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน ปลายปีที่แล้ว ที่ผ่านมากระแสก็ค่อนข้างดีครับ โดยเฉพาะช่วงสิ้นปีที่คนมาเฉลิมฉลองปาร์ตี้กัน

ความยากอีกอย่างหนึ่งก็คือการสั่งสต๊อกสินค้าที่เป็นเนื้อสัตว์ ซึ่งผมจะปรึกษากับเชฟในการสั่งเนื้อสัตว์อยู่ตลอดเวลา ให้พอเหมาะกับปริมาณที่จำหน่ายในแต่ละวัน เพราะที่นี่จะไม่มีการสต๊อกของหลายวัน แต่จะสั่งวันต่อวันเท่านั้นครับ”

ความสุขมาจากลูกค้า

แม้จะบอกว่ามันยากในเรื่องของการทำงาน แต่สิ่งที่เจ้าของร้านได้กลับมาคือความสุขของลูกค้าที่ได้เห็นว่าเขาได้รับประทานอาหารดีและอร่อย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของร้าน NETA FISH&MEAT รวมไปถึงบรรยากาศ และการบริการที่เจ้าตัวยืนยันว่ามันดีจริง

“ผมมีความสุขเวลาที่ลูกค้ามีความสุขครับ ได้เห็นลูกค้าทานของดีของอร่อย ผมว่านั่นคือเสน่ห์ของร้านอาหาร ก็เหมือนกับการร้องเพลง เวลาผมไปร้องเพลงแล้วผมสร้างความสุขให้กับคนได้นั่นก็คือความสุขเหมือนกัน ร้านก็เหมือนกันครับ ผมทำทุกอย่างให้คนที่มากินในร้านมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบรรยากาศในร้าน การบริการ รสชาติของอาหาร ทุกอย่างมันคือความสุข

สำหรับเรื่องการตกแต่งร้านกว่าจะกลายมาเป็นร้านสวยๆ บรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นแบบนี้ ผมคุมและดูการทำงานของช่างเอง รวมไปถึงการรื้อทำใหม่อยู่ 3 รอบด้วยกัน เพราะอยากให้ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารมีความรู้สึกเหมือนได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของออนเซ็นที่ญี่ปุ่น จึงเน้นเรื่องบรรยากาศมากครับ”

จุดขาย อิ่มและคุ้มค่า

สำหรับเมนูอาหารนั้นด้วยความที่ร้าน NETA FISH&MEAT มีเมนูมากกว่า 100 เมนู ทั้งประเภทปลาและเนื้อ อาทิ แซลมอนซาซิมิ, แซลมอนแช่น้ำปลา, มิกิภูเขาไฟแซลมอน, ซูชิหลากหลายหน้า, เนื้อวากิวกระทะร้อน และประเภทปิ้งย่าง ยากิโทริ ฯลฯ จึงทำให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าอาหารญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในวัยมหาวิทยาลัย

“ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กนักเรียน เด็กมหาวิทยาลัยนะ จนถึงวัยทำงานก็มีมาเรื่อยๆ เลยครับ ร้านเราจะเป็นร้านสำหรับครอบครัวด้วย บางคนมาคนเดียวก็มีนะแบบว่าเป็นคอแซลมอนจริงๆ พอได้มาทานก็ชื่นชมว่าร้านเราใช้ปลาสด เกรดพรีเมี่ยม คำชมตรงนี้ทำให้เรารู้สึกดีใจมากเลยครับ

เพราะความโดดเด่นของร้าน อยู่ตรงที่มีความหลากหลาย ลูกค้าได้ทานจนอิ่มและคุ้มค่ามากครับ การเลือกทานก็จะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1. เมนู Fish ราคา 499+ ทานได้ 90 นาที 56 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์ปลาแซลมอน และอาหารทะเลตามฤดูกาล

2. เมนู Meat ราคา 499+ ทานได้ 90 นาที 50 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์เนื้อวากิว หมู ไก่ และอื่นๆ

3. เมนู Fish&Meat ราคา 599+ ทานได้ 100 นาที มี 101 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์ปลาแซลมอน ทะเล เนื้อวากิว หมู ไก่ และอื่นๆ

ส่วนเมนูอาหาร อาทิเช่น ซาซิมิแซลมอนสดๆ จากนอร์เวย์, แซลมอนแช่น้ำปลา, ซูชิหน้าแซลมอนเบิร์นไฟราดซอสไซเคียว, ซูชิแซลมอนท็อปด้วยชีส, ซูชิกุ้งลาวา, ซูชิเนื้อวากิว, ซูชิหมูย่างสไปซี่, เนื้อวากิวกระทะร้อน, ชาบู-ชาบู, สุกียากี้, ท้องแซลมอนยากิโทริ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งหมด 101 เมนู ลูกค้าสามารถสั่งทานได้ไม่อั้น!! นอกจากนี้ ทางร้านยังมีบริการของหวาน ทานได้ไม่อั้น! ส่วน SPICY WAGYU SUSHI ซูชิเนื้อวากิวสไลซ์เบิร์นไฟอ่อนๆ ราดซอสสไปซี่ คือเด็ดมากจริงๆ มาอร่อยกันได้แบบไม่อั้นที่ NETA FISH&MEAT รับรองครับว่าคุ้มจริงๆ ซึ่งมันเป็นความตั้งใจของผมที่จะส่งต่อให้ลูกค้าอยู่แล้วครับ”

สร้างแบรนด์ให้แข็งแรงก่อนขยายสาขา

สำหรับแนวทางการสร้างแบรนด์ NETA FISH&MEAT ให้เป็นที่รู้จักนั้น เจ้าของร้านมองว่า ด้วยความที่เป็นร้านอาหารน้องใหม่ก็ต้องมีความขยันและอดทน สร้างพื้นฐานของร้านนี้ให้แข็งแกร่งก่อนที่จะคิดขยายสาขา เพราะถ้าสาขาแรกมั่นคง การต่อยอดไปอีกหลายสาขาก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก

“การที่ผมเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ส่วนหนึ่งก็ช่วยให้ร้านเป็นที่รู้จักได้ครับ แต่อาจจะไม่ใช่แค่ผมคนเดียว อย่างพี่ๆ น้องๆ ในวงการที่มาอุดหนุนที่ร้านเขาก็โพสต์ให้ หลายคนก็มีส่วนช่วยได้เป็นอย่างมากครับ และผมตั้งใจจะทำร้านนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ลูกค้าทุกคนมีความสุข ส่วนเรื่องขยายสาขา มองว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ผมได้มีการพูดคุยกับทางเดอะสตรีทว่าเมื่อไหร่ที่มีการขยายสาขา ทางร้านก็จะขยายตามด้วย”

ใครอยากลองเมนูเด็ดๆ แนะนำตามติดได้ที่ IG: netafishandmeat หรือสำรองที่นั่ง โทรศัพท์ (02) 121-1992 ชั้น 4 เดอะสตรีท รัชดาภิเษก (โรบินสันเก่า) เจ้าของร้านการันตี มาร้านเดียว อิ่ม คุ้ม อร่อย

ของชำร่วยทำมือ จากไม้มงคล + วัสดุธรรมชาติ เก๋ แอนด์ กรีน แถมขายดิบขายดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ของดี…ทั่วไทย

พารนี

ของชำร่วยทำมือ จากไม้มงคล + วัสดุธรรมชาติ เก๋ แอนด์ กรีน แถมขายดิบขายดี

“…ผลตอบรับดีขึ้นตามลำดับ ออร์เดอร์มีต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน บางรายสั่งไปถึง 1,000 ชิ้น หลายรายอยากเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย”

ของชำร่วย ของที่ระลึกในงานมงคล โดยเฉพาะงานแต่ง เจ้าภาพร้อยทั้งร้อย เป็นต้องพิถีพิถันกับตัวแทนความรักของบ่าว-สาว

เรียกได้ว่า กว่าจะตัดสินใจเลือกใช้วัตถุแบบไหน มามอบแด่แขกเหรื่อที่เชื้อเชิญมานั้น ต้องเฟ้นแล้วเฟ้นอีกกันแบบสุดๆ เลยทีเดียว

……………

Love Ozone (เลิฟ โอโซน) ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ ของขายดีมีความกิ๊บเก๋สไตล์รักษ์ธรรมชาติ รายนี้ อาจเป็นที่ถูกอกถูกใจของใครหลายคนซึ่งกำลังมองหาของชำร่วยแบบไม่ซ้ำใคร มีแหล่งผลิตอยู่ที่จังหวัดชลบุรี เป็นผลงานของสาวบัญชี จากรั้วพ่อขุน วัย 31 ปี นามว่า คุณศุ-ศุพิดา ชัยประเศียร

ย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานบริษัท หลังจากแต่งงานได้ 3 ปี มีพยานรัก จึงลาออกมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก และทำอาชีพขายเครื่องสำอางทางออนไลน์ แต่มีคนทำกันเยอะ เลยมองหาสินค้าอื่น

ก่อนถามตัวเองว่าชอบอยู่กับอะไร ได้คำตอบกลับมาว่า “ต้นไม้”

จึงถามไถ่ญาติที่ทำธุรกิจขายต้นไม้อยู่ก่อนหน้าซึ่งไม่ได้ปลูกเอง แต่ใช้วิธี “รับมา-ขายไป”

โดยขอให้ช่วยซื้อต้นไม้มงคลขนาดเล็ก เช่น ช้อนเงิน ช้อนทอง ออมเงิน ออมทอง ออมเพชร ออมนาค ออมมณี เฟิร์นข้าหลวง ฯลฯ มาเผื่อด้วย ตอนที่ไปรับต้นไม้มาจากแหล่งขายส่ง อย่าง ตลาดนัดจตุจักร หรือรังสิต-นครนายก คลอง 15

ขณะที่เธอจะมองหาภาชนะใส่ต้นไม้ที่สั่งมา เน้นไปที่วัสดุจากธรรมชาติ อย่าง ไม้ไผ่ เนื่องจากจังหวัดชลบุรี มีข้าวหลามในกระบอกไม้ไผ่ เป็นสินค้าขึ้นชื่อด้วย รวมถึงกระสอบ ถุงกระดาษรักษ์โลก กระถางทำจากกาบมะพร้าว ฯลฯ ซึ่งแหล่งซื้อส่วนใหญ่ ได้มาจากทางเว็บไซต์ขายสินค้าเกษตรแนวใหม่

เมื่อมีต้นไม้และภาชนะทำจากวัสดุธรรมชาติแล้ว คุณศุจึงใช้ไอเดียและฝีมือในแบบของเธอ ประดิษฐ์งานของชำร่วย ออกมาให้ดูดีสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ก่อนถ่ายรูปนำไปอัพเฟซของตัวเอง ปรากฏมีคนสนใจกันมาก

กระทั่งไม่นานมานี้ ตัดสินใจเปิดเพจค้าขายออนไลน์ให้เป็นเรื่องเป็นราว ใช้ชื่อว่า “ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ Love Ozone” ซึ่งผลตอบรับดีขึ้นตามลำดับ ออร์เดอร์มีต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน บางรายสั่งไปถึง 1,000 ชิ้น หลายรายอยากเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่ไม่สามารถเปิดรับได้ เนื่องจากมีแรงงานเป็นสมาชิกในครอบครัวไม่กี่คน เกรงว่าจะทำส่งให้ไม่ทัน

ถามถึงขั้นตอนการสั่งสินค้า คุณศุ แจง ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ออร์เดอร์ขั้นต่ำ 100 ชิ้นขึ้นไป ส่วนรูปแบบว่าจะใช้ต้นไม้ชนิดไหน-ภาชนะแบบใดนั้น ลูกค้าสามารถบอกความต้องการมาได้

จากนั้นจึงมีการคิดคำนวณราคากัน ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ชิ้นละ 30-35 บาท ถ้าสั่งจำนวนมากราคาจะถูกลง ก่อนลงมือทำขอมัดจำล่วงหน้า 30 เปอร์เซ็นต์

ส่วนฐานลูกค้าที่สั่งซื้อมาก่อนหน้านี้ โดยมากมาจากจังหวัดทางภาคอีสาน อย่าง หนองคาย อุดรธานี มุกดาหาร คนไทยในประเทศลาว ก็เคยสั่งเข้ามา ส่วนลูกค้าทางภาคใต้ มีบ้างประปราย

คุณศุ บอกต่อเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้านั้นว่า จะใช้บริการระบบขนส่งทางรถทัวร์และรถตู้ เป็นหลัก โดยลูกค้าจะเป็นผู้มารับที่ท่ารถตามนัดหมายกัน ซึ่งในการบรรจุสินค้าทุกชิ้น จะมีการใช้ความระมัดระวังอย่างดี เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่ผ่านมาลูกค้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์พึงพอใจดี

กระซิบถามถึงผลตอบแทนในธุรกิจนี้ คุณศุ เผย กำไรไม่ต่ำกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าได้ออร์เดอร์มากขึ้น อย่าง 500 ชิ้นขึ้นไป กำไรจะอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์

และบอกต่อถึงความตั้งใจด้วยว่า ในอนาคตคิดจะเพาะพันธุ์ต้นไม้เอง ทำแบบเกษตรแนวใหม่ ปลูกพืชที่ไม่ต้องใช้ดินมาก ตอนนี้อยู่ระหว่างหาที่ดินและศึกษาธรรมชาติของต้นไม้แต่ละชนิดไปพลางก่อน

“ธุรกิจนี้ทำแล้วมีความสุข แม้คู่แข่งมีเยอะ แต่เราสามารถหาจุดเด่น คิดไอเดียออกมาใหม่ ทำให้แตกต่างได้ เชื่อว่าตลาดไม่มีวันเต็ม ตราบใดที่มีงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ และงานแสดงความยินดีต่างๆ ไม่มีวันดับ และถึงอย่างไร คนเราต้องอยู่คู่กับต้นไม้อีกนาน” คุณศุ ฝากไว้อย่างนั้น

……………

สนใจอยากอุดหนุน ของชำร่วยสไตล์เก๋แอนด์กรีน สอบถามเพิ่มเติมที่ คุณศุ โทรศัพท์ (090) 985-6296 หรือ Facebook/ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ Love Ozone

ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน…ก็ทำธุรกิจได้ครับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน…ก็ทำธุรกิจได้ครับ

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ผมและทีมงานได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนกิจการของลูกค้าหลายกิจการเลยครับ แต่ละรายล้วนแต่เป็นกิจการที่น่าทึ่งทั้งนั้น ทำให้คิดว่านี่คือข้อเท็จจริงในมุมของผู้ประกอบการว่า การทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เมื่อธุรกิจกำลังไปได้สวยและเริ่มจะติดลมบน ถ้าได้แรงหนุน ส่งเสริม และผลักดัน รับรองว่าไปโลดแน่นอนครับ ทำให้ผมนึกถึงหลายๆ หน่วยงานที่มีส่วนส่งเสริม เกื้อหนุน โอบอุ้ม และนำพา ให้กิจการเหล่านี้ไปถึงฝั่งฝันได้จริงครับ

ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมเป็นกลุ่มที่มีพลังขับเคลื่อน มีศักยภาพสูง สินค้าดี มีนวัตกรรม แต่การที่จะก้าวไปแต่ละขั้นนั้น บางรายก็ยากเย็นแสนเข็ญ ดีที่ว่าได้รับการช่วยเหลือ ส่งเสริม และการสนับสนุนทางการเงิน เป็นผู้สร้างแรงใจในการทำธุรกิจ แต่ในบางรายหนักกว่านั้นคือ อยากต่อยอดขยายธุรกิจ อยากได้ทุนเพิ่ม แต่หลักทรัพย์มีจำกัด หรือไม่เพียงพอกับการใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ครับ

ผมว่า เรื่องการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นเรื่องสำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้จริงๆ ครับ ผมเจอลูกค้า 2-3 ราย ได้พูดคุยเรื่องการพัฒนาธุรกิจของหลายๆ ราย ทุกรายพูดตรงกันครับว่า กำลังไปได้สวยครับ ถ้าไม่มีหน่วยงานด้านค้ำประกันมาช่วย ธุรกิจคงไปไม่ถึงฝัน หน่วยงานค้ำประกันมีบทบาทสำคัญจริงๆ ครับ!

เจ้าของกิจการคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง สร้างแบรนด์น้ำเต้าหู้ “โทฟุซัง” ที่กำลังดังเปรี้ยงวางเรียงรายอยู่บนเชลฟ์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เล่าให้ฟังว่า ธุรกิจน้ำเต้าหู้แบรนด์นี้ เกิดจากทุนส่วนตัว ที่เป็น “เงินเก็บ” และใช้เงินเก็บนี้เป็นทุนตั้งต้นของการดำเนินธุรกิจ จำนวน 800,000 บาท

ผลจากความมุ่งมั่น และการทำธุรกิจที่คิดต่าง มีคอนเซ็ปต์ และจุดขายสินค้าที่ชัดเจน และการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ไม่นาน น้ำเต้าหู้โทฟุซัง ก็เริ่มเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และเป็นคนทันสมัย จากนั้นก็ได้รับการตอบรับจากค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ให้ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย

ธุรกิจเริ่มเติบใหญ่ ต้องการเงินทุนเพิ่ม สินค้าดีมีศักยภาพ และช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วถึง ทำให้ต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอด ขยายธุรกิจ แต่ปัญหาคือ หลักทรัพย์ที่จะใช้ค้ำประกันไม่เพียงพอ

“ผมเริ่มธุรกิจจากเงินเก็บซึ่งมีจำนวนหนึ่ง พอธุรกิจเริ่มขยายต้องการเงินทุนเพิ่ม ผมวิ่งหาธนาคาร ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธนาคารก็ต้องป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มทำธุรกิจและมาเจอหน่วยงานที่ทำหน้าที่ “ค้ำประกัน”

ตอนนี้ผมแฮปปี้ครับ รัฐบาลและธนาคารให้ความช่วยเหลือ ผมได้เงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ มีหน่วยงานรัฐให้ความช่วยเหลือ รัฐบาลก็ออกมาตรการที่จะให้การส่งเสริมและช่วยเหลือเต็มที่ ที่สำคัญคือ ธุรกิจเล็กๆ ของผม ยังมีหน่วยงานสนับสนุนทำหน้าที่เป็นนายประกัน ค้ำประกันให้ธุรกิจของผมอีกด้วยครับ

แหม…ผมฟังแล้ว อดตื้นตันใจไม่ได้ครับ ที่หน่วยงานรัฐและธนาคารได้ให้โอกาสที่ดีด้านเงินทุน มาช่วยให้ น้ำเต้าหู้โทฟุซัง ไปไกลไปโลด หลังจากที่ผมโพสต์เรื่องราวของน้ำเต้าหู้โทฟุซัง มีสื่อตามมาให้กำลังใจอีกเพียบเลยครับ เอาเป็นว่า โอกาสหน้าผมจะนำเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของผู้ประกอบการมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ…สวัสดีครับ

เจ้าเดียวในโลก บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก นวัตกรรมสิ่งก่อสร้าง โดยวิศวกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

เรื่องจากปก

ดวงกมล

เจ้าเดียวในโลก บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก นวัตกรรมสิ่งก่อสร้าง โดยวิศวกรไทย

พลาสติกที่ใช้ เป็นพลาสติกรีไซเคิล 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ผลิตจากเม็ดพลาสติก Poly Propylene จะไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมี ปลอดสารพิษ มีความคงทน แข็งแรง ง่ายต่อการตัดและดัดเป็นรูปแบบต่างๆ ขึ้นรูปเป็นแผ่น ความหนา 2 ชั้น ด้านในมีแผ่นฉนวนกันความร้อน ขณะที่ด้านนอกเป็นพลาสติกเสริมโครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์กันปลวก กันสนิม อายุการใช้งาน 10-20 ปี

สร้างปรากฏการณ์ให้วงการก่อสร้างไทย ด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็เข้าอยู่อาศัยได้เลย เพราะทำจากพลาสติกเสริมเหล็ก มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งบ้านพัก สำนักงานเคลื่อนที่ ร้านค้า ป้อมยาม ห้องน้ำ ฯลฯ ไอเดียล้ำๆ เป็นฝีมือของคนไทยจดอนุสิทธิบัตรแล้ว นับเป็นเจ้าเดียวในโลกโดยวิศวกรไทย เจ้าของธุรกิจคือ “นุชนี อารมณ์สวะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด

ต่อยอดกิจการพลาสติก

บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก

คุณนุชนี กล่าวว่า บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด ก่อตั้งปี 2538 ดำเนินธุรกิจประเภทพลาสติก สินค้าหลักคือ พาเลทพลาสติก และพาเลทพลาสติกเสริมโลหะ หรือแผ่นรองสินค้า ป้อนให้บริษัทชั้นนำทั่วไป เช่น บริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ บริษัท พี แอนด์ จี เอสบี เฟอร์นิเจอร์ บริษัท ดัชมิลล์ บริษัทเครือเอสซีจี โฮมโปร ช่วงปี 2542 แตกไลน์สินค้าผลิตเป็น เฟอร์นิเจอร์พลาสติก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชุดสนามเด็กเล่น ถังขยะ กระถางต้นไม้ ตู้เก็บขยะ ตู้รองเท้า ศาลา ป้อมยาม ห้องสุขา สำนักงานเคลื่อนที่ ล่าสุดปี 2559 เพิ่มไอเดียล้ำๆ ทำบ้านพลาสติกเสริมเหล็กเข้าอยู่ได้จริง ต่อเติมเพิ่มได้ด้วย หวังตอบโจทย์คนที่อยากมีบ้าน ในงบไม่เกินแสน

สำหรับที่มาของบ้านพลาสติก คุณนุชนีเผยว่า เกิดจากการต่อยอดธุรกิจพลาสติกในรูปแบบของที่อยู่อาศัย เพราะที่ผ่านมาเห็นว่ามีการนำเข้าในรูปของบ้านเด็กเล่น ห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์ ล้วนนำเข้ามาจากต่างประเทศ ขายในราคาแพง จึงคิดว่าทางโรงงานน่าจะขึ้นรูปเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงบ้านได้ในราคาที่ย่อมเยาและแข็งแรงกว่าได้

“ดิฉันอยู่ในวงการพลาสติกมานาน 20 กว่าปี มีความเชี่ยวชาญมากในด้านการผลิตพาเลทพลาสติกเสริมเหล็กอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา สินค้าได้การยอมรับจากหลายหน่วยงานมาตลอด จึงใช้เวลาคิดค้นร่วมกับสามีที่เป็นวิศวกร ประมาณ 2 ปี ผลิตบ้านพลาสติกสำเร็จรูปเสริมเหล็ก สามารถถอดประกอบได้ เคลื่อนย้ายสะดวก ภายใต้แบรนด์ BTB ซึ่งทางโรงงานมีอะไหล่ทุกชิ้นสำหรับการซ่อมแซม”

สำหรับคุณสมบัติและความโดดเด่นบ้านพลาสติกเสริมเหล็ก ของบริษัท บีทีบี ให้ความรู้สึกคล้ายไม้ มีลวดลายในตัว ทนแดด ทนฝน สีไม่ซีดเพราะทางโรงงานจะมีการผสมสีลงในเนื้อพลาสติก ทำให้สีไม่หลุดลอกง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องมอด ปลวก สามารถถอดประกอบได้ เคลื่อนย้ายสะดวก

พลาสติกที่ใช้ เป็นพลาสติกรีไซเคิล 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ผลิตจากเม็ดพลาสติก Poly Propylene จะไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมี ปลอดสารพิษ มีความคงทน แข็งแรง ง่ายต่อการตัดและดัดเป็นรูปแบบต่างๆ ขึ้นรูปเป็นแผ่น ความหนา 2 ชั้น ด้านในมีแผ่นฉนวนกันความร้อน ขณะที่ด้านนอกเป็นพลาสติกเสริมโครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์กันปลวก กันสนิม อายุการใช้งาน 10-20 ปี

มีบ้านอยู่ได้

ในราคาไม่ถึงแสน

บ้านพลาสติกเสริมเหล็กดังกล่าว เป็นน็อกดาวน์ ขั้นตอนทางโรงงานจะขึ้นรูปผนังด้วยการฉีดพลาสติกลงแม่พิมพ์ เป็นแผ่นๆ จากนั้นนำมาประกอบตามแบบ ขนย้ายสะดวก รองรับน้ำหนักได้ตารางเมตรละ 100 กิโลกรัม ราคาไม่แพง เริ่มต้น ออฟฟิศชั้นเดียว ขนาด 2.6X2.6×2.8 เมตร ประตูพลาสติก 1 หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 3 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 74,000 บาท รับประกัน 1 ปี กรณีเป็นออฟฟิศ 2 ชั้น แถมบันไดทางขึ้นฟรี

ส่วนบ้านพักชั้นเดียว ขนาด 2.6X2.6×2.8 เมตร ประตูพลาสติก 1 หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 2 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 64,000 บาท รับประกัน 1 ปี ส่วนบ้าน 2 ชั้น ขนาด 5.2×3.9×5.5 เมตร ประตูพลาสติก 2 บาน หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 8 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 446,000 บาท

ที่ผ่านมา คุณนุชนีทดลองจำหน่ายบ้านพลาสติกเสริมเหล็กไปแล้วประมาณ 500 หลัง เช่น รีสอร์ตที่จังหวัดกาญจนบุรี ซื้อบ้านพลาสติกนำไปทำเป็นบ้านแพลอยน้ำหลากสีสัน ห้องน้ำเคลื่อนที่ บ้านพักคนงานไซต์งานก่อสร้าง ออฟฟิศชั้นเดียว หรือนำไปทำเป็นกุฏิพระที่สำนักปฏิบัติธรรมก็มีแล้ว

มีคำแนะนำในการวางบ้านพลาสติก ไม่ควรวางติดพื้นดิน ควรมีคานปูนรอง เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรวางบนพื้นที่ราบเรียบเสมอกัน

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ BTB ไม่เพียงแต่จะทำบ้านสำเร็จรูปเท่านั้น ยังพัฒนาเป็นบ้าน 2 ชั้นพร้อมห้องน้ำในตัว ป้อมยาม ศาลา ร้านค้า สำนักงาน หรืออื่นๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยสามารถมาร่วมออกแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบภายใน-ภายนอก หรือแม้กระทั่งสีสันก็รังสรรค์ได้ หากต้องการแบบใหม่จะใช้เวลาในการขึ้นรูป 15 วัน ถ้าต้องการแบบที่มีอยู่แล้วก็ใช้เวลาเพียง 2-3 วัน ในการขนย้ายและติดตั้ง

ต่างชาติสนใจ

แตกไลน์ขายแฟรนไชส์

สำหรับนวัตกรรมดังกล่าว กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า เหมาะกับคนที่มีงบประมาณไม่ถึงแสน พื้นที่จำกัด แต่ต้องการสิ่งปลูกสร้างที่สามารถใช้งานได้จริง ไม่หวั่นใครจะมองว่าเป็นพลาสติก เพราะทุกวันนี้วัสดุดังกล่าวได้การยอมรับมากขึ้น ทั้งคุณภาพ ความสวยงาม ปลอดภัยไม่ติดไฟง่ายด้วย

เกือบ 2 ปีที่คนเริ่มรู้จักบ้านพลาสติกเสริมเหล็ก เจ้าของกิจการ บอกว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยประชาสัมพันธ์ อาศัยลูกค้าบอกต่อ ปากต่อปาก ทว่าปลายปี 2558 มองว่าประเทศไทยเปิด AEC น่าจะเป็นโอกาสดีเลยบุกตลาดมากขึ้น เริ่มจะประชาสัมพันธ์มากขึ้น ผ่านโชว์รูม 3 แห่ง มีที่บางบัวทอง ตลิ่งชัน พุทธมณฑลสาย 1 ไทยวัสดุศาลายา

“ดิฉันมองว่าหลังจากที่ไทยเปิดการค้าเสรี จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาหลายรูปแบบ เช่น อาจจะเข้ามารับเหมาก่อสร้าง ซึ่งบ้านพักคนงานก็เป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเข้ามาค้าขาย สำนักงานก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน”

นอกจากลูกค้าในประเทศ ยังมีต่างชาติให้ความสนใจไม่น้อย ส่งผลถึงกำลังผลิตต่อเดือนอยู่ที่ 90-100 หลัง แบบที่ขายดีคือ บ้านขนาดเล็ก 2.6×2.6×5.8 เมตร และ 2.6×3.9×2.8 เมตร

ในอนาคตอันใกล้ ทางบริษัทจะเพิ่มงานดีไซน์เกี่ยวกับพลาสติกให้มากขึ้น เป็นลักษณะพรีเมี่ยม ตกแต่งมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมเข้าอยู่ได้เลย

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต ทางบริษัทยังเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานมีรายได้ ด้วยการเริ่มต้นเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าพลาสติกของบริษัทใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 2,000 บาท จะได้สินค้าไปตั้งจำหน่าย ได้แก่ ตู้ใส่รองเท้า ถังขยะ โต๊ะม้านั่ง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ยังไม่เคยมีวางจำหน่ายที่ใดมาก่อน หรือสมัครเป็นแฟรนไชส์ได้ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 90,000 บาทเท่านั้น โดยรับสมัครทั่วประเทศ หรือใครสนใจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละภูมิภาค ทางบริษัทก็ยินดี

สนใจชมสินค้าแบรนด์ BTB ได้ที่โชว์รูมทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ 1. สาขา ถนนบางบัวทอง-ไทรน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี (ติดโครงการเอื้ออาทร 2) 2. สาขาสี่แยกบรมราชชนนี ตัดพุทธมณฑลสาย 1 และ 3. สาขาศาลายา หรือโทรศัพท์สอบถามที่ (081) 100-1853, (081) 484-8999, (02) 922-7229 เว็บไซต์ http://www.btb1988.com

“ดอยช้าง” กาแฟคุณภาพระดับโลก ผลิตผลของ “ชุมชนกาแฟ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“ดอยช้าง” กาแฟคุณภาพระดับโลก ผลิตผลของ “ชุมชนกาแฟ”

“คนส่วนใหญ่มองดอยช้างว่าคือแบรนด์กาแฟ แต่ที่จริงแล้ว เราคือ ชุมชนกาแฟ นี่คือจุดมุ่งหมาย และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

“ธุรกิจ” คือการลงทุนและให้ผลตอบแทนด้านตัวเงิน แต่ทว่าจุดเริ่มต้นของ “ดอยช้าง” (DOI CHAANG) เงิน กลับไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง แต่ต้องการสร้าง “ชุมชนกาแฟ” สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่

จนมาถึงวันนี้ เจตนารมณ์ของเขาเป็นจริง ความมุ่งมั่นนำมาสู่ความสำเร็จ คนในชุมชนได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตอันดี สามารถเชิดหน้าชูตาได้อย่างสง่างาม เพราะกาแฟภายใต้แบรนด์ดอยช้าง กลายเป็นกาแฟไทยในแผนที่โลก

สร้างชุมชนกาแฟ

ดูแลคนในชุมชน

จากพื้นที่ดั้งเดิมของหมู่บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยฝิ่น พืชผิดกฎหมาย แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวคิด พร้อมพระราชทานสายพันธุ์กาแฟดีมาให้ปลูกทดแทน พื้นที่แห่งนี้ก็เปลี่ยนไป แต่ด้วยเพราะผู้ปลูกเป็นชาวไทยภูเขา จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ซื้อเมล็ดกาแฟกดราคาต่ำ คุณปณชัย พิสัยเลิศ หรือ อาเดล ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) ผู้เห็นถึงปัญหาและต้องการแก้ไข จึงได้ปรึกษาหารือกับ คุณวิชา พรหมยงค์ หรือ อาบ๊อ (ต่อมาดำรงตำแหน่ง ประธานบริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) และ คุณพิษณุชัย แก้วพิชัย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) จึงนำมาสู่การสร้างแบรนด์ ดอยช้าง

“อาเดลในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ต้องการช่วยคนในชุมชน ทำอย่างไรให้ราคากาแฟได้รับการดูแล จึงไปปรึกษากับคุณวิชา และคุณวิชาก็มาปรึกษาผม เราใช้เวลาคุยกันหลายเดือน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือคนในชุมชนกว่า 1,000 ครอบครัว หรือเกือบๆ 10,000 คน กระทั่งสร้างธุรกิจขึ้นมา รับซื้อกาแฟจากผู้ปลูกโดยประกันราคารับซื้อ ปัจจุบัน ราคาวัตถุดิบ 20 บาท ต่อกิโลกรัม” คุณพิษณุชัย เริ่มเกริ่นเรื่องราว

แม้วันนี้ คุณวิชาจะจากไปราว 2 ปีแล้ว แต่ถือเป็นผู้บุกเบิกและสร้างแบรนด์ดอยช้างให้ผงาดขึ้นมา ซึ่งคุณปณชัย เล่าว่า พื้นที่แห่งนี้มีชาวไทยภูเขาอยู่ 3 ชนเผ่าคือ อาข่า ลีซู และจีนฮ่อ ซึ่งแต่ก่อนปลูกฝิ่น แต่ต่อมาปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถือว่าเหมาะ แต่เพราะผู้ปลูกคือชาวไทยภูเขา ไม่มีเอกสารทางราชการใดๆ รับรอง จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้รับซื้อ ด้วยราคารับซื้อกิโลกรัมละ 10-12 บาท เท่านั้น

นี่จึงเป็นจุดประกายให้ทั้ง 3 ผู้ก่อตั้ง ร่วมกันเปิดธุรกิจ เพื่อรับซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้านในราคายุติธรรม พร้อมๆ กับการสร้างคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม

“คนส่วนใหญ่มองดอยช้างว่าคือแบรนด์กาแฟ แต่ที่จริงแล้ว เราคือ ชุมชนกาแฟ นี่คือจุดมุ่งหมาย และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

ขายกาแฟเกรดดี

ดูที่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

ด้วยเพราะคุณพิษณุชัยมีความรู้ด้านทำตลาดไวน์ระดับพรีเมี่ยมมาก่อน จึงมองว่า กาแฟก็น่าจะทำตามกระบวนการนี้ได้ โดยศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ คือ สายพันธุ์ พื้นที่ปลูก คุณภาพดิน สภาพอากาศ ซึ่งมีความเหมาะสม แต่กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ต้องอาศัยร่มเงาของป่า ซึ่งขณะนั้นถูกทำลายไปมาก จึงส่งเสริมให้หันมาปลูกไม้คลุมดิน อย่าง สะตอ มะคาเดเมีย ที่ให้ผลผลิตอีกทางหนึ่ง นอกจากจะได้เงินหล่อเลี้ยงครอบครัวแล้ว ยังได้ผืนป่ากลับคืนมาอีกครั้ง”

บัดนี้พื้นที่นับหมื่นไร่กลายเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟคุณภาพพรีเมี่ยม “ตอนนั้นมองว่าถ้าทำธุรกิจกาแฟต้องทำพรีเมี่ยม แต่ว่าคนไทยสมัยนั้นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟอาจไม่เท่าคนสมัยนี้ หรืออย่างในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟพรีเมี่ยมก็มองว่าต้องแบรนด์ดี และไปตามโรงแรมต่างๆ ฉะนั้น ถ้าจะทำตลาดคนไทยจึงยังคงเป็นเรื่องยาก เราจึงมองว่า อย่างนั้นทำให้ต่างชาติยอมรับก่อน แต่สำคัญคือเราต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมา”

ในส่วนของความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการยอมรับในกาแฟดอยช้าง จึงจัดนำวัตถุดิบส่งไปยังสถาบันต่างๆ เพื่อขอใบรับรอง จนกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นกาแฟคุณภาพที่หลายสถาบันยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากลจากสถาบันที่รับรองกาแฟชั้นนำของโลก แหล่งเพาะปลูกดอยช้าง ได้รับการขึ้นทะเบียน GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย

ราวปี 2547 ก้าวสู่ตลาดส่งออก โดยส่งเมล็ดกาแฟไปยังประเทศไต้หวัน และต่อมาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นที่ประเทศแคนาดา ด้วยการร่วมหุ้น ทำให้ตลาดเริ่มขยายไปยังประเทศทั้งในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา และต่อมาได้ทำตลาดเพิ่มในอีกหลายๆ ประเทศ อย่างที่ประเทศเกาหลี มาเลเซีย ดอยช้างขึ้นแท่นได้รับความนิยม โดยมีสาขาแฟรนไชส์กระจายอยู่นับสิบแห่ง นอกจากนั้น ยังมีร้านกาแฟชาวดอยเปิดให้บริการในประเทศเมียนมา ลาว อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 300 สาขา

ตลาดนอกไปได้ไกล

ตลาดในไปได้แน่นอน

เมื่อตลาดต่างประเทศเติบโต ตลาดในประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยาก มีสาขากว่า 300 แห่ง “ตอนนี้สาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 60 แห่ง คาดว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้าคงขยายได้ราว 500-600 สาขา แต่ว่าความต้องการของตลาดมากกว่านั้นเยอะ ตอนนี้เกาหลีจะขอเปิดให้ได้ 500 สาขา เราก็ต้องมาดูกำลังการผลิต อย่างปีนี้กำลังผลิตกาแฟไม่เกิน 3,000 ตัน ถ้าส่งไปเกาหลีก็คงหมดแล้ว จึงต้องเฉลี่ยให้ทุกตลาด”

กับการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีวงเงินลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคุณปณชัย ว่า ปัจจุบัน ใช้เงินทุนหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท “ตอนที่ค่อยๆ เริ่มทำธุรกิจ และมีการขยาย เราก็ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย จึงต้องอาศัยวงเงินสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งก็ถือว่าได้รับโอกาสจาก บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ช่วยค้ำประกัน ทำให้ธุรกิจก้าวต่อไปได้

กับระยะเวลาก้าวเดินมากว่า 10 ปี จากพื้นที่ปลูก 500 ไร่ ขยับมาจนถึงวันนี้กว่า 20,000 ไร่ และด้วยความต้องการของตลาดมีมากขึ้นทุกปีๆ อนาคตพื้นที่กว่า 34,000 ไร่ คงเต็มไปด้วยต้นกาแฟ และจะได้ผลผลิตคาดราว 6,000-7,000 ตัน

การปลูกกาแฟ วิธีบริหารจัดการวัตถุดิบ ตลอดจนแปรรูป ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดทั่วโลก องค์ความรู้นี้จึงไม่ถูกปิดกั้น ถ่ายทอดไปสู่พื้นที่ปลูกในดอยอื่นๆ โดยจับมือร่วมกับองค์กรใหญ่ ผลักดันแบรนด์ใหม่ขึ้นมาทำตลาด แน่นอนว่าย่อมนำมาซึ่งผลพวงทางด้านรายได้ แต่ทว่าทั้ง 2 ผู้ประกอบการมองว่า ไม่เท่ากับการสร้างคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม อันดีกลับคืนสู่ชุมชนและประเทศชาติ

“บนพื้นที่แห่งนี้ สิ่งที่เราพบคือ คุณภาพของคนทั้ง 3 ชนเผ่า ที่แต่ก่อนอาจอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน พูดคนละภาษา แต่ในวันนี้ทุกคนสมานสามัคคี มีรอยยิ้มจากรายได้ต่อไร่ราว 60,000-70,000 บาท (ครอบครัวละ 5-200 ไร่) และจากเมื่อก่อนที่ต้องก้มหน้าก้มตาไม่กล้าบอกใครว่าเขาคือคนดอย แต่มาวันนี้ยืดอกสง่า เพราะเขารู้ว่าเขาคือผู้ร่วมผลิตกาแฟดีคุณภาพระดับโลก และเราก็ถือว่าเราบรรลุวัตถุประสงค์หลักแล้วคือ สร้างชุมชนให้มีความสุข”

และนี่คือที่มาของชุมชนกาแฟดอยช้าง ชุมชนที่สามารถผลิตกาแฟคุณภาพระดับโลก