NPP BOX กล่องพัสดุตามสั่ง เจาะตลาดลูกค้าออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

Social Biz

ดวงกมล

NPP BOX กล่องพัสดุตามสั่ง เจาะตลาดลูกค้าออนไลน์

“เดือนแรกขายได้เงิน 5,000 บาท ถัดจากนั้นลองลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก หวังให้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามคาด คนรู้จักเพิ่มขึ้น ยอดขายดีขึ้นถึงหลักล้าน เพราะกลุ่มลูกค้าของ NPP BOX คือ คนที่ขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องพัสดุ”

อีกหนึ่งผลพวงที่เกิดขึ้นจากการเติบโตธุรกิจออนไลน์ นั่นคือ ธุรกิจการขนส่ง รวมถึงกล่องใส่พัสดุ เพราะ 100 เปอร์เซ็นต์สินค้าต้องบรรจุลงกล่อง ฉะนั้น เลยมีผู้ประกอบการหัวใส เข้ามาเติมดีไซน์ลงบนกล่อง ฉีกกฎกล่องรูปแบบเดิมๆ หวังเพิ่มมูลค่า พร้อมกับสร้างการจดจำให้ผู้รับ กลายเป็นความประทับใจไม่รู้ลืม

NPP BOX ผู้ผลิตกล่องลูกฟูก กล่องไปรษณีย์ เจ้าของคือ “พรรณกร จันทรุกขา” หรือ คุณอูน หญิงสาว Gen Y ที่มาพร้อมแนวคิดที่ว่า ต่อจากนี้ไปกล่องพัสดุจะไม่เป็นเพียงสิ่งห่อหุ้มสินค้า แต่จะกลายเป็นความประทับใจแรกที่ผู้รับสัมผัสได้ หวังตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ที่ต้องการกล่องไม่เหมือนใคร

เข้ามาพยุงธุรกิจ

ปีเดียว กลายเป็นผู้นำ

ประวัติคุณอูน เธอเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจกล่องกระดาษลูกฟูก ย่านจังหวัดสมุทรปราการ ขนาดเนื้อที่ 1 ไร่ ซึ่งนับวันธุรกิจแย่ลงเกือบจะต้องปิดกิจการ จนกระทั่งหญิงสาวตัดสินใจเข้ามารับไม้ต่อ เพราะมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ เปลี่ยนจากผลิตเฉพาะกล่องลูกฟูกป้อนโรงงานอุตสาหกรรม มาผลิตกล่องไปรษณีย์ดีไซน์หลากหลาย ลูกค้าสั่งได้ตามใจชอบ ไม่เกี่ยงจำนวน ชนิดพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ระยะเวลาเพียง 1 ปีเพิ่มยอดขายจากติดลบ ทะยานสู่หลักล้าน ปลดหนี้สินครอบครัวสบายๆ

คุณอูน เล่าว่า เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวเมื่อมกราคม 2558 มองเห็นปัญหาหลายอย่าง อาทิ เดิมโรงงานผลิตเฉพาะกล่องลูกฟูกให้โรงงานขนาดใหญ่ พอโรงงานเหล่านั้นปิดตัวลง พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย ส่วนตัวมองว่าคนที่หันมาขายของออนไลน์มีเยอะขึ้น ใช้กล่องพัสดุเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน เครื่องจักรที่มีอยู่สามารถผลิตได้ เลยเปลี่ยนกลุ่มลูกค้ามาจับตลาด SMEs

โอกาสที่หญิงสาวมองเห็นคือ กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูปที่วางขายกันตามท้องตลาด ราคาต่อกล่องค่อนข้างแพง ทั้งที่ความจริงสามารถผลิตในราคาที่ถูกกว่าได้ โดยกล่องก็ยังมีความแข็งแรงอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสม ฉะนั้น เลยหันมาออกแบบกล่องให้มีความสวยงาม มีหลายขนาด เบื้องต้นขายในเฟซบุ๊ก ขายในราคาที่ถูกกว่าที่ทำการไปรษณีย์ครึ่งต่อครึ่ง

“เดือนแรกขายได้เงิน 5,000 บาท ถัดจากนั้นลองลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก หวังให้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามคาด คนรู้จักเพิ่มขึ้น ยอดขายดีขึ้นถึงหลักล้าน เพราะกลุ่มลูกค้าของ NPP BOX คือ คนที่ขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องพัสดุ”

สารพัดกล่องมีให้เลือก

ตอบโจทย์คนค้าขาย

จากความได้เปรียบเป็นโรงงานผลิตกล่องลูกฟูกเดิม ทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก แต่สิ่งที่ต้องลงทุนเพิ่มคือ ดีไซน์ ปัจจุบัน NPP BOX ผลิตกล่องพัสดุ 6 รูปแบบ ทุกรูปแบบหนา 125 แกรม ใส่ของได้ 3-5 กิโลกรัม รูปแบบแรก “กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป” รูปแบบที่สอง “กล่องพัสดุ My Box” รูปแบบที่สาม กล่องพัสดุ “My Design” รูปแบบที่สี่ “My Packing” รูปแบบที่ห้า “My Easy Stamp” และรูปแบบที่หก “Eco Box” กล่องรักษ์โลก

สำหรับรายละเอียดคร่าวๆ เริ่มจากกล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป มี 6 ไซซ์ ขนาดเท่ากับกล่องของไปรษณีย์ ไม่กำหนดการสั่งขั้นต่ำ 1 ใบก็ส่ง ส่วน My Box เป็นกล่องที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการพิมพ์โลโก้ไปบนกล่อง เพราะมีบริการจัดวางเลย์เอาต์ให้ รวมถึงรับออกแบบโลโก้ ขนาดเท่ากับกล่องของไปรษณีย์ สั่งขั้นต่ำ 500 ใบ

My Design เอาใจลูกค้านักออกแบบที่ต้องการกล่องไม่เหมือนใคร เพื่อเพิ่มความเก๋ให้วัสดุที่อยู่ด้านใน ทางโรงงานรับผลิตตามแบบ ตามไซซ์ที่ต้องการ My Packing จำหน่ายอุปกรณ์ในการแพ็กสินค้า เพิ่มความสะดวก อาทิ บับเบิ้ล เทปกาว เชือก My Easy Stamp รับผลิตโลโก้เป็นตัวปั๊ม มีลักษณะเป็นแป้นอะครีลิกใส โดยลูกค้าสามารถใช้ปั๊มลงบนกล่อง ซองได้ทันที

สุดท้าย กล่องไปรษณีย์รักษ์โลก Eco Box ใช้กระดาษไม่ฟอก ไม่ย้อมสี ไม่กำหนดการสั่งขั้นต่ำ ระยะเวลาการผลิต 10-15 วัน หลังจากยืนยันสั่งผลิต พร้อมจัดส่งให้ฟรี เมื่อมียอดสั่งซื้อ 5,000 บาทขึ้นไป เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ยอดผลิตต่อเดือน

เกือบล้านใบ

ธุรกิจที่ NPP BOX ทำ เป็นธุรกิจที่อาศัยการเติบโตของเอสเอ็มอีที่ค้าขายออนไลน์ ฉะนั้น ช่องทางประชาสัมพันธ์ที่เลือกใช้ หญิงสาวเน้นสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นหน้าร้าน เปิดกว้างให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เข้ามาฝากร้านในเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ลูกค้าก็อยู่ในธุรกิจหลากหลายประเภท เช่น อาหารเสริม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง สินค้าแฟชั่น ไม่เว้นแม้แต่อาหารสด

ปัจจุบัน กล่องลูกฟูกของ NPP BOX ที่ขายดีคือ My Box และ My Design ผลิต 700,000 ใบ ต่อเดือน รองลงมาเป็นกล่องไปรษณีย์ทั่วไปผลิต 300,000 ใบ ต่อเดือน และในเร็วๆ นี้จะมีการสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่อีก 2 ตัวเพื่อรองรับยอดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หลังจากคุณอูนเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวได้เพียง 1 ปีเศษ เธอบอกว่า แนวโน้มเอสเอ็มอีไทยหันมาทำกล่องลูกฟูกที่มีโลโก้ของตัวเองมีเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ใช้กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป ส่งผลให้รายได้จากเดือนแรกที่ขายได้ 5,000 บาท ปัจจุบันมีรายได้หลักล้านบาทแล้ว

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต คุณอูนจะหาพาร์ตเนอร์ในเรื่องของการแพ็กสินค้า การจัดส่งสินค้า ตัวแทนจำหน่ายเพื่อบุกตลาดต่างจังหวัด เพื่อให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น

สนใจติดต่อ เลขที่ 150/18 หมู่ 18 ถนนสุขสวัสดิ์ 64 ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ (02) 463-1962 หรือที่ Facebook : Npp Box

บริการของ NPP BOX

– กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป ไซซ์ 0 ราคาใบละ 3 บาท ไซซ์ A=3.40 บาท ไซซ์ B=4.20 บาท ไซซ์ C=5.50 บาท ไซซ์ D=7.00 บาท และไซซ์ E=8.50 บาท ในส่วนบริการตัวแรกนี้จะไม่มีขั้นต่ำ สามารถสั่งได้ตั้งแต่ 1 ใบขึ้นไป

– My Box จำนวนขั้นต่ำและราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดกล่อง ส่วนเงื่อนไขในการพิมพ์ จะพิมพ์ให้ 1 สี ไม่เกิน 6 ตำแหน่ง ระยะเวลาการผลิตจะอยู่ที่ 10-15 วัน หลังจากมัดจำสินค้าแล้ว กรณีสั่งทำครั้งแรกจะมีค่า Block พิมพ์ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับขนาดโลโก้

– My Design ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของกล่องที่ลูกค้าดีไซน์ออกมา ซึ่งจะมีการตกลงในลักษณะ Case by Case

– My Easy Stamp ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของโลโก้ (กว้าง x ยาว)

– My Packing บับเบิ้ล จะขายเป็นม้วนใหญ่ ยาว 100 เมตร หน้ากว้าง 65 เซนติเมตร ราคาม้วนละ 350 บาท

เกษตรกรสุพรรณฯ แฮปปี้รายได้งาม ปลูกเมลอนญี่ปุ่นส่งห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010559&srcday=2016-05-01&search=no

นที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

เกษตรกรสุพรรณฯ แฮปปี้รายได้งาม ปลูกเมลอนญี่ปุ่นส่งห้าง

ในการทำเกษตรปัจจุบันนั้น หากจะให้มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ ประการแรกต้องเลือกพืชผักผลไม้ที่ได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล พร้อมกันนั้นต้องมีปัจจัยเรื่องการตลาดมารองรับด้วย ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการผลิตเลย

จะเห็นว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกษตรกรกลุ่มหนึ่งในหลายจังหวัดหันมาปลูกเมลอน อย่างสุโขทัย กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ เพราะได้ราคาดีมีตลาดรองรับ สามารถส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ควบคุมผลผลิตได้ด้วยเทคโนโลยี เรียกว่าเป็นผลไม้ที่มาแรงในเวลานี้จริงๆ ซึ่งแม้การลงทุนจะสูงในช่วงเริ่มต้น แต่ผลตอบแทนที่ได้นับว่าคุ้มค่าทีเดียว

2 ปี ปลูกได้ 7 รอบ

อย่างเกษตรกรที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีแม่น้ำหรือแหล่งน้ำทางธรรมชาติไหลผ่าน แต่ก็สามารถปลูกเมลอนในโรงเรือนได้ โดยมีการขุดแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเอง

ทางบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พาไปดูแปลงปลูกเมลอนของ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของ “คุณอำนาจ แตงโสภา” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแจงงาม ที่ส่งขายในแม็คโคร เพื่อให้เห็นว่าที่นี่ปลูกเมลอนกันอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ประเภท 2 ปี ปลูกได้ถึง 7 รอบ หรือ 7 คร็อป

คุณอำนาจ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนจะมาปลูกเมลอน เกษตรกรในพื้นที่นี้ปลูกกันมาหลายอย่าง เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ แต่ก็ประสบปัญหานานา กระทั่งมาปลูกเมลอนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกราว 80 คน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100 ไร่ และยังคงขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ ตั้งเป้าผลิตเมลอนญี่ปุ่นให้ได้ 70 ตัน ทุกเดือน ซึ่งในการปลูกนี้มีทางบริษัทขายเมล็ดพันธุ์มาให้ความรู้ต่างๆ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2549 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมลอนญี่ปุ่นในท้องถิ่น ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของคุณอำนาจ ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็น ผู้ผลิตเมลอนญี่ปุ่นในรูปแบบโรงเรือนปิดปลอดสารพิษตกค้าง ตามการรับรองมาตรฐานการจัดการเกษตรที่ดี (GAP) ที่มีคุณภาพรสชาติความหวานเป็นที่ 1

ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง มีปัจจัยหลายอย่าง นอกจากจะมีการเรียนรู้ร่วมกันแล้ว ยังมีการทำงานร่วมกันด้วย ซึ่งในพื้นที่อื่นๆ อาจจะไม่มี นั่นคือ การลงแขก

คุณอำนาจ เล่าว่า ทางกลุ่มได้มีการจัดการผลิตที่เป็นระบบ โดยกำหนดรอบเวรให้สมาชิกแต่ละรายปลูกห่างกัน 4 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบแห่งนี้ตั้งใจทำงานด้วยความขยันขันแข็ง และมีความสามัคคีปรองดองในกลุ่มสมาชิก ที่ผ่านมาพวกเขามักรวมตัวกันใช้แรงงานร่วมกันที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “ลงแขก” ไปช่วยผสมเกสรในแปลงปลูกเมลอนของเพื่อนสมาชิก เพื่อให้ได้ผลผลิตทันเวลาและช่วยกันลงแขกเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ทำให้สมาชิกกลุ่มทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากทุกคนต้องการร่วมมือกันพัฒนาเมลอนของชุมชนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ด้วยระบบการปลูกที่ได้คุณภาพและมีตลาดแน่นอน ทำให้เกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกเมลอนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยทางกลุ่มจะจัดอบรมความรู้เรื่องการปลูกเมลอนญี่ปุ่นให้แก่เกษตรกรมือใหม่ได้รู้จัก “วงจรชีวิตแตงเมลอน” โดยช่วงวันที่ 1-10 เป็นขั้นตอนการเพาะกล้า ช่วงวันที่ 11-22 เป็นขั้นตอนการตัดแต่งแขนง ช่วงวันที่ 23-25 เป็นระยะผสมเกสร ช่วงวันที่ 26-30 เป็นระยะคัดผลและแขวนลูก ช่วงวันที่ 36-60 เป็นระยะเร่งลูก บำรุงปุ๋ยให้ต้นเมลอนญี่ปุ่นเจริญเติบโตตามที่ต้องการ ช่วงวันที่ 61-70 เน้นเพิ่มความหวานให้ผลเมลอนญี่ปุ่น และช่วงวันที่ 71-75 เป็นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต

คุณอำนาจ แจงว่า กรณีเป็นเกษตรกรมือใหม่จะแนะนำให้ทดลองปลูก 4 โรงเรือนก่อน โรงเรือนขนาด 3.5×36 เมตร ปลูกได้ 740 ต้น สามารถสร้างรายได้ถึงรอบละ 40,000-45,000 บาท ต่อโรงเรือน อย่างไรก็ตาม การปลูกในครั้งแรกจะมีต้นทุนค่าโรงเรือน ค่าระบบน้ำ ประมาณ 220,000 บาท และมีต้นทุนการปลูกเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ เฉลี่ยรอบละประมาณ 8,000 บาท เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกษตรกรมือใหม่จะมีโอกาสคืนทุนและได้ผลกำไรภายใน 1 ปี

ชอบอากาศร้อน ใช้น้ำน้อย

ที่ผ่านมาการที่กลุ่มจัดหลักสูตรอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น นับว่ามีส่วนช่วยทำให้เกษตรกรมือใหม่ สามารถผลิตเมลอนญี่ปุ่นคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาด ภายในเวลา 1 ปี เกษตรกรสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวเมลอนญี่ปุ่นได้ถึง 3 รอบ หากมีการวางแผนจัดการที่ดีบางรายอาจปลูกเมลอนญี่ปุ่นได้ถึง 7 รอบ ภายในระยะเวลา 2 ปี

“การปลูกเมลอนญี่ปุ่น ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดพอสมควรเหมือนเลี้ยงดูลูกอ่อน เมลอนญี่ปุ่นเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดี แถมใช้น้ำน้อยไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำที่ใช้ทำนา ใช้เวลาปลูกดูแลเพียงแค่ 75 วันเท่านั้น สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ เมลอนแต่ละผลจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม แต่ละโรงเรือนจะเก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณ 1 ตัน ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 53-60 บาท เมลอนญี่ปุ่นนี้ไม่ชอบอากาศหนาวเลย ถ้าเจอหนาวจะทำให้ผลผลิตลดลง” คุณอำนาจ กล่าวและว่า ผู้ที่สนใจปลูกเมลอน ก่อนอื่นต้องรู้ตัวว่าอดทนที่จะอยู่ในโรงเรือนได้หรือเปล่า เพราะจะร้อนมาก ถ้าอดทนไม่ได้จะลำบาก ซึ่งหากใครสนใจจะเรียนรู้การปลูกเมลอนสามารถมาศึกษาได้ที่กลุ่ม โดยคิดค่าใช้จ่ายวันละ 1,000 บาท จะสอนทุกขั้นตอน

สมาชิกกลุ่มทุกคนตั้งใจผลิตเมลอนญี่ปุ่นคุณภาพดีออกจำหน่าย หากผลผลิตไม่หวานไม่ตัดออกขายอย่างเด็ดขาด ทำให้สินค้าเมลอนญี่ปุ่นทุกลูกที่ผลิตจากชุมชนแห่งนี้ มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เรียกว่า ผลิตจนไม่ทันกับความต้องการของตลาด สินค้ามีมากเท่าไหร่ก็ผลิตไม่พอขาย

คุณอำนาจ ยืนยันว่า ผลผลิตของกลุ่มแม้จะไม่ได้เป็นออร์แกนิกแต่ก็เป็นเกษตรปลอดภัย สามารถรับประทานได้ไม่ต้องห่วงเรื่องสารตกค้าง แต่หากไปซื้อเมลอนที่วางขายตามข้างทาง ราคาถูก แต่อาจจะไม่ปลอดภัยพราะไม่มีการควบคุมการใช้ปุ๋ยเคมี

ตอนเช้าเหมาะผสมเกสร

สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคางอีกราย คือ คุณชูศักดิ์ แตงโสภา หรือ “ผู้ใหญ่หมู” เล่าว่า ก่อนหน้านี้ปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลักแต่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ผลกำไรเหลือไม่มาก ต่อมาปี 2554 เห็นเพื่อนเกษตรกรในชุมชนปลูกเมลอนญี่ปุ่นแล้วได้ผลตอบแทนที่ดี เลยทดลองปลูกเมลอน ปรากฏว่าสามารถคืนทุนได้ตั้งแต่การปลูกรอบแรก จึงขยายพื้นที่ปลูกเมลอนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เขาอธิบายถึงเทคนิคการปลูกเมลอนญี่ปุ่นให้ได้ผลผลิตที่ดีว่า อยู่ที่เทคนิคการผสมเกสรดอกเมลอนในระยะเวลาที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่ “07.00-11.00 น.” หลังจากนี้ไม่ได้ผลนัก เพราะพืชคายน้ำ ปัจจุบันทางกลุ่มได้ช่วยกันทำงาน โดยลงแขกผสมเกสรต้นเมลอนญี่ปุ่น ทำให้สมาชิกทุกรายได้ผลผลิตที่ดี โดยทั่วไปดอกเมลอนเป็นดอกสมบูรณ์ คือมีดอกเกสรตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้จะอยู่ระหว่างข้อบนลำต้น การผสมเกสรจะทำในตอนเช้า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 07.00-09.00 น. โดยเลือกผสมดอกเพียง 2-3 แขนง ต่อต้น อาศัยการจดบันทึกดอกบานหรือจำนวนดอกที่ผสมในแต่ละวัน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สนใจติดต่อ โทรศัพท์ (081) 924-8192)

ด้าน ผศ.ดร.ชัยณรงค์ รัตนกรีฑากุล ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นนักวิชาการที่คอยดูแลการปลูกของวิสาหกิจกลุ่มนี้ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีศักยภาพผลิตเมลอนให้ได้ถึงมาตรฐานสากล (GLOBAL G.A.P.) โดยมีเงื่อนไขในการพิจารณาแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกันคือ ผลผลิตปลอดภัยได้คุณภาพไร้สารเคมีตกค้าง คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วน “คุณศิริพร เดชสิงห์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บอกว่า เมลอนญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ตลาดต้องการสูง ในแต่ละปี แม็คโครขายเมลอนกว่า 700 ตัน โดยรับซื้อจากเกษตรกรในเครือข่าย ที่ปลูกในจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 150 ตัน โดยแม็คโครควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน เนื้อแน่น หวาน กรอบ กลิ่นหอมตามธรรมชาติ ควบคุมสภาพดินและน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกในฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ควบคุมโรงคัดบรรจุตามมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี (GMP) ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างและยาฆ่าแมลง ที่สำคัญ ผลผลิตทุกลูกสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งเพาะปลูก

ฟังข้อมูลแบบนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนคงคิดอยากปลูกเมลอนญี่ปุ่นกันบ้าง ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากการทำแปลงปลูกเมลอนในโรงเรือน อย่างไรก็ตาม ก่อนลงมือปลูกต้องหาตลาดให้ได้แน่นอนเสียก่อน

“เคเอกซ์” อาคารมีชีวิต เปิดประตูหนุน SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

เสริมไอเดีย

“เคเอกซ์” อาคารมีชีวิต เปิดประตูหนุน SMEs

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จับมือนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมยักษ์ใหญ่ภาคอุตสาหกรรม ผุดโครงการ บนอาคารเคเอกซ์ หรือ KX (Knowledge Exchange) อาคารมีชีวิตแห่งใหม่ย่านใจกลางเมือง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอี 4 กลุ่มหลัก อาหาร ยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มการแพทย์ แก้วิกฤตปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลาง

เปิดโครงการ KX

ลดปัญหาให้ SMEs

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยถึงโครงการอาคารเคเอกซ์ หรือ KX (Knowledge Exchange) ซึ่งเป็น Open Collaboration Platform ทางความรู้ โดยที่อาคารแห่งนี้จะถูกบริหารจัดการให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาพูดคุยกัน รวมถึงเป็นพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ ลงสู่การแก้ไขปัญหาให้กับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างเต็มความสามารถและครบวงจร

“ที่ผ่านมา มจธ. ทำหน้าที่ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพียงแต่ มจธ. ดำเนินภารกิจ 3 ด้านไปพร้อมกันคือ ทำวิจัย นวัตกรรมและวิชาการ มุ่งมั่นผลิตบัณฑิตคุณภาพสูง และทำหน้าที่หาความรู้คือทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีคุณค่ามีความหมายต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันมายาวนาน ซึ่งพบว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ประเทศมีความอ่อนแอทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก และด้วย มจธ. มีประสบการณ์ทำงานกับภาคธุรกิจเอกชน และภาคอุตสาหกรรม จึงคิดว่าถึงเวลาทำบางอย่างเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับเอสเอ็มอี และนำพาประเทศออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปพร้อมๆ กับการลดความเหลื่อมล้ำ”

สำหรับวิธีการคือ มจธ. ได้เข้าไปขอรับความร่วมมือจากบริษัทใหญ่ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาและช่วยเหลือเอสเอ็มอีนั้นสำคัญอย่างไร ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้บริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้นได้ซื้อของที่มีคุณภาพอันดีในราคาถูกลง แต่ยังเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจของคนไทย ช่วยเหลือคนตัวเล็ก อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติด้วย

จับมือร่วมบริษัทใหญ่

ภาครัฐให้การสนับสนุน

อธิการบดี มจธ. กล่าวด้วยว่า “เราต้องการยกสมรรถนะของเอสเอ็มอี ซึ่งการจะทำให้สำเร็จได้ ความสำคัญอยู่ที่การได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งก่อนจะตกผลึกเป็นเรื่องนี้ได้เดินสายคุยกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนนับสิบราย พูดคุยกับศิษย์เก่าของเราหลายคน ในฐานะที่ มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่อยากจะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ในขณะที่เอสเอ็มอีมีเป็นแสนราย กลไกคือต้องทำงานร่วมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นหมายถึงต้องการเห็นเอสเอ็มอีดีขึ้น นั่นก็คือภาครัฐ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และบริษัทใหญ่ๆ ก็ต้องการพัฒนาซัพพลายเชนของเขา คือ กลุ่มเอสเอ็มอีให้ป้อนสินค้าดีมีคุณภาพ ราคาถูกลงให้กับบริษัท ก็จะทำให้เอสเอ็มอีมีกำไรมากขึ้นด้วย ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์และเกิดการพัฒนา”

นี่คือเหตุผลทำให้ มจธ. ต้องร่วมมือกับบริษัทใหญ่หลายแห่ง อันจะนำไปสู่ประโยชน์ของประเทศชาติ

“ความร่วมมืออีกส่วนหนึ่งคือ ภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนเอสเอ็มอีให้แข็งแรงโดยเฉพาะในส่วนของกิจกรรม เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามามอบความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของสินค้าและการทำงาน โดยภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วย อาจสัดส่วน 50:50 หรือ 70:30 ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งสมาคมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งประเทศไทย และ สสว.เข้ามาร่วมด้วย

ส่วนภาคการศึกษา อย่าง มจธ. มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อิหร่าน เข้ามาร่วมกันวิจัยพัฒนานำความรู้แลกเปลี่ยนต่อกัน สิ่งเหล่านี้เป็น Knowledge Exchange ที่เน้นย้ำเรื่องนี้มาก และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม มจธ. จึงต้องสร้างตึกเคเอกซ์ขึ้นมา”

พบปะ 5 หน่วยงาน

สานสู่ธุรกิจ 4 กลุ่ม

รศ.ดร.ศักรินทร์ ยังกล่าวถึงการออกแบบอาคารเคเอกซ์ ให้มีบรรยากาศเอื้อต่อทุกภาคส่วน สามารถทำภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองได้เต็มความสามารถที่สุด โดยตัวอาคารมีความสูง 20 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 20,000 ตารางเมตรโดยประมาณ ภายในอาคารเป็นสถานที่ทำงานพบปะและจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ของหน่วยงาน 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และสถาบันการเงิน

อาคารถูกออกแบบให้มีความเป็นระบบนิเวศ (Eco system) เอื้อต่อการสร้างนวัตกิจ (Startup) และการแลกเปลี่ยนความรู้ อาทิ พื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) พื้นที่เพื่อกระตุ้นแนวคิดด้านดีไซน์ พื้นที่ทำงานของภาคธุรกิจที่เข้ามาเป็นสมาชิก พื้นที่ห้องประชุมสัมมนา พื้นที่จัดแสดงสินค้า ชิ้นงาน งานวิจัยและนวัตกรรม พื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นภาคีเครือข่ายที่ทำงานวิชาการและงานวิจัยต่างๆ

อธิการบดี มจธ. ระบุว่า อาคารดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะสอดประสานเชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่แต่ละส่วน ตามแนวคิด Interlocking in Space เพื่อรองรับหลักการดำเนินงานภายในอาคารที่มุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาคมจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษาและภาครัฐ

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อให้บริการวิชาการกับหน่วยงานภายนอก โดยนำความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานเครือข่าย ไปสู่การใช้ประโยชน์โดยภาคอุตสาหกรรมในลักษณะของภาคีความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

พัฒนาต่อยอด

นำความรู้ช่วยเหลือ

ทั้งนี้ยังได้มีการออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นในอาคาร เพื่อเป็นบริการนำความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปช่วยเหลือภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น อาทิ การให้คำปรึกษาและพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มการแพทย์

“นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูง สร้างบุคคลที่มีความเป็น X Maker ในธุรกิจที่มีอิมแพ็คต่อรายได้ของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยมีเครื่องมือและความรู้พร้อมให้คำปรึกษาและรองรับผู้ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ”

อธิการบดี มจธ. กล่าวด้วยว่า ภารกิจดังกล่าวข้างต้นนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตคุณภาพ โดยโครงการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาเข้ามาทำงานวิจัยร่วมกันกับภาคเอกชน ถือเป็นการทำงานบนโจทย์จริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้จริง และทำให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์จริงก่อนจบการศึกษาอีกด้วย

ทั้งนี้กับความคืบหน้าล่าสุด มูลนิธิพัฒนานวัตกรรม มจธ. ร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ 4 แห่งคือ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัท แอโรฟลูอิด จำกัด และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท KX Consulting Enterprise Company Limited หรือ KCE ซึ่งเป็นโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ มีบทบาทในการบริหารกิจกรรมต่างๆ ของอาคารเคเอกซ์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

พร้อมทั้งให้การสนับสนุนในด้านบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางธุรกิจ การบริหารจัดการและการให้งบประมาณทั้งในรูปเงินลงทุนและเงินบริจาค เพื่อให้ KCE ทำหน้าที่เป็น Marketing Arms ของมหาวิทยาลัยในการดำเนินการจัดกิจกรรม เพื่อให้อาคารเคเอกซ์เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมตามแนวทางที่กำหนดร่วมกัน โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกแล้วราว 40 ราย

ที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง หลับสบายสุดฟิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง หลับสบายสุดฟิน

กลุ่มลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มบรรดาแม่ที่มีลูกเล็ก เพราะด้วยขนาดที่นอนค่อนข้างกว้าง ทำให้สามารถนอนได้ 2 คน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปใช้งานทดแทนโซฟา เพราะที่นอนดังกล่าวเป็นสินค้าใหม่ที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา

ฟินหนักมากหากได้ล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ไปพร้อมๆ กับได้กอดตุ๊กตาตัวโปรดสุดเลิฟ ล่าสุด มีคนไทยไอเดียดี รวมความสุขเหล่านั้นมาไว้ที่ตุ๊กตายักษ์ หรือที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ ชนิดว่าถ้าเด็กเห็น ร้อยทั้งร้อยต้องกระโดดขึ้นมาเล่นสนุก คุณสาวๆ อยากล้มตัวลงนอน ส่วนชายหนุ่มก็สามารถใช้ที่นอนตุ๊กตานี้ได้ ชนิดไม่ต้องกังวลใครจะล้อว่าไม่แมนเล่นตุ๊กตา

มีมี่ ไบร์ท (Meemie Bright) เป็นการประยุกต์ระหว่างที่นอนกับตุ๊กตาได้อย่างลงตัว สำหรับที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ สินค้าที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา เฟอร์นิเจอร์ไร้โครงใช้งานได้หลากหลาย ไอเดียทำเงินของหญิงสาวที่ได้แนวคิดการทำธุรกิจ มาจากการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่ ให้กลายเป็นของใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม แถมโดนใจตลาด สร้างรายได้แต่ละเดือนเป็นแสน

ตุ๊กตายักษ์ ยังไม่มีคนไทยทำ

เริ่มคนแรก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

คุณนันท์ณภัส ลิ้มพีรภาสโภคิน หรือ คุณขวัญ หญิงสาววัย 33 ปี เธอมาพร้อมแนวคิดการทำธุรกิจด้วยการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่ ให้กลายเป็นของใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม แถมโดนใจตลาด สร้างรายได้แต่ละเดือนถึงหลักแสน ไอเดียธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นจากการไปเดินห้างสรรพสินค้าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

เธอเล่าว่า ตอนไปเดินห้างสรรพสินค้า เห็นตุ๊กตาตัวใหญ่ซึ่งราคาขายต่อตัวสูงราว 7,000-8,000 บาท ใช้ประโยชน์ “กอด” ได้อย่างเดียว รู้สึกเทียบกับราคาแล้วไม่คุ้ม เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า หากประยุกต์ระหว่างตุ๊กตากับที่นอน ให้มาอยู่รวมกันได้คงจะดี เรื่องราวธุรกิจทั้งหมดเลยกำเนิดขึ้น

แวบเดียวที่ไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า หญิงสาวได้ไอเดียทำเงิน กลับมาขบคิด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แบรนด์ “มีมี่ ไบร์ท-Meemie Bright” กลายเป็นผู้ผลิตที่นอนรูปสัตว์รายแรกของไทย พร้อมจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย

หลังจากที่คุณขวัญคิดจะทำที่นอนรูปตุ๊กตา เธอใช้เวลาศึกษาตลาด และทดลองทำที่นอนดังกล่าวราว 4 เดือน และจากผลการศึกษา พบว่าในไทยยังไม่มีใครทำ เท่าที่มีขายล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งคุณภาพยังไม่ตรงกับความต้องการของเธอที่ต้องการงานดีมีคุณภาพ และมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คุ้มค่าแก่การใช้งานอย่างแท้จริง ฉะนั้น ยิ่งมองเห็นโอกาสจากช่องว่างตรงนี้

ใส่ใจทุกขั้นตอน

คัดสรรทุกอย่างพรีเมี่ยม

สำหรับขั้นตอนการทำ เธอเริ่มจากออกแบบที่นอน โดยวาดเป็นตัวการ์ตูนรูปสัตว์ เน้นความน่ารักสดใส เป็นสัตว์ที่คนจดจำง่าย เช่น สุนัข แมว กระต่าย หมี และช้าง หลังจากออกแบบเสร็จ ตัดผ้าขึ้นลาย จากนั้นมาเย็บด้วยเทคนิคพิเศษ ลงบนผ้าขนสัตว์เทียม ด้านในอัดด้วยใยบอลโพลีเอสเตอร์ เกรดพรีเมี่ยม ที่มีการปักยึดใยด้านในเบาะเพื่อความหนานุ่ม และเป็นผืนเดียวกัน หนาประมาณ 1 ฟุต น้ำหนักราว 20 กิโลกรัม เส้นใยไม่จับกันเป็นก้อน สปริงตัวได้ดี ให้สัมผัสนุ่มสบาย ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย มีการใช้งานที่ยาวนาน

คุณสมบัติของวัสดุที่คุณขวัญเลือกใช้ ผ้าขนสัตว์เทียมเกรดพรีเมี่ยม ให้ความนุ่ม สบายผิว เหมาะกับผิวเด็ก นำเข้าจากประเทศเกาหลี ไม่หลุดร่วงง่าย คงสีสันได้ยาวนานแม้ผ่านการซักทำความสะอาดหลายครั้ง มีความยืดหยุ่นสูง ตอบสนองประสิทธิภาพการนอนทุกอิริยาบถ สามารถถอดปลอกไปซักในเครื่องซักผ้าได้ ส่วนด้านในที่อัดด้วยใยบอลโพลีเอสเตอร์ แนะนำให้มีการตบๆ เดือนละครั้ง เพื่อให้ใยพองตัว

สำหรับที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ของ Meemie Bright มีขนาดกว้าง 135 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร หนา 30 เซนติเมตร น้ำหนักรวมประมาณ 25 กิโลกรัม ปลอกที่นอนมีซิปยาวด้านข้าง ตั้งแต่หัวถึงปลายที่นอน ถอดซักได้ ที่ตัวเบาะด้านในมีซิป 4 ด้านไว้สำหรับเพิ่มใยบอลโพลีเอสเตอร์ด้วยตัวเอง ที่นอนจะมีถุงหน้าท้องบุด้วยผ้าซาตินเพื่อให้สอดตัวเข้าไปได้ คล้ายผ้าห่ม ให้ความอบอุ่น พร้อมหมอนข้างน่ารักน่ากอด มีผ้าคลุมสำหรับกันฝุ่นกรณีไม่ได้ใช้งาน มีถุงผ้าร่มสำหรับเก็บตัวที่นอน กรณีต้องการขนย้ายหรือเก็บที่นอน

ด้านกลุ่มลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มบรรดาแม่ที่มีลูกเล็ก เพราะด้วยขนาดที่นอนค่อนข้างกว้าง ทำให้สามารถนอนได้ 2 คน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปใช้งานทดแทนโซฟา เพราะที่นอนดังกล่าว เป็นสินค้าใหม่ที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง ปลอดภัย ใช้งานได้หลากหลาย

ในส่วนของกำลังการผลิต ปัจจุบัน คุณขวัญผลิต 30 ตัว ต่อเดือน และทางโรงงานสามารถผลิตแม็กซิมั่มสูงสุดได้ถึง 100 ตัว ต่อเดือน ราคาขายที่นอนทุกแบบอยู่ที่ 25,900 บาท พร้อมจัดส่งถึงบ้าน โดยทางร้านจะซักปลอกที่นอนรูปสัตว์ให้ก่อนส่งมอบให้ลูกค้าทุกครั้ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การหาตลาด เจ้าของกิจการรายนี้เลือกใช้วิธีไปออกบู๊ธ งานแฟร์ งานอีเว้นต์ต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ และมองโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศด้วย

ติดต่อ Meemie Bright โทรศัพท์ (095) 824-4261, (081) 789-4856

เฟซบุ๊ก ช่องทางค้าขายแห่งยุค “สะตอ” ก็ไม่มีข้อจำกัด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

เมดาริน กฤษณะราช

เฟซบุ๊ก ช่องทางค้าขายแห่งยุค “สะตอ” ก็ไม่มีข้อจำกัด!

กลุ่มลูกค้าหลัก น่าจะเป็นพวกชาวใต้ที่ไปทำงานที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง แต่ติดที่เรื่องการขนส่งที่ลำบาก จึงเกิดความคิดในการนำสะตอมาแกะและตัดส่งให้กับลูกค้าผ่านทาง EMS

หากพูดถึงอาหารปักษ์ใต้ หลายคนมักนึกถึงเมนูอาหารที่มีผักพื้นบ้านทางภาคใต้อย่าง “สะตอ” เพราะสะตอได้ชื่อว่าเป็นผักยอดนิยมที่คนใต้นำมาปรุงเป็นอาหารรับประทานกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำสะตอสดๆ มาจิ้มกับน้ำพริก นำสะตอไปผัดกับกะปิใส่หมูสับหรือใส่กุ้ง หรือว่าจะนำไปประกอบเป็นอาหารอย่างอื่นก็ล้วนแล้วแต่หรอยจังฮู้ถูกปาก

และจากการสอบถามไปยังเจ้าของกิจการ “สะตอ EMS” จึงทราบว่า สะตอนั้นราคาดี เพราะความนิยมในการรับประทานไม่เฉพาะแต่คนใต้หรือชาวปักษ์ใต้เท่านั้น คนภาคกลางหรือภาคอื่นๆ นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย ตลาดผู้บริโภคขยายตัวออกไปกว้างขวางเช่นกัน

คุณแบงค์-ณรงศักดิ์ โชติช่วง อายุ 30 ปี เจ้าของ ชมจันทร์ บีช รีสอร์ท จังหวัดระนอง ที่หันมาทำธุรกิจขายส่งสะตอผ่านเฟซบุ๊ก แจงให้ฟังว่า ตนเองพื้นเพเป็นคนจังหวัดระนอง ที่ผูกพันกับสะตอมาเป็นเวลา 10 กว่าปี โดยมีพื้นฐานมาจากที่ครอบครัวมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายสะตออยู่แล้ว บวกกับมีญาติเยอะ คนส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนสะตอ พอถึงหน้าสะตอ ผลผลิตออกมามาก ชาวสวนไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน คุณพ่อของเขาเลยอยากช่วยเหลือชาวสวนในการระบายของที่มีเยอะจนไม่สามารถขายในจังหวัดระนองได้ จึงตัดสินใจเริ่มรับซื้อสะตอโดยไปขายต่อที่ภูเก็ตและหาดใหญ่

“หลักๆ สะตอของเรามาจากเกาะพยาม เป็นสะตอ 2 สายพันธุ์คือ สะตอดานและสะตอข้าว สะตอดานมีลักษณะตรงกันข้ามกับสะตอข้าวคือ เมล็ดใหญ่ ฝักใหญ่ตรง เปลือกหนา และกลิ่นฉุนแรง นิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น ใช้เป็นผักแกง ผัดผัก

ส่วนสะตอข้าว มีลักษณะฝักบิดเล็ก เรียวยาว เมล็ดเล็ก เปลือกบาง กลิ่นฉุนน้อย รสชาติออกหวานๆ มันๆ นิยมรับประทานสดเป็นผักเหนาะและผักเคียง ซึ่งสะตอจะเริ่มออกผลผลิตให้เราได้รับประทานกันตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม” คุณแบงค์ เล่า

ต่อมาคุณแบงค์เริ่มมองเห็นช่องทางการขายผ่านโซเชียลที่กำลังมาแรง จึงได้เปิดช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “สะตอ EMS” เพิ่งเปิดขายมาได้ไม่นาน และคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางในการขยายตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาสั่งเป็นจำนวนมากเหมือนกัน

ซึ่งโดยปกติสะตอเป็นที่นิยมของคนใต้อยู่แล้ว คุณแบงค์เลยมองว่าทางภาคเหนือไม่น่าจะนิยมรับประทานกัน เพราะฉะนั้น กลุ่มลูกค้าหลัก น่าจะเป็นพวกชาวใต้ที่ไปทำงานที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง แต่ติดที่เรื่องการขนส่งที่ลำบาก จึงเกิดความคิดในการนำสะตอมาแกะและตัดส่งให้กับลูกค้าผ่านทาง EMS แทน

สำหรับราคาขาย “สะตอ EMS” จะแยกเป็น สะตอแกะแล้ว อยู่ที่กิโลกรัมละ 200-250 บาท ราคาแปรผันตามฤดูกาล แต่ถ้าเป็นสะตอตัด คือสะตอดิบๆ เหมือนเดิมเพียงแค่นำมาตัด เพื่อให้ลดปริมาณน้ำหนักให้น้อยที่สุดในการจัดส่ง EMS ซึ่งราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-300 บาท

ในมุมมองของคุณแบงค์มองว่า สะตอของเกาะพยาม คงเหมือนกับทุกๆ ที่ แต่เพียงแค่เป็นเรื่องราวมากกว่าที่ตัวเขาสร้างขึ้นมาให้แม่ค้าเห็นว่าเขาอยากที่จะช่วยชาวสวนจริงๆ ไม่ได้ต้องการหวังผลกำไรอะไรมากมาย

ความต้องการของคุณแบงค์ในอนาคต อยากที่จะรักษาคุณภาพของสะตอเพื่อให้ลูกค้ามีรับประทานได้ตลอดทั้งปี และอยากช่วยชาวสวนไม่ให้ถูกกดราคามากจนเกินไป

หากใครสนใจ อยากจะรับประทานสะตอจากจังหวัดระนอง ในแบบของคุณแบงค์ สามารถติดต่อได้ทาง Facebook/สะตอ EMS

สยาม บานาน่า บุกแดนโสม เพิ่มไส้มะม่วง-ทุเรียน ผูกใจต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สยาม บานาน่า บุกแดนโสม เพิ่มไส้มะม่วง-ทุเรียน ผูกใจต่างชาติ

ถึงตอนนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักขนมสัญชาติไทย “สยาม บานาน่า” (SIAM BANANA) ที่มีหน้าตา รสชาติคล้ายคลึงกับขนมชื่อดังของญี่ปุ่น โตเกียว บานาน่า เพราะจากกรณีพิพาทระหว่างเซเว่นอีเลฟเว่น กับ คุณพลอย-พลอยไพลิน ศรีเฉลิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิ้ล เพาเวอร์ โซลูชั่น จำกัด เจ้าของขนม สยาม บานาน่า ทำให้ผู้บริโภคได้รู้จัก และได้ลิ้มลองขนมที่ได้ชื่อว่า โตเกียว บานาน่า เมืองไทย

ล่าสุด ขนมสัญชาติไทยยี่ห้อนี้ โด่งดังจนทำให้ทางเกาหลีใต้สนใจที่จะนำไปวางขายในแดนโสม

คุณพลอย เล่าความคืบหน้าของธุรกิจให้ฟังว่า เดิมทำรสออริจินอลคือ รสกล้วยหอม นอกนั้นเป็นรสกาแฟ และรสช็อกโกแลต ราคาขายกล่องละ 220 บาท 1 กล่อง มี 8 ชิ้น ตอนนี้เพิ่มมาอีก 2 รสชาติคือ ไส้มะม่วงและไส้ทุเรียน ราคากล่องละ 345 บาท มี 8 ชิ้น สรุปแล้ว มีรวม 5 รสชาติ และไส้ใหม่ล่าสุดที่กำลังจะออกมาคือ ไส้สับปะรด ซึ่งมีวางขายอยู่หลายแห่งอย่าง ท็อปส์ สยามพารากอน เอ็มโพเรียม บนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย ฯลฯ และกำลังเจรจากับทางคิง เพาเวอร์

ทัวร์จีน ลูกค้ารายใหญ่

ทั้งนี้ สยาม บานาน่า เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจีนมาก โดยนิยมซื้อรสชาติทุเรียนกับมะม่วงมากที่สุด ซึ่งหากในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต แห่งไหนมีทัวร์จีนลง สยาม บานาน่า จะขายดีเป็นพิเศษ แตกต่างจากสาขาที่ไม่มีทัวร์จีนลงอย่างชัดเจน

เธอว่าในบ้านเรา ทุเรียนเป็น King of Fruit ยังไงก็อยู่ในใจของคนจีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์ ก็ชอบเช่นกัน โดยใช้ทุเรียนหมอนทอง เกรด A และมะม่วงจากจันทบุรี แต่ลูกค้าคนไทยก็ยังชอบรสชาติดั้งเดิม ตามด้วยรสกาแฟ และรสช็อกโกแลต

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่งคือ ที่ย่านประชาชื่นและที่บางบัวทอง รวมงบลงทุนทั้งหมด 7-8 ล้านบาท มีพนักงานประมาณ 30 คน คาดว่าจะคืนทุนได้ภายในปีนี้ ซึ่งธุรกิจนี้มี 2 หุ้นส่วน โดยตัวคุณพลอยเป็นหุ้นส่วนใหญ่

เธอได้นำปัญหาการทำธุรกิจไปปรึกษา ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเล่าว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของสยาม บานาน่า คือ อายุของขนมที่อยู่ได้แค่ 3 เดือน จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งไปขายในต่างประเทศ แม้ว่าจะมีหลายประเทศสนใจ แต่ติดปัญหานี้เพียงอย่างเดียว จึงได้ไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและการแปรรูป เพื่อให้ขนมมีอายุถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี

นอกจากจะวางขายในห้างต่างๆ ในบ้านเราแล้ว คุณพลอยยังขายทางออนไลน์ด้วย อย่างที่เจ้าตัวแจงว่า

“ลูกค้าที่รับของพลอยไป คือลูกค้าที่รับทางไอจี แล้วก็ลูกค้าที่ทำตลาดออนไลน์ เขาขายออนไลน์ที่ประเทศเขา แล้วมาซื้อจากพลอยไป แต่ถามว่า มองตลาดต่างประเทศไหม มองค่ะ ตอนนี้ก็เตรียมขอเครื่องหมายต่างๆ เพื่อส่งออก อย่างเช่น ได้บัตรประจำตัวผู้ส่งออกต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งเครื่องหมายฮาลาล”

ว่าไปแล้วเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเธอกับเซเว่นฯ ก็มีผลดีเหมือนกัน เพราะทำให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น และทำให้ได้ขายบนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย แค่คืนเดียวเท่านั้นก็ทำให้ผู้คนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นที่มาเลเซียหรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม

เจ้าของสยาม บานาน่า ระบุว่า เกาหลีใต้น่าจะเป็นประเทศแรกที่ส่งออกไปขาย ขณะที่ประเทศอื่นยังเจรจากันไม่เสร็จ ส่วนสาเหตุที่ทำไมเกาหลีถึงมาสนใจสยาม บานาน่า ทั้งที่อยู่ใกล้กับประเทศญี่ปุ่น ต้นตำรับในการผลิตโตเกียว บานาน่า นั้น ประเด็นนี้ คุณพลอย อธิบายให้ฟังว่า “พลอยก็ถามเขาเป็นคำถามแรกว่า ทำไมคุณถึงเลือกสยาม บานาน่า คือคนที่ติดต่อมาเป็น Distributor ที่ติดต่อนำสินค้าไปลงในร้านซียู กับ ลอตเต้มาร์ท เขาบอกว่า เขาสนใจสยาม บานาน่า เพราะคนเกาหลีนิยมสินค้าไทย โดยเขาต้องการออริจินอลกับไส้มะม่วง”

เธอว่า เรื่องไส้ขนมนั้น ทางลูกค้าคนจีนและคนญี่ปุ่น อยากให้ทำไส้มังคุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องทดลองก่อน

คุณพลอย ให้ข้อมูลว่า “หลังจากสยาม บานาน่า ขายดี ทางโตเกียว บานาน่า ก็บอกว่าดีใจที่เห็นเรามีแรงบันดาลใจจากเขา เพราะพลอยมีแรงบันดาลใจจากโตเกียว บานาน่า จึงมาทำสยาม บานาน่า ที่ผ่านมายังไม่เคยไปดูธุรกิจของโตเกียว บานาน่า เลย แต่โดยส่วนตัวพลอยชื่นชอบสินค้าเขา และติดตามสินค้าของเขามาตลอด ซึ่งตอนนี้มีหลายผลิตภัณฑ์ มีไส้สตรอเบอร์รี่ด้วย เป็นแบรนด์ที่คนรู้จักทั่วโลก ปีหนึ่งขายได้ 2,400 ล้านบาท”

รอผลเจรจากับคิง เพาเวอร์

เธอย้ำด้วยว่า การทำขนมไส้กล้วยหอมเพราะกล้วยบ้านเรามีชื่อเสียงไปทั่วโลก กล้วยประเทศไทยมีคุณประโยชน์ มองว่าต้นทุนของสยาม บานาน่า กับ โตเกียว บานาน่า ต่างกัน และขนาดธุรกิจต่างกัน ของสยาม บานาน่า เล็กกว่าเยอะมาก ในการซื้อวัตถุดิบแต่ละตัวค่อนข้างต่างกัน เพราะว่าไซซ์ธุรกิจที่ใหญ่กว่า ซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกกว่าแน่นอน

ทั้งนี้ เธอให้เหตุผลในการสั่งซื้อแป้งสาลีจากอเมริกาว่า จริงๆ เป็นแป้งเค้กที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี ไม่ใช่ว่าของไทยไม่ดี แต่เมื่อนำมาทำขนมแล้วกระด้าง ไม่นุ่มเท่ากับของอเมริกา ส่วนน้ำตาลที่ทำไส้ ถ้าจะให้สินค้าหรือเค้กอายุยืนกว่าปกติ ต้องลดความชื้น ซึ่งน้ำตาลที่ใช้ไม่มีความชื้น ทำให้ต้นทุนสูงกว่า เพราะน้ำตาลทั่วไปกิโลกรัมละ 20-30 บาท แต่น้ำตาลที่ใช้อยู่ กิโลกรัมละ 67 บาท

“พลอยทำขนมโตเกียว บานาน่า เพราะความชอบ เวลาไปญี่ปุ่นจะซื้อมาครั้งละ 3 กล่อง กล่องละ 1,800 บาท พอมาทำของตัวเองก็พัฒนาสูตรเพื่อให้หวานน้อยลง และใช้วัตถุดิบเกรดเอทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแป้ง หรือไข่ซีลีเนียม และผลไม้ เน้นให้เป็นขนมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สินค้าของพลอยจึงเป็นเกรดพรีเมี่ยม”

คุณพลอย บอกว่า เคยรับประทานขนมแบบเดียวกันของเลอ แปง ค่ายซีพี “ถ้าถามพลอย ก็ต้องเชียร์แบรนด์ตัวเอง เพราะรสชาติไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความชอบของลูกค้ามากกว่า พลอยไม่ได้คิดว่าจะเป็นคู่แข่งอะไรกับใคร แต่ก็แตกต่างกัน เรื่องราคาด้วย เพราะของสยาม บานาน่า ขายชิ้นละ 27 บาท ส่วนของเลอ แปง ขายชิ้นละ 12 บาท อย่างที่พลอยบอกว่า ไซซ์ธุรกิจต่างกัน ต้นทุนต่างกันแน่นอน บริษัทเราไม่มีนมเป็นของตัวเอง พลอยต้องซื้อนม ซื้อไข่ ธุรกิจเราเล็กกว่าเขาเยอะ”

สำหรับในปีนี้คุณพลอยย้ำว่า จะเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มยอดขายผ่านทางออนไลน์ด้วย ซึ่งจะกำไรดีกว่าส่งขายในห้าง เพราะค่าขนส่งลูกค้าเป็นคนออกเงินเอง ทั้งนี้ ยอมรับว่าการทำตลาดในประเทศนั้นยาก อย่างที่คิง เพาเวอร์ ก็ติดต่อกันมาเป็นปีแล้วก็ยังไม่ได้เข้าไปขายสักที รวมถึงการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนในจุดที่มีทัวร์ลงจำนวนมาก เนื่องจากต้องมีคอนเน็กชั่น และการเข้าไปวางขายในห้างด้วยเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

“พลอยตั้งเป้าให้ขายได้เดือนละ 10 ล้านบาท แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเป้า ที่ผ่านมาพลอยได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญในการยืดอายุขนมเพื่อให้เก็บได้นานกว่า 3 เดือน แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะเป็นโจทย์ที่ยากมากเนื่องจากจะต้องใช้วัตถุดิบอย่างดีและให้อร่อยเหมือนเดิม ขณะที่การยืดอายุโดยทั่วไปจะต้องใช้ของปลอมอย่างเช่นนมปลอม และในกระบวนการผลิตต้องใช้เครื่องจักรทั้งหมด ไม่ให้สินค้าโดนมือคนเลย เห็นเป็นสินค้าที่ทำจากกล้วย เป็นขนมกล้วยๆ แต่ในความเป็นจริงวิธีการทำไม่ได้กล้วยเลย”

แนะต้องเพิ่มช่องทางการขาย

เจ้าของขนมสยาม บานาน่า เล่าว่า ปัญหาขนมมีอายุ 3 เดือน ทำให้เป็นอุปสรรคในการส่งออก ทั้งที่มีหลายประเทศต้องการนำเข้าไปขายแต่ติดปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฮ่องกง อย่างไรก็ตาม มีนักธุรกิจที่มาเลเซียและสิงคโปร์ติดต่อขอให้ไปเปิดโรงงานผลิตที่นั่น แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างการขอเครื่องหมาย อย. ก็ยากกว่าบ้านเราเสียอีก นอกจากนี้ การทำขนมดังกล่าวต้องใช้คน ทางอินโดนีเซียก็สนใจ แต่ก็กลัวว่าพอได้โนว์ฮาวหมดสัญญาแล้วจะหันไปผลิตเอง

ทางด้าน ดร.วิริยะ ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่ทางสยาม บานาน่า จะต้องทำมี 3 ข้อหลักๆ คือ 1. พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าเพิ่มทางการตลาดมากกว่าที่จะเป็นของฝากเพียงอย่างเดียว 2. ในทางการตลาดนั้นจะต้องมีการวางแผนพัฒนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และจะต้องมีจุดขายที่เข้มแข็งในระดับภูมิภาค โดยจะต้องสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ประเภทใครมาเมืองไทยต้องซื้อสยาม บานาน่า กลับไป 3. เมื่อวางตำแหน่งสินค้าเป็นของฝาก จะต้องมีช่องทางการขายที่ชัดเจนและมีจุดขายมีบริการที่หลากหลาย อาทิ แพ็กเกจจิ้งที่ทำขึ้นสามารถซื้อได้ในสนามบินและหิ้วขึ้นเครื่องไปได้เลย หรือมีบริการดีลิเวอรี่ สั่งซื้อได้สะดวก

สำหรับข้อเสนอแนะของนักศึกษาในหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ กลุ่ม 4 ได้เสนอว่า ในระยะสั้นทางสยาม บานาน่า ควรวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าฝากสำหรับนักท่องเที่ยวเอเชียที่มาเที่ยวเมืองไทย โดยเพิ่มยอดขายจากการเพิ่มช่องทางจำหน่ายที่เน้นเจาะตลาดนักท่องเที่ยวทั้งในร้านขายของฝากและร้านค้าทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว อย่างเช่น วัดพระแก้ว วัดร่องขุน ตลาดน้ำ สนามบิน เป็นต้น รวมทั้งร้านค้าในโมเดิร์นเทรด พร้อมกับสร้างการรับรู้สินค้าผ่านสื่อออนไลน์ รวมทั้งทำกิจกรรมผ่านกลุ่มทัวร์ แหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างการเป็นสินค้า “Thailand Best” ที่ต้องซื้อกลับในกลุ่มนักท่องเที่ยว ส่วนระยะยาว ยังต้องพัฒนาสินค้าของฝากอื่นๆ ที่ทำจากวัตถุดิบในเมืองไทย และขยายสู่ตลาดการส่งออกต่อไปในอนาคต

ภัยธรรมชาติรุมเร้า!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ภัยธรรมชาติรุมเร้า!!

ช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่โตเกี่ยวกับเหตุการณ์อุบัติภัยที่เกิดขึ้นมากมายหลายครั้ง

โดยเฉพาะอุบัติภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ซึ่งดูเหมือนว่า ยิ่งนับวันยิ่งหนักหนาสาหัส ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมาก

ที่น่าตกใจ และไม่น่าเชื่อว่า เฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ถึง 3-4 ครั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ภายในระยะเวลาห่างกันแค่ไม่กี่วัน แม้ว่าญี่ปุ่นจะได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์ที่ตั้งบนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ทำให้เกิดเหตุแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง

แต่สงกรานต์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นโดนแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดเกินระดับแม็กนิจูด 6.0 ถึง 3 ครั้ง และเกิดขึ้นที่จังหวัดคุมาโมโตะแห่งเดียว โดยครั้งแรกเกิดเมื่อค่ำวันที่ 14 เมษายน จุดศูนย์กลางอยู่นอกเมืองอูเอกิไปไม่ถึง 7 กิโลเมตร มีความรุนแรงถึงระดับแม็กนิจูด 6.2

อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา หรือประมาณเที่ยงคืนเศษ วันที่ 15 เมษายน เกิดครั้งที่ 2 ระดับแม็กนิจูด 6.0 ห่างจากเมืองอูโตะไม่ถึง 6 กิโลเมตร ส่วนครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเช้ามืดวันที่ 16 เมษายน ความรุนแรงถึงระดับ 7.0 ห่างจากตัวเมืองคุมาโมโตะไม่ถึง 1 กิโลเมตร

เบ็ดเสร็จ 3 ครั้งสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ถนนหนทาง และที่น่าเศร้าใจก็คือ ปราสาทคุมาโมโตะ ปราสาทเก่าแก่หลายร้อยปี โบราณสถานที่ล้ำค่าและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดคุมาโมโตะ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ว่ากันว่า จะต้องใช้เวลาบูรณะซ่อมแซมเป็นสิบปี ขณะที่มียอดผู้เสียชีวิต 47 ราย บาดเจ็บอีกพันกว่าคน

ในวันเดียวกัน (16 เมษายน) ช่วงค่ำ เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้นที่ประเทศเอกวาดอร์ อีกฟากฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอยู่ในแนว “วงแหวนแห่งไฟ” เช่นเดียวกัน ด้วยความรุนแรงระดับแม็กนิจูด 7.8 สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลของเอกวาดอร์ ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึงเกือบ 500 คน ขณะที่มีผู้หายสาบสูญ หรือยังค้นหาไม่พบอีกเกือบ 2,000 คน

นอกจากเหตุแผ่นดินไหว ยังมีภัยพิบัติรุนแรงจากฝนตกหนัก จนถึงขั้นน้ำท่วมที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ดินแดนแห่งทะเลทรายที่เราเข้าใจกันว่า แห้งแล้ง แต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมากลับมีฝนตกอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน จนน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ มีคนเสียชีวิตถึง 18 ราย ส่วนที่ประเทศอุรุกวัย เมื่อวันที่ 16 เมษายน ก็เกิดพายุทอร์นาโดพัดถล่มเมืองโดโลเรส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มีบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างเสียหายหลายร้อยแห่ง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ขณะบาดเจ็บอีกกว่า 200 คน

ของไทยก็ไม่น้อยหน้า ช่วงสงกรานต์ไม่มีภัยพิบัติ แต่เรามี “เมาแล้วขับ” หนักหนารุนแรงไม่แพ้ภัยจากธรรมชาติเลย เพราะสถิติปีนี้ฉลองสงกรานต์ เสียชีวิตถึง 442 ราย บาดเจ็บอีก 3,656 ราย น่าตกใจไหมละ!!

มีการประเมิน คาดการณ์กันต่างๆ นานาว่า สาเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหลายเหตุในหลายประเทศช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความผันผวน ปรวนแปรของภูมิอากาศ เอาแน่เอานอนแทบไม่ได้ ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ภาวะแห้งแล้งขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้น ทั้งที่ประเทศไทย และในอีกหลายๆ ประเทศ หรือปรากฏการณ์ลานีญ่า ภาวะฝนตกผิดฤดู ผิดที่ผิดทาง จนเกิดเป็นน้ำท่วม ล้วนแต่เป็นสัญญาณบ่งบอกความผิดปกติของโลกใบนี้

ยิ่งได้เห็น ก็ยิ่งต้องตระหนัก และเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับเหตุที่ไม่คาดฝัน ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้เลย แม้กระทั่งประเทศไทยเรา เผชิญกับปัญหาแล้งอย่างหนัก น้ำในลำคลองแห้งขอด พืชผลทางการเกษตรเสียหายมาแล้ว 2-3 ปีติดต่อกัน ขณะนี้เริ่มมีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญหลายราย คาดการณ์กันว่า เราอาจกำลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตเอลนีโญ่แล้ว และมีแนวโน้มว่า ครึ่งหลังของปีนี้ อาจจะกำลังเข้าสู่ปรากฏการณ์ลานีญ่า

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ขอให้ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์เมื่อปลายปี 2554 ที่เกิดเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ ทบทวนความจำกันว่า ในขณะที่น้ำกำลังมา เราได้ลงมือแก้สถานการณ์ รับมือปัญหาน้ำท่วมกันอย่างไร มีขั้นตอนไหนที่ยังขาดตกบกพร่อง ผิดท่าผิดทาง

ยังมีเวลาวางแผน คิดใหม่ทำใหม่ ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!!

บมจ. เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จับมือ รัฐ-เอกชน รุกกิจกรรม “ดื่มอย่างรับผิดชอบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0726150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

รายงานพิเศษ

มีนา

บมจ. เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จับมือ รัฐ-เอกชน รุกกิจกรรม “ดื่มอย่างรับผิดชอบ”

บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าสุรา และไวน์จากต่างประเทศ เป็นอีกบริษัทหนึ่งให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มนักดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันได้จับมือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รณรงค์แก้ไขปัญหาอันเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คุณวรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้จัดการ กิจการสาธารณะ บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมของบริษัท ซึ่งดำเนินมากว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งกับหน่วยงานและประชาชน ให้ตระหนักถึงการดื่มอย่างรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น

“การทำกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนของบริษัทที่ให้ความสำคัญร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน โดยจับมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อย่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ปีใหม่ สงกรานต์ ซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยมุ่งเน้นรณรงค์ให้ใช้รถใช้ถนนอย่างมีสติ และดื่มไม่ขับ”

สำหรับรูปแบบของกิจกรรมจะเน้นนำองค์ความรู้เข้าไปถ่ายทอดสู่หน่วยงานต่างๆ ทั้งในเรื่องของผลที่เกิดจากการดื่ม กฎหมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้หน่วยงานได้ทำการประชาสัมพันธ์ต่อไป

“บริษัทได้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมา เราจึงนำองค์ความรู้เข้าไปป้อนโดยเริ่มต้นในพื้นที่ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และต่อไปถึงจังหวัดพิษณุโลก เน้นในรูปแบบที่ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ง่าย เพราะเห็นว่าในส่วนของมูลนิธิ ทำงานใกล้ชิดชุมชน จึงสามารถถ่ายทอดไปยังผู้นำชุมชนได้ง่าย ก่อเกิดความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงการดื่มอย่างรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ยังถ่ายทอดไปยังเทศบาล หน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด บริษัทขนส่ง เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสำคัญ กับโครงการ กลับบ้านปลอดภัย คนไทยเมาไม่ขับ”

นอกจากในส่วนของบริษัทที่มุ่งเน้นกิจกรรมเพื่อสังคม ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ อย่าง ชีวาส รีกัล ก็ตระหนักในการเข้าไปมีส่วนส่งเสริมรณรงค์ให้ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ โดยล่าสุดจับมือร่วมกับ U DRINK I DRIVE บริษัทให้บริการคนขับรถสำหรับนักดื่มแอลกอฮอล์เพื่อกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

“เราต้องการนำรูปแบบของ U DRINK I DRIVE แนะนำสู่นักดื่ม ให้รู้ว่ามีบริการดังกล่าวนี้อยู่ ถือเป็นทางเลือกสู่ความปลอดภัย เป็นอีกวิธีหนึ่งของการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งโครงการนำร่องในปีที่ผ่านมา ได้แนะนำกิจกรรมผ่านร้านค้าพันธมิตร 10 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้บริการของ U DRINK I DRIVE ปรากฏผลออกมาถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี ในปีนี้จึงสานต่อร่วมกัน และเราพยายามสร้างการรับรู้ไปสู่ร้านค้าให้มากแห่งขึ้น ให้องค์ความรู้ทั้งด้านผลอันเกิดจากการดื่มและในด้านกฎหมาย”

คุณวรรณภร ยังกล่าวถึงกิจกรรมทั้งในส่วนของบริษัท และตัวผลิตภัณฑ์ว่า ให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลา ไม่ใช่เฉพาะเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้น เพื่อเกิดตระหนักรู้อย่างแท้จริง

“พฤติกรรมการดื่มของคนไทยค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ คนไทยไม่ได้มองว่าถ้าดื่มแล้วไม่ควรขับขี่รถ จึงต้องสร้างการตระหนักรู้ และจะให้ดีควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตก็หวังกระจายองค์ความรู้ไปยังจุดอื่นๆ ให้ครอบคลุม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูง นี่คือเป้าหมายของบริษัท” คุณวรรณภร กล่าวทิ้งท้าย

กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย

จังหวัดเชียงใหม่…ไม่เพียงเพราะเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ หากแต่…เสน่ห์ ของดินแดนล้านนาต่างหากที่ทำให้…เชียงใหม่ ไม่เคยหลับใหล ยิ่งแสงสียามค่ำ คงทำให้ความรู้สึกของวัยรุ่นหนุ่มสาว-กลุ่มคนเที่ยวกลางคืนคึกคักและสนุกสนานมากขึ้น

เสียงเพลงดังลอดออกมาจากร้านค้าในย่านบันเทิงกลางเมืองเชียงใหม่ แม้ภายในจะมีอาหารหลากหลายเมนูให้เลือกเสพ แต่กลิ่นหอมเย้ายวนใจของ…ปลาหมึกย่างบนเตาถ่านที่ไฟกำลังคุ…จากพ่อค้าเร่ข้างนอก กลับดึงดูดความสนใจของลูกค้าหญิงชายได้มากกว่า

สมศักดิ์ หรือ ศักดา แก้วเงิน หนุ่มวัย 40 ปี เอื้อนเอ่ยว่า นี่คือเหตุผลที่ตัดสินใจเดินออกจากร้านเหล้า ซึ่งตนเองเล่นดนตรีอยู่กับเพื่อนๆ ออกมาทำ “กับแกล้มเทพเจ้า” โคตรอร่อย ตระเวนไปตามแหล่งท่องเที่ยวทุกค่ำคืน โดยนำชื่อกลุ่มมอเตอร์ไซค์ช็อปเปอร์ “ก๊อดออฟธันเดอร์-God of Thunder” มาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

“เดิมผมจะเล่นดนตรีตอน 3 ทุ่ม แต่ก็จะไปร้านก่อนตั้งแต่ 1 ทุ่ม ไปช่วยเขาทำกับแกล้มให้ลูกค้าที่มานั่งดื่มในร้าน เพราะร้านก็เป็นพรรคพวกกัน ผมชอบคิดเมนูใหม่ขึ้นเอง ทำออกมาแล้วอร่อย แต่ที่น่าแปลกคือ เวลารถเร่ปลาหมึกย่าง หรือส้มตำ มาจอดหน้าร้าน ลูกค้าทุกโต๊ะสั่ง ผมก็เออ เริ่มคิดแล้วว่าทำไม…มันอร่อย หรือมันเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ที่ชอบช่วยเหลือกัน ที่ชอบซื้อ”

ศักดา บอกว่า ตอนนั้นอายุ 35 ปี เริ่มอิ่มตัวกับการเล่นดนตรี กำลังคิดหาทางขยับขยาย หาอาชีพอะไรทำดี รถเร่ปลาหมึกจุดประกายความคิดให้ตัดสินใจแยกตัวจากเพื่อนมามีกิจการเป็นของตัวเอง โดยเริ่มจากซื้อรถยนต์คันเล็กมาดัดแปลงให้มีที่ทางวางอุปกรณ์ทำครัว และออกตระเวนขายกับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย โดยยึดฟุตปาธหน้าร้านเพื่อนก่อนเป็นอันดับแรก

“กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย บุกตลาด…ท่าช้าง ก่อนเลยครับ ลงทุนไปประมาณ 1,000 บาท ขายได้ 300 บาท ขาดทุนสิครับ อดทนอยู่อย่างนั้นประมาณ 1 เดือน ลูกค้าเริ่มติด ทำให้รายได้เริ่มขยับเป็นวันละ 500 บาท ก่อนจะสูงขึ้นเป็น 1,000 บาท และ 3,000-4,000 บาท ผมก็ชักสนุก ตอนแรกเลยผมขาย 30 บาททุกจาน”

ความแปลกของร้าน กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย คือ ชื่อเมนูที่คิดขึ้นมา…ต้องโดนใจลูกค้า เช่น นางฟ้าโดนจิ้ม มาจากเห็ดนางฟ้านึ่งจิ้มน้ำพริกข่า หมู-เนื้อ 18 มงกุฎ มาจากหมู-เนื้อตุ๋น ลาบปลาอะเมซอน คือลาบปลาทับทิมที่จะเสิร์ฟมาพร้อมยอดใบมะกอกอ่อนขบเผาะ บาทาหลอกลวง-ตีนไก่ต้มตุ๋น ภาพยนตร์กรอบ หรือหนังหมูทอดกรอบ และเมนูสุดฮิต “น้ำแดงทรงเครื่อง” ที่ทำมาจากเลือดสดๆ คลุกเครื่อง ที่เรียกว่า หลู้ เน้นแปลกและแตกต่าง ทั้งหมดที่กล่าวมา คืออาหารพื้นเมือง ราคา 50 บาททุกจาน

แต่ด้วยรถคันเล็ก ทำให้ไปไหนไกลๆ ไม่ได้ ก็หันมาซื้อรถกระบะที่คันใหญ่ขึ้น นำมาดัดแปลงด้านหลังมีชั้นวางของและประตูเปิดด้านข้าง เพื่อสะดวกในการทำครัวเคลื่อนที่ ทุกอย่างลงมือเองหมด เพราะเรียนจบ ปวส. ทางด้านไฟฟ้า วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ ประหยัดและได้อย่างที่เราต้องการ ล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่เดือนละ 2,500 บาท ขอให้ติดคำว่า “คนหัวใจสิงห์” เพราะการไปออกร้านทุกครั้งจะมีงานดนตรีหรือมีอีเว้นต์ต่างๆ เช่น Jive อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน งาน Biker ของพวกเพื่อนที่ขี่จักรยานยนต์ขนาดใหญ่ด้วยกัน

ทุกค่ำคืนฟ้าเริ่มมืด ไฟหน้ารถส่องนำทาง ศักดาจะควบม้าเหล็กคู่ใจ ป้ายทะเบียน ผม 9933 เชียงใหม่ สีเหลืองขาวมาจอดประเดิมที่ริมฟุตปาธหน้าร้าน คึ Club ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็เป็นร้านของพรรคพวกเดิมที่ย้ายตามกันไป…ตามกันมา บอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ไม่จางหาย

3 ทุ่มคืนนั้นลูกค้าร้าน คึ Club เริ่มแน่น และร้องสั่งกับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย โดยเฉพาะเมนู “น้ำแดงทรงเครื่อง” ภาพยนตร์กรอบ และลาบปลาอะเมซอน ซึ่งน้องแพทกับน้องมิ้ง ลูกค้าสาวสวยยืนยันความอร่อยว่า เด็ดแท้

พอ 4 ทุ่ม ไอ้หนุ่มฮาเลย์ก็ย้ายตัวเองไปหน้าร้าน Ollie โครงการฮาร์เบอร์ ตำบลห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อเสิร์ฟให้กับนักเที่ยวยามราตรีอีกกลุ่ม ยิ่งดึกก็จะตระเวนไปย่านถนนนิมมานเหมินท์ และย่านเจเจมาร์เก็ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งบันเทิงชื่อดังกลางเมืองเชียงใหม่

“เศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี บวกกับคำสั่งปิดสถานบันเทิงเวลาเที่ยงคืน ทำให้จากเดิมที่ขายได้เฉลี่ย 3,000-4,000 บาท ต่อคืน ก็ลดลงเหลือ 2,000-3,000 บาท ต่อคืน แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับ ผมไม่เคยอายเลย เพราะทำอาชีพสุจริต ทุกวันนี้มีคนขอซื้อแฟรนไชส์นะ แต่ผมยังไม่คิด เพราะกลัวเขาเอาไปทำแล้วไม่อร่อย แต่กำลังคิดจะจดลิขสิทธิ์ชื่อร้านอยู่เหมือนกัน กลัวโดนขโมยความคิด”

ศักดาหัวเราะ พร้อมบอกต่อว่า จะยังยึดอาชีพนี้ต่อไป เพราะเป็นนายตัวเอง ควบคู่กับการเพาะพันธุ์ไก่-เป็ด เก็บไข่ขายอีกทางหนึ่ง โดยมีวันจันทร์เป็นวันหยุด เพื่อขับรถบิ๊กไบค์ให้แฟนสาวซ้อนท้ายท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ

สนใจดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืน เคล้า กับแกล้มเทพจ้าว โครตอร่อย (ต้องพิมพ์ผิด จึงจะเป็นของแท้) เจอกันได้ตามสถานที่แจ้งไว้ ระหว่างเวลา 21.00-24.00 น. หรือจะโทรตามหาได้ที่ (081) 998-1878

ทายาท “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ผันตัวปลูกผักไฮโดรฯ แกะสลักเมลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

เกษตรเทรนด์ใหม่

ดวงกมล

ทายาท “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ผันตัวปลูกผักไฮโดรฯ แกะสลักเมลอน

เป็นอีกหนึ่งเซเลบที่หันมาเอาดีด้านการทำเกษตร สำหรับ “ไกรภูมิ โตทับเที่ยง” หนึ่งในทายาทตระกูลดังเมืองตรัง เจ้าของธุรกิจอาหารกระป๋อง “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ด้วยการก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักไร้ดินปลอดสารพิษ บนเนื้อที่ 6 ไร่ มีทั้งขายปลีก-ขายส่ง หวังตอบสนองกลุ่มผู้คนรักสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดหันมาปลูกเมลอนญี่ปุ่น ผุดไอเดียบรรเจิด จับผลมาแกะสลักลวดลายเพิ่มมูลค่า ใช้วิธีขายแบบประมูลในเฟซบุ๊ก ทำเอาเมลอนธรรมด๊าธรรมดา กลายเป็นผลไม้ที่มีค่าตัวสูงลิบเลยทีเดียว

ทายาทดัง หันมาทำเกษตร

เริ่มจากผักสวนครัว สู่ผักไฮโดรฯ

คุณไกรภูมิ บอกว่า หันหลังให้ธุรกิจครอบครัว เบนเข็มตัวเองมาเป็นเกษตรกร เมื่อปี 2553 ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ประกอบกับสนใจการทำเกษตร เลยลงทุน 50,000 บาท เพื่อลองผิดลองถูกปลูกผักสวนครัวทานเองบนเนื้อที่ กว้าง 2 เมตร ยาว 7 เมตร อาทิ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ใช้ชื่อสวนผักแห่งนี้ว่า “สวนผักสวัสดี” เมื่อเริ่มมีผลผลิตนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน และเริ่มจำหน่าย

เมื่อกระแสการตอบรับดี ทายาทธุรกิจดัง ขยายพื้นที่ปลูกเป็น 6 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง พร้อมกับหันมาปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ปลูกในโรงเรือนมุ้งตาข่าย ควบคุมอุณหภูมิ โดยรากผักจะแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารโดยตรง ดูดซึมสารอาหารโดยการไหลเวียนของน้ำ มีการปั๊มอากาศเพื่อให้ออกซิเจนเข้ารากผัก ช่วยให้ผักดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น การปลูกผักในระบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของสารพิษตกค้าง เพราะเป็นการปลูกในรูปแบบไร้ดิน เป็นการให้รากผักแช่อยู่ในน้ำ

สำหรับธาตุอาหารที่ผักชนิดนี้ต้องการนั้นมี 16 ชนิดคือ คาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โมลิบดินัม สังกะสี คลอรีน และโบรอน รวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆ เช่น อะลูมิเนียม แกลเลียม ซิลิคอน ไอโอดีน ซีลีเนียม และโซเดียม แต่จากการวิเคราะห์พบว่า ธาตุอาหารที่ผักต้องการมากที่สุดก็คือ คาร์บอน และออกซิเจน รวมกันประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ของธาตุอาหารทั้งหมด

ด้านข้อดีของการปลูกผักไร้ดินในโรงเรือนมุ้งตาข่าย มีระบบไหลเวียนน้ำ นอกจากผลผลิตสะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากปลูกในโรงเรือนที่มีมุ้งตาข่ายปิดมิดชิด ไม่ใช้สารเคมี ยังลดความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศได้ แต่ทว่าข้อจำกัดคือ ลงทุนการก่อสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ ครั้งแรกค่อนข้างสูง ปุ๋ยและสารละลายธาตุอาหาร ราคาสูงเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ปลูก คุณไกรภูมิ บอกว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ปลูก 1 ไร่ ต่อ 1 โรงเรือน ปัจจุบันมี 4 โรงเรือน ผลผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ราว 120-150 ตัน ต่อปี ช่องทางจำหน่าย ขายส่งให้ตลาดสดในท้องที่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, แม็คโคร รวมถึงส่งจังหวัดใกล้เคียง มีสงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เป็นต้น

แกะสลักเมลอน

ขายได้ลูกละ 8,000 บาท

หลังปลูกผักสวนครัว และผักไฮโดรโปนิกส์จนเริ่มอยู่ตัว คุณไกรภูมิ บอกว่า ราวเดือนพฤษภาคม 2558 หันมาทดลองปลูกเมลอน หรือราชินีแห่งพืชตระกูลแตง โดยเลือกใช้เมล็ดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากขึ้นชื่อ มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย หวาน กรอบ ใช้พื้นที่ปลูกหน้ากว้าง 6 เมตร ยาว 25 เมตร ปลูกครั้งหนึ่ง 400-500 ต้น ระยะเวลา 80-90 วัน เมลอนจะให้ผลผลิต การสูญเสียต่อครั้งราว 20 เปอร์เซ็นต์

เมลอนของคุณไกรภูมิ หากขายตามท้องตลาดทั่วไป ราคาก็คงจะไม่แตกต่าง ชายหนุ่มเลยเพิ่มจุดขายโดยการนำมาแกะสลักให้คล้ายกับ “ผลโกมุ โกมุ” ผลไม้หายากในการ์ตูนเรื่อง “วันพีช” รวมถึงแกะสลักชื่อ คำอวยพรต่างๆ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลไม้ชนิดนี้ หลายเท่าตัวเลยทีเดียว

“ผมใช้เหล็กแหลมแกะสลักผลเมลอนเป็นลวดลายต่างๆ ตอนเมลอนมีอายุ 10 วัน หากเกิน 10 วัน ลายที่ออกมาจะไม่สวย ไม่ธรรมชาติ พอเมลอนโตเต็มที่จะมีลวดลายบนผิวตามที่แกะสลักไว้ ส่วนการจำหน่ายใช้วิธีเปิดให้แฟนคลับการ์ตูนเรื่องวันพีช ประมูลผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเมลอน 2 ลูกแรกที่แกะสลัก ถูกประมูลไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ในราคาลูกละ 8,000 และ 7,000 บาท รวม 15,000 บาท”

สำหรับราคาปกติของเมลอน คุณไกรภูมิ บอกว่า เดิมราคาลูกละ 175-250 บาท แต่หลังจากใช้วิธีเพิ่มมูลค่าด้วยวิธีแกะสลัก เพิ่มได้ลูกละ 7,000-8,000 บาท เลยทีเดียว

ด้านลวดลายที่แกะสลัก นอกจากคล้ายกับ “ผลโกมุ โกมุ” ผลไม้หายากในการ์ตูนเรื่อง “วันพีช” ยังเปิดให้ลูกค้าสั่งจองแกะสลักเป็นชื่อบุคคล คำอวยพร รูปหัวใจ เพื่อนำไปมอบให้เป็นของขวัญแก่คนพิเศษ โดยเปิดให้สั่งจอง ในขณะที่เมลอนอายุ 10 วัน ราคาลูกละ 250 บาท

ถามถึงวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่ประมูลผลเมลอนไป คุณไกรภูมิ เผยว่า คนที่มาประมูล 2 คนแรกเป็นแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนวันพีช ที่อยากได้ไปครอบครอง ส่วนลูกค้าที่สั่งแกะสลักเป็นชื่อบุคคล คำอวยพร 100 เปอร์เซ็นต์นำไปมอบให้เป็นของขวัญแก่คนพิเศษช่วงเทศกาล

นับเป็นการผสมผสานที่เข้ากันดี ระหว่างศิลปะการแกะสลักกับผลไม้ ช่วยสร้างมูลค่าทั้งราคา และมีชื่อเสียงโด่งดัง ไอเดียสุดเฟี้ยวของคนรุ่นใหม่

สำหรับ สวนผักสวัสดี ตั้งอยู่เลขที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โทรศัพท์ (084) 439-3333