เสริมอาชีพ…ต่อยอดธุรกิจ “ผ้าม่าน” ในหลักสูตร ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านตาไก่)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07067010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เปรี้ยวปาก

มติชน อคาเดมี

เสริมอาชีพ…ต่อยอดธุรกิจ “ผ้าม่าน” ในหลักสูตร ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านตาไก่)

เพราะอาชีพนี้…ยังไม่มีสถาบันใดที่เปิดสอนอย่างเป็นทางการ และโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ทำอาชีพนี้จะถ่ายทอดกิจการกันภายในครอบครัวแบบ “รุ่นต่อรุ่น” หรือแบบ “ครูพักลักจำ” เท่านั้น ทำให้โอกาสที่บุคคลภายนอกจะก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจนี้ หมดโอกาสไปโดยปริยาย…และถึงแม้จะมีเม็ดเงินจำนวนมากที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะก้าวเข้าสู่วงการนี้ได้ง่ายเท่าไรนัก ใช่ครับ…ผมกำลังพูดถึง “ธุรกิจการตัดเย็บผ้าม่าน”

หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่งในหลักสูตร ผ้าม่านและการเปิดร้าน และ ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านจีบ) ของอาจารย์สิรวิชญ์ เพ็ญภัทระเรืองกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจผ้าม่าน ที่ได้รับกระแสการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากการทำผ้าม่านในประเทศไทย ยังไม่มีโรงเรียนเปิดสอนอย่างเป็นทางการ และน่าจะมี มติชน อคาเดมี ที่ได้เปิดอบรมวิชาชีพนี้เป็นที่แรกๆ ของเมืองไทย ซึ่งตรงจุดนี้เองก็มีผู้เรียนส่วนหนึ่งที่มาฝึกอบรมได้นำวิชาความรู้ไปต่อยอดธุรกิจจนประสบความสำเร็จอย่างมากมาย แต่หลังจากที่ผู้ผ่านการอบรม หลักสูตรผ้าม่านและการเปิดร้าน ออกไปทำธุรกิจ ก็พบว่า ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ไม่มีช่างเย็บผ้าม่าน และในการส่งเย็บผ้าม่านต้องรอนาน ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องส่งชิ้นงานไปให้ช่างต่างจังหวัดเย็บให้ ทำให้ไม่สะดวกต่อการทำงาน และควบคุมคุณภาพงานไม่ได้ อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกด้วย

มติชน อคาเดมี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการต่อยอดความสำเร็จทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องของผู้เรียน และศิษย์เก่าที่ต้องการต่อยอดทางธุรกิจ “ผ้าม่าน” แบบครบวงจร จึงได้เปิดหลักสูตรใหม่ล่าสุดอย่าง ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านตาไก่) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชนิดผ้าม่านที่กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้า ทั้งในกลุ่มของลูกค้าบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม ที่มักจะต้องมีการใช้ผ้าม่านประเภทนี้ในการตกแต่งภายในห้องอยู่ในหลายๆ จุด จึงทำให้เกิดปริมาณความต้องการค่อนข้างสูง กอปรกับปริมาณการผลิตที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงทำให้โอกาสของคนทำธุรกิจในกลุ่มนี้ ยังคงเปิดกว้างและสามารถสร้างรายได้ในอนาคตไม่ยากอีกด้วย

“จุดประสงค์หลักของการเปิดคอร์สเรียนนี้ เราต้องการสร้างช่างเย็บผ้าเข้าสู่ธุรกิจผ้าม่านให้ได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการในอนาคต และเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างครบวงจร ส่วนคนที่ยังไม่มีอาชีพ เราก็สามารถผลักดันให้เกิดอาชีพใหม่ๆ และเป็นแหล่งจ้างงานที่มีคุณภาพได้ในอนาคต ซึ่งตรงจุดนี้เองผมมองว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับผ้าม่าน ยังคงเปิดกว้างสำหรับกลุ่มคนที่ต้องการทำธุรกิจรุ่นใหม่ๆ และแรงงานช่างฝีมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าอีกด้วยครับ” อาจารย์สิรวิชญ์ กล่าว

สำหรับในหลักสูตรนี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี โดยในการเรียนการสอนวันแรกจะแนะนำภาพรวมของอาชีพ และโอกาสทางการตลาด, แนะนำวิธีการใช้ และดูแลรักษาจักรเย็บผ้า, สาธิตและฝึกปฏิบัติ คำนวณผ้า, สาธิตและฝึกปฏิบัติ สร้างแพตเทิร์นผ้าม่าน (ม่านตาไก่), แนะนำเทคนิคการตัดผ้า และสาธิต-ฝึกปฏิบัติตัดเย็บผ้าม่าน ในท้ายชั่วโมงเรียนวันแรกอีกด้วย

ส่วนวันที่ 2 จะเน้นการเรียนภาคปฏิบัติเป็นหลัก เริ่มกันตั้งแต่ สาธิตและฝึกปฏิบัติ “กุ๊นผ้า”, ฝึกปฏิบัติ ตัดผ้า-เย็บผ้า, สาธิตและฝึกปฏิบัติ เจาะตาไก่-การรีดผ้าม่าน, สาธิตและฝึกปฏิบัติ การใส่-การติดตั้งอุปกรณ์ผ้าม่าน ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการสรุปความรู้ทั้งหมดในชั่วโมงเรียน พร้อมตอบปัญหาข้อสงสัยของผู้เรียน และแนะนำแนวทางการต่อยอดธุรกิจให้กับทุกท่านอีกด้วย

อาจารย์สิรวิชญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราคาดหวังว่าผู้เรียนจากคอร์สเรียนนี้จะสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการตัดเย็บผ้าม่านได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ “ม่านตาไก่” ที่ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผ้าม่านที่กำลังเป็นที่ต้องการ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภค ผมเชื่อว่า ลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียนคอร์สนี้จะสามารถวัดพื้นที่ คำนวณผ้า และสร้างแพตเทิร์นในการทำผ้าม่าน รวมไปถึงตัดเย็บและติดตั้งผ้าม่าน และสามารถแก้ปัญหาหน้างานได้แบบมืออาชีพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสามารถคิดราคาต้นทุน กำไร และทำการตลาดต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคตอีกด้วยครับ”

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร “ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ : ม่านตาไก่” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ อาจารย์สิรวิชญ์ เพ็ญภัทระเรืองกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจผ้าม่าน จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับผ้าม่าน พร้อมเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมืออาชีพ สำหรับท่านที่สนใจก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“แพนเค้ก เขมนิจ” ต่อยอดธุรกิจ เปิด “ชอลิ้วเฮียง” ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดสูตรโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“แพนเค้ก เขมนิจ” ต่อยอดธุรกิจ เปิด “ชอลิ้วเฮียง” ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดสูตรโบราณ

เป็นที่ลงตัวแล้วว่า ด้านการแสดงนั้น นางเอกเนื้อหอม “แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์” จรดปากกาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่องทรู เป็นระยะเวลา 3 ปี ประเดิมงานละคร “เจ้าเวหา” ทางช่อง ทรูโฟร์ยู สร้างความฮือฮาในวงการบันเทิงไม่น้อย นางเอกสาวแพนเค้กนั้น แจ้งเกิดจากเวทีประกวดไทยซุปเปอร์โมเดล 2004 จนกลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของช่อง 7 สี มีผลงานละครล่าสุดเรื่อง “รักเร่” นอกจากนี้ เธอยังเป็นเจ้าแม่พรีเซ็นเตอร์ และยังทุ่มเททำงานการกุศลต่างๆ มากมาย และอีกหนึ่งบทบาทที่เธอทุ่มเทไม่น้อยนั่นคือ การทำธุรกิจ ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า Baby Rose by Pancake, ยาสตรี, ร้านขนมสมหมาย, ร้าน Teddy House และล่าสุด ผุดธุรกิจใหม่ ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นหม้อดิน “ชอลิ้วเฮียง by Pancake” ย่านสุขาภิบาล 3 โดยให้น้องชายหัวแก้วหัวแหวน “พัตเตอร์-ปองภพ จามิกรณ์” เป็นหลักในการดูแล

ต่อยอดธุรกิจครอบครัว

ในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีสื่อมวลชนมาร่วมทำข่าวอย่างคึกคัก รวมไปถึงเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ทางด้านนางเอกสาวได้เปิดใจถึงการหันมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวนั้นเป็นเพราะเดิมทีครอบครัวของเธอทำมาก่อนหน้านี้แล้ว และมีถึง 10 สาขาด้วยกัน

“จริงๆ เป็นจังหวะมากกว่าค่ะ ต้องบอกก่อนว่าก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียงนี่มีมาหลายสาขาแล้ว สาขานี้เป็นสาขาที่ 10 ซึ่งเป็นธุรกิจของทางตระกูลคุณแม่ของแพน ที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ เป็นสูตรที่เรามีกันมายาวนาน ได้เชฟมือหนึ่งมาจากประเทศจีน ที่เขาทำงานกับน้องชายคุณแม่อยู่แล้ว เขามีสูตรเฉพาะที่เข้มข้นมาก ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจครอบครัวค่ะ แต่จะให้พัตเตอร์เป็นคนรับผิดชอบโดยตรง แม้ธุรกิจนี้จะไม่ถือว่าเป็นธุรกิจใหม่เสียทีเดียวเพราะก็เคยมีคนทำมาแล้ว แต่มันก็ใหม่สำหรับแพนและครอบครัวเรา เหมือนเราได้ต่อยอดการทำธุรกิจไปอีกขั้นจากการทำร้านขนมสมหมาย ซึ่งตอนแรกคิดว่าง่ายนะคะ เอาเข้าจริงๆ ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน พอเราเริ่มอยู่ตัวเราก็เลยอยากจะลองทำอย่างอื่นที่ขยับขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกันกว่าจะมาลงตัวที่ก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียง”

ใส่ใจทุกรายละเอียด

แพนเค้ก บอกกล่าวว่า แม้เธอจะเคยผ่านธุรกิจการทำร้าน “ขนมสมหมาย” มาแล้วแต่พอต้องมาจับธุรกิจอาหารอย่างเต็มตัวกลับมีรายละเอียดมากกว่าที่คิดไว้เยอะ และรายละเอียดเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เจ้าของร้านจะต้องใส่ใจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานของดี และถูกปาก

“ตอนแรกคิดว่าการทำธุรกิจอาหารคงไม่ยากเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ แพนก็เคยผ่านร้านขนมมาแล้ว แล้วการทำอาหารมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทาน เราเองก็เป็นคนชอบทาน การได้ทำอะไรที่ชอบมันก็น่าจะดี มันจะมีแรงฮึด แต่ที่ไหนได้พอทำเข้าจริงๆ ดีเทลเยอะมาก มันมีเรื่องที่จะต้องคอยดู คอยเช็ก และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากร้านอาหารมันต้องมีความหลากหลาย แล้วหนึ่งในนั้นจะต้องมีเมนูเฉพาะที่เป็นตัวขายสำหรับร้านเราด้วย ซึ่งก่อนจะเปิดร้านได้ต้องไปสรรหาชิมอาหารที่เราจะเปิดตามร้านอร่อยจากหลายๆ ร้าน เพื่อให้รู้ว่าอ๋อ…แบบนี้เรียกว่าอร่อย แล้วไม่ใช่ว่าไปชิมธรรมดา มันต้องลึกกว่าชิม เราต้องรู้ด้วยว่ารสชาติแต่ละร้านนี่ทำไมมันถึงแตกต่างกัน ร้านที่อร่อยนี่มันแตกต่างจากร้านอื่นตรงไหน เราต้องเข้าถึงกรรมวิธีให้ได้ ต้องไปลองแอบดูว่าเอ๊ะเขามีวิธีขั้นตอนในการทำยังไง ทุกคนก็ช่วยกันไปสอดส่อง นอกจากชิมแล้ว เราต้องทำให้เป็นทุกขั้นตอน ต้องมาหัดทุกกระบวนการ ไม่ใช่อยากจะเปิดก็เปิด เราเป็นเจ้าของธุรกิจ เราต้องทำทุกอย่างในธุรกิจนั้นให้เป็นทุกขั้นตอนด้วย รวมไปถึงดีเทลเล็กๆ อย่างถ้วยชาม โลโก้ การตกแต่งร้านที่ดูแล้วมันเหมาะสมกับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดแบบที่เราชอบ”

จุดเด่นไม่ใส่ผงชูรส

สำหรับการคิดค้นความพิเศษของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียง เจ้าของร้านคนสวยเล่าให้ฟังอย่างมีความสุขว่า กว่าจะออกมาได้แต่ละเมนูนั้นเธอและครอบครัวต้องคิดค้นกันใหม่หมดทุกอย่าง เพื่อให้รสชาติถูกใจคนกรุงเทพฯ โดยสิ่งแรกที่ใส่ใจมากที่สุดคือการปรุงอาหารที่ไม่ใส่ผงชูรส

“ความพิเศษของก๋วยเตี๋ยวที่ร้าน คือไม่ใส่ผงชูรสเลย ใช้เครื่องตุ๋นยาจีนล้วนๆ ซึ่งทานแล้วจะรู้เลยเพราะได้กลิ่นของสมุนไพรจริงๆ ด้วย แพนอยากให้ลูกค้ามาทานแล้วเหมือนการทานอาหารเองที่บ้าน ที่บ้านเราจะทานอาหารที่ไม่ใส่ผงชูรสกันอยู่แล้ว เราเลยมีความตั้งใจมากว่าจะทำร้านอาหารที่เป็นอย่างนั้น เราก็ลองมาทำจนเข้ามือ ซึ่งก่อนหน้านี้เราเองใช้เวลาในการค้นคว้าสูตรด้วยนะคะไม่ใช่ว่าเราจะเอาสูตรเขามาเลย ด้วยเรามองว่าผู้บริโภคภาคเหนือกับกรุงเทพฯ น่าจะมีรสชาติในการทานที่แตกต่างกัน ภาคเหนืออาจจะต้องการความเข้มข้นมากกว่า มาถึงที่กรุงเทพฯ อาจจะลดความเข้มข้นลงมาหน่อย เราก็ต้องมาทดลองกัน ทำอยู่หลายสูตรค่ะ จนได้ความคิดเห็นที่ลงตัวที่สูตรนี้ เราจึงเลือกมา ซึ่งสูตรนี้เราเน้นที่ความกลมกล่อม เราชอบความเข้มข้น มีเห็ดที่ชุ่มๆ อยู่ในน้ำก๋วยเตี๋ยวเป็ดเข้าไปเลย เราถูกใจตรงนี้มาก”

เมนูเป็ด คือพระเอกของชอลิ้วเฮียง

และเมนูที่เป็นพระเอกของร้านชอลิ้วเฮียง นั่นคือ เมนู “เป็ด” ที่เจ้าของร้านพูดด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเป็นเป็ดที่เป็นสูตรพิเศษของร้าน และสำหรับคนไม่รับประทานเป็ด ถ้าได้ลองรับประทานแล้วยังติดใจ นอกจากนี้ ยังมีเมนูของหวาน นั่นคือ กล้วยปิ้ง ที่น้ำราดอร่อยจนต้องกลับมารับประทานอีก

“ในทุกเมนูของร้านผ่านการทดลองมาแล้วหมดว่าอันนี้จืดไปไหม อันนี้เข้มข้นไป ต้องมาตวงกันน้ำกี่ส่วนดี เราช่วยกันดูทุกขั้นตอนว่าแค่ไหนถึงจะพอดีที่สุด อย่างเมนูเด็ดของร้านเราจะเป็นเมนูเป็ด ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าวหน้าเป็ด เป็ดสับ เป็นพระเอกของเราเลย อย่างบางคนที่ไม่ทานเป็ดเลย พอมาทานเป็ดที่เราแล้วก็จะบอกว่าชอบกันมาก ไม่มีกลิ่น ทานแล้วเขารู้สึกโอเคกับรสชาตินี้ ใครที่ไม่ชอบทานเป็ดแล้วมาทานร้านเราเข้าก็ติดใจกันทุกคน ซึ่งเป็ดที่เราคัดเลือกมา คัดมาอย่างพิเศษเลย เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านเรา ที่จะไม่มีกลิ่น เราคัดสรรมาอย่างดี

พอเปิดแล้วก็อยากจะเปิดให้ครบวงจร เผื่อว่าทานอาหารคาวแล้วอยากจะทานอาหารหวาน คือกล้วยปิ้ง จริงๆ ที่ทางภาคเหนือก็จะมีเมนูนี้เป็นอาหารหวาน ซึ่งพอมาเป็นของแพนก็คิดค้นความพิเศษใหม่ที่น้ำราดสาขาเราจะไม่เหมือนใคร ต้องมาทดลองกันอีกแหละ ว่ารสชาติไหนเหมาะ เรียกว่ากว่าจะลงตัวนี่ก็เอาเรื่องนะ เราต้องมาคิดสูตรกันว่าน้ำตาลกี่ส่วน กะทิกี่ส่วน ความข้นพอไหม เคี่ยวออกมาแล้วใสไปรึเปล่า แล้วกล้วยอีก ต้องพันธุ์ไหน ต้องปิ้งนานเท่าไหร่ที่จะอร่อยกำลังดี แล้วพอมาผสมกับน้ำจิ้มแล้วมันลงตัวกันไหม ซึ่งกล้วยปิ้งร้านชอลิ้วเฮียงจะเป็นสูตรเฉพาะของเราเลยค่ะ เราก็จะเคี่ยวกันทุกวัน ทำกันใหม่ทุกวัน แล้วก็ยังมีร้านขนมสมหมายที่ย้ายมาอยู่ตรงนี้ด้วยกันอีก ลูกค้าที่มาทานก็จะได้เลือกเมนูของหวานเพิ่มมากขึ้นไม่ใช่เฉพาะแต่กล้วยปิ้ง ก็จะมีน้ำหวาน ชา กาแฟ ขนมปังปิ้ง ขนมเปี๊ยะให้ได้เลือกกัน”

บริการมาที่หนึ่ง

จากประสบการณ์การทำร้านอาหาร คือเรื่องการบริการ จากการทำร้านขนมสมหมายมาก่อนทำให้เธอรู้ว่า ธุรกิจร้านจะต้องเจอลูกค้าที่หลากหลาย และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน หลักของงานบริการคือ การรับมือกับลูกค้าให้ดีที่สุด รวมไปถึงรสชาติอาหารที่ต้องใส่ใจเพื่อเกิดการบอกต่อปากต่อปาก

“ตอนที่ทำร้านขนมสมหมาย เราได้บทเรียนเรื่องของการให้บริการ ด้วยธุรกิจแบบนี้ต้องเจอคนเยอะ คนหลากหลาย อยากได้นั่นได้นี่ เราจะต้องรับมือกับลูกค้าให้ได้ ยิ่งพอมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวนั่งทานที่เราจะต้องทำเสิร์ฟด้วยแล้ว ดีเทลเยอะกว่าแน่นอน เราเลยค่อนข้างซีเรียสและให้น้ำหนักไปในเรื่องของการให้บริการอยู่พอสมควรพอๆ กับรสชาติอาหาร เราไม่อยากให้คนไปพูดว่าร้านเราไม่ดีเลย เราก็พยายามจะทำทุกอย่างให้ออกมาถูกใจลูกค้ามากที่สุด

นอกเหนือจากธุรกิจร้านแล้ว สิ่งที่ได้คือความสนุก เพราะเราทำเป็นธุรกิจครอบครัว แม้มันจะมีเรื่องจุกจิก แต่มันก็เหมือนเป็นการทำกิจกรรมภายในครอบครัว เราได้ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันค้นคว้าลงมือ ซึ่งตัดปัญหาหลายๆ อย่างไปได้เพราะเราไว้ใจกันได้อยู่แล้ว อย่างครอบครัวแพนจะแบ่งว่าน้องๆ ของแพน คือ “มิกิ” จะทำอะไร “พัตเตอร์” จะทำอะไร แพนจะทำอะไร หลักๆ จะเป็นคุณแม่เพราะจะดูแลเรื่องเงิน ที่เหลือเราจะมากระจายงานกัน ทุกคนที่ทำเป็นคนกันเองทั้งนั้น แม่บ้านในบ้านนี่ก็มาช่วยกันทำ ช่วยกันคิดค้นสูตรอาหารต่างๆ การประชุมงานกันก็จะเป็นที่โต๊ะอาหารภายในบ้านของเรา ก็จะคุยกันว่าจะยังไงดี ทำอะไรมากน้อยแค่ไหน แพนเองจะทำหน้าที่ คอยสั่งการดูภาพรวมทั้งหมดของเรา เป็นบอสค่ะ พัตเตอร์เขาก็เปรียบเหมือนเป็นผู้จัดการร้าน จะดูแลทั้งหมดของร้านเลย”

นักแสดงมาทำธุรกิจ ใช่ว่าจะขายดีเสมอไป

ส่วนมุมมองของการเป็นนักแสดงและหันมาทำธุรกิจนั้น เธอบอกว่าโดยส่วนตัวการเป็นนักแสดง และหันมาทำธุรกิจไม่ได้ขายดีเสมอไป เพราะครั้งแรกที่ลูกค้าเข้าร้านอาจมาเพราะเป็นร้านของดารา แต่ต้องอร่อยจริง ถึงจะเกิดการบอกต่อ และกลับมารับประทานอีก

“แพนว่าการเป็นนักแสดงไม่ใช่ว่าจะขายของแล้วขายดีเสมอไปนะคะ เรายังต้องทำอะไรให้มันมีความเคลื่อนไหวตลอด แรกๆ ยอมรับค่ะคนอาจจะมาเพราะเห็นว่าเป็นดารา เป็นแพนเค้กนะเลยอยากมาลอง แต่มันต้องอร่อยจริงๆ มันดีจริงๆ คนถึงจะกลับมาทานอีก แล้วมันเกิดการบอกต่อไป ไม่ใช่แค่แฟนๆ ของเราแล้ว แต่จะมีคนอื่นเดินเข้ามาด้วย แพนมองว่าในมุมแบบนี้มันเป็นมุมที่สำคัญกว่าการมีชื่อเสียงของเรา เราทิ้งรายละเอียดของร้านไม่ได้เลย ยิ่งเราเป็นคนมีชื่อเสียงเรายิ่งต้องทำดีกว่าร้านอื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะถ้าเจ็บแล้วจะเจ็บเป็นอีกเท่าของคนอื่น เรายิ่งต้องใส่ใจ จะขายเมนูซ้ำๆ เดิมๆ มาก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไม่ให้มันจำเจ เรียกว่าต้องพัฒนาอยู่ตลอด”

แพลนอนาคตขยายสาขาเปิดแฟรนไชส์

สำหรับแพลนในอนาคตของร้านชอลิ้วเฮียง การขยายสาขา และเปิดขายแฟรนไชส์ โดยเฉพาะการขายแฟรนไชส์นั้นเธอให้ความใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นสไตล์ของชอลิ้วเฮียง รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของร้านด้วย

“การทำธุรกิจมันยากมากจริงๆ มันเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา นักแสดงเราก็ทำหน้าที่ในส่วนของเรา แต่ธุรกิจเราต้องดูแลทั้งหมด ยิ่งมาทำงานกับคน กับงานให้บริการแล้วมันค่อนข้างยากพอสมควรเหมือนกัน ดีที่ทำธุรกิจครอบครัว เราก็ช่วยซัพพอร์ตกัน ได้ทีมงานน่ารัก ทุกคนช่วยกันลุยช่วยกันทำ ตอนนี้นอกจากที่ขายที่นี่แล้ว เราก็มีบริการเสริมคือ การจัดงานนอกสถานที่ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับมาดีเรื่อยๆ ค่ะ อนาคตเราก็อยากจะขยายงานจากการขายแฟรนไชส์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจและมุ่งหวังในอนาคต แพนมองว่าการขายแฟรนไชส์ของแพนนั้น นอกจากรสชาติอาหารที่ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิดแล้ว เราก็อยากจะให้คงความเป็นสไตล์ร้านเราไว้ทั้งหมดเลย เหมือนที่เราชอบร้านของเราเอง พอเป็นสาขาอื่นเราก็อยากจะให้เราเข้าไปแล้วชอบเหมือนที่เข้าร้านเราเองเหมือนกัน มันเป็นเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ยังคงคอนเซ็ปต์ของเราอยู่ อย่างสไตล์การแต่งร้านก็ต้องเป็นลายดอก สีสันสดใส ถ้วยชามเองก็เหมือนกัน อย่างสาขาที่เหนือเขาเป็นแค่ถ้วยชามดินเผา พอมาเป็นแบบสาขาของเรา แฟรนไชส์ของเราก็อยากจะให้เป็นดินเผาที่มีสีสันสดใสด้วย เพราะมันมีชื่อของแพนกำกับอยู่ด้วย แพนก็อยากจะให้ชื่อของเรานั้นคงคุณภาพเอาไว้”

ใครสนใจอยากลองชิมรสชาติ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ชอลิ้วเฮียง by Pancake ตั้งอยู่ตรง สุขาภิบาล 3 ซอยมิสทิน เข้ามา 1.4 กิโลเมตร หน้าหมู่บ้านระเบียงสวน โทรศัพท์ (092) 553-5566 และ (096) 857-0084

ฝีมือคนบนดอย กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ฝีมือคนบนดอย กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ได้ยินได้ฟังมานานแล้วเรื่องกาแฟชะมด แต่ด้วยความที่ไม่ใช่คอกาแฟ เลยไม่ได้เสาะหาที่จะดื่ม อีกอย่างรู้กันอยู่ว่าแพง

วันก่อน “คุณกลิ่นศักดิ์ ปิติวงษ์” หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ชวนให้ไปดูขั้นตอนการทำกาแฟชะมด ทำให้ได้รู้ได้เข้าใจกาแฟดังกล่าวมากขึ้น อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าอีเห็นกับชะมดเป็นสัตว์ในวงศ์เดียวกัน และกาแฟชะมดที่พูดๆ กันในเมืองไทยนั้น หากจะเรียกให้ถูกต้องน่าจะเป็นกาแฟอีเห็นเสียมากกว่า

คุยอร่อยกว่าของเวียดนาม

คุณกลิ่นศักดิ์ บรรยายสรรพคุณของกาแฟชะมดแม่ฟ้าหลวงว่า แม้กาแฟชะมดที่แม่ฟ้าหลวงอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้เพียง 3 ปี แต่เป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นของกาแฟชะมดบนดอยตุงจะมีรสชาตินุ่มหอมหวาน มีลักษณะกลิ่นเฉพาะตัว หวานที่ปลายลิ้น ชุ่มที่คอ กาเฟอีนลดลง

พูดถึงกาแฟชะมด เชื่อว่ายังมีบางคนสงสัยอยู่ว่ากาแฟชะมดหรือกาแฟอีเห็น เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

คุณกลิ่นศักดิ์ อธิบายว่า ในสภาพความเป็นจริงชะมดกับอีเห็นธรรมดาหรืออีเห็นข้างลาย เป็นสัตว์ในวงศ์ชะมดและอีเห็น มีสถานภาพไม่จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งสัตว์ที่กินกาแฟจริงๆ แล้ว 80-90 เปอร์เซ็นต์ คืออีเห็น แต่คนไทยรู้จักกันในชื่อกาแฟชะมดเสียมากกว่า ความจริงอยากจะใช้คำว่ากาแฟอีเห็น แต่ผู้รู้ด้านการตลาดแนะนำว่าให้ใช้คำว่ากาแฟชะมดจะดีกว่าเพราะตลาดรู้จักกาแฟชะมดดีอยู่แล้ว

เขาพูดที่มาที่ไปของการทำกาแฟชะมดนี้ว่า เป็นการต่อยอดเพิ่มรายได้ให้พนักงานสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง ซึ่งต่างมีความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างดี และเห็นถึงศักยภาพของตัวอีเห็นที่ไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่สามารถส่งเสริมให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกัน พนักงานก็มีสวนกาแฟปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้ากันอยู่แล้ว และหากให้ตัวอีเห็นกินกาแฟจะเป็นการเพิ่มมูลค่ากาแฟอีกหลายเท่าตัว

ได้เครื่องหมาย GI

กาแฟชะมดบนดอยตุงในอำเภอแม่ฟ้าหลวงที่มีความสูงกว่า 1,000 เมตร และเป็นกาแฟที่สหภาพยุโรป หรือ อียู ขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เช่นเดียวกับกาแฟดอยช้าง เท่ากับเป็นเครื่องการันตีว่ากาแฟของที่นี่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกาแฟธรรมดาที่คั่วแล้วราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 1,000 บาท ในขณะที่กาแฟชะมดราคาอยู่ที่ 20,000 บาท ราคาขึ้นมาเป็น 20 เท่าตัว

คุณกลิ่นศักดิ์ ย้อนให้ฟังถึงช่วงแรกของกิจการนี้ว่า เริ่มเมื่อปี 2555 โดยทดลองจากอีเห็น 2 ตัวแรกให้พนักงานเก็บกาแฟที่ปลูกมาให้กิน และดูผลผลิตดูคุณภาพ ปรากฏว่าได้รับการรับรองว่าคุณภาพดี จึงเพิ่มผลผลิตจาก 2 ตัวเป็น 5 ตัว และมีการเพาะขยายพันธุ์ขึ้นมา โดยใช้สัตว์ที่ได้มา 2 ครอก มาขยาย จากนั้นเลี้ยงเป็นลูกป้อน (หมายถึงสัตว์ที่คนคอยดูแลป้อนนมป้อนน้ำมาตั้งแต่เกิด) มีความเชื่องจนสามารถจับเล่นสัมผัสได้

ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสามารถจับคู่และออกแบบกรงเลี้ยงให้สะดวกต่อการจัดการได้ด้วย ตอนนี้มีอีเห็นเกือบ 20 ตัว มีพนักงานเข้าร่วมโครงการ 5 คน บางคนมี 3 ตัวบ้าง 2 ตัวบ้าง 6 ตัวบ้าง ส่วนพนักงานบางคนที่ไม่ได้ร่วมโครงการก็เข้ามาเป็นเครือข่ายเป็นผู้แทนจำหน่าย

สำหรับการเลี้ยงอีเห็นนั้น คุณกลิ่นศักดิ์ ระบุว่า เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายมาก โดยจะให้อาหาร 2 มื้อคือ มื้อเช้ากับเย็น มื้อเช้าจะให้กล้วย ผลไม้ พร้อมไข่ดิบ ส่วนมื้อเย็นที่เป็นมื้อหลักให้กาแฟ ในฤดูกาแฟที่มี 3 เดือน เริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนถึงมกราคม ส่วนนอกฤดูกาแฟให้อาหารพวกผลไม้และไข่ อาจจะเสริมด้วยอาหารสุนัขหรืออาหารแมว ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ให้ข้าวผสมโปรตีนเข้าไป

อีเห็นเป็นสัตว์ที่โตเต็มวัยได้ภายใน 2 ปี มีฤดูการผสมพันธุ์คล้ายๆ กับสุนัขและแมว ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องอยู่ที่ 60 วัน และใช้เวลาเป็นสัดภายในปีประมาณครั้งหรือ 2 ครั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วการผลิตอีเห็นง่ายถ้าสนใจรอบการเป็นสัดและมีการจัดการที่ดี ง่ายเหมือนเลี้ยงสุนัขและแมว

“กาแฟที่อีเห็นกินเราคัดสรรโดยมือคน เก็บกาแฟที่สุกงอมที่สุด มีรสชาติหวาน เหมือนมีน้ำตาลในตัวเป็นเมล็ดกาแฟที่เรียกว่า เชอร์รี่ โดยจะเก็บประมาณบ่าย 3 หรือ 4 โมงเย็น แล้วให้อีเห็นกินตอน 5 โมงเย็น ซึ่งจะไม่เกิดการบูดของตัวน้ำตาลในตัวกาแฟ เมื่อเก็บมาจะให้กินทันทีไม่เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อควบคุมคุณภาพเมล็ดกาแฟ” คุณกลิ่นศักดิ์ กล่าวและว่า อีเห็นจะกินเมล็ดกาแฟโดยกินตรงที่เป็นวุ้นระหว่างตัวเชอร์รี่กับเมล็ดกะลาของกาแฟ ซึ่งเป็นกลูโคสมีรสหวาน เป็นการเพิ่มพลังงาน กินด้วยการกลืนตัวเมล็ดกะลาเข้าไปและจะขี้ออกเป็นผลผลิตของกาแฟชะมด

วางขายในแหล่งท่องเที่ยว

อีเห็นแต่ละตัวกินเมล็ดกาแฟในปริมาณที่แตกต่างกัน และไม่ได้กินทุกตัว บางตัวกินอยู่ประมาณวันละ 100 กรัม บางตัวกิน 500 กรัม บางตัวไม่กินเลย แล้วแต่ความชอบของแต่ละตัว และบางตัวที่กิน 500 กรัม ถ้าวันไหนหนาวจะกินน้อย อุณหภูมิมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถ้าหนาวบางตัวอาจจะไม่กินเลยก็ได้

คุณกลิ่นศักดิ์ ให้ข้อมูลอีกว่า จริงๆ แล้วในสภาพกรงเลี้ยงควบคุมได้ง่ายกว่าในสภาพธรรมชาติ ในธรรมชาติอีเห็นกินหอย กินปู กินแมลง และมากินกาแฟ ซึ่งผลผลิตในธรรมชาติมีขี้ดิน มีโคลนผสม ถ้าเจอเร็ว สาร เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรายังไม่เข้าไปทำลายตัวผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าเจอช้าตัวเชื้อราจะไปทำลายผลิตภัณฑ์ทำให้มีสารที่เป็นพิษตกค้างได้

แตกต่างจากในสภาพกรงเลี้ยง ผลผลิตที่ได้จะนำมาตาก หรือถ้าไม่มีแสงแดดก็อบ เพื่อให้แห้งไวที่สุด ปกติตากประมาณ 5 แดด จากนั้นจะบ่มเหมือนกับกาแฟทั่วไป ใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเพื่อให้รสชาติดี แล้วถึงค่อยนำไปสีและเก็บ

“ตอนนี้ผลผลิตของเราผลิตได้ปีละ 50 กิโลกรัม แต่ยังต้องการตลาดอยู่ ซึ่งต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เรามีศักยภาพที่จะเพิ่มผลผลิตได้ สนใจโทรสอบถามได้ที่ (081) 764-5127 ตอนนี้ก็มีวางขายอยู่แถวร้านกาแฟในเชียงราย ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ร้านค้าแถวจังหวัดพังงา และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งในเชียงราย”

คุณกลิ่นศักดิ์ ยืนยันว่า กาแฟชะมดบนดอยที่แม่ฟ้าหลวงนี้คัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การให้อีเห็นกินกาแฟที่มีคุณภาพ กระบวนการผลิตก็ควบคุมคุณภาพ ไม่ให้เกิดเชื้อรา มีกระบวนการบ่ม และกระบวนการเก็บที่มีคุณภาพ แบบสุญญากาศ ในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 18 องศา ในห้องมืด ซึ่งกาแฟชะมดไม่ได้ทำได้ทั้งปี ได้แค่ช่วง 3 เดือนเท่านั้น เพราะตัวเมล็ดกาแฟมีเป็นฤดูแค่ 3 เดือน

ชี้อีเห็นเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

ในเรื่องราคาขายนั้น แม้ขายปลีกตกแก้วละ 299 บาท แต่คุณกลิ่นศักดิ์ บอกว่า เป็นราคาที่ทุกคนสามารถดื่มได้ เพราะถูกกว่าเจ้าอื่น น่าจะถูกที่สุดในประเทศไทยด้วยซ้ำไป เพราะตามท้องตลาดขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 50,000-100,000 บาท หรือ 150,000 บาท ตามกระบวนการหมักของแต่ละร้าน แต่ละสถานที่

สำหรับราคาขายตัวอีเห็นนั้น คุณกลิ่นศักดิ์ แจกแจงว่า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่จริงๆ แล้วถ้าตัวไหนที่กินกาแฟแล้วอยู่ในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท แต่ตัวไหนที่เป็นลูกป้อนจับเล่นได้ด้วย ตัวละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท อีเห็นถ้ามาสัมผัสแล้วจะรู้ว่าน่ารักเหมือนสุนัขเหมือนแมว เจอแล้วจะหลงรัก โดยเฉพาะพวกลูกป้อนทั้งหลาย อีกอย่างอีเห็นเป็นสัตว์สะอาด ขนสวย

“ตัวอีเห็นไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง จริงๆ แล้วเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าส่งเสริม มีคุณภาพ และถ้ามีการจัดการที่ดี เห็นควรส่งเสริมให้มีการผลิตและสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย” คุณกลิ่นศักดิ์ กล่าวและว่า ในอนาคตอาจมีการเลี้ยงอีเห็นไว้ให้เช่าเพื่อผลิตกาแฟ โดยแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างเจ้าของอีเห็นกับเจ้าของสวนกาแฟ

ใครอยากชิมกาแฟชะมดแม่ฟ้าหลวง หรืออยากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดต่อได้ที่ คุณกลิ่นศักดิ์ ปิติวงษ์ ซึ่งเจ้าตัวรับประกันว่าคุณภาพคับแก้วจริงๆ

ถึงเวลาของ “โฮเวอร์ คาร์” รถเหาะได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

ถึงเวลาของ “โฮเวอร์ คาร์” รถเหาะได้

ใครที่ดูหนังแนววิทยาศาสตร์-ไซไฟ แล้วเห็นรถยนต์เหาะได้นั้น บัดนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไปแล้ว

เพราะอย่างน้อย ตอนนี้มีผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก 2 รายแล้วที่เปิดเผยยานยนต์ต้นแบบรถเหาะได้หรือบินได้ให้ประจักษ์เป็นขวัญตา

รายแรกคือ บริษัทโฟล์กสวาเก้นของเยอรมนี กำลังพยายามสร้างรถยนต์เหาะต้นแบบที่เรียกว่า “โฮเวอร์ คาร์” อีกราย เป็นรถยนต์ไฮบริดกึ่งเครื่องบินเล็กของบริษัทแอโรโมบิล สัญชาติสโลวะเกีย เพิ่งเปิดตัว “แอโรโมบิล 3.0” ออกมาให้ชมได้อย่างอลังการงานสร้าง

แต่ด้วยข้อจำกัดของเนื้อที่คอลัมน์ จึงไม่อาจเล่าเรื่องรถยนต์เหาะทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้ ประกอบกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นแตกต่างกันมาก จึงต้องขอแยกเรื่องเป็นคนละตอนไปเลยจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และลงรายละเอียดได้ลึกกว่า

ฉบับนี้ขอพูดถึง “โฮเวอร์ คาร์” (Hover Car) ก่อนก็แล้วกัน

อันว่าวิวัฒนาการมนุษย์กับความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมและเทคโนโลยีนั้น มันยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ เมื่อ 5,000 ปีก่อน ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าจะมีชีวิตอยู่รอดได้ถ้านอนอยู่นอกถ้ำยามกลางคืน 1,000 ปีที่แล้วไม่มีใครเชื่อว่าเหล็กสามารถลอยน้ำได้หรือมีเรือที่ไหนสามารถดำน้ำได้ 200 ปีก่อนไม่มีใครเชื่อว่าจะเก็บอาหารได้นานเป็นปีๆ โดยไม่บูดเน่า 100 ปีที่แล้วใครจะเชื่อว่ามนุษย์สามารถบินได้ 80 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครคิดว่าคนจะออกไปนอกโลกได้ ฯลฯ

นาทีนี้โลกยังหมุนรอบดวงอาทิตย์และรอบตัวเองในอัตราคงที่ แต่ความสามารถในการพัฒนาตนเองของมนุษย์นั้นล้ำหน้าไปเร็วจนน่าตกใจจริงๆ ภายในเวลาไม่กี่ปีเราสามารถทำสิ่งเหลือเชื่อได้ราวกับใช้เวทมนตร์คาถาเสกเอา ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ไร้สาย หรือบรรดาร้านค้าที่ลอยอยู่ในอากาศจับต้องไม่ได้แต่ซื้อหาข้าวของมาใช้ได้จริง (ร้านค้าออนไลน์)

โลกไร้พรมแดนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ใครอยู่ที่ไหนไกลกันสุดฟ้าก็สามารถคุยกันได้แบบเห็นหน้าตา ความเคลื่อนไหวเรียลไทม์ทุกเวลา ใครจะเชื่อว่าเครื่องมือสื่อสารเล็กๆ อย่างโทรศัพท์จะมาแทนที่กล้องถ่ายรูป วิทยุ เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือโทรทัศน์ได้

มนุษย์มีความคิดฝัน มีจินตนาการพัฒนาความเป็นไปได้สารพัดอย่าง นี่คือศักยภาพอันน่าอัศจรรย์ของเผ่าพันธุ์นี้ ดังนั้น ถ้าวันนี้เราจะมีรถยนต์เหาะได้จริงๆ ขึ้นมาก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

เมื่อปี 2555 บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังจากเยอรมนี “โฟล์กสวาเก้น” (Volkswagen) ได้เผยโฉมให้ผู้คนเห็นต้นแบบยานยนต์แห่งอนาคต คือ “รถเหาะได้” หรือ โฮเวอร์ คาร์ (Hover Car) นวัตกรรมยานยนต์ไร้ล้อ ที่ขับเคลื่อนด้วยการลอยตัวเหนือพื้นดินในลักษณะ “รถยนต์ลอยฟ้าพลังงานแม่เหล็ก”

โฮเวอร์ คาร์ เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวจีนในแผนงาน “People”s Car Project” ในจีน ที่ทางโฟล์กสวาเก้นได้เปิดโอกาสให้กลุ่มคนทางบ้านส่งไอเดียการออกแบบรถในฝันเข้ามาทางเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากประชาชนชาวจีน โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมโปรเจ็กต์ดังกล่าวมากถึง 33 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีผู้ส่งไอเดียเข้ามาร่วมออกแบบรถอีกมากกว่า 119,000 คน

ประชากรจีนจำนวนมหาศาลขนาดไหนก็เป็นที่รู้กันอยู่ ถ้าหากโฟล์กสวาเก้น เปิดตลาดนี้เจาะหัวใจคนจีนได้ รับรองว่าคู่แข่งกระเจิงไปคนละทางแน่

ในที่สุด ทางโฟล์กสวาเก้นก็เกิดถูกใจไอเดียเกี่ยวกับรถเหาะได้ จึงให้ทีมงานช่วยกันระดมความคิด และร่วมกันพัฒนารถยนต์เหาะได้ในฝันขึ้นมา และสามารถปล่อยตัวต้นแบบรถดังกล่าวออกมาให้ชมกันเป็นคลิปวิดีโอผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบไปเรียบร้อยแล้วในงาน Auto China 2012 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

คลิปวิดีโอที่อัพโหลดลงเว็บไซต์ยูทูบ แสดงการเคลื่อนที่ของรถโฮเวอร์ คาร์ ที่สามารถบังคับยานให้ลอยตัวจากพื้นและหมุนได้รอบทิศทาง ไม่ว่าจะเดินทางไปทางไหนก็สามารถเลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่วโดยมีระบบเซ็นเซอร์ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร พร้อมกับระบบลดความเร็วโดยอัตโนมัติ

โฮเวอร์ คาร์ ของโฟล์กสวาเก้น เป็นยานยนต์ขนาดเล็ก ตั้งใจออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ที่แออัดโดยเฉพาะ มีรูปทรงกลมคล้ายแผ่นดิสก์อ้วนๆ หนาๆ ภายในรถมีห้องโดยสารเพียงห้องเดียว แต่นั่งได้ 2 ที่บริเวณหน้ารถ รวมทั้งประตูทั้ง 2 ข้างออกแบบให้เป็นกระจกใสขนาดใหญ่ ผู้โดยสารสามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง

ยานยนต์บังคับง่ายมากด้วยคันโยกแบบจอยสติ๊กคล้ายกับที่ใช้ในเครื่องเล่นเกม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่บังคับรถได้คล่องแคล่วอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งเดินหน้า ถอยหลัง หันซ้าย หันขวา เมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มทำงาน ตัวรถก็จะค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นราว 1-2 ฟุต โดยที่คนขับสามารถควบคุมรถได้เองอย่างง่ายดาย

การออกแบบตัวรถมีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเซ็นเซอร์คอยตรวจจับสิ่งกีดขวางต่างๆ รอบทิศทาง นอกจากนั้น ระบบคอมพิวเตอร์ยังจะช่วยลดความเร็วให้โดยอัตโนมัติ หากเห็นว่ารถกำลังจะพุ่งชนกับวัตถุที่อยู่ด้านหน้า

โฮเวอร์ คาร์ สามารถยกตัวลอยขึ้นจากพื้น และเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่ว ไร้มลพิษทั้งทางเสียง และอากาศ ซึ่งการที่จะทำเช่นนี้ได้ ทีมออกแบบ กล่าวว่า ถนนที่ใช้วิ่งจะต้องมีการปล่อยสนามแม่เหล็กออกมาแบบเดียวกับเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงแม็กเลฟที่ทำกันอยู่ เนื่องจากโฮเวอร์ คาร์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแม่เหล็ก หรือ อิเล็คโทรแมกเนติก เลวิเทชั่น อันเป็นนวัตกรรมในโลกขนส่ง และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไปได้ทั่วทุกหนแห่ง โดยไม่สัมผัสกับผิวถนน พร้อมระบบเซ็นเซอร์ ทำให้หลีกเลี่ยงจากการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะอื่นๆ ได้ดี

ดังนั้น โฮเวอร์ คาร์ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ไม่มีควันพิษ เพราะไม่ใช้น้ำมัน จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังไม่มีปัญหาเรื่องยางแบน ไร้การกระแทกบนถนนขรุขระ เพราะไม่ต้องใช้ล้อ จึงขับขี่ได้นุ่มนวลอย่างยิ่ง

ลูซ่า เด เมียว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของโฟล์กสวาเก้น บอกว่า แนวคิดนวัตกรรมล้ำยุคนี้ คือการเริ่มต้นยุคใหม่ที่ทางโฟล์กสวาเก้นจะไม่เป็นฝ่ายสร้างรถยนต์เพื่อลูกค้าอีกต่อไปแล้ว แต่จะให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการออกแบบยานยนต์ที่พวกเขาต้องการเองด้วย ถือเป็นการยกระดับการออกแบบรถยนต์ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถมองลึกเข้าไปถึงรูปแบบของการดีไซน์ ความจำเป็น และความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

ส่วนทางบริษัทจะดำเนินการพัฒนารถเหาะออกมาจำหน่ายให้คนได้จับจองกันเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอติดตามข่าวกันต่อไป

และใครที่อยากดูการลอยตัวของรถคันนี้ สามารถเข้าไปชมคลิปตัวอย่างได้จากเว็บไซต์ยูทูบในชื่อวิดีโอ “Volkswagen”s The People”s Car Project : Hover Car PART 1”

จับตา “ดิจิตอล แบงกิ้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

จับตา “ดิจิตอล แบงกิ้ง”

ก้าวเข้าสู่ปีวอก 2559 ได้ไม่เท่าไหร่ ได้เห็นการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจการเงินที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นการเงินยุคดิจิตอลอย่างคึกคัก สอดรับกับการมาของธุรกิจคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เรียกขานกันว่า สตาร์ตอัพ (Startup)

เป็นการขับเคลื่อนที่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการของ 2 แบงก์ใหญ่ นั่นคือ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งถือว่า เป็นแบงก์ระดับชั้นนำที่มีหัวคิดทันสมัยแบบคนรุ่นใหม่ ที่ตอบรับต่อยุคดิจิตอลได้อย่างรวดเร็ว น่าประทับใจ

เริ่มจากธนาคารกสิกรไทย ภายใต้การนำของ “คุณปั้น-บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดแถลงข่าวที่จังหวัดน่าน เมืองที่คุณปั้น ปวารณาตัวรับหน้าที่เป็นเสมือนเจ้าเมืองน่าน ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการฟื้นฟู พัฒนาเมืองน่าน ให้กลับมาเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำสำคัญของลำน้ำน่าน

แบงก์กสิกรไทยประกาศจัดตั้งกลุ่มธุรกิจขึ้นใหม่ เรียกว่า กสิกร บิสซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป รองรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจเทคโนโลยี นัยว่า โลกการเงินกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ อันเป็นผลพวงจากโลกดิจิตอล ทำให้การให้บริการทางการเงินต้องปรับไปตามเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ผูกติดกับการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจการเงินมองเห็นความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นธุรกิจการเงินยุคดิจิตอล หรือดิจิตอล แบงกิ้ง

ในการนี้ แบงก์กสิกรไทย ประกาศจัดตั้งบริษัทในเครือขึ้นรวดเดียว 5 บริษัท หลักๆ ก็คือ บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่ค้นคว้ารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบดิจิตอล แบงกิ้ง สนับสนุนด้านบุคลากร ออกแบบและสร้างระบบไอทีเพื่อรองรับความต้องการของแบงก์ และนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คิดค้นได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจธนาคาร เป็นต้น

เช่นเดียวกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่แถลงในสัปดาห์ถัดมา ในงานสังสรรค์ขอบคุณสื่อมวลชนที่ศูนย์ฝึกอบรมของแบงก์ ณ หาดตะวันรอน อำเภอสัตหีบ โดย คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการบริหาร เผยว่า แบงก์จะตั้งบริษัทใหม่ เพื่อรองรับการรุกเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน หรือเรียกสั้นๆ ว่า ฟินเทค (Financial Technology หรือ FinTech)

ใจความสำคัญของการจัดตั้งบริษัทใหม่ของทั้ง 2 แบงก์ดังกล่าว คงไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเน้นไปที่การคิดค้นรูปแบบบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การสร้างสตาร์ตอัพ ธุรกิจพันธุ์ใหม่ เพื่อนำมาให้บริการกับผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ขณะเดียวกัน การจัดตั้งบริษัทขึ้นแยกต่างหากจากธนาคาร ก็เพื่อเพิ่มช่องทางในการให้การสนับสนุนทางการเงิน ทั้งในแง่ของการร่วมทุน ช่วยคิดค้นสตาร์ตอัพให้ไอเดียที่เกิดขึ้น เป็นไปได้ในแง่ธุรกิจ และมีโอกาสเติบโตเป็นองค์กรที่แข็งแรง มีอนาคตไกล

ลักษณะการทำงานเหมือนบริษัท ล้มยักษ์ จำกัด ของ คุณปพนธ์ มังคละธนะกุล และกองทุน ๕๐๐ TUKTUKS ที่ คุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สนับสนุนและร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ซึ่งนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เพิ่งลงบทสัมภาษณ์ไปเมื่อฉบับปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมานี่เอง

เชื่อว่า การเข้ามาของแบงก์ใหญ่ทั้งสอง จะช่วยให้บรรยากาศการสร้างสตาร์ตอัพของเมืองไทย เป็นไปอย่างคึกคัก น่าตื่นเต้น เพราะถือเป็นทุนสนับสนุนก้อนมหึมา เป็นแรงขับดันที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นที่สุด เราอาจได้เห็นธุรกิจสตาร์ตอัพคนไทยที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติตะวันตก คิดค้นสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจการเงินไปสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง!!

“เฮียใหญ่” แห่ง “นิ่มซี่เส็ง” ยักษ์ขนส่งแห่งภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

สัมภาษณ์พิเศษ

กรรณิกา เพชรแก้ว

“เฮียใหญ่” แห่ง “นิ่มซี่เส็ง” ยักษ์ขนส่งแห่งภาคเหนือ

ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ผู้อื่นกล่าวถึง มิใช่ยกย่องสรรเสริญตนเอง

จะรู้จัก อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ มากไปกว่าชื่อ “เฮียใหญ่” ของคนเชียงใหม่ เจ้าของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง สิงห์เหนือที่ประสบผลสำเร็จมากมายหลายอย่าง เป็นยักษ์ในวงการขนส่งที่สร้างขึ้นมาด้วยมือและได้เห็นผลสำเร็จนั้นด้วยตาตนเอง

ย่อมต้องให้ความสนใจสายตาที่สังคมมองเขาอยู่

ดร.อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ เป็น 1 ในเพียง 4 คนไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนเข้าร่วมประชุมสุดยอด 100 นักธุรกิจเชื้อสายจีนจากทั่วโลก นอกจากเขาแล้วมีเพียง เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวใหญ่ค่ายช้าง, ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี และ ไกรสร จันศิริ เจ้าสัวซีเล็ค ทูน่า

“มีผมคนเดียวที่ไม่ใช่เจ้าสัว แถมบ้านนอกด้วย” เจ้าตัวบอก พร้อมยิ้มสว่าง

เขาได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับผู้ประสบผลสำเร็จในหลากหลายสาขาวิชา

นั่นยืนยันว่าคนอื่น สังคมอื่น ยอมรับในความสำเร็จของเขา

ขณะที่เจ้าตัว ยกให้เพียง 2 สิ่งที่นำพาตนเอง ครอบครัว และธุรกิจมาถึงวันนี้ได้

“ขยันและอดทน ผมมีเท่านั้นจริงๆ ทำๆๆๆ เก็บๆๆๆ ถังคุณก้นไม่รั่ว วันหนึ่งน้ำมันก็เต็ม”

เฮียใหญ่เกิดในครอบครัวคนจีน ทำงานช่วยครอบครัวตั้งแต่จำความได้ แต่เป็นตอนอายุ 17 ที่เขาต้องเปลี่ยนบทบาทจากลูกมาเป็นหัวหน้าครอบครัว “คุณพ่อเสียชีวิตตอนท่านอายุแค่ 48 ก่อนเสียชีวิตเราก็ใช้เงินในการรักษามากมาย หลังท่านเสียก็ต้องแบ่งสมบัติกันไป ผมได้ร้านที่ตลาดวโรรสกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ก็ต้องใช้หนี้หลายหมื่น กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”

เอกสารของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง กล่าวถึงการเริ่มต้นนั้นว่า

“นิ่มซี่เส็ง เป็นธุรกิจของตระกูลสุวิทย์ศักดานนท์ เริ่มก่อตั้งโดย 3 พี่น้องคือ อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ อุทาน สุวิทย์ศักดานนท์ และ อุดม สุวิทย์ศักดานนท์ เริ่มจากธุรกิจค้าผลไม้ในตลาดวโรรส ต่อมาได้รับจ้างขนส่งผลไม้และสินค้าระหว่างเชียงใหม่และภูมิภาคต่างๆ”

ต้องออกจากโรงเรียน เพื่อรับภาระหนัก เพื่อให้น้องได้เรียน แต่นั่นยังไม่ใช่จุดที่ท้าทายความอดทนที่สุดของเขา

“ไฟไหม้ตลาดวโรรสปี พ.ศ. 2511 หมดเลยทุกอย่าง สิ้นเนื้อประดาตัว บ้านช่อง สินค้าที่ใช้เงินเชื่อหามา หมดเลย ลูกก็ยังเล็ก มันไม่ใช่แค่เหลือศูนย์ มันติดลบ เพราะผมยังมีแม่ มีครอบครัว มีลูกต้องดูแล”

หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ครั้งนั้น คนจึงเห็น “ตี๋ใหญ่” ปั่นสามล้อคันเดียวที่เหลืออยู่ ตระเวนรับจ้างไปทั่วเมือง รับขนส่งทุกอย่าง รับทำงานทุกอย่าง

“ได้วันละ 8 บาท เก็บ 4 บาท กิน 4 บาท ลูกผมนี่ก็กินข้าวต้มเป็นหลัก กับข้าวก็ปลาทูเป็นหลัก ล้อมวงกินกัน โอ๊ย สนุก” เขาเล่ากลั้วหัวเราะ แต่พอถามว่า มันสนุกจริงหรือ ไม่เหน็ดเหนื่อยท้อบ้างหรือ

“ก็ท้อนะ แต่ทุกคนที่บ้านต้องกินข้าวน่ะ” เขาบอกสั้นๆ แบบนี้

สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวไม่เคยเอ่ยถึง แต่มันซ่อนอยู่ในตัวคือ ความคิดจะไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

“ตอนนั้นเขายังขนส่งผักผลไม้จากกรุงเทพฯ มาทางรถไฟ ใช้เวลา 2 วัน สินค้าเน่าเสียมาก เราไปรับสินค้าที่สถานีรถไฟ ก็เห็นโอกาส จะซื้อรถปิกอัพมารับจ้างขนส่ง ขอซื้อเงินผ่อนเขาไม่ขาย ต้องเก็บเงิน 40,000 กว่าบาทไปซื้อรถคันแรก” หลังจากนั้น ตำนานสู้ของนิ่มซี่เส็งก็เกิดขึ้นอย่างที่เรารู้กันดี

เอกสารของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า “ปี 2514 สามพี่น้องได้จดทะเบียน ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น แต่ด้วยความบกพร่องของงานเอกสารในช่วงจดทะเบียน ชื่อห้างหุ้นส่วนจึงเปลี่ยนจาก “นิ้มซี่เส็ง” ซึ่งเป็นชื่อร้านโชห่วยเดิมของเตี่ย กลายเป็น “นิ่มซี่เส็ง” แต่ทั้งสามก็ได้ใช้ชื่อนี้มาตลอด”

ดร.อุทัตใช้รถคันนั้นวิ่งรับจ้างขนผักผลไม้ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และได้รู้ว่าต้นทุนกับราคาสินค้าที่ปลายทางต่างกันเพียงไร

“องุ่นที่กรุงเทพฯ โลละ 2.50 บาท มาส่งให้พ่อค้าที่เชียงใหม่ 5 บาท เอาละสิ สนุกละสิ”

เขาจึงไม่รับจ้างขนสินค้าเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่เป็นผู้ค้าด้วยตนเอง ขับรถตะลุยขนส่งผักผลไม้ไม่หยุดหย่อน ไม่ยอมเสียเวลาพัก เปิดศักราชใหม่ของการขนส่ง และการค้าผักผลไม้ของเชียงใหม่เวลานั้น พ่อค้าแม่ค้าที่เหนื่อยหน่ายต่อการรอสินค้าทางรถไฟ หันมาใช้บริการของ “ตี๋ใหญ่” ที่พร้อมจะนำสินค้ามาถึงภายในเวลาไม่ถึง 10 ชั่วโมง สดกว่า ถูกกว่า

“คนอื่นเขานอนหลับ ผมยังขับรถตะลุยไปทั่ว ตี 2 สินค้าผมมาถึงแล้ว”

แรงกายที่ทุ่มลงไปสร้างผลกำไรให้น่าตื่นตาตื่นใจ ทุกคนในครอบครัวลงแรง ภายใต้หลักการที่เขายึดมั่น “ขยันและอดทน”

“ผมขนผักผลไม้มาส่งพ่อค้าแม่ค้าในเชียงใหม่ทั้งจังหวัด ไม่ว่าอำเภอไหนส่งถึงที่ น้องนุ่งลูกเมียก็เปิดร้านขายผลไม้ไป ตอนเย็นมารวมตัวกัน นับเงิน” เขายิ้ม

แล้วตำนานของนิ่มซี่เส็งก็ดำเนินไป ง่ายๆ แบบนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ทุกก้าวปูไปด้วยความอดทนและประหยัดอย่างที่เจ้าตัวยืนยัน เสริมด้วยบริบททางสังคมและการมองการณ์ไกลอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว

ปัจจุบัน ธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง ประกอบด้วย บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งเอ็กซ์เพรส จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งรถยก จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งคลังสินค้า จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งพาเซล จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งห้องเย็น จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งมูฟวิ่ง จำกัด และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนมาก

นิ่มซี่เส็งขนส่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ มีรถบรรทุกในเครือรวมทั้งรถร่วมประมาณ 500 คัน พนักงานขนสินค้า และคนขับประมาณ 1,000 คน ขณะนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการการเงินท้องถิ่น ด้วยสาขา 326 สาขาทั่วภาคเหนือ และลูกค้ากว่า 1 ล้านราย

ปัจจุบัน ทุกธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็งเนื้อหอมกรุ่นท่ามกลางกลุ่มธุรกิจในและต่างประเทศที่ต้องการร่วมทุน มูลค่าของธุรกิจทั้งหมด จากการประเมินของกลุ่มทุนที่จะเข้ามาร่วมทุน มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เป็น 1 หมื่นล้านบาทที่สร้างขึ้นจากมือคนปั่นสามล้อค่าตัววันละ 8 บาทเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน

“พ่อเป็นตัวอย่างของการทำงานหนัก และพุ่งสู่จุดหมายโดยไม่ให้สิ่งใดมาบั่นทอนแรงทะยานนั้นได้” คุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายที่รับไม้ต่อในการบริหารจัดการธุรกิจลิสซิ่งซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักของนิ่มซี่เส็งยุคใหม่ บอก

ดร.อุทัตใช้ตำราพ่อมาสอนลูก ลูกของเขาจึงไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กสบายเหมือนลูกคนมีเงินทั่วไป หากแต่ต้องแบกขนในสถานีขนส่งมาแต่เด็ก

“ผมบอก พวกเอ็งอย่าเป็นอาเสี่ย เอ็งต้องเป็นเถ้าแก่ เถ้าแก่ทำได้ทุกอย่าง อาเสี่ยนี่ชี้นิ้วอย่างเดียว”

ดร.อุทัตใช้ความเข้มงวด บางครั้งเข้มงวดอย่างเหลือเชื่อในการปกครองลูก แต่วันนี้มันส่งผลให้เขายิ้ม ดีใจที่ลูก “ได้ดั่งใจทุกคน”

ดร.อุทัตมีภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ยังยากจนข้นแค้น ภรรยาที่เขาบอกว่าประเสริฐสุด เพราะมีแต่แรงเสริมให้สามีและลูก “ผมเสียผี 12.50 บาท ไม่ได้แต่ง ไม่ได้ซื้อข้าวของอะไรให้ เพราะไม่มีเงิน เขาก็ยอมมาอยู่ด้วย มาดูแลครอบครัว ดูแลแม่เรา ช่วยเหลือและอดทนสารพัด หาอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว” ภรรยาของเขาคือ คุณอุษา สุวิทย์ศักดานนท์ ที่ทุกวันนี้เป็น “แม่” เปี่ยมเมตตาของพนักงานในเครือนิ่มซี่เส็งหลายพันคน

ลูกๆ ของเขา เดินตามรอยพ่อทุกคน ลูกสาวคนแรก ดร.ปราณี สุวิทย์ศักดานนท์ จบการศึกษาจากอเมริกา ปัจจุบันบริหารธุรกิจในเครือ, คุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนที่ 2 ดูแลธุรกิจขนส่ง, คุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนที่ 3 ดูแลธุรกิจลิสซิ่ง, คุณชาติชาย สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนเล็ก ที่เขาบอกว่านิสัยใจคอเหมือนแม่มากที่สุด ดูแลธุรกิจในกรุงเทพฯ ลูกหลานอื่นๆ ร่วมดูแลธุรกิจอีกมากมาย

ทุกวันนี้ ดร.อุทัตยังดำรงตนบนความประหยัดที่เขาถือเป็นหลักสำคัญที่สุดในชีวิต “ผมไม่ซื้อเสื้อผ้า ใส่เสื้อบริษัท ใส่เสื้อแจก บางตัวลูกซื้อให้ บางตัวคนซื้อมาฝาก ผมมีเสื้อผ้าไม่ถึง 10 ชุด รองเท้ามีไม่กี่คู่ ผมยังกินข้าวแกง ใช้เงินวันละไม่ถึงร้อย มันก็อร่อยและอิ่มได้เหมือนกัน”

รถที่เขาขับประจำเป็นรถญี่ปุ่นคันเล็ก ซึ่งสร้างภาระในการตอบคำถามว่าทำไมไม่ขับเบนซ์หรือรถยุโรปให้สมฐานะ “ก็ผมชอบของผมอย่างนี้น่ะ ขับก็ง่าย จอดก็ง่าย จะไปขับรถใหญ่ให้เหนื่อยทำไม?”

ถามเขาว่า ในชีวิตเขาซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยบ้างหรือไม่ เขาใช้เวลาคิดนาน ก่อนจะถูมือตื่นเต้นเมื่อนึกออก

“มีสิ ผมซื้อรถคันละหกเจ็ดล้านเลยนะคุณ”

“รถสิบล้อไง ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้มันหาเงินได้เลย” เขาหัวเราะตบท้ายสบายใจ

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

นิ่มซี่เส็ง มาจากคำว่า นิ่ม ซึ่งมาจาก แซ่ลิ้ม ที่จริงออกเสียงถูกต้องจะต้องเป็น “นิ้ม” ส่วน ซี่เส็ง คือพระอาทิตย์ขึ้น ให้ความหมายว่า มีแสงสว่างตลอดเวลา “นิ้มซี่เส็ง” เป็นชื่อร้านโชห่วยดั้งเดิมของรุ่นพ่อ แต่เมื่อสามพี่น้องไปจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 ความบกพร่องของงานเอกสารทำให้ชื่อถูกเปลี่ยนจาก “นิ้มซี่เส็ง” เป็น “นิ่มซี่เส็ง” สามพี่น้องมุ่งมั่นในการค้าเกินกว่าจะสนใจกลับไปแก้ไขชื่อนั้น จนบัดนี้ 40 กว่าปีแล้ว ชื่อสะกดผิดไม่มีผลกระทบต่อความสำเร็จแม้แต่น้อย

เส้นเลือดนิ่มซี่เส็ง

บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด

มีรถบรรทุกในเครือรวมทั้งรถร่วมประมาณ 500 คัน พนักงานขนสินค้า และคนขับกว่า 1,000 คน สำนักงานใหญ่อยู่บนที่ดินแปลงใหญ่กว่า 80 ไร่ บนถนนเชียงใหม่-ลำปาง เฉพาะมูลค่าที่ดินก็เกินกว่าพันล้านบาท ดร.อุทัตมอบให้ คุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนโต คนที่เขาบอกว่า “สู้งานหนัก ลุย ไม่กลัวงานสกปรก” ดูแล คุณชวลิตจบการศึกษาจากต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเสาหลักของนิ่มซี่เส็งรุ่นใหม่ ดูแลธุรกิจขนส่งซึ่งมีบริษัทลูกกว่า 10 บริษัท

บริษัท นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด

ดร.อุทัต บอกว่า นิ่มซี่เส็งมีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งคือ ธุรกิจขนส่ง แต่มีเส้นเลือดใหญ่คือ ธุรกิจลิสซิ่ง ธุรกิจที่ทำให้นิ่มซี่เส็งเติบโตก้าวกระโดดในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา กลายเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นใหญ่ในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนบน นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง ก่อตั้งเมื่อปี 2528 และเติบใหญ่ก้าวกระโดดสวนทางกับเศรษฐกิจที่ซบเซาหนักในปี พ.ศ. 2540 เพราะนโยบายการบริหารแบบมองการณ์ไกลและกล้าได้กล้าเสียของคุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนกลาง ที่ดร.อุทัต บอกว่า “ไม่ค่อยชอบงานหนัก แต่ชอบคิด ชอบวางแผน” ดร.อุทัตรู้ว่าเขายกภาระงานให้ลูกไม่ผิดคน ปัจจุบันนิ่มซี่เส็งลิสซิ่งเป็นสถาบันการเงินในท้องถิ่นที่มีสาขามากที่สุดในภาคเหนือตอนบน มีลูกค้ากว่า 1 ล้านบัญชี กำไรเฉลี่ยปีละ 300 ล้านบาท

“biOrb air” ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ 360 องศา นวัตกรรมจัดสวนสวย ดูแลง่าย เหมาะกับคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“biOrb air” ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ 360 องศา นวัตกรรมจัดสวนสวย ดูแลง่าย เหมาะกับคนเมือง

ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air (ไบออบ แอร์) นวัตกรรมการจัดสวนในตู้ กำลังเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มคนรักต้นไม้และการจัดสวนในตู้ เพราะถือเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเป็นที่รู้จักและยังตอบโจทย์สำหรับคนอยากเลี้ยงต้นไม้ แต่มีข้อจำกัดหลายด้าน สามารถเลี้ยงต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นที่ที่ต้องการได้

biOrb air ตู้เลี้ยงต้นไม้

มองเห็น 360 องศา

คุณปฐมะ ตั้งประดิษฐ์ ที่ปรึกษาบริษัท biOrb Store Thailand เผยว่า biOrb Store เป็นบริษัทนำเข้าตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมในการจัดสวนในตู้ ที่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีมาจากประเทศอังกฤษ เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากเลี้ยงต้นไม้แต่ไม่มีเวลาดูแลและมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ในการปลูก

“ส่วนตัว เริ่มคลุกคลีกับธุรกิจขายต้นไม้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย โจทย์ที่เจอบ่อยมากจากลูกค้าที่มาซื้อต้นไม้ จนกลายเป็นปัญหาให้คิดคือ ความต้องการต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย สามารถเลี้ยงในบ้าน คอนโดฯ ในห้องน้ำ หรือห้องที่มีแสงน้อยหรือลืมรดน้ำก็ไม่ตาย ที่สำคัญต้องเป็นต้นไม้จริง ฉะนั้น ต้นไม้ปลอม จึงไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ แต่จะเลี้ยงต้นไม้ในลักษณะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้ได้อย่างไร จึงกลายมาเป็นโจทย์ให้เรามองหาสิ่งที่จะมาช่วยตอบโจทย์ให้กับคนที่อยากเลี้ยงต้นไม้ได้โดยที่มีข้อจำกัดทั้งหมดที่กล่าวมา

ส่วนข้อดีของตู้ชนิดนี้ คือสามารถมองเห็นได้ 360 องศา เนื่องจากรูปร่างของตู้เป็นทรงกลม ทั้งยังตอบโจทย์คนอยากเลี้ยงต้นไม้ได้แทบทุกกลุ่มที่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่หรือการดูแลรักษา เพราะตู้ต้นไม้นี้สามารถนำไปเลี้ยงที่คอนโดฯ ภายในบ้าน หรือห้องที่มีแสงน้อยได้ เนื่องจากมีระบบแอลอีดีให้แสงสว่างทดแทนแสงแดด ทั้งยังมีระบบหมุนเวียนอากาศภายในตู้ ไม่ทำให้เกิดละอองน้ำภายใน และสามารถคำนวณระบบการให้น้ำภายในตู้เพื่อรักษาระดับความชื้นของต้นไม้ได้ด้วย”

นวัตกรรมสวนสวย

ตอบโจทย์คนเมือง

ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air จึงตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแทบทุกกลุ่มที่อยากเลี้ยงต้นไม้แต่มีพื้นที่จำกัด ระยะเวลา 1 ปีที่ดำเนินธุรกิจมาได้รับผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในเกณฑ์ดี อีกทั้งธุรกิจนี้ยังสามารถเติบโตได้อีกในอนาคต นี่จึงเป็นโอกาสในการประกอบธุรกิจ

คุณปฐมะ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ด้วยคุณสมบัติพิเศษของตู้ที่ทำมาจากเนื้ออะครีลิก จึงสามารถป้องกันการแตก หากเกิดอุบัติเหตุจากการล่วงกระแทกพื้น การชนต่างๆ”

สำหรับตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 3 อันดับคือ ตู้ต้นไม้กินแมลง, ตู้กระบองเพชร แค็กตัส และตู้เฟิร์นชนิดต่างๆ ส่วนตู้ต้นไม้ที่ลูกค้าให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันคือ ตู้ต้นไม้มงคล เนื่องจากสามารถนำเอาตู้ที่จัดสวนในลักษณะนี้ นำไปตั้งโชว์ตามส่วนต่างๆ ของบ้าน คอนโดฯ หรืออาคารสำนักงาน เพราะสามารถเสริมสิริมงคลอีกนัยหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม เจ้าของกิจการให้คำแนะนำวิธีการเลือกต้นไม้ว่า ควรเลือกต้นไม้เลี้ยงง่าย โตช้า สีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว และหากเป็นไม้มงคล ก็จะช่วยในเรื่องการเสริมความเป็นมงคลให้กับสถานที่ด้วย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ facebook : Biorbstore Thailand หรือที่ ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ โซน C ชั้น B โทรศัพท์ (02) 108-6187, (082) 844-2468

“RENTAJACKET” เปิดกรุตู้เสื้อผ้า เป็นธุรกิจให้เช่ากันหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0737150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“RENTAJACKET” เปิดกรุตู้เสื้อผ้า เป็นธุรกิจให้เช่ากันหนาว

“ที่นี่เราเน้นความสะอาด เสื้อผ้า ถุงมือ หมวก ซักชิ้นต่อชิ้น แยกซักทีละชิ้น อบแห้งด้วยระบบพัดลมเย็น ตากแดดกลางแจ้ง บริเวณบ้านกว้างขวาง ผ้าไม่เหม็นอับ เสื้อผ้าที่ให้เช่าทุกชิ้นดูแลเองหมดและเน้นความสะอาดอย่างมาก เพราะเรานึกถึงว่า เสื้อผ้าที่ให้เช่าไปสวมใส่กันนั้น ครอบครัวของเราก็ต้องสวมใส่ได้จริงๆ เหมือนกัน”

เดี๋ยวนี้ หยิบจับอะไรก็สามารถทำเป็นธุรกิจได้ ถ้าหากรู้จักต่อยอดและหาช่องทางในการดำเนินธุรกิจ คุณรุ่งนภา เตชวัชรา หรือ คุณอ้อ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาจับธุรกิจให้บริการ “เช่าชุดกันหนาว” โดยใช้ชื่อว่า “RENTAJACKET” (เร้นท์อะแจ๊กเก็ต) ที่เปิดให้บริการเช่าเสื้อกันหนาว หมวก และถุงมือ มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

ธุรกิจเช่าเสื้อกันหนาว

เริ่มต้นเพราะกลับไทย

คุณอ้อ เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ต้องตามสามีไปทำงานและอาศัยอยู่ที่ประเทศจีนเป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะกลับมาอยู่เมืองไทยนั้น ที่นั่นอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ครอบครัวจึงมีเสื้อกันหนาวค่อนข้างเยอะ ประกอบช่วงปีที่ผ่านมา ครอบครัวได้ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย เสื้อกันหนาวครั้งที่อยู่จีนจึงมีเยอะพอควร

แม้บางส่วนขายให้กับเพื่อนบ้านแถวนั้น บางส่วนก็ขนกลับมาเมืองไทย เนื่องจากเสียดายเสื้อที่ยังสวย คุณภาพยังดีอยู่ พอนำเสื้อผ้าทั้งหมดขนกลับมากองที่บ้านจึงรู้ว่ามันมีเยอะมาก จนหาที่เก็บในตู้เสื้อผ้าแทบไม่หมด หากจะปล่อยไว้เสียเฉยๆ ก็เสียดายเนื้อผ้า เพราะอาจทำให้เนื้อผ้าเสื่อมคุณภาพ”

เกิดเป็นไอเดีย เปิดให้เช่าชุดกันหนาว เริ่มต้นเปิดร้านให้เช่าตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา

“ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในช่วงปีแรกของการเปิดให้เช่าชุดกันหนาว คืออยากเรียนรู้และทำความเข้าใจกับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค ถึงทิศทางต่างๆ ว่ามีความต้องการสูงมากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่ผ่านมา ถือว่ากระแสตอบรับดี เพราะลูกค้าที่มาเช่า 100 เปอร์เซ็นต์ แฮปปี้กับการเช่าชุดกันหนาวของเราไป” คุณอ้อ บอก

จากกระแสตอบรับที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เจ้าของกิจการมองหาช่องทางในการต่อยอดธุรกิจดังกล่าว โดยการวางแผนไว้ว่าจะเริ่มหาพาร์ตเนอร์อย่างเช่นบริษัททัวร์ กระทรวงต่างๆ หรือตามออฟฟิศ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และถือเป็นการทำความเข้าใจกับผู้บริโภคด้วย

โดยตอนนี้กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาใช้บริการ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ คนวัยทำงาน สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 70 เป็นคนในกรุงเทพฯ และรอบๆ ปริมณฑล ส่วนอีกร้อยละ 30 เป็นคนต่างจังหวัด

คุณอ้อ เล่าต่อว่า ปัจจุบัน ทำการตลาดบนออนไลน์เป็นหลัก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาสอบถามและเช่าส่วนใหญ่มาจากโลกออนไลน์ โดยเน้นทำให้คนรู้จัก RENTAJACKET ผ่านเฟซบุ๊กเป็นหลัก ซึ่งลูกค้าที่มาเช่าส่วนใหญ่เดินทางในเอเชียอย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน เสื้อกันหนาวที่ร้านสามารถรองรับอุณหภูมิตั้งแต่ 10 องศาขึ้นไปจนถึงติดลบประมาณ 10 องศาได้สบายๆ

เลือกชุดกันหนาวให้เช่ามาจากประสบการณ์

เจ้าของกิจการ เล่าต่อว่า “ไม่ได้มีเพียงเสื้อเท่านั้นที่มีให้เช่า แต่ทางร้านมีถุงมือและหมวกไว้ให้บริการด้วย สำหรับใครที่ต้องการเช่า จะเช่าครบทั้งถุงมือ เสื้อ หมวกก็ได้ หรือต้องการเช่าแค่อย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน

สำหรับวิธีการเช่า คือใช้วิธีการเหมาจ่ายกำหนดระยะเวลาคือ 7 วัน โดยเก็บเงิน 3 ส่วนหลักคือ 1. ค่าเช่า 2. เงินประกันสินค้า (เท่ากับราคาเช่า) 3. ค่าจัดส่งคิดตามจริง (รวมราคากล่อง)

โดยจะเริ่มนับวันที่ลูกค้าเดินทางเป็นวันที่ 1 ทางร้านจะส่งสิ่งที่ลูกค้าเช่าให้ถึงก่อนวันที่ลูกค้าจะออกเดินทางอย่างน้อย 3 วัน และการส่งของกลับคืนของลูกค้า ทางร้านนับวันจากการปั๊มตราของไปรษณีย์

กรณีชำรุดที่จำเป็นต้องซ่อมแซมและส่งซ่อม จะหักจากเงินประกันของลูกค้าจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากร้านซ่อม”

ที่นี่เราเน้นความสะอาด เสื้อผ้า ถุงมือ หมวก ซักชิ้นต่อชิ้น แยกซักทีละชิ้น อบแห้งด้วยระบบพัดลมเย็น ตากแดดกลางแจ้ง บริเวณบ้านกว้างขวาง ผ้าไม่เหม็นอับ เสื้อผ้าที่ให้เช่าทุกชิ้น ดูแลเองหมดและเน้นความสะอาดอย่างมาก เพราะเรานึกถึงว่า เสื้อผ้าที่ให้เช่าไปสวมใส่กันนั้น ครอบครัวของเราก็ต้องสวมใส่ได้จริงๆ เหมือนกัน คุณอ้อยืนยันหนักแน่น

พร้อมกันนั้น คุณอ้อยังเล่าต่อว่า เสื้อผ้าที่เลือกมาให้เช่า เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวและคนในครอบครัวเป็นหลัก เนื่องจากครอบครัวเราเดินทางกันบ่อย อยู่ต่างประเทศหลายปี พอกลับมาเมืองไทยและต้องเดินทางบ่อยครั้ง เราจึงรู้ว่าเสื้อผ้าแบบไหนสวมใส่แล้วอุ่น แบบไหนซักยาก ง่าย หรือต้องดูแลรักษาแบบไหน รวมไปถึงควรเลือกเสื้อผ้ายังไงให้เหมาะกับประเทศที่จะเดินทางไป เราสามารถแนะนำได้หมด

คุณอ้อ บอกว่า เธอย้ำกับหลายคนที่มาสอบถามเกี่ยวกับการเช่าชุดกันหนาวตลอดว่า ถ้าไม่ได้เดินทางบ่อย ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเสียดายเงินและการดูแลรักษาไม่ง่าย ทำไม่ดีก็เสียดายของ มาเช่าไปใช้เถิด มันคุ้มกว่า

อาจดูเหมือนว่า ต้องการทำธุรกิจอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว หากลองคำนวณดู จะทราบว่า ที่ลงทุนซื้อไปหลายพันจนถึงเป็นหมื่นนั้น แท้จริงอาจจะใช้ไม่คุ้มกันเท่าไหร่ อีกทั้งดูแลรักษายากเสียด้วยซ้ำไป

ที่สำคัญ เธอบอกว่า ส่วนตัวเธอทราบดีว่าเสื้อกันหนาวที่เอามาขายนั้น ราคาที่รับมาขายไม่ได้แพงเท่าที่มาขายให้คนซื้อด้วยซ้ำ อีกทั้งเธอทราบแหล่งนำเข้าเสื้อกันหนาวคุณภาพดี ราคาเหมาะสมและใส่กันหนาวได้จริง

สำหรับใครที่มีแผนการเดินทางและกำลังมองหาเสื้อผ้ากันหนาว สามารถเข้าไปสอบถามและดูรายละเอียดได้ที่ http://www.rantajacket.com, Facebook : rantajacket, LINE ID : rantajacket หรือโทรศัพท์ (099) 584-1385

เสื้อกันหนาวแบบที่ได้รับความนิยมมาก คือเสื้อขนเป็ดและเสื้อใยสังเคราะห์หนาๆ เหตุผลคือเสื้อพวกนี้ลูกค้าจะตัดสินใจลำบากในการซื้อมาเป็นของตัวเอง เพราะแน่นอนว่าถ้าลูกค้าไม่ใช่ผู้ที่เดินทางบ่อย เมื่อซื้อมาใช้เพียงครั้งเดียวจะแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้านิ่ง การเช่าแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้

– ถุงมือ หมวก กลุ่มนี้ เริ่มต้นที่ 90 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 200 บาท ต่อ 7 วัน

– กางเกง ราคา 300-400 บาท ต่อ 7 วัน

– เสื้อเด็ก ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 900 บาท ต่อ 7 วัน

– เสื้อผู้ใหญ่ ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 1,500 บาท ต่อ 7 วัน

Dogdays โรงแรม “น้องหมา” 5 ดาว เขาไม่ได้มา…เล่น-เล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

Pet”s Business

PARANEE

Dogdays โรงแรม “น้องหมา” 5 ดาว เขาไม่ได้มา…เล่น-เล่น

“เมื่อก่อนผู้ประกอบการอาจคิดว่าขายแค่คน ทำโรงแรมขึ้นมาให้ดูน่ารัก คนพอใจจบแล้ว เพราะว่าคนจ่ายเงินคือคน แต่มาถึงวันนี้แค่นั้นคงไม่พอ…”

เพิ่งเปิดตัวเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

สำหรับ Dogdays (ด๊อกเดย์) โรงแรมของ “น้องหมา” สไตล์โมเดิร์นอาร์ต แห่งแรกของไทย

แม้จะเป็น “น้องใหม่” ของแวดวงงานบริการด้านที่พัก

แต่เจ้าของกิจการ อาจไม่ใช่หน้าใหม่ในธุรกิจสัตว์เลี้ยง เพราะเป็นผู้ให้บริการรถรับ-ส่งสุนัข แบรนด์ Petxi Limo (เพ็ทซี่ ลีโม่) มาได้กว่า 2 ปีแล้ว

……………

ช่วงสายๆ ของวันทำงาน คุณแอน-ฐิติพร น้อยพานิช และ คุณเพอรี่-สุทิศา ปาติยเสวี สองสาวเจ้าของกิจการที่เกริ่นไว้ กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม กันเอง…เหมือนเคย

เริ่มต้นให้ฟัง กิจการเพ็ทซี่ฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้ามีการบอกต่อว่าสะดวกและไว้ใจได้ และใช้บริการเป็นประจำอยู่กลุ่มหนึ่ง

แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้มีการ “ต่อยอด” มาทำธุรกิจโรงแรมน้องหมา

เพราะความจริง โครงการสร้างโรงแรมนี้มีมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ก่อนเพ็ทซี่ฯ เสียอีก แต่เพราะยังติดขัดในหลายเรื่องจึงเลือกทำเพ็ทซี่ฯ ก่อน

ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบ เพราะมีโอกาสเรียนรู้นิสัยของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงนิสัยของเจ้าของแต่ละคนมากขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้กับกิจการล่าสุดนี้ได้เป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่าง 2 ธุรกิจ สองสาว ช่วยกันเล่า ลูกค้าของเพ็ทซี่ฯ ส่วนใหญ่มีความต้องการด้านความช่วยเหลือ เช่น พาไปหาหมอ พาไปส่งบ้าน ฯลฯ ซึ่งความยากจะอยู่ที่การเข้าถึงลูกค้าได้ทันเวลา

หากสำหรับโรงแรม “น้องหมา” ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการพาสุนัขมาพักผ่อน หาความสนุกสนาน

ฉะนั้น โจทย์ความยากของการทำธุรกิจนี้ จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ทั้งน้องหมาและเจ้าของมีความสุข

“การฝากหมา-แมว สมัยนี้พัฒนาขึ้น เมื่อก่อนอาจมีแค่คลินิกหรือโรงพยาบาล ที่พอไปฝากก็นำเข้ากรง ปล่อยให้นอนเหงาๆ ไป แต่โรงแรมของเรา อยากทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแค่พาน้องหมา มาเปลี่ยนบ้านอยู่แค่นั้น” คุณแอน อธิบายแนวคิด

ก่อนบอกต่อถึงสภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน ทุกวันนี้ผู้ประกอบการด้านนี้เริ่มมีมากขึ้น อาจเป็นเพราะหลายคนมองภาพรวมว่าน่าจะทำได้ไม่ยาก และมีกำไรดี แค่สร้างห้องให้สวย-น่ารัก สร้างสระว่ายน้ำ ก็ทำเป็นโรงแรมน้องหมาได้แล้ว

แต่แนวทางในการประกอบธุรกิจของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน เพราะสำหรับ Dogdays การสร้างความสุขให้น้องหมา จนเจ้าของสัมผัสและมองเห็นได้ นับเป็นความท้าทายที่จะต้องไปให้ถึงให้ได้

“ตลาดโรงแรมสุนัข มีดีมานด์ไม่มากแต่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คนเลี้ยงสุนัขเริ่มมีความสนใจธุรกิจบริการแบบนี้กันมากขึ้น การแข่งขันจึงเพิ่มขึ้นไปตามกลไกของตลาด ซึ่งเมื่อก่อนผู้ประกอบการอาจคิดว่าขายแค่คน ทำโรงแรมขึ้นมาให้ดูน่ารัก คนพอใจจบแล้ว เพราะว่าคนจ่ายเงินคือคน แต่มาถึงวันนี้แค่นั้นคงไม่พอ ความยากจึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้วสัมผัสได้ว่าของเรามีความแตกต่าง” คุณแอน เผย

ใช้เวลา 4 ปีกว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างโรงแรมน้องหมาอย่างที่เห็น มีความยากง่าย มากน้อยแค่ไหน สองสาวหัวเราะร่วน ก่อนลากเสียงยาว บอกพร้อมกัน ยากกก…มากกก ค่ะ

พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง เริ่มจากรายละเอียดของวัสดุในการก่อสร้างนั้น เพราะถ้าจะทำโรงเรือนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สิ่งแรกที่จะต้องสื่อออกไปให้ได้ ความสะอาด นับตั้งแต่กลิ่นและมลภาวะทั้งหมด ขณะเดียวกัน วัสดุหรือโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างที่จะใช้กับสัตว์เลี้ยง นอกจากจะสวยงามน่ารักแล้วยังต้องมีความคงทนเป็นพิเศษด้วย

เพราะโรงแรมสุนัข ต้องมีการทำความสะอาดมากกว่าโรงแรมคนร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีเรื่องของกลิ่นและขน เป็นปัญหาสำคัญ ฉะนั้น วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างจึงต้องแตกต่างออกไป ซึ่งแน่นอนราคาก็ต้องสูงขึ้นตามคุณภาพด้วย

นอกจากนี้ เรื่องของพื้นที่ใช้งาน มีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องออกแบบเป็นพิเศษให้ปลอดภัยสูงสุด น้องหมาไม่หลุด ไม่หาย ไประหว่างที่มาพัก

“ประสบการณ์ที่ได้มาจากการทำเพ็ทซี่ฯ ทำให้มีความรู้หลายเรื่อง โดยเฉพาะพฤติกรรมของน้องหมา อย่างตัวเล็กๆ หลายคนอาจไม่ทราบว่ากระโดดเก่งมาก ฉะนั้น ความสูงและระบบเปิด-ปิดของรั้ว จึงสำคัญอย่างยิ่ง กลอนประตู จะเลือกใช้แบบทั่วไปไม่ได้ ต้องเลือกระบบล็อกโดยอัตโนมัติกับทุกประตู เพราะแค่เสี้ยววินาทีเดียว น้องหมาอาจวิ่งเตลิดออกไปแล้ว” คุณแอน บอกจริงจัง

กระซิบถามถึงงบลงทุน เฉพาะสิ่งปลูกสร้างไม่รวมราคาที่ดิน สองสาวมองหน้ายิ้มกว้างให้กัน ก่อนบอกตรงๆ

“ตั้งเป้าไว้ที่ 3 ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงบานปลายไป 2 เท่าแล้ว และคิดไว้น่าจะคืนทุนได้ใน 2-3 ปี แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วค่ะ”

ใกล้จบบทสนทนา ขอให้ฝากไปถึงผู้ที่กำลังสนใจอยากลงทุนทำโรงแรมสัตว์เลี้ยงบ้าง คุณแอนอาสาเป็นตัวแทน บอกว่า การเลี้ยงลูกคนอื่น ไม่ใช่งานง่าย ตอนแรกตัวเธอเองก็เข้าใจว่า เก็บเข้าห้อง พาลงสระ เจ้าของพอใจ

แต่พอเข้ามาทำจริงๆ ต้องดูแลน้องหมาทุกตัว เหมือนดูแลลูกคนอื่น ห่วงไปสารพัด กินหรือยัง อึสีอะไร ฉี่หรือเปล่า จนแทบไม่มีเวลาดูแลลูกตัวเอง

ฉะนั้น การจะเป็นนักลงทุนอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องมีทุนของการเป็นคนรักสัตว์อย่างมากด้วย

Dogdays (ด๊อกเดย์) by Petxi Limo (เพ็ทซี่ ลี่โม่) เป็นโรงแรมและสระว่ายน้ำเพื่อน้องหมา สไตล์โมเดิร์นอาร์ต แห่งแรกในประเทศไทย พื้นที่โดยรอบนำเสนอด้วยภาพวาดเก๋ๆ ของน้องหมาสายพันธุ์ต่างๆ ในรูปแบบ Graffiti ตั้งแต่ทางเข้าสู่ภายในโรงแรม เสริมบรรยากาศโดยรอบให้มีความน่ารัก-สนุกสนาน

พื้นที่ภายในโรงแรมประกอบด้วย

– ห้องพักส่วนตัว ไฮไลต์คือ ห้องสไตล์ พูลวิลล่า เพิ่มความพิเศษด้วย Connecting Room เพื่อให้น้องหมาที่มาด้วยกันสามารถเดินหากันได้

– สระว่ายน้ำ ขนาดใหญ่ 5×10 เมตร สามารถรองรับน้องหมาตัวใหญ่ ได้วิ่งเล่นรอบสระ และกระโดดน้ำได้อย่างสบาย

– สนามหญ้า และร้านกาแฟชิกๆ ที่ให้คุณจิบกาแฟ และนั่งมองน้องหมาของคุณวิ่งเล่นได้อย่างใกล้ชิด

สำหรับการบริการนั้น ประกอบด้วย สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ที่เจ้าของสามารถลงเล่นกับน้องหมาได้อย่างสบายใจ เพราะมีการตรวจสอบค่าน้ำและทำความสะอาดทุกสัปดาห์

ด๊อกโฮเทล มีทั้งฝากเลี้ยง แบบเช้าไปเย็นกลับ และพักค้างคืน น้องหมาจะไม่ต้องเหงาอีกต่อไป เพราะมีเจ้าหน้าที่พาไปขับถ่าย วิ่งเล่นในสนามหญ้า

ส่วนอัตราค่าบริการในส่วนของห้องพัก แบ่งออกตามขนาดห้องและน้ำหนักตัวของน้องหมา โดยห้องพักมี 3 ขนาด คือ มินิพูล, ควีนส์พูล และ คิงส์พูล

เริ่มต้นมินิพูล คืนละ 500 บาท สำหรับน้องหมาน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ควีนส์พูล คืนละ 600-700 บาท และ คิงส์พูล เริ่มต้นที่ 800 บาท ทุกห้องมีเครื่องปรับอากาศเปิดบริการ 24 ชั่วโมง

ส่วนค่าบริการสระว่ายน้ำ คิดราคาตามน้ำหนักตัวและประเภทขน เริ่มต้นที่ 400 บาท

Dogdays ตั้งอยู่บนพื้นที่ 178 ตารางวา บนถนนรามอินทรา เข้าซอยรามอินทรา 62 แยก 1 แขวง-เขต รามอินทรา กรุงเทพฯ

สอบถามเส้นทางและรายละเอียดการขอใช้บริการได้ที่ โทรศัพท์ (088) 688-5444 อีเมล dogdaysbkk@gmail.com หรือ เฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม/ไลน์ : dogdaysbkk

คาร่า พลสิทธิ์ หาตัวแทนจำหน่าย “KLARIS by Kara”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0768150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

อาชีพคนดัง

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

คาร่า พลสิทธิ์ หาตัวแทนจำหน่าย “KLARIS by Kara”

ช่วงหลายปีมานี้จะเห็นนักร้อง-นักแสดงจำนวนไม่น้อย ทั้งหญิงและชาย หันมาทำธุรกิจเครื่องสำอางกัน “คาร่า พลสิทธิ์” อดีตนางแบบและพิธีกรชื่อดังวัยเฉียด 50 ปี ก็ทำธุรกิจดังกล่าว ในชื่อแบรนด์ คลาริส บาย คาร่า (KLARIS by Kara) โดยขายผ่านทางออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ และไอจี มาตั้งแต่กลางปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียมหลายแห่งในกรุงเทพฯ ให้เช่า สลับกับการเดินแบบกิตติมศักดิ์ และรับสอนเรื่องบุคลิกภาพเป็นครั้งคราว รวมทั้งเป็นนักแสดงรับเชิญ ล่าสุด มีผลงานในซีรีส์ “ฮอร์โมน 3” ในบทครูสอนภาษาอังกฤษ

เจ้าตัวเล่าถึงที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจเครื่องสำอางนี้ว่า เนื่องจากช่วง 9-10 ปีที่ผ่านมา งานเดินแบบและพิธีกรลดลง ทำให้ต้องคิดถึงอาชีพอื่นที่จะมารองรับ ซึ่งก็เห็นดาราขายเครื่องสำอางกันเยอะ ขณะที่ตัวเองเป็นคนที่สนใจและดูแลเรื่องผิวพรรณมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น และเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวจึงคิดขายบ้าง แต่กว่าจะหาโรงงานรับจ้างผลิตที่สามารถคุยกันรู้เรื่องต้องใช้เวลาหลายเดือน

มีทั้งหมด 11 ผลิตภัณฑ์

“คลาริส บาย คาร่า คือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาตรฐานสากล วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมและเทคโนโลยีที่คัดสรรและนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส สามารถปรับเม็ดสีเมลานินให้สว่างขึ้น ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยในเวลาอันสั้น เพื่อผิวขาวใสเรียบเนียน แลดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ และจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นภายใน 28 วัน ตามวงจรการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของคนเรา ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และได้รับเลขที่ใบรับแจ้งถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ” นี่คือข้อความโฆษณาที่เธอเขียนไว้ใน http://www.klarisbykara.com

ช่วงแรกนั้นเธอเริ่มจากผลิตภัณฑ์ 3 ตัวที่คิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องใช้คือ ผลิตภัณฑ์รอบดวงตา ซีรั่ม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ต่อมาสักระยะเมื่อลูกค้ามีมากขึ้น จึงเพิ่มโฟมล้างหน้า โทนเนอร์ เจลอาบน้ำ แชมพู และครีมทาตัว ฯลฯ รวมแล้ว 11 อย่าง

ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวนั้น คุณคาร่า บอกว่า ก่อนผลิตขายจะทดลองใช้เองก่อนแล้ว ปัจจุบันก็ใช้อยู่เป็นประจำ

“ใช้เองทุกตัว ทำให้ประหยัดค่าเครื่องสำอางเยอะมาก ไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนใช้แบรนด์เนม ไม่ปฏิเสธว่าแบรนด์เนมดี แต่แพงมาก อย่าง Eye Cream ของเรา 1,900 บาท เมื่อก่อนใช้ของสวิส 5,000 กว่า แต่ให้เพื่อนซื้อที่สนามบิน 4,000 กว่า พอมาใช้ของเราก็ไม่แพ้ ใช้ได้เหมือนกัน ริ้วรอยของเราก็ไม่ได้เยอะ”

ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของ คลาริส บาย คาร่า เช่น ซีรั่มทองคำนาโน 15 ml. ราคา 1,990 บาท ซึ่งเจ้าของแบรนด์ระบุว่า คุณภาพสูง เนื้อละเอียด ด้วยเทคโนโลยีนาโนอันทันสมัย สามารถซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนแอ และมีริ้วรอยเหี่ยวย่นให้ฟื้นคืนสู่สภาพที่แข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด กักเก็บความชื้นใต้ผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เรียบเนียน จุดด่างดำและริ้วรอยหมองคล้ำจางลง แลดูอ่อนวัย พบกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังใช้ซีรั่มนี้ทุกเช้าและก่อนนอน

สำหรับราคาสูงสุดคือ Day & Night Cream 2,750 บาท ต่อ 30 ml. ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดตั้งแต่ช่วงแรกที่ขายจนถึงปัจจุบัน ส่วนราคาต่ำสุดเป็นโฟมล้างหน้า 330 บาท ขนาด 50 ml.

แม้จะเป็นเครื่องสำอางน้องใหม่และเมดอินไทยแลนด์ แต่คุณคาร่ายืนยันว่า คุณภาพสู้ได้กับแบรนด์ดังๆ เพราะคัดสรรวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ อย่างดี ซึ่งหลายอย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยคุณภาพเด่นเช่นนี้เอง ทำให้แฟนคลับและลูกค้าต่างติดอกติดใจและเป็นลูกค้าประจำกัน

“วัตถุดิบที่ใช้ โรงงานต้องนำเข้า เพราะฉะนั้นจึงแพง ในเครื่องสำอางที่ทำมี Alpha Arbutin กับ Gigawhite Complex เป็นสารสกัดจากพืชที่ทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างปลอดภัย ไม่มีอะไรที่อันตรายเลย สินค้าเรานี้ผ่าน อย. หมดทุกตัว เทียบได้กับสินค้าแบรนด์เนมหลายๆ ยี่ห้อ แต่คงไม่ทุกยี่ห้อ เพราะว่าแบรนด์เนมจะมีรุ่นของเขา คงไม่ถึงกับไฮเอนด์ แต่ว่าส่วนผสมมาจากฝรั่งเศสหมดเลย ยกเว้นสมุนไพรจีนที่มีในประเทศไทย”

ชี้ลูกค้ากลุ่ม B+

ถามถึงกลุ่มลูกค้า คลาริส บาย คาร่า นั้น เจ้าตัวอธิบายว่า “กลุ่ม B+ เพราะด้วยราคาของ อย่างถ้าโฟมล้างหน้าทั่วไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตไปซื้อ 100 บาทก็ได้ ขณะที่ของเรา 330 บาท แต่ว่าส่วนผสมดีกว่า ใช้แล้วผิวไม่แห้ง ไม่ตึง”

อย่างที่เกริ่นแต่แรก เธอขายผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว

“ได้ทำเฟซบุ๊กของยี่ห้อชื่อ KLARIS by Kara เรียกว่าแฟนเพจ เฟซบุ๊กขายของ แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนในรูปบริษัท เพราะว่าถ้าเป็นบริษัทต้องมีหุ้นส่วนอย่างน้อย 3 คน ไม่ต้องการไปดึงเพื่อนฝูงอะไรมาเกี่ยวข้อง อยากทำของเราเอง เลยไปจดทะเบียนพาณิชย์ หมายถึงเป็นร้านค้าร้านหนึ่ง ถึงเวลาเสียภาษีเราก็เสียเป็นแบบบุคคลธรรมดา”

เธอแจกแจงรายละเอียดในการขายผ่านออนไลน์ว่า

“ที่ผ่านมาจะโพสต์ในเฟซบุ๊ก ในไอจี ในไลน์ ในไทม์ไลน์ของไลน์ แต่เวลาคนสั่งซื้อส่วนมากจะมาแอดไลน์ของ KLARIS by Kara แล้วสั่งซื้อทางไลน์ เช่น อยากได้ครีม Day & Night 2 กระปุก อะไรแบบนี้ แล้วเขาโอนเงินมาเราก็แพ็กใส่กล่องแล้วส่งไปรษณีย์ EMS ทำเองหมดเลย ตอนช่วงแรกๆ ขายได้เยอะมากเลย รู้สึกว่าเหนื่อยแต่มันไหว ทำแล้วเราชอบ ตอนนี้มีความสุข”

หลังจากขายมาได้ปีกว่า กระแสตอบรับจากลูกค้าดี โดยเฉพาะช่วงปีแรก 2557 ขณะที่ปี 2558 ยอดขายลดลงไปบ้าง เนื่องจากผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จากเดิมเคยซื้อไว้ล่วงหน้า แต่กลับลดจำนวนลง และรอจังหวะที่จะซื้อตอนช่วงจัดโปรโมชั่นเสียมากกว่า

“ลูกค้าหลายคนบอกผิวหน้าเขาเปลี่ยนไป เพื่อนทักว่าเขาดูดีขึ้น อย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็กลับมาซื้อซ้ำ เราก็รู้แล้วว่า เขาชอบ ของมันดี ทำให้เรามีรายได้ คือจริงๆ อยากให้อันนี้เป็นรายได้ประจำของเราว่าสามารถอยู่ได้ไปจนแก่จนเฒ่า แต่จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าไม่รู้ เพราะปีแรกขายดิบขายดีมาก แต่พอปีที่แล้วเหมือนแบบทุกคนระวังการใช้จ่าย”

เปรียบเหมือนเลี้ยงลูก

คุณคาร่า บอกด้วยว่า ตอนนี้ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

“กำลังรับสมัครตัวแทนจำหน่าย ที่ผ่านมาก็มีแล้ว อย่างน้องเขาทำงานอยู่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เขาก็ขายได้ทุกเดือน บางเดือนเยอะบางเดือนน้อย เขาเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กก่อนแล้วด้วยความที่ ที่ทำงานเขาคนเยอะ 4,000-5,000 คน เขาก็ขายไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ ก็มีตัวแทนจำหน่ายที่ลาว แต่ยังขายได้ไม่มาก สำหรับตัวแทนจำหน่ายถ้าเอาของไปขาย จะให้ส่วนลดเขา 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็ไปทำกำไร 30 เปอร์เซ็นต์นั้นได้ จะไปขายรวมกับยี่ห้ออื่นก็ได้ หรือเขาจะเป็นตัวแทนจำหน่ายเรายี่ห้อเดียวก็ได้ อย่างน้องตัวแทนจำหน่ายที่ลาว เขาก็ขายอย่างอื่นของไทยด้วย”

จากประสบการณ์ในการขายผ่านออนไลน์ เธอพูดถึงปัญหาที่เจอะเจอว่า

“สำหรับตัวเองปัญหาคือ การตลาด การทำให้ได้ลูกค้า คือถ้าเรามีเงินมากมายอาจจะไม่ยาก ไปออกรายการทีวีให้หมดทุกรายการเลย อย่างน้องคนหนึ่งที่ขายผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน เขาออกทุกรายการ ทั้งเคเบิ้ล ทั้งฟรีทีวี อะไรทุกอย่าง”

อดีตนางเอกภาพยนตร์ชื่อดัง “ข้างหลังภาพ” ที่แสดงคู่กับพระเอก เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพัน เปรียบเทียบการทำธุรกิจเครื่องสำอาง กับอาชีพนางแบบ พิธีกรว่า

“อันนี้มันมีความสุขลึกๆ กว่า บอกไม่ถูก เหมือนว่ามันเป็นของเรา เหมือนเราปั้นมันขึ้นมา อย่างอาชีพนางแบบ พิธีกร หรือไปถ่ายโฆษณา เสร็จก็รับเงินมา ก็ดีงานสนุก แต่อันนี้เราปั้นมากับมือ เริ่มจาก 3 ชิ้น แล้วเพิ่มมาเป็น 11 ชิ้น แล้วเวลาลูกค้าเข้ามาบอกว่าชอบสินค้า หรือคนนี้มาแนะนำอะไรต่างๆ เจอแต่ลูกค้าน่ารักๆ เราก็มีความสุขกับการทำ เหนื่อยก็เหนื่อยหรอก แต่มันสนุกๆ เป็นอะไรที่น่ารักๆ เหมือนเลี้ยงลูกคนหนึ่งแล้วอยากให้เขาเติบโต”

สนใจอยากรู้รายละเอียดสรรพคุณต่างๆ ของเครื่องสำอาง คลาริส บาย คาร่า หรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ http://www.klarisbykara.com