ปีใหม่ เตรียมรับความเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

ปีใหม่ เตรียมรับความเปลี่ยนแปลง

ขึ้นปีใหม่ อย่างที่ว่า ควรคิดใหม่ ทำใหม่ วันหนึ่งที่บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีการจัดสัมมนาหัวข้อ “การเตรียมคน เตรียมองค์กร ของเครือมติชน เพื่อสามารถแข่งขันในสถานการณ์ปัจจุบัน”

เชิญ คุณอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการบริหาร สลิงชอทกรุ๊ป และคอลัมนิสต์ประชาชาติธุรกิจมาเป็นผู้บรรยาย

คุณอภิวุฒิเริ่มต้นตัวอย่างองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จ แต่วันนี้กลับไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ทั้งที่เคยมีส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ บางบริษัทต้องล้มละลายเพราะไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มตลาด

คุณอภิวุฒิว่าถึงสาเหตุเป็นเพราะผู้บริหารมีความเชื่อว่ากลยุทธ์ที่ทำอยู่ขณะนั้นดีแล้ว ไม่ต้องปรับเปลี่ยน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงตัวเองยามที่ยังเข้มแข็ง แต่ที่บางองค์กรไม่ทำเพราะติดกับดักความสำเร็จแต่เดิม ดังนั้น เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงกลับไม่มีแรง

เมื่อคุณอภิวุฒิว่าถึงความเปลี่ยนแปลง จึงเน้นว่าทุกองค์กรต้องเอาใจใส่กับสิ่งรอบตัว พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และยกตัวอย่าง 5 ปัจจัยหลัก คือ

1. โลกจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้แรงงานวัยหนุ่มสาวขาดแคลนในอนาคต

2. พลังอำนาจเศรษฐกิจเปลี่ยนทิศ พลังการผลิตและศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกจะย้ายจากฝั่งยุโรปมาเป็นเอเชีย

3. การขยายตัวของสังคมเมืองรวดเร็วขึ้น จะเกิดการขยายตัวของเมืองไปสู่ต่างจังหวัด

4. ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เพราะจำนวนประชากรและมีการใช้ทรัพยากรมากขึ้น

5. องค์กรธุรกิจปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ การคาดการณ์เพื่อเตรียมวางแผนล่วงหน้าทำได้ยาก

ดังนั้น องค์กรในอนาคตจึงต้องตระหนักและพยายามเข้าใจความคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง ทั้งเป็นเรื่องของการปรับตัวที่ต้องสร้างการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัย

จากนั้น นักเขียนคอลัมน์ในประชาชาติธุรกิจยกเรื่องจากอดีตยุคเบบี้บูม หรือ เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ที่มองงานคือชีวิต ชีวิตคืองาน ขณะที่เจนเอ็กซ์ (Generation X) มองการทำงานและการใช้ชีวิตต้องสมดุล ส่วนเจนวาย (Generation Y) เห็นว่า งานต้องสนุก ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำในสำนักงาน และไม่ต้องกำหนดเวลาเข้าออก

กรรมการบริหาร สลิงชอทกรุ๊ป บอกด้วยว่า ยุคเบบี้บูม รู้สึกว่าเรื่องเทคโนโลยีเป็นสิ่งลำบาก ใช้ยาก ไม่จำเป็น แต่เจนเอ็กซ์กลับคิดว่าเทคโนโลยีเหมือนเพื่อนที่ควรมี แต่บางครั้งไม่มีก็ได้ ขณะที่เจนวายเห็นว่าเทคโนโลยีคือชีวิต และทุกอย่างหาได้ในอินเตอร์เน็ต

เช่นเดียวกับความก้าวหน้าในการทำงาน เบบี้บูมมีความเห็นว่า หากอยากก้าวหน้าต้องใช้เวลา ต้องสั่งสมประสบการณ์ให้พร้อม ส่วนเจนเอ็กซ์เห็นว่าความสำเร็จเกิดจากการไขว่คว้า ต้องผลักดันตัวเอง แต่เจนวายกลับมองว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องเปลี่ยนงาน

ตามหัวข้อ “การเตรียมคน เตรียมองค์กร ของเครือมติชน เพื่อสามารถแข่งขันในสถานการณ์ปัจจุบัน” คุณอภิวุฒิ บอกว่า ต้องมีการผสมผสานระหว่างประสบการณ์กับพลังที่ลงตัวของแต่ละคน แต่ละยุค ให้หันมาทำสิ่งเหล่านี้ประกอบกัน คือ

1. เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ยอมทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราไม่สนใจ หากอยากประสบความสำเร็จ อยากเข้ากับคนอื่นได้ ต้องลองอ่านนิตยสารที่คนอื่นสนใจ ลองฟังเพลงที่คนวัยแตกต่างกันสนใจ หรือใช้วิธีพี่เลี้ยงกลับหัว คือให้รุ่นพี่เรียนรู้สิ่งใหม่จากน้องที่เข้ามาใหม่ ซึ่งหลายองค์กรนิยมใช้กันขณะนี้

2. ไม่ใช้ตนเองเป็นที่ตั้ง อย่าเอาตัวเองเป็นมาตรฐานของส่วนรวม

3. เข้าใจ แต่ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย รับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น อ่านข้อมูล ตีความ เพื่อให้รู้ว่าตัวเองกำลังเจอกับอะไร กำลังจะไปทางไหน เพื่อไปสู่การตัดสินใจว่าเห็นด้วยหรือไม่

4. บริหารงานด้วยความยืดหยุ่น มีช่องว่างให้พนักงานเป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขในการทำงาน

5. มีกุศโลบายในการผสมผสาน เพราะไม่มีองค์กรใดประสบความสำเร็จจากคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเท่านั้น คนรุ่นเก่ามีประสบการณ์แต่ขาดพลัง ขณะที่คนรุ่นใหม่ขาดประสบการณ์ แต่มีพลังมากกว่า จึงต้องผสมผสานการทำงานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ให้ลงตัวจงได้

บทสรุปเรื่องนี้ คุณอภิวุฒิ บอกว่า เพราะการปรับตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มทำแต่เนิ่นๆ ต้องอาศัยการทำความเข้าใจร่วมกัน ผู้บริหารต้องมีความสามารถในการประสานความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่ายในองค์กร จึงจะทำให้องค์กรจัดการกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ต้องขอขอบคุณผู้บรรยาย คุณอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการบริหาร สลิงชอทกรุ๊ป และคอลัมนิสต์ประชาชาติธุรกิจ ที่กรุณาบรรยายให้เพื่อนพนักงานที่มติชนและในเครือฟังเพื่อเตรียมตัวเพิ่มขีดความสามารถรับความเปลี่ยนแปลง และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ที่นำคำบรรยายของท่านมาเพิ่มให้ผู้อ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐีฉบับนี้ เป็นวิทยาทานให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะได้วางแผนของตัวเองได้ถูกต้อง

เพราะผู้อ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐี อาจเป็นหนึ่งในผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ซึ่งเป็นหนังสือในเครือเดียวกัน

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณอภิวุฒิได้ประมวลแนวทางความรู้และความคิดแบ่งออกเป็นข้อ ให้เห็นชัดเจน เช่น 5 ปัจจัยหลัก ข้อ 1 ถึง 5 ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเสมอ เป็นข้อมูลที่บ่งบอกอนาคต

เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยใดทั้ง 5 ปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยที่ 1 โลกมีผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้แรงงานวัยหนุ่มสาวขาดแคลนในอนาคต ทั้งยังหมายถึงว่า วัยหนุ่มสาวต้องดูแลวัยสูงอายุที่เป็นทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายายเพิ่มจำนวนขึ้น ทั้งจำนวนบุคคลและจำนวนวันเวลา รวมถึงต้องดูแลเด็กเล็ก คือบุตรธิดาอย่างน้อย 1 คน เพราะวัยหนุ่มสาวต้องมีภาระเลี้ยงดูบุตรธิดาด้วย

กรณีนี้ หากสามารถให้วัยสูงอายุช่วยแบ่งเบาภาระได้ คือการให้ช่วยเลี้ยงดูหลานจะดีกว่าจ้างคนอื่นเลี้ยงลูกของตัวเอง ไม่ว่าจะจ้างคนเลี้ยงเด็ก หรือส่งเข้าโรงเลี้ยงเด็ก ย่อมต้องมีภาระทั้งสิ้น ดังนั้น การมอบหมายภาระให้ปู่ย่าตายาย หากยังมีกำลังวังชา น่าจะเป็นการดีทั้งเรื่องการเลี้ยงดูและลดค่าใช้จ่ายบางส่วน

ส่วนการเตรียมคน เตรียมองค์กร เป็นเรื่องที่ทั้งผู้บริหารองค์กรและหัวหน้างานทุกระดับต้องเตรียมตัวเตรียมใจ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่องของความเปลี่ยนแปลงมาถึงแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ขณะที่แต่ละองค์กรเตรียมคน เตรียมองค์กรเพื่อสามารถแข่งขันในสถานการณ์ปัจจุบัน หากผู้บริหารองค์กรไม่เตรียมตัว เตรียมใจ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง โอกาสที่จะรับมือกับอนาคตก็จะหมดไป และองค์กรจะประสบความล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว ดังเช่นหลายองค์กรที่ประสบมาแล้ว

เดือนมกราคม เป็นเดือนแรกของปีใหม่ 2559 หากองค์กรใดยังไม่ทบทวนทั้งบุคคลและกิจการงาน เริ่มต้นตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่สาย เพราะการเริ่มต้นเป็นการเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง อย่างน้อยเปลี่ยนแปลงจากไม่เริ่มต้นเป็นเริ่มต้น

การเริ่มต้นที่สำคัญคือ เริ่มต้นเตรียมคน เตรียมองค์กร ด้วยการบอกกล่าวเพื่อนร่วมงานให้รับรู้รับทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องเดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยเปลี่ยนจากการทำงานรูปแบบเดิมเป็นรูปแบบใหม่ ที่แม้จะเริ่มมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากปรับเปลี่ยนจากการใช้การเขียนด้วยมือมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งการพิมพ์และการคิดคำนวณ

วันนี้ ปรับเปลี่ยนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้โทรศัพท์มือถือ ดังที่คนรุ่นเจนวายมีความเห็นว่า งานต้องสนุก ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำในสำนักงาน และไม่ต้องกำหนดเวลาเข้าออก

วันนี้ หากใครต้องการอยู่ในโลกของการแข่งขัน ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยนะครับ

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

เรื่องการงานระวังความผิดพลาดติดขัด ทำอะไรไม่ได้อย่างที่ใจคิด มีอุปสรรคในส่วนต่างๆ ที่คุณต้องติดต่อประสานงาน หรือขอความช่วยเหลือ เป็นการฝึกความอดทน แต่ในที่สุดทุกอย่างจะสมความตั้งใจแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ อีกทั้งควรระมัดระวังในส่วนของเอกสารสัญญา ลายเซ็นของตัวคุณเอง ก่อนเซ็นหรือรับปากสิ่งใดกับใครควรคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ลูกน้องบริวารทำงานสำคัญๆ แทนคุณได้ แต่คุณควรให้กำลังใจเป็นระยะๆ การเงินเข้าตามระบบ ยังไม่ควรซื้อของที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพในช่วงนี้เพราะยังมีราคาที่ผันผวนไม่นิ่ง ใช้จ่ายหนักเกินจะเกิดการติดขัดเอาได้ รวมถึงจะมีเหตุที่คุณต้องเข้าไปช่วยเหลือคนใกล้ตัวแบบปฏิเสธได้ยาก ความรักเป็นช่วงที่คุณเครียดปวดหัวเป็นอย่างมาก ยังไม่สามารถบริหารคนรักได้อย่างที่ใจคิดได้ จุดเด่นในช่วงนี้คือจะมีโชคลาภ มีข่าวดีจากสิ่งที่คุณคาดไม่ถึง รวมทั้งเอ่ยปากขอความช่วยเหลือหรือขอความร่วมมือจากใคร สุดท้ายจะสำเร็จสมหวังแน่นอน สุขภาพระวังระบบทางเดินหายใจและความดันด้วยครับ ทางที่ดีควรหาเวลานอนพักผ่อนต่อวันให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจึงจะดีขึ้น แข็งแรงขึ้น

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานมีข่าวดีในเรื่องของหน้าที่ความรับผิดชอบ ได้รับมอบหมายงานเพิ่มขึ้น มากขึ้น ทำงานแทนคนอื่นเพิ่มขึ้น แต่ต้องบอกคุณก่อนว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ไม่ควรปฏิเสธเจ้านาย หรือคนที่มอบหมายงานให้ อย่างน้อยให้คุณทำตามน้ำ ที่หัวหน้าวางไว้ก่อน งานบางชิ้นไม่อยู่ที่คุณตลอดไปแต่ถ้าไม่รับตอนนี้ผลเสียมีมากกว่า เอกสาร สัญญา ข้อมูลต่างๆ ก่อนส่งผ่าน ควรมีการตรวจเช็กด้วยตัวคุณเองอีกสักรอบ การเงินมีรายได้พิเศษเข้ามาเป็นระยะ สามารถหมุนได้ แต่ยังไม่ควรซื้อของที่มีราคา อีกทั้งการซื้อสิ่งใดควรเช็กราคาก่อนตัดสินใจ ไม่เช่นนั้นจะได้ของมีตำหนิ ด้านการค้าการขายถ้าต้องการทำกำไรให้ยอดพุ่งกระฉูดในช่วงนี้ มีวิธีดังนี้ครับ ขอให้คุณเน้นเรื่องการบริการ การหาสินค้าตัวใหม่ๆ เข้ามาวางขาย หาเวลาจัดรูปแบบร้านให้มีความใหม่ มีมุมที่น่าสนใจ มีการจัดโปรโมชั่นในระยะสั้นๆ ไม่ต้องยาว รับรองยอดขายจะดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน ล้านเปอร์เซ็นต์ ชัวร์!! ด้านความรักมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดสนิทกันมากขึ้น พูดคุยปรึกษาในเรื่องต่างๆ กันได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังเรื่องการกินแบบไม่เลือก ทำให้ระบบขับถ่ายมีปัญหาได้ครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

เป็นช่วงที่งานง่ายๆ ไม่ค่อยได้สัมผัส จะมีก็แต่งานยากๆ งานหิน งานที่คนอื่นไม่เอา งานที่ไม่มีใครรับ คุณเป็นคนที่ไม่สามารถมีสิทธิ์มีเสียงที่จะปฏิเสธ ต้องก้มหน้าก้มตารับทำ และต้องทำอย่างดีที่สุด ลูกน้อง บริวาร คนใกล้ตัวที่สนิท สามารถเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ทำให้คุณผ่อนแรงได้บ้าง ไม่ควรสั่งงานด้วยปากเปล่า อย่างน้อยต้องมีลายเซ็นหรือเอกสารกำกับ การเงินมีรายได้พิเศษ รวมถึงหนี้สิ้น เงินค้างจ่ายเก่าๆ เริ่มส่งคืนกลับมาที่กระเป๋าคุณบ้างแล้ว ทำให้ระบบต่างๆ เริ่มคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าการขายถ้าทำได้ ควรหาวิธีส่งเสริมการขายจะเป็นการจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม จะกระตุ้นยอดรายรับให้สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างน่าชื่นใจ ความรักมีเรื่องเล็กๆ ระหว่างกัน ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ควรให้อภัยซึ่งกันและกัน แต่ถ้าปล่อยเลยตามเลยจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ ส่วนท่านที่ยังไม่มีคู่สามารถมองหาคู่ได้จากเพื่อนของเพื่อน หรือคนที่เพื่อนคุณแนะนำจึงจะสมหวัง สุขภาพระวังความดัน โรคประจำตัวทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ครับ ทางที่ดีควรเบาอาหารเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก รวมทั้งอาหารมันๆ โดยด่วน

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานที่ได้รับมอบหมายเพิ่มเติมพิเศษ จะเป็นงานวัดฝีมือคุณ เพราะที่ผ่านมาได้รับงานแต่ไม่ได้กำลังสนับสนุน ทำให้ต้องใช้ความสามารถส่วนตัวในทุกรูปแบบ เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย ตามที่เจ้านายคุณวางไว้ แต่คุณมีเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท คนที่คุณเคยช่วยเหลือจะเข้ามาเป็นแรงสนับสนุน อีกทั้งงานนี้เป็นงานที่จะโชว์ผลงานและความสามารถคุณได้เป็นอย่างดี ติดขัดส่วนใดไม่ควรนิ่งเฉย รีบปรึกษาผู้รู้ การเงินมีสภาพคล่องจากการเจรจาที่ประสบผลสำเร็จ แต่มีเหตุให้จ่ายไปกับเรื่องสุขภาพของคนในครอบครัว ยิ่งด้านการลงทุน การค้าขาย จากนี้ไปให้ระวังราคาของที่ต้องซื้อ ราคาวัตถุดิบที่ต้องนำมาใช้ในร้าน ในโรงงาน จะมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังไม่รวมราคาค่าขนส่ง ค่าพลังงานที่เตรียมขยับขึ้นจนเป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตของคุณเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวนี้ไว้ด้วย ส่วนความรักระวังจะไปถูกอก ถูกใจ คนที่มีเจ้าของอยู่แล้ว ก่อนตัดสินใจสิ่งใดควรเช็กข่าวให้ชัดเจน สุขภาพระวังเรื่องความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ทำให้อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

เป็นช่วงเวลาที่หายใจเข้า-ออก มีแต่เรื่องงาน และงาน จนเวลาส่วนตัวเหลือน้อยเต็มทน แต่ยังดีที่ลูกน้องโดยรวมยังมีฝีมือ พอที่คุณจะวางใจให้รับช่วงงานต่อได้ แต่ไม่สามารถปล่อยขาดได้ทั้งหมด ยังต้องตามถาม ตามดูเป็นระยะๆ อีกทั้งจะมีเหตุให้ต้องเดินทางระยะใกล้ไกลในส่วนของงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวลาในการตรวจทานเอกสารสำคัญน้อยลง มีเอกสารสำคัญตกหล่นได้ การเงินมีเงินนอกระบบ เงินค้างเก่า หนี้สินเก่าๆ ให้คุณได้เก็บกิน เก็บใช้ แต่บริวาร คนใกล้ตัวเจ็บป่วยไม่สบาย ทำให้ที่ได้มาต้องจ่ายออกทันทีเช่นกัน การค้าขายจะทำกำไรให้ได้ต้องเน้นการบริการให้มากเป็นพิเศษ อัธยาศัยที่เป็นกันเอง มีความสนุกในการทำงานและใจป้ำกล้าได้กล้าเสีย คือกุญแจสำคัญ ส่วนความรักจะมีคนสนใจ ต้องการใกล้ชิดตัวคุณมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่คุณไม่ควรปล่อยตัว ปล่อยใจไปตามเหตุการณ์ จะทุกข์ใจภายหน้าได้ ส่วนใครที่มีคู่อยู่แล้วให้ระวังจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงควรให้อภัยต่อกันให้มากๆ อย่ามัวจับผิดกัน ขอให้คอยหาเงินและเก็บตังค์ร่วมกันจะรุ่งกว่า สุขภาพระวังปวดตามกล้ามเนื้อ แขน ขา มากขึ้นครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานเป็นช่วงที่ต้องเดินทาง พบปะคนหน้าใหม่ๆ จะดีกว่าการนั่งประจำอยู่กับที่เดิม ระวังการทำงานจะไม่เป็นตามแผนหรือกำหนดงานที่คุณได้วางไว้ มีการดึงงานระหว่างรอยต่อการส่งผ่านงานเกิดขึ้น ทำให้เมื่องานมาถึงมือคุณ เวลาจะเหลือน้อยเต็มที ติดขัดสิ่งใดควรปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพหรือคนที่ดูแลคุณอยู่ ไม่ควรเก็บเงียบไว้เพียงลำพัง การติดต่อเจรจา เป็นนายหน้า ยังติดเรื่องผลประโยชน์ที่ยังไม่สามารถสรุปได้ การเงินจ๊อบสั้นๆ ยังเป็นรายได้พิเศษที่ทำให้คุณคล่องตัวมากขึ้น การค้าการขายในช่วงเวลาจากนี้ควรเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร จะขายสิ่งใด อย่ามัวแต่หวังประเภทขายได้มากๆ เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าของไม่ดี ลูกค้าเขาฉลาดขึ้น เขารู้ทัน แล้วทีนี้จะหวังให้ลูกค้าเจ้าเก่าๆ กลับมายิ่งยากกันไปใหญ่ ความรักเวลาที่มีให้ระหว่างกันน้อยไปสำหรับความรู้สึกของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณ ทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยผ่านไป ให้รีบปรับความเข้าใจกันโดยเร็ว สุขภาพระวังโรคประจำตัว รวมทั้งโรคเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงต้องนอนให้มากยิ่งขึ้น เลี่ยงการนอนดึก

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานเป็นช่วงสำคัญที่คุณไม่สามารถปล่อยผ่านให้คนอื่นทำแทน หรือไม่เช็กข้อมูลโดยเฉพาะในส่วนของการรับงานเข้ามาและการส่งงานออกไป ด้วยเหตุจะมีคนที่จ้องวางยา เสียบแทงข้างหลังคุณอยู่ ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนผ่านมือ ถึงจะรอดปลอดภัย งานที่รับผิดชอบ ยิ่งส่งเร็วกว่ากำหนดที่วางไว้ ยิ่งเป็นการดีสำหรับคุณในช่วงเวลานี้ มีการทำงานล่วงเวลามากกว่าที่ผ่านมา งานพิเศษมากขึ้น แต่เป็นรายได้พิเศษเข้ามาที่คุณเป็นบางส่วนเท่านั้น งานบางชิ้นเป็นการทำเพื่อซื้อใจกัน แต่การเงินยังมีให้คุณหมุนได้ตลอดรอดฝั่งอยู่ การค้าขายถ้าต้องการเงินเข้า ควรเน้นการทำกำไรระยะสั้น จะทำการตลาด จะส่งเสริมการขายอย่างไรก็ขอให้เน้นมาไวไปไว จัดโปรโมชั่นระยะสั้นๆ แต่แค่ฟังก็กระตุ้นอารมณ์อยากซื้อแล้ว แบบนี้แหละที่จะทำให้คุณมีเงินถุงเงินถังได้อย่างดีในช่วงที่จะถึงนี้ ด้านความรักระวังการเข้าใจผิด และการคิดไปเอง โดยใช้อารมณ์เป็นหลัก เกิดเหตุสิ่งใดที่ไม่เข้าใจกัน ควรปรึกษาผู้ใหญ่ที่คุณเคารพ ท่านจะมีคำแนะนำและช่วยเหลือคุณได้ สุขภาพระวังปวดคอ บ่า ไหล่ มากขึ้นครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานมีโอกาสได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น หรืองานที่คุณต้องเข้าไปแก้ไขเฉพาะหน้า ซึ่งมีเวลาไม่มากนักและยังเป็นตัวบีบให้คุณต้องคิดต้องทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งงานจากนี้ไปต้องระวังให้มาก เนื่องจากเป็นงานที่ผู้ใหญ่สั่งการด้วยตัวเอง ว่าต้องเป็นคุณที่ท่านไว้วางใจ ทำให้คุณต้องทำเต็มกำลังความสามารถ รวมทั้งต้องมีเวลาเต็มที่กับงานให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก ดีที่ลูกน้อง บริวารคนใกล้ชิดเข้ามาช่วยทำให้หลายอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี ระยะนี้ให้ระวังในส่วนของเอกสาร สัญญาที่ต้องรัดกุมมากเป็นพิเศษ การเงินเป็นช่วงที่มีการหมุนเงินหนักขึ้น แต่เมื่อรายรับเข้ามาก็อุ่นใจได้ไม่นาน จะมีเหตุให้ต้องจ่ายออกทันที ในเรื่องของเครื่องมือ เครื่องใช้ส่วนตัวและของใช้ในครอบครัว ส่วนครอบครัวคนรักให้เลี่ยงการพูดจาระหว่างกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เรื่องที่ไม่ควรพูด พูดแต่เรื่องที่สร้างสรรค์จะทำให้บรรยากาศดีขึ้น การเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงช่วงนี้มีแต่เสีย ขอให้รัดกุมและใช้สโลแกนว่า ช้าๆ จะได้พร้าเล่มงาม แล้วจะประสบความสำเร็จ สุขภาพระวังแขนขาอ่อนแรง ปวดเข่าฉับพลัน ทำให้เสียหลัก หกล้ม ลื่นเจ็บตัวได้ครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

ระวังงานที่ต้องเข้าไปรับช่วงต่อจากคนอื่น แต่มีเวลาอันน้อยนิดเป็นข้อกำหนด เป็นงานหินงานกระดูกสักหน่อย งานประเภทหมูๆ ช่วงนี้ยังไม่มีผ่านมือคุณ ยิ่งหินยิ่งยากจะยิ่งดีสำหรับคุณ ทำให้มีโอกาสโชว์ฝีมือได้เต็มที่ ไม่ควรท้อหรือถอย ลุยอย่างเดียวรับรองสำเร็จ อีกทั้งจะมีคนรอบข้างเข้ามาให้ความช่วยเหลือในส่วนต่างๆ ที่คุณติดขัด ผู้ใหญ่ยังเข้ามาให้ความช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อม การเงิน ในส่วนของการเจรจาต่อรอง การค้าขาย ประสบความสำเร็จ ถึงตัวเลขไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งใจไว้ แต่ไม่ขี้เหร่แน่นอน ทำให้สภาพคล่องทางการเงินฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ควรดูเรื่องของเอกสารสัญญาให้ละเอียด มีโอกาสตกหล่นผิดพลาด ด้านความรักจากงานที่หนักทำให้การเอาใจระหว่างกันน้อยลงไปสักหน่อย ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกัน แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ คุณสามารถแก้ไขให้ผ่านไปได้ด้วยดีแน่นอนชัวร์ ถึงกระนั้น มุมดาวที่บ่งบอกเรื่องความเหงาจนกลายเป็นความเผลอใจจะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับคุณในอนาคต ควรต้องยับยั้งชั่งใจเอาไว้ให้มากๆ สุขภาพระวังภูมิแพ้ ทั้งอากาศ อาหาร ทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานเป็นช่วงที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ มอบหมายทั้งงานขององค์กร และงานส่วนตัวของท่าน ให้คุณช่วยดำเนินการให้เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นการทำงานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ คุณจำเป็นต้องวางแผนให้รอบคอบ อีกทั้งควรมีแผนสำรองในกรณีที่ไม่เป็นไปตามแผนปกติ งานคุณยังสามารถเดินต่อได้อย่างปกติ อีกทั้งการจัดแบ่งเวลาให้ลงตัวว่างานใดต้องทำก่อนหรือหลังเป็นสิ่งสำคัญ การเงินมีเข้าต่อเนื่อง ทำให้หมุนได้ตลอดรอดฝั่ง การเลือกซื้อของชิ้นที่มีราคา ควรหาข้อมูลให้มากพอก่อนการตัดสินใจ ระวังจะได้ของมีตำหนิ การค้าขายในช่วงนี้จะเฮง มีเกณฑ์ได้ลูกค้ารายใหญ่ๆ มีโอกาสได้เงินทองที่คิดที่หวัง รวมทั้งจะมีโชคจากการเสี่ยง จากการทวงหนี้ ขอให้คุณรู้จักเก็บรู้จักออมให้ดีกว่าแต่ก่อน เนื่องจากตามดวงของคุณมักเก็บเงินไม่อยู่ มีเท่าไหร่เดี๋ยวก็มีเหตุให้ใช้จนหมดทุกทีไป ส่วนความรักควรให้กำลังใจซึ่งกันและกันมากกว่าการนั่งจับผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ การให้อภัย หันหน้าปรึกษากัน ทุกปัญหามีทางออกเสมอ สุขภาพระวังอาการเจ็บป่วยจากโรคเก่าๆ กลับมาทำให้คุณทุกข์กายได้อีกครั้งครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เป็นช่วงที่งานใหม่ๆ เข้ามาต่อเนื่อง ดังนั้น คุณควรใส่ใจและมุ่งเน้นในหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวช่วงนี้ควรไว้เป็นอันดับสอง หรือให้หมดเวลาของงานแล้วค่อยกลับไปคิดเรื่องส่วนตัว ด้วยเหตุมีคนจ้องจับผิดในส่วนของหน้าที่การงานที่คุณรับผิดชอบอยู่ มีคนคิดและพยายามจะเลื่อยขาเก้าอี้ เดินเกมชีวิตไม่ดีมีหวังเสียทั้งกระดานคือคุณจะต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่าง ซึ่งถ้ามัววิตกกังวลไม่รัดกุมจะเสียทั้งชื่อเสียทั้งเงิน อีกทั้งเรื่องของเอกสารสัญญา การรับปากสิ่งใดที่เกินความสามารถ ควรพิจารณาให้รอบคอบ การเงินมีเงินพิเศษเข้าต่อเนื่อง แต่คุณจะรู้สึกว่าไม่พอรายจ่ายสักที ยังไม่ควรซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต ขอให้วิเคราะห์และคิดนานๆ ก่อนจะควักเงินก้อนออกไป รวมถึงจะมีผู้ใหญ่ที่คุณดูแล ที่คุณรัก เจ็บป่วยไม่สบายต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้น ความรักคนรักคนสนิท ยังเป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนฟังที่ดี ทำให้คุณยังมีที่ระบาย ทำให้อุณหภูมิความร้อนในตัวลดลงได้ สุขภาพระวังความเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย ซึ่งมีเหตุจากความเครียดด้วยครับ จึงควรหาเวลาพักผ่อนให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานที่ติดขัด ไม่ลงตัว เริ่มมองเห็นทางออก ทางแก้ มีผู้ใหญ่เข้ามาให้การช่วยเหลือสนับสนุน รวมถึงลูกน้องบริวารฝีมือเริ่มดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่เรื่องที่ต้องระวังยังเป็นในส่วนของเอกสาร การรับปากทั้งตัวคุณเองและคนที่คุณติดต่อประสานงานในส่วนต่างๆ ไม่สามารถทำตามที่รับปากคุณไว้ได้เช่นกัน จำเป็นที่คุณเองต้องมีแผนสำรองไว้ จะช่วยให้คุณผ่านเวลาที่เกิดวิกฤตได้เป็นอย่างดี การเงินมีเงินพิเศษทั้งส่วนเงินค้างจ่าย เงินใหม่ๆ เข้ามาให้คุณได้จับจ่ายใช้สอยอย่างสบายใจ แต่ระวังการใช้จ่ายหรือซื้อสินค้าราคาเกินความจำเป็น ทำให้เกิดผลกระทบกับเงินเก็บที่ไว้ใช้ยามจำเป็น ใครที่จะเริ่มต้นลงทุนสิ่งใดในระยะนี้ต้องหากุนซือ ต้องมีที่ปรึกษา พยายามอย่าคิดแล้วทำตามลำพังจะพังอย่างรวดเร็ว ค้าขายยามนี้จะให้ดีต้องหาสินค้าใหม่ๆ มาลง หาความต่างจากของในตลาดทั่วๆ ไปให้ได้ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวการย่ำอยู่กับที่มากกว่า ความรักเวลามีเท่าไหร่ก็ไม่พอกับความต้องการของคนที่อยู่ข้างๆ คุณสักที ควรทำใจและทำหน้าที่ให้เต็มที่ตามปกติ คิดมากเกินไปจะกระทบเรื่องงานเอาได้ สุขภาพระวังอุบัติเหตุจากการเดินทางด้วยครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 7 เลข 8 และ เลข 2 ควรเว้น เลข 0

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ พระสังกัจจายน์ และ พระตรีมูรติ

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ ความรักมีปัญหา ไม่ได้อย่างใจ ทะเลาะขัดใจต่อกัน อีกทั้งให้ระวังของใช้ในบ้าน ในร้าน จะแตกหักเสียหายและสูญหาย

สารพัดเทรนด์ ปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

สารพัดเทรนด์ ปี 59

โดยปกติช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่ละองค์กร นอกจากจะวุ่นวายอยู่กับยอดซื้อขายสินค้าที่ว่ากันว่า มักจะคึกคักมากกว่าช่วงอื่นๆ ของปีแล้ว ไหนจะต้องเดินสายขอบคุณลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจ และผู้มีอุปการคุณที่ช่วยสนับสนุนกันมาตลอดทั้งปี

และที่สำคัญคือ ทุกองค์กรยังต้องจัดเตรียมวางแผนการทำงานปีหน้า ไหนจะต้องจัดประชุมพนักงาน ลูกทีม ร่างแผนงานว่า ปีหน้าจะตั้งเป้าหมายอย่างไร เน้นไปทางไหน ใช้กลยุทธ์และการตลาดอย่างไรถึงจะทำได้ตามเป้าหมาย

แถมจะต้องเตรียมงานปาร์ตี้ฉลองปีใหม่กันอีก เรียกว่า เป็นช่วง Work hard but play harder ก็ว่าได้!!

และอีกเช่นกัน ช่วงปลายปีเปลี่ยนผ่านไปสู่ปีใหม่ จะมีงานวิจัย ผลสำรวจ โพลล์ดีๆ ที่แต่ละสถาบันจัดทำออกมา เพื่อให้องค์กรได้นำไปใช้ประโยชน์ เป็นข้อมูลและแนวทางในการวางแผนการทำงานปีหน้า อย่างเช่นที่จะหยิบยกมาแชร์ให้เหล่านักธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการทำมาหากิน หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจมือใหม่ ที่เรียกกันเก๋ๆ ในยุคดิจิตอลว่า สตาร์ตอัพ (Startup) ได้ใช้เป็นข้อมูลในการทำธุรกิจ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เกี่ยวกับการคาดการณ์ภาวะธุรกิจปี 2559 ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 52.5 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่า ภาวะเศรษฐกิจจะยังซึมๆ ต่อเนื่องจากปี 2558 เอสเอ็มอีจะยังคงเจอปัญหาขาดสภาพคล่องต่อเนื่อง กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว นั่นหมายความว่า ปี 2559 จะยังเป็นปีที่ต้องเหนื่อยกันต่อไป

ส่วนธุรกิจที่ประเมินกันว่า จะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงสำหรับปี 2559 หนีไม่พ้นบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ของคนยุคใหม่ที่รักสุขภาพ เลือกซื้อเลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งคาดเดากันได้ว่า จะมีนักธุรกิจหน้าใหม่ในวงการอาหารคลีนฟู้ดเกิดขึ้นอีกนับแสนราย เพราะยังเป็นตลาดที่สดใส และมีโอกาสสำหรับคนที่มีไอเดียสร้างสรรค์ คิดค้นเมนูอาหารคลีน เมนูออร์แกนิกถูกใจผู้บริโภค รับรองขายได้ขายดี

รองลงมาคือ ธุรกิจบูติก โฮเต็ล หรือโรงแรมขนาดเล็กราคาประหยัด ซึ่งต้องยอมรับว่า นักเดินทาง นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ หันมาให้ความสนใจเข้าพักโรงแรมขนาดเล็ก 10-20 ห้อง แต่มีไอเดียบรรเจิด ตกแต่งเก๋คลาสสิกโดนใจ ยิ่งใช้ช่องทางขายผ่านเว็บ เฟซบุ๊ก เชื่อว่า จะได้ยอดจองเข้ามาไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ ที่กลายเป็นเทรนด์การเดินทางของคนยุคดิจิตอลไปแล้ว เดี๋ยวนี้แค่คลิกจองผ่านเน็ต สนนราคาค่าตั๋วบินในประเทศไม่กี่ร้อยบาท แถมเดี๋ยวนี้ไปเที่ยวญี่ปุ่นแสนง่ายดาย ด้วยราคาตั๋วไม่กี่พันบาท

ล่าสุด เริ่มเห็นสายการบินโลว์คอสต์ของแถบยุโรปเริ่มเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยบ้างแล้ว ต่อไปเราคงสามารถบินไปท่องยุโรปได้ง่ายดายเหมือนกับไปภูเก็ต ด้วยราคาตั๋วไม่ถึงหมื่นบาท

ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ หรือเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ร้านกาแฟสด ร้านบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัด โดยเฉพาะร้านหมูกระทะ ซึ่งได้รับความนิยมสูงมากในช่วง 3-4 ปีก่อน มีร้านกาแฟสด หมูกระทะ ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด แทบจะเหมือนกันไปหมด จนขาดความโดดเด่น ไม่ดึงดูดความสนใจ แม้ว่าจะยังมีคอกาแฟที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ หรือนักกินบุฟเฟ่ต์ราคาถูกตัวยงอยู่บ้าง แต่จำนวนร้านที่มีมากกว่า ทำให้ตลาดนี้ถูกลดทอนให้เล็กลงเรื่อยๆ

ขอแนะนำให้เลี่ยง ถ้าไม่อยากเผชิญกับภาวะขายฝืดตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน!!

นอกเหนือจากนั้น ยังมีธุรกิจดาวดับที่ส่อแววว่า จะล่มสลายไปตามยุคสมัย หรือเป็นธุรกิจที่ตกเทรนด์อย่างร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านโชห่วย ทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะยุคดิจิตอลที่มีสมาร์ตโฟนเข้ามาครองตลาด อะไรๆ ก็ทำได้หมดผ่านมือถือเครื่องเดียว ทั้งโทร แชต ไลน์ สั่งซื้อสินค้า จ่ายโอนเงิน ดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายรูป แถมทำธุรกิจผ่านมือถืออีกต่างหาก

สมชื่อสมาร์ตโฟนจริงๆ!!

สินค้าไทยที่จีนชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0704151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

เปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

สินค้าไทยที่จีนชอบ

ทุกวันนี้ แหล่งท่องเที่ยวแทบจะทุกแห่งของเมืองไทย ล้วนแต่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน ยกตัวอย่างล่าสุด ไปเที่ยวหาดนาใต้ อยู่ที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เอ่ยชื่อหาดนี้คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก หรือเคยไปท่องเที่ยวชมความงาม เป็นชายหาดที่ค่อนข้างเงียบสงบ ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมแพร่หลายมากนัก

แต่เชื่อมั้ย หาดนี้ถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมทัวร์ของนักท่องเที่ยวจีนแล้ว!!

ต้องยอมรับว่า เมืองไทยเป็นเมืองในดวงใจของคนจีน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอานิสงส์จากภาพยนตร์เรื่อง LOST IN THAILAND ที่ว่ากันว่า ทำให้เมืองไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นเมืองในฝันของหนุ่มสาวชาวจีนที่ตั้งเป้าไว้ว่า สักวันจะต้องมาเยือน หรือจะเพราะไทยจีนเปรียบเหมือนบ้านพี่เมืองน้องกัน คนไทยคนจีนมีความคุ้นเคยกันมาช้านาน ครอบครัวคนไทยหลายครอบครัวมีรากเหง้ามาจากรุ่นอาก๋ง อาม่า ที่เดินทางล่องสำเภาอพยพจากเมืองจีน มาตั้งรกรากที่เมืองไทย

ไม่น่าแปลกใจที่คนจีนจะเห็นคนไทยเป็นพี่เป็นน้อง รู้สึกดีกับคนไทย และชื่นชอบที่จะมาเที่ยวเมืองไทย

แต่อารมณ์ร่วมอย่างหนึ่งของเราคนไทยในตอนนี้ ก็คือ เราไม่ค่อยชอบนักท่องเที่ยวจีนเอาซะเลย จะด้วยพฤติกรรม มารยาทที่ยังคงมักง่าย ไม่มีระเบียบ ไม่ชอบเข้าคิว ส่งเสียงดัง ทำสกปรกเลอะเทอะ ทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง แต่ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี ยังไงเสีย เราคนไทยก็ควรต้อนรับขับสู้แขกบ้านแขกเมืองทุกคนที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคนจีน ซึ่งถือว่า มีพื้นฐานความชื่นชอบประเทศไทย และคนไทย และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นับวันยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าจะกลายมาเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของเมืองไทยในอนาคต อีกทั้งยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ไม่แพ้ชาติตะวันตก

เห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ รวมประมาณ 22 ล้านคน พบว่า เป็นนักท่องเที่ยวจีนถึง 6 ล้านคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย มีการใช้จ่ายในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ถึงเฉียด 3 แสนล้านบาท หรือมีการใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 48,209 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเสียอีก ซึ่ง นายเฉา เสี่ยวเหลียง กงสุลใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2557 นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยมีถึง 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่มากถึง 600,000 คน

แค่เชียงใหม่จังหวัดเดียว รับนักท่องเที่ยวจีนถึง 600,000 คน จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดนิมมานเหมินทร์จะพลุกพล่านไปด้วยคนจีน ร้านขายสินค้าและบริการต่างๆ ก็ต้องปรับตัวสร้างจุดขาย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคคนจีน ไม่เช่นนั้นจะถือว่า ตกกระแส

ถามว่า คนจีนชอบอะไรของไทยบ้าง??

ที่แน่ๆ ก็คือ ผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็น ลำไย ทุเรียน หรือมังคุดของไทย ซึ่งท่านกงสุลจีน ประจำเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า เมืองกว่างโจวที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองจีน มีการนำเข้าผลไม้จากไทยจำนวนมาก และในจำนวนนั้น เป็นการนำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นอันดับ 1

เคยได้ยินมาว่า คนจีนชื่นชอบลำไย และทุเรียนของไทยมาก ถึงขนาดเคยมีการนำพันธุ์ทุเรียนและลำไยไปปลูกที่ประเทศจีนกันแล้ว แต่ได้ผลผลิตดีแค่ไหน ไม่มีคำตอบ รู้แต่ว่า จนถึงขณะนี้ นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเมืองไทย เป็นต้องถามหาทุเรียน ลำไย

นิตยสารเส้นทางเศรษฐีเล่มล่าสุด จึงได้หยิบยกสินค้ายอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจีนชื่นชอบ มาเที่ยวไทยเป็นต้องชิม ต้องซื้อติดไม้ติดมือเป็นของขวัญของฝากคนที่บ้าน

ส่วนจะมีอะไรบ้าง…เปิดอ่าน ณ บัดนาว!!

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ทัวร์นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาท่องเที่ยวประเทศไทย แทบจะทุกคณะต้องไม่พลาดโปรแกรมท่องราตรีถนนเยาวราช ซึ่งสีสันอลังการในยามค่ำคืนเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยว แม้แต่คนไทยเองก็นิยม

นั่นเป็นเหตุให้ร้านอาหารหลายร้านที่ตั้งเรียงรายอยู่บนฟุตปาธถนนเยาวราช ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หนึ่งในร้านอาหารขวัญใจของนักท่องเที่ยวชาวจีนก็คือ การมาทานร้านอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงอย่างร้านรัตน์ซีฟู้ด โดยมีเมนูยอดฮิตอย่าง ต้มยำกุ้ง และปูผัดผงกะหรี่

ส่งต่อรุ่นสองลูกค้ายังติดใจ

“ร้านรัตน์ซีฟู๊ด” ซีฟู้ดเจ้าแรกบนถนนเยาวราช เปิดมานานกว่า 30 ปี บริหารงานโดย คุณสุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล หรือ คุณรัตน์ ทายาทรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาต่อยอดธุรกิจ “รุ่นแม่” เมื่อครั้งยังเป็นร้านขายหมูทอด กุ้งทอดแผงลอย จนทุกวันนี้เป็นที่รู้จักของลูกค้าคนไทยและต่างชาติ

คุณรัตน์ เท้าความว่า “เดิมทีเป็นเพียงร้านแผงลอยเล็กๆ ขายอาหารประเภททอด อย่างหมูทอด กุ้งทอด โดยได้คุณแม่เป็นเสาหลัก แต่ด้วยสายตาของรุ่นแม่ที่มองการณ์ไกล และมีความเชื่อว่า อยากได้อะไรก็มาหาซื้อเอาที่ถนนเยาวราช จึงได้มาลองเปิดร้านขายอาหารทะเล วัตถุดิบมีเพียงกุ้ง หอยแมลงภู่ ปู หอยหวาน ขยับขยายจากร้านแผงลอยเล็กๆ เรื่อยมา จนเริ่มขยายเมนูอาหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเอาความต้องการของลูกค้าเป็นหลักในการเพิ่มเมนูอาหารของที่ร้าน”

กว่าร้านอาหารทะเล “รัตน์ซีฟู้ด” จะยืนหยัดมาได้ 30 ปี เจ้าของร้านใช้ระยะเวลานานร่วม 15 ปีกว่าจะได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากสมัยก่อนไม่ได้มีร้านอาหารทะเลหรือร้านอาหารมาเปิดแถวนี้มากนักเหมือนในปัจจุบัน ทำให้ย่านนี้ไม่เป็นที่รู้จักและค้าขายได้ไม่ดี ซึ่งตอนนั้น 2 ทุ่ม ร้านรวงก็ปิดกันไปหมดแล้ว ไม่มีมาเปิดไฟขายของจนดึกแบบปัจจุบันนี้

คุณรัตน์ บอกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบทดลอง ลองไปทานร้านอาหารทะเลมาหลายร้าน ไปชิมน้ำจิ้มบ้าง ชิมของทะเลพวกกุ้ง หอย ปู ปลาบ้างเพื่อกลับมาพัฒนาที่ร้านให้ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงพัฒนาน้ำจิ้มเรื่อยมา และหากได้รับคำติชมจากลูกค้าที่มาทาน ก็พร้อมจะปรับปรุง เพื่อที่จะได้พัฒนาต่อ ให้เป็นที่ถูกปากของคนที่ชื่นชอบการทานอาหารทะเลและน้ำจิ้มอร่อยๆ ต่อไป

เมนูขายดีน้ำจิ้มรสเด็ด

ทีเด็ดของร้านรัตน์ซีฟู้ดอยู่ที่น้ำจิ้ม เพราะเป็นสูตรของร้าน นอกจากนั้น อาหารทะเลสดใหม่ทุกวัน ไม่สดเปลี่ยนให้ เสิร์ฟอาหารไว

“ร้านรัตน์ซีฟู้ด ขายความเร็ว ความสดใหม่และต้องอร่อย รับประกันความสดใหม่ของอาหารทะเลที่ลูกค้าสั่ง หากไม่สดทางร้านจะเปลี่ยนให้ เนื่องจากความตั้งใจคือ อยากให้คนทานได้ทานของที่ดี”

เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ยังเล่าต่อว่า “ร้านเราขยับขยายมาจากรุ่นที่ 1 มาไม่น้อย ลูกค้าของร้านมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนไทย คละกันไป แต่ส่วนใหญ่สัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมากกว่า และที่เห็นมานั่งกันมากก็คือชาวจีน

โดยเมนูยอดฮิตคือ เมนูต้มยำกุ้ง ปูผัดผงกะหรี่ และเมนูอาหารไฮไลต์เด็ดของร้าน ที่เจ้าของร้านบอกว่า ถ้ามาแล้วไม่สั่งทาน เรียกได้ว่ามาไม่ถึงร้าน นั่นคือเมนู “ปลาสำลีหมักเครื่องใบเตย” เนื่องจากเมนูนี้เป็นสูตรเฉพาะของร้านเท่านั้น รับรองได้ว่าไม่มีที่ไหนเหมือนอย่างที่ร้านแน่นอน เพราะสูตรนี้เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเอง เป็นต้นตำรับ ที่สำคัญคนท้องก็สามารถทานได้ รสชาติของอาหารคือไทยแท้ จะลดความเผ็ดลงบ้างก็ตามที่ลูกค้าสั่งมาเท่านั้น”

ขายได้ วันละแสนเพิ่มโต๊ะเพื่อรองรับ

ด้านเงินลงทุนหมุนเวียน เจ้าของร้าน เผยว่า วันละเกือบ 100,000 บาท จำนวนพนักงานในร้านกว่า 50 คน

“อย่างที่เล่าไปแล้วว่า ย่านนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ได้มีร้านขายอาหารมากมายนัก คนก็เงียบเหงา แต่ปัจจุบัน เมื่อย่านนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวทุกวันและเพิ่มมากขึ้น ทำให้กิจการหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เราเคยเป็นเจ้าแรกที่มาเปิดขายอาหารทะเลในย่านนี้ มาปัจจุบัน มีร้านขายอาหารทะเลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ราว 4-5 ร้านได้ ตลอดความยาวของถนนเยาวราช”

การที่จำนวนร้านขายอาหารเพิ่มขึ้น คุณรัตน์ มองว่า เป็น “เรื่องที่ดี” เพราะหากไม่มีร้านที่มาเปิดใหม่ หรือมีคู่แข่ง ร้านอาจจะหยุดพัฒนาตัวเองไปนานแล้ว เนื่องจากเราเปิดมานาน แต่พอมีร้านใหม่ๆ เข้ามาเปิดกิจการในย่านนี้ เปิดขายอาหารประเภทเดียวกัน มันทำให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุง ทำให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานและพัฒนาร้านให้ดีขึ้น

ปัจจุบัน ร้านรัตน์ซีฟู้ด มีบริการโต๊ะนั่งสำหรับลูกค้า 2 ส่วนคือ ส่วนที่ตั้งโต๊ะอยู่บนฟุตปาธ 50 โต๊ะ และห้องแอร์ ขยายเพิ่ม 30 โต๊ะเพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโต๊ะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

“ห้องแอร์ ไม่ได้คิดค่าบริการเพิ่มนะเวลาลูกค้าต้องการเข้าไปนั่ง คิดราคาเท่าเดิม เหมือนกันทุกอย่างกับการนั่งทานข้างนอก เพียงแต่อยากอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการเข้าไปนั่งเท่านั้น” พี่รัตน์ บอก

และสำหรับใครที่อยากลิ้มรสความอร่อยเด็ดของน้ำจิ้มและความสดใหม่ของอาหารทะเล ไปได้ที่ ร้านรัตน์ซีฟู๊ด ปากทางซอยเท็กซัส หน้าร้านศรีทองพาณิชย์ บนถนนเยาวราช เปิดตั้งแต่เวลา 18.00-02.45 น. หรือ โทรศัพท์ (02) 222-0785, (081) 632-2634 และ (081) 636-7480

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก

ไม่ใช่แค่อาหารไทยที่ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบ แต่ผลไม้อย่าง ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ กล้วยไข่ และมะม่วง ก็ติดอันดับผลไม้ไทยที่คนจีนรู้จักเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ถึงขนาดมีคำกล่าวของคนประเทศนี้ว่า “กินอาหารจีนต้องกินที่มณฑลกวางตุ้ง แต่ต้องกินกับข้าวหอมมะลิ เสร็จแล้วต้องตบท้ายด้วยผลไม้ไทย ถึงจะครบสูตร ซึ่งรสชาติผลไม้ไทยที่ถูกปากมากที่สุด คือ ทุเรียนและมังคุด “ราชาและราชินีผลไม้” เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

นิ้วทองคำ ใช้เคาะทุเรียนขายนาน 28 ปี

หลายคนถ้าอยากทานข้าวเหนียวมะม่วง หรือทุเรียนสด ต้องหาทานตามฤดูกาลเท่านั้น แต่บนถนนเยาวราชหรือที่รู้จักกันดีว่าไชน่าทาวน์ ย่านที่มีของอร่อย เลื่องชื่อเรื่องอาหารทั้งเมนูคาวหวาน รสชาติถูกปากคนไทยและต่างชาติ มีอยู่ร้านหนึ่งมีเมนูดังกล่าวให้ทานหนำใจทั้งปี ร้านนี้ชื่อว่า “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง”

“ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” ร้านที่มีลักษณะเป็นรถเข็น เปิดตั้งแต่ 18.00-03.00 น. อยู่หน้าห้างทองโต๊ะกัง สาขา 3 ผู้ก่อตั้งคือ คุณรุ่งโรจน์ และ คุณอภิญญา ทับทอง สองสามีภรรยาชาวจีน ค้าขายย่านเยาวราชมานานกว่า 28 ปี ก่อนหน้านี้จำหน่ายแต่บัวลอย ต่อมาเพิ่มทุเรียนสดด้วย โดยบรรทุกใส่รถปิ๊กอัพมาวางขาย ส่วนฉายานิ้วทองเป็นของคุณรุ่งโรจน์ คือ ปลอกสวมนิ้วไว้เคาะทุเรียน ซึ่งเป็นทองคำแท้หนัก 3 บาท

สำหรับความโดดเด่นของทุเรียนร้านนี้ ลูกค้าเรียกคุณอภิญญาติดปากกันว่า เจ๊บัวลอย เธอบอกว่า เป็นทุเรียนแก่ทุกลูก ไม่มีทุเรียนอ่อนปน รสชาติอร่อย กลิ่นหอม ไม่เหม็นเขียว เพราะถ้าเป็นทุเรียนอ่อน หากนำมาเก็บไว้นานจะไม่สุก แถมเนื้อเน่า ทางร้านจำหน่ายทุเรียน 2 พันธุ์คือ “หมอนทอง” ผลใหญ่ เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด ไม่เละไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เม็ดน้อย กลิ่นไม่แรงนัก น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3-4 กิโลกรัม และพันธุ์ก้านยาว ผลขนาดปานกลาง ทรงผลกลม มีจุดเด่นตรงที่มีก้านผลใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ มีเนื้อละเอียดสีเหลือง เนื้อหนาปานกลาง เม็ดค่อนข้างใหญ่ ให้รสชาติหวานมันเช่นกัน น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3 กิโลกรัม

ก้านยาว หมอนทองครองใจลูกค้าต่างชาติ

สำหรับทุเรียน “หมอนทอง” ถือเป็นทุเรียนยอดนิยมก็ว่าได้ เป็นสายพันธุ์นิยมปลูกกันมากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุดด้วยเช่นกัน เมื่อปีที่แล้ว (2557) ไทยส่งออกทุเรียนมูลค่า 14,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 8,600 ล้านบาท ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกสู่ประเทศจีน แสดงให้เห็นว่าความต้องการทุเรียนในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นมาก

สาเหตุที่ร้านนี้มีทุเรียนขายตลอดปี เจ้าของร้านใช้วิธีรับทุเรียน 2 ภาคคือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ช่วงต้นปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน รับจากจังหวัดจันทบุรี ระยอง ช่วงปลายปีระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รับจากชุมพร ทำให้ลูกค้าสามารถบริโภคทุเรียนได้ตลอดทั้งปี รับประกันความอร่อยทุกลูก แต่อย่างไรก็ตาม เจ๊บัวลอย ย้ำว่า “ทุเรียนอร่อย ไม่ว่าจะมาจากนนทบุรี จันทบุรี หรือระยอง ยังไม่สำคัญเท่า ทุเรียนแก่ แน่นอนกว่า”

“ดิฉันรับทุเรียนคัดคุณภาพตั้งแต่ในสวนเลย รับจากสวนเดิมติดต่อกันมานาน 28 ปีแล้ว ซึ่งราคาทุเรียนต่อลูกทางร้านจะแพงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 10 บาท เพราะกล้ารับประกันเลยว่าเนื้อดี รสชาติอร่อย มีทั้งสุกจัด สุกพอดี ห่ามหน่อย กรณีเจอทุเรียนอ่อนจะทิ้งทันที ลูกค้าสามารถเปลี่ยนได้เลย”

ปัจจุบัน ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก โดยคนฮ่องกงชอบทุเรียนก้านยาวสุกจัด ชอบรสชาติ และกลิ่น หลังจากซื้อเสร็จจะให้แกะเปลือก ฉีกทุเรียนทานหน้าร้านเลย ส่วนลูกค้าจีนชอบทุเรียนหมอนทอง ชอบที่เนื้อแน่น พูใหญ่ ปริมาณทุเรียนที่ขายภายใน 1 สัปดาห์เฉลี่ยประมาณ 1,000 กิโลกรัม แต่ถือว่าลดลงเพราะเมื่อก่อนทุเรียน 1,000 กิโลกรัมใช้เวลาขายเพียง 3 วันเท่านั้น

คู่แข่งเพิ่มขึ้นฝึกภาษาจีน

ด้านข้าวเหนียวมูนก็ไม่น้อยหน้า เจ๊บัวลอยมัดใจลูกค้าด้วยรสชาติหวาน มัน ไม่ใส่น้ำมันพืช ไม่ใส่สารกันบูด เป็นสูตรโบราณ ใส่หัวกะทิสดล้วนๆ อร่อย นุ่มนวลแบบธรรมชาติ ทานได้ไม่ต้องกังวล ทางร้านขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง

เจ๊บัวลอย ย้ำว่า ตนเป็นร้านแรกและร้านเดียวที่ขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน และข้าวเหนียวมะม่วง บนถนนเยาวราช แต่ทุกวันนี้มีร้านค้าหน้าใหม่เกิดขึ้นในละแวกเดียวกันถึง 6 ร้าน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นที่ชอบผลไม้กลิ่นแรงอย่างทุเรียน เพราะต่างชาติ ตัวอย่างเช่น คนจีน คนฮ่องกง ต่างก็โปรดปรานผลไม้ชนิดนี้

ทุกวันนี้ เจ๊บัวลอยอายุ 64 ปีแล้ว เจ๊บัวลอย บอกว่า สุขภาพยังแข็งแรง รักในอาชีพค้าขาย และผูกพันกับเพื่อนร่วมอาชีพในย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้ แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไปต้องพัฒนาทักษะอยู่สม่ำเสมอ และเพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้ารู้เรื่อง ต้องหันมาฝึกภาษาจีนกลาง ภาษาเวียดนามเพิ่มขึ้น

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0725151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

อันติกา

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่ง ร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว ติดต่อเข้ามาขอซื้อสินค้าไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

หากจัดอันดับสินค้าน่าซื้อของไทย ถูกใจคนจีน ไม่พูดถึง “ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” คงไม่ได้ เพราะสินค้ารายการนี้ ผู้ผลิตบอกเลยว่า คนจีน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย ต่างขนกลับข้ามประเทศ กลายเป็นของฝากถูกใจผู้รับไปแล้ว

ความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์นี้ถึงขั้น ร้านค้าตามสถานที่ท่องเที่ยว ต่างติดต่อขอรับไปจำหน่าย และไม่เพียงเท่านั้น ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว กลายเป็นสินค้าถูกนำมาลอกเลียนแบบผลิตขายในประเทศจีนเกลื่อนตา

ข้ามจีนมาอยู่ไทย สร้างอาชีพทำยา

ความนิยมมากน้อยเพียงใด ลองอ่านบทสัมภาษณ์ของทายาทผู้สืบสานธุรกิจ คุณเมธา สิมะวรา ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด

คุณเมธา กล่าวให้ฟังถึง จุดกำเนิดยาแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว ว่ามาจากคุณปู่ (คุณจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม) ซึ่งเป็นชาวจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย โดยยึดอาชีพจับกัง แต่ด้วยเมื่อครั้งอยู่ประเทศจีนเคยทำงานในร้านขายยา จึงอาศัยครูพักลักจำสูตรยาปรุงจำหน่ายแก่ชาวบ้านในละแวกนั้น

“คุณปู่อพยพมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ตอนนั้นอาชีพที่ทำได้คือขายแรงงาน แต่เวลากลางคืนท่านจะผลิตยาสมุนไพรจำหน่าย ก็มีทั้งยาอม ยาลม ยาหม่อง ยาขม ยากวาด ยาแก้หอบหืด รวมๆ แล้วกว่า 10 ชนิด ซึ่งสูตรยาของท่านให้ผลดี คุณปู่เลยตัดสินใจออกจากอาชีพจับกัง มาผลิตยาขาย โดยมีตึกแถวที่เป็นทั้งบ้านพักอาศัย โรงงานผลิต และร้านจำหน่าย”

คุณเมธา ยังกล่าวถึงที่มาของแบรนด์ ตะขาบ 5 ตัว เกิดจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดน้ำท่วมหนัก ซึ่งคุณปู่ยังคงผลิตยาจำหน่าย แต่แล้ววันหนึ่ง มีตะขาบหนีน้ำขึ้นมาตายบนปากหม้อยา ส่วนเลข 5 เป็นเลขมงคลของชาวจีน จึงนำ 2 สิ่งนี้มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์

“แต่สิ่งที่หลายคนพูดจนเรียกเสียงหัวเราะคือ คุณปู่ท่านเป็นนักสะสมภรรยา โดยมีถึง 5 คน ตรงตามเลขมงคลของชาวจีนเลยครับ ก็เลยว่าเลข 5 ก็น่าจะมีส่วนมาจากจำนวนภรรยาของคุณปู่ด้วย”

ระยะเวลาผ่านไปราว 40 ปี เมื่อคุณปู่เสียชีวิตลง “ตอนที่คุณปู่ทำธุรกิจ ก็ได้คุณลุงช่วยดูแลกิจการ แต่เมื่อท่านเสียชีวิต คุณพ่อของผม (คุณสุเทพ สิมะวรา) และคุณอา (คุณสุนทร สิมะวรา) ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยกิจการ โดยนำความรู้ที่ร่ำเรียนด้านวิศวะมาสานต่อธุรกิจ ขยับขยายโรงงาน นำเครื่องจักรมาใช้ พลิกจากอุตสาหกรรมครอบครัวมาเป็นระบบโรงงาน”

ขยับขยายโรงงาน ชูรายการยาเด่น

จากตลาดในละแวกบ้าน เริ่มขยายสู่ตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ทั่วประเทศ ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจากอาเซียน และปัจจุบันนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ขายผ่านเอเย่นต์ทั้งหมด 14 ประเทศ โดยใน 10 ประเทศสามารถจดทะเบียนยาผ่านแล้ว

ชนิดยาที่คุณปู่ผลิตรวมแล้วกว่า 10 รายการ ถูกตัดทอนลง โดยเจเนอเรชั่นที่ 2 ด้วยมองว่าควรคัดสินค้าเด่น ให้ก้าวออกมาทำตลาดอย่างเต็มตัว

ในวันที่คุณสุเทพ และคุณสุนทร ก้าวสู่วัยเกษียณเล็งเห็นว่าควรฝึกฝนทายาทให้ก้าวเข้ามารับช่วง และหนึ่งในนั้นก็คือคุณเมธา ที่บัดนี้ก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจได้ราว 10 ปีแล้ว โดยดูแลงานด้านการผลิต แต่ทว่าหากถามด้านการตลาดก็สามารถตอบได้ชัดเจน อาจเพราะกว่า 7 ปี คุณเมธาคลุกคลีอยู่กับงานด้านการตลาดมาแล้วหลายบริษัท

“ในช่วงเดือนแรกที่ผมเข้ามาสานต่อธุรกิจ ผมมีโอกาสลงพื้นที่ขายกับเชลล์ แล้วก็พบว่าเรื่องขายไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการผลิต ผมจึงเข้าไปดูในส่วนนั้น ซึ่งสิ่งที่ทำคือ สามารถบริหารจัดการหลังบ้านจนเกิดมีกำไรขึ้นมา”

อีกปัญหาหนึ่งที่ประสบอยู่จนถึงบัดนี้คือ ผลิตไม่พอขาย ด้วยเพราะตลาดปัจจุบันขยายกว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ต่างรุมซื้อไปใช้และกลายเป็นสินค้าของฝากที่ได้รับความนิยม

“ตอนนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ผลิตอยู่ 4 รายการคือ ยาอมแก้ไอ ยาขมเม็ด ยากวาดมหาจักร์ ยาแก้ปวดท้องบิด (ยาเม็ดเบอร์เจ็ด) ซึ่ง 3 ตัวหลังจะผลิตปีละ 1 ครั้ง สามารถขายได้ตลอดทั้งปี แต่กับยาอมแก้ไอ เป็นสินค้าได้รับความนิยมมาก กำลังการผลิตขณะนี้แบบซอง 400,000 โหล แบบตลับ 20,000 โหล ต่อวัน แต่ไม่พอขาย ทั้งๆ ที่กำลังความต้องการนี้สามารถเพิ่มได้นับ 100,000 โหล”

ยอดขายในไทย ทำรายได้กับคนจีน

ถ้าเทียบการส่งออกสินค้า 40 เปอร์เซ็นต์ กระจายไปในประเทศต่างๆ ที่เหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในประเทศ แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ใน 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในประเทศ ผู้จ่ายกว่าครึ่งคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยเฉพาะชาวจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่งร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว อย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอีกหลายๆ จังหวัด ติดต่อเข้าขอซื้อสินค้านำไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

จากตลาดผ่านร้านขายยา ที่คุณเมธา ว่า มีสินค้าตราตะขาบ 5 ตัว วางจำหน่ายแล้วทุกร้าน จึงขยายไปยังร้านค้าชั้นนำในแหล่งท่องเที่ยวที่ทัวร์จีนนิยมแวะจับจ่าย ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถ้าเทียบสัดส่วนยอดขาย ตลาดท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้แซงหน้าร้านขายยาไปแล้ว

คุณเมธาให้เหตุผลถึงความนิยมซื้อของกลุ่มเป้าหมายคนจีนว่า ขึ้นชื่อว่า ยา สรรพคุณต้องดี บวกกับการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีห้องแล็บ และเครื่องตรวจเอกลักษณ์เหมือนเช่นโรงงานยาแผนปัจจุบัน ดังนั้น สารสำคัญของทุกเม็ดยาจึงได้คุณภาพเหมือนกัน

ทั้งในด้านการพกพาสะดวก น้ำหนักเบา ราคาขายที่ไม่สูง คือแบบซอง 15 บาท แบบตลับ 30 บาท จึงเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้ในทุกกลุ่มเป้าหมาย

“เมื่อก่อนผมไม่รู้จริงๆ นะว่า คนจีนให้ความนิยม แต่เกิดความสงสัยว่า ยี่ปั๊วที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวทำไมทำยอดขายดีมาก จึงลงพื้นที่สำรวจ ก็พบว่าชาวจีนให้ความนิยมซื้อกลับประเทศของเขา แผนการตลาดจึงเจาะไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีทัวร์จีนไปลง และก็ได้นำสินค้าเข้าไปเสนอขายใน คิง เพาเวอร์ ซึ่งแรกๆ ทาง คิง เพาเวอร์ ไม่มั่นใจว่าสินค้าจะขายได้ แต่พอรับไว้ปรากฏว่า 2 สัปดาห์ขายหมด จนมีออร์เดอร์สั่งซื้อต่อเนื่อง โดยทุกวันนี้ส่งให้สัปดาห์ละ 7,000 ชุด”

ตั้งแผนขยายโรงงานผลิตให้ทันตลาดจีน

ด้วยความต้องการของตลาดมีมากขึ้น แต่ทว่ายอดขายไม่สามารถส่งให้ทัน แผนการดำเนินงานขั้นต่อไปคือ การขยายกำลังการผลิต

“ถ้ากำลังการผลิตสามารถขยายไปได้มากขึ้น ผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายหลักที่จะทำยอดขายให้กับเราคือ คนจีน ทั้งที่เดินทางมาประเทศไทย และที่อยู่ในประเทศของเขา ซึ่งตอนนี้เราขายผ่านเอเย่นต์อยู่ แต่ทว่าเรื่องการจดทะเบียนยายังเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับประเทศนี้”

เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายใหญ่ คุณเมธาจึงเลือกที่จะเดินทางไปออกงานแสดงสินค้า ณ ประเทศจีน ทั้งที่ไปกับหน่วยงานราชการ อย่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยปีหนึ่งหลายครั้ง ซึ่งแม้จะขนสินค้าไปจำหน่ายมากเพียงใด ก็หมดก่อนระยะเวลาจัดงาน และนี่จึงเป็นสิ่งตอกย้ำว่า ตลาดจีน คือตลาดที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“อย่างการจดทะเบียนยาในสหรัฐอเมริกา เราไม่ได้หวังขายคนอเมริกัน แต่หวังขายคนเอเชียที่อยู่ในอเมริกา โดยเฉพาะคนจีน ซึ่งผมมองว่าคนจีนอยู่ในทุกประเทศ สินค้าจึงตามกลุ่มเป้าหมายนี้ไปได้ทุกประเทศ และตลาดจีนที่ผมว่ามีอัตราความเติบโตสูงในด้านยอดขาย และความต้องการนี้เอง เราจึงคิดที่จะขยายโรงงาน สร้างกำลังผลิตให้เพียงพอ”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณเมธายังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ต้องทันสมัย แต่ยังคงพกพาสะดวกสบาย น้ำหนักเบา พร้อมๆ ไปกับการคิดผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาจับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น

“อย่างตอนนี้ คิดสูตรสเปรย์น้ำพ่น ซึ่งก็เป็นการนำยาอมแก้ไอแบบลูกกลอนมาทำเป็นสูตรน้ำ เพราะข้อเสียของยาอมตะขาบ 5 ตัว แบบเม็ดลูกกลอนคืออมแล้วลิ้นดำ กลุ่มผู้บริโภคจึงอยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป แต่สูตรน้ำตัดปัญหาด้านนี้ไปได้ พกพาหยิบใช้สะดวก เราจึงเชื่อว่าจะสามารถจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นประมาณ 20 ปีขึ้นไปได้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งที่เป็นคนไทยและคนจีน”

กว่า 80 ปี ที่แบรนด์ตะขาบ 5 ตัว เติบโตไต่ระดับสูงขึ้นๆ จากยอดขายไม่กี่บาท มาจนถึงวันนี้ แตะตัวเลขนับร้อยล้าน และแน่นอนว่าเมื่อตลาดต้องการ การขยับขยายย่อมตามมา ส่วนเคล็ดลับการทำให้สินค้าถูกใจผู้บริโภค ที่ไม่เฉพาะเพียงคนไทย คุณเมธา ว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคงไว้ซึ่งคุณภาพอันดี

สนใจติดต่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 80/3-4 ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทรศัพท์ (02) 898 5454-7 หรือ http://www.takabb.com

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

“คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก”

ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ทั้งการเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และเส้นทาง R3A จากแผ่นดินใหญ่ มุ่งหน้าข้ามแดนจากฝั่งลาว มาเยือนล้านนานคร เพื่อเยือนแหล่งท่องเที่ยว และจับจ่ายซื้อสินค้า สร้างความคึกคักแก่เมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย

เมื่อมาเที่ยวแล้ว เวลากลับก็ต้องมี…ของฝาก ตามประสาชาวเอเชียผู้มีน้ำใจงาม หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและถูกเลือกซื้อติดไม้ติดมือไปให้คนทางบ้าน ได้แก่ ของขบเคี้ยว ที่มาจากผลผลิตของชุมชนในท้องถิ่นจำพวก อบแห้ง ซองเล็ก น้ำหนักไม่มาก พกพาสะดวก เป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่สนามบิน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังสุดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวจากแดนมังกร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

สืบความได้สถานที่ก็มุ่งหน้าไปยังแหล่งผลิตทันที ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามถนนต้นยางใหญ่ สายเชียงใหม่-ลำพูน เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึง…วิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

พี่แดง-คุณทองเพียร ศรีสว่าง ประธานกลุ่ม ยืนยิ้มรอต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรชุมชนในท้องถิ่น โรงงานขนาดย่อมเรียงรายกันไปตามทางยาวของที่ดินกว่า 3 ไร่ แม้จะเล็ก แต่กลับกว้างขวาง โล่ง สบายตา สำคัญสุดคือ ความสะอาด สมกับเป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อชาวโลก มีป้ายคำขวัญติดไว้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างเงินล้านสู่ชุมชนบ้านแคว สร้างวินัยในองค์กร สร้างสรรค์งานด้วยองค์ความรู้ชุมชน และคำว่า…เศรษฐกิจพอเพียง เคียงข้างประชาชน

คุณทองเพียร บอกว่า เริ่มก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ ขึ้นเมื่อปี 2538 เรียกว่ายาวนานมากว่า 20 ปี เพราะความยากจนและรายได้ไม่แน่นอน จากการทำนา และเก็บลำไยเพียงปีละครั้ง หลังจากนั้นก็ว่างงาน ไม่มีความมั่นคงให้ชีวิตและไม่พอกิน ทางเกษตรอำเภอสารภีจึงเข้ามาส่งเสริมให้แม่บ้านแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาล โดยเริ่มจากการดองผลไม้ ทั้งมะม่วง ขิง ผักกาด ไข่เค็ม น้ำพริกตาแดง กล้วยฉาบ ข้าวแต๋น นำออกจำหน่ายตามงานเทศกาลต่างๆ

“ตอนนั้นพี่แดงก็เริ่มคิดและมองหาโอกาสที่จะนำลำไยมาแปรรูปด้วยการอบแห้ง ก่อนที่จะขยับขยายไปยังผลไม้ตัวอื่น อาทิ ลิ้นจี่ มะเขือเทศ มะม่วง สตรอเบอร์รี่ ขนุน อะไรที่มีในท้องถิ่นเรานำมาทำอบแห้งหมด โดยลงทุนจากเล็กก่อนขยายใหญ่ขึ้น จนปัจจุบันเรามีทั้งโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ และเตาอบลมร้อน ไม่มีเขม่า ทำให้ผลผลิตออกมาดีขึ้น สีสวย รสอร่อย”

สังเกตได้ว่า แม่บ้านจำนวน 21 คน ที่ทำงานอยู่ในวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลา เสียงสนทนาในวงแกะขนุนสด ที่ลานหลังบ้านบ่งบอกถึงความสุขในคุณภาพชีวิตที่แสนสำราญ ช่วงนี้ทุกคนสาละวนกับการอบขนุน ซึ่งส่งตรงมาจากสวนจังหวัดจันทบุรีและระยอง เพราะปีที่ผ่านมาขนุนอบแห้งขาดตลาด ปีนี้จึงรีบวางแผนแต่เนิ่นๆ ทำให้ทั้งโรงงานหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นขนุนสีทองอร่าม หลังจากผ่านการอบในเตาอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นานถึง 12 ชั่วโมง

จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ คือ สินค้ามาจากผลผลิตในชุมชนคนท้องถิ่น ไม่ใช่การผลิตโดยเครื่องจักรแบบโรงงานขนาดใหญ่ ทุกอย่างหมุนเวียนและคืนกำไรแก่ชุมชน ให้ทุกคนอยู่อย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกไปจากบ้านเรือนตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความสุข ฝนตกก็เดินไปเก็บผ้า เก็บผักข้างรั้ว กลับไปทำกับข้าว อยู่อาศัยกันแบบพี่น้อง

ทุกวันนี้สินค้าตราบ้านแคว – BANKWAE BRAND ได้รับมาตรฐานสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย., ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.), GMP คือ Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และ HACCP มาตรฐานการผลิต ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค และอาหารฮาลาล (Halal Food) อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลาม มาตรฐานสินค้า OTOP เรียกว่าคุมคุณภาพครอบคลุมพร้อมจำหน่ายไปทั่วโลก ด้วยรางวัลมากมายการันตี

คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก สินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกที่สนามบิน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ เฟสติวัล ศูนย์การค้าเมญ่า ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ริมปิงทุกสาขา ไม่พอจำหน่ายในแต่ละวัน มีคำสั่งซื้อแบบไม่อั้น ซึ่งบางวันก็ทำให้ไม่ทัน ยังไม่รวมสินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายที่สยามพารากอน ร้านพรทิพย์ ภูเก็ต ทั้งหมดยังไม่รวมการส่งออก ซึ่งจะมีพ่อค้าชาวจีนเดินทางมาดูที่แหล่งผลิตเพียงครั้งเดียว เมื่อพอใจเขาก็สั่งตลอดโดยจะมีตัวแทนมารับของเองและจ่ายเงินสด เป็นการค้าขายแบบปลอดภัย

“ทุกวันนี้กลุ่มแม่บ้านชุมชนบ้านแคว มุ่งมั่นทำงานเต็มกำลังที่มี และคงขยับขยายไปไม่ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะกำลังคนมีจำกัด แต่ยืนยันว่าพร้อมจะพัฒนาต่อยอดให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด จากเดิมที่ผลิต 1 ตัน ต่อวัน ก็จะเพิ่มให้เป็น 2 ตัน ต่อวัน โดยวางแผนการผลิตล่วงหน้า ตามฤดูกาลของผลไม้ที่ออก ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะมีขนุนออกเราก็เร่งผลิตก่อน เดือนมีนาคม-เมษายน หน้ามะม่วง ส่วนลำไยจะออกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะใช้ผลไม้ในฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช้ลำไยใส่สารเด็ดขาด เพราะเนื้อลำไยสดจะฟูและหอมกว่าเมื่ออบแห้งแล้ว”

และเพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดให้ครบวงจร จึงมีการผลิตสินค้าที่มีคุณค่า อาทิ ทอฟฟี่ขิง กล้วยกวน มะขามแก้ว เครื่องดื่มสมุนไพรผง เช่น กระชายดำผง ตะไคร้ผง เยอะแยะละลานตาไปหมด และล่าสุด ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ชาลำไย ที่มีส่วนผสมหญ้าหวาน เพิ่มรสหวานหอมชุ่มในลำคอ กำลังขายดี…

คุณทองเพียร ฝากทิ้งท้ายว่า แต่ละชุมชนก็มีจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่น บริโภคอะไร หากไม่มีมูลค่าก็ต้องนำมาเพิ่มมูลค่า โอกาสของบ้านแควคือ ลำไย เมื่อราคาตกต่ำ ก็นำวิกฤตมาพลิกให้เป็นโอกาส ด้วยการแปรรูปสินค้า มะม่วงออกมาสุกรับประทานไม่ทันก็จับมาแปรรูป จากที่เคยดองก็เลิกเด็ดขาดเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มะเฟืองหล่นเต็มใต้ต้น ก็คิดว่าเก็บมาคลุกเกลือน้ำตาลตากแดด หรืออบแห้ง กลายเป็นสินค้ามีราคาทั้งที่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ แค่เปลี่ยนวิธีคิด หยิบจับอะไรก็เพิ่มมูลค่า กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

ทุกวันนี้แม่บ้านชุมชนบ้านแคว จึงมีทั้งค่าแรงรายวัน และปันผล 20 เปอร์เซ็นต์ จากหุ้นวิสาหกิจ ในฐานะเจ้าของร่วมกัน ให้เกียรติกัน ส่งเสียลูกหลานเล่าเรียนจบปริญญากันทุกคน และเริ่มกลับมาสานต่องานในชุมชนของตนเอง เป็นจุดศูนย์กลางของแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ทางธุรกิจไปสู่คนในชุมชน สร้างความสุขที่ยั่งยืน

ติดต่อวิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 โทรศัพท์/โทรสาร (053) 429-098 หรือ (081) 952-5348 และเข้าไปดูราคาเพื่อสั่งซื้อตรงได้ที่ http://www.ban-kwae.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0731151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งเห็ดหลินจือมาเป็นส่วมผสมเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ ทำให้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น ล่าสุด มีผู้ประกอบการใช้ทุเรียนมาเป็นวัตถุดิบร่วมด้วย เพราะทราบดีว่ามีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ชอบทั้งกาแฟและทุเรียน

คุณมงคล มงคลประจักษ์ หรือ คุณเบิร์ด ซึ่งเพิ่งเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเจ้าของกิจการกาแฟทุเรียนแบรนด์ รอยัล คอฟฟี่ (ROYAL COFFEE) เล่าว่า เดิมนั้นครอบครัวทำธุรกิจโรงไม้อยู่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยนำไม้ยางมาแปรรูป ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ ขณะที่คุณพ่อเคยเป็นไกด์ภาษาจีนมาก่อน และชอบดื่มกาแฟ ทั้งเห็นว่าคนจีนชอบทานทุเรียนเลยคิดทำกาแฟทุเรียนขึ้นมา ในนาม บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอเบตง และมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ที่ปทุมธานี

มี 2 ยี่ห้อ รอยัล คอฟฟี่-หวางเจีย

ใครที่เคยไปงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาจจะเคยได้ชิมกาแฟทุเรียนยี่ห้อนี้ เพราะเขาและแฟนสาวไปออกงานที่นั่นเป็นประจำ ซึ่งคนที่ชอบทุเรียนชิมแล้วต่างติดอกติดใจ และซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ขณะที่บางคนชอบใจไอเดียนี้ แต่คนที่ไม่ชอบทุเรียนอาจจะไม่ประทับใจสักเท่าไหร่

สำหรับกาแฟทุเรียนรอยัล คอฟฟี่ ใช้กาแฟทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า โดยนำเข้าจากอินโดนีเซียและบราซิล ส่วนผงทุเรียนใช้พันธุ์หมอนทองของบ้านเรา ล่าสุด ทางบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นคือ หวางเจีย (HUANGJIA) เป็นชานมไทยและชานมทุเรียน ชื่อนี้ในภาษาจีนมีความหมายว่า รอยัล

คุณเบิร์ด พูดถึงการไปออกงานไทยเฟ็กซ์และงานสมุนไพรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า ผลตอบรับดีมาก จากตอนแรกที่กลุ่มลูกค้าจะเน้นไปทางจีนหรือนักท่องเที่ยวจีน ตอนนี้บริษัทเน้นมาทางคนไทยด้วย และมีคนรู้จักมากขึ้น คนโทรศัพท์มาสอบถามว่าหาซื้อที่ไหนบ้าง เนื่องจากติดใจในรสชาติ นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าต่างชาติสนใจจะนำไปจำหน่ายด้วย จากเดิมที่ส่งไปขายที่จีนและมาเลเซีย โดยในส่วนของจีนนั้นได้ไปเปิดบริษัทที่เซินเจิ้น แต่เน้นให้บริการหลังการขายมากกว่า อย่างเช่น สินค้าเกิดชำรุดต้องการเปลี่ยน เพราะปกติลูกค้าจะติดต่อสั่งจากไทย ซึ่งการส่งออกไปขายต่างประเทศนั้นทางคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนคอยดูแล ส่วนตนรับผิดชอบการตลาดในประเทศ

ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีหลากหลาย อาทิ กาแฟทุเรียน (ภาษาจีน) 15 ซอง x 38 กรัม กาแฟทุเรียน (ไทย) 25 ซอง x 24 กรัม กาแฟมอคค่า กาแฟขาว ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน ซึ่ง 3 ตัวหลังนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด พร้อมกันนั้น ทางบริษัทยังออกแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ โดยใช้กล่องสีแดงสดใสเน้นความเป็นจีน ซึ่งมีทั้งแบบกล่องและถุง รวมทั้งมีลายไทยบนกล่องสื่ออารมณ์ถึงความเป็นไทย

ออกผลิตภัณฑ์ใหม่

“ตอนนี้บริษัทมีสินค้าตัวใหม่ แต่ยังคงเน้นเป็นทุเรียน มี ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน โดยชานมทุเรียนผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งจากการที่เรามีบริษัทและโรงงานเป็นของครอบครัวจึงง่ายในการทำสินค้าตัวใหม่ๆ จุดนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าของเราผลิตเองและจำหน่ายเอง ราคาและคุณภาพถูกและดีแน่นอน”

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ใหม่ คุณเบิร์ด บอกว่า ได้ทำการตลาดในหลากหลายวิธีการ อย่างเช่น มีโฆษณาผ่านวิทยุ จัดออกบู๊ธตามงานต่างๆ โปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และยังขายผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของจีนด้วย ส่วนมากบริษัทจะเน้นขายทัวร์จีนและส่งออกไปจีน

ในโอกาสที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ทางบริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นเปิดตัวสินค้าใหม่คือ สั่ง 10 ลัง แถม 1 ลัง นอกจากนี้ ยังมีบริการหลังการขายให้ลูกค้าโทรสอบถาม หรือแจ้งมาว่ามีปัญหาอะไรไหม สินค้าชำรุดหรือไม่ ต้องการป้ายโฆษณา หรือตัวเทสต์ไหม พร้อมกันนี้ ลูกค้ายังสามารถติดตามข่าวสารลุ้นรับกาแฟทุเรียนฟรีได้ที่ IG : _mwcoffee_ ซึ่งจะมีการแจกรางวัลเป็นช่วงๆ

“กลุ่มลูกค้าคนจีนส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ ประมาณ 35-40 ปีขึ้นไป วัยรุ่นก็มีแต่ผู้ใหญ่จะชอบทานมากกว่า และจะเป็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ซึ่งจะซื้อแบบภาษาจีน 15 ซอง x 38 กรัม เพราะอย่างบริษัททัวร์ที่สั่งไปขายส่วนใหญ่เป็นแบบภาษาจีน ซึ่งคนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยจะติดตากับรูปแบบนี้มากกว่า ส่วนที่เชียงใหม่ แบบตัวหนังสือภาษาไทย-อังกฤษขายดีมาก สั่งไปหลายเจ้า ลูกค้าบางคนกลับจีนไปให้เพื่อนมาตามหาตัวภาษาไทย-อังกฤษก็มี บางคนเจาะจงเลยว่าต้องเป็นของ รอยัล คอฟฟี่ เท่านั้น”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีวางขายทั่วไป อย่างที่กรุงเทพฯ มีที่สนามบินดอนเมือง, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โกดัง 2 และ 3, TERMINAL 21 ชั้น LG ร้านเถ้าแก่น้อย, Big-C ราชดำริ, Good Day Hotel, บริษัททัวร์ SIAM GEMS GROUP เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัด อย่างชลบุรี มีขายที่ ตลาดน้ำ 4 ภาค ร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ และกระจายไปทุกภาค ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สมุทรปราการ และนนทบุรี

ดีไซน์ถุงหูหิ้วถือสะดวก

ถามถึงจุดเด่นของแบรนด์รอยัล คอฟฟี่ คุณเบิร์ด แจกแจงว่า ได้รับเครื่องหมาย อย., GMP, และ HALAL ทั้งยังมั่นใจในรสชาติที่อร่อย ถ้ารสชาติไม่อร่อย จะทำให้มีปัญหาทั้งยอดขายและการตลาด ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้าชอบในสินค้าของบริษัท อีกอย่างเป็นสูตรที่มีกาเฟอีนน้อย ไม่ทำร้ายสุขภาพและกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องกรดไหลย้อนอีกด้วย ที่สำคัญ ดีไซน์ถุงดูดีมีคุณภาพ และตัวที่มีภาษาจีนก็มีหูหิ้วเพื่อให้ลูกค้าถือได้ง่ายๆ สะดวก เพราะประเทศจีนบางพื้นที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก ถุงหิ้วแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้าถือได้ง่าย และการที่มีหลายภาษาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในไทย ประเทศจีน หรือชาวต่างชาติอื่นๆ

นอกจากนี้ สินค้าของบริษัทมีหลายอย่างและหลายขนาดเพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าอยากซื้อกาแฟทุเรียน แต่ปริมาณต่อถุงเยอะเกินไป ทางบริษัทก็ทำหลายขนาด ให้ลูกค้าสามารถเลือกง่ายขึ้น ที่สำคัญ ราคาและคุณภาพถูกและดีจริงๆ คิดว่าไม่แพงเกินไปถ้าดูวัตถุดิบที่เลือกใช้

แม้ดูผิวเผินจะเห็นว่ากาแฟทุเรียนไม่มีใครทำขาย แต่คุณเบิร์ด ระบุว่า คู่แข่งต้องมีอยู่แล้ว ตอนนี้ที่ทราบมีอยู่ 2-3 แบรนด์ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะการทำธุรกิจต้องมีคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าจะผลิตสินค้าใหม่อย่างพวกผลไม้อบแห้งและนมอัดเม็ด พร้อมคาดว่าปีหน้าจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสินค้าใหม่ด้วย ซึ่งโกโก้ทุเรียนน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว

เขาพูดถึงปัญหาอุปสรรคในการทำธุรกิจนี้ว่า มีปัญหาหลายอย่างเนื่องจากช่วงแรกๆ ไม่เก่งเรื่องการตลาด ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พอดีแฟนมาช่วยเรื่องออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง โดยเริ่มช่วยครอบครัวขายตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปี 3 ประเภทเรียนไปด้วยและหาลูกค้าไปด้วย อะไรๆ ยังไม่ค่อยลงตัว บวกกับมีบางช่วงที่ประเทศจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนซื้อของกลับประเทศ ช่วงนั้นเงียบมาก แต่พอยกเลิกกฎนี้ก็ทำให้เริ่มมีลูกค้าติดต่อมา ปัจจุบัน ปัญหาหลักๆ คงเป็นนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง ขณะเดียวกัน มีสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด

สนใจผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ ติดต่อได้ที่ บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เลขที่ 40/10 หมู่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โทรศัพท์ (096) 618-0612 LINE : royal_coffee E-mail : royalcoffee.m@gmail.com, http://www.thairoyal-coffee.com

SOAP KITCHEN สบู่ (กินได้) สุดครีเอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0736151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

ไอเดียแปลก

ดวงกมล

SOAP KITCHEN สบู่ (กินได้) สุดครีเอต

“SOAP KITCHEN เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมและวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหาร สามารถทานได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อะโวกาโด น้ำผึ้ง โกโก้ ส่วนสีและกลิ่นได้จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเช่นกัน”

กระแสสบู่แฮนด์เมดมาแรงมากก็จริง ในท้องตลาดมีให้เลือกช็อปหลายยี่ห้อ แต่เชื่อว่าไม่มีที่ไหนเหมือน “SOAP KITCHEN” สบู่ก้อนที่นำส่วนผสมของอาหารนานาชนิดมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต แฮนด์เมดทุกขั้นตอน ทำให้สบู่มีรูปร่างที่พิเศษ มีเสน่ห์แปลกตา แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เจ้าของไอเดียนี้ชื่อ คุณอลิสา พิบูลสิริ

คัดสรรจากธรรมชาติเพื่อผิวโดยเฉพาะ

คุณอลิสา เป็นลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ปัจจุบันอายุ 23 ปี หลงใหลและชอบสะสมสบู่เป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดศึกษากรรมวิธีการทำสบู่ไว้ใช้เอง จนกระทั่งได้สูตรที่ลงตัว ทั้งรูป กลิ่น สี และเนื้อสัมผัส เลยตัดสินใจสร้างแบรนด์ SOAP KITCHEN ขึ้นมา มีสบู่ทำมือกลิ่นต่างๆ มากมาย อาทิ เบียร์ลาว คาราเมล กุหลาบ โกโก้ ตะไคร้ ลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ มะลิ เลมอนเมอแรงก์ จินโทนิก ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น

คุณอลิสา เผยว่า เริ่มสนใจการทำสบู่ไว้ใช้เองตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 2 ศึกษาค้นคว้าจากหลายช่องทาง ทั้งซื้อหนังสือมาอ่าน ดูจากอินเตอร์เน็ต ลองผิดลองถูก กว่าสูตรจะคงที่และได้สบู่ที่คุณภาพดี ใช้เวลาทดสอบความเป็นกรด-ด่าง อยู่นาน 6 เดือน

ช่วงระยะเวลาที่หญิงสาวทดลองทำสบู่ เธอให้ข้อมูลคร่าวๆ ว่า สบู่อุตสาหกรรมทั่วไปที่ขายราคาถูกมักจะมีส่วนผสมของกลีเซอรีนน้อย คุณสมบัติช่วยเคลือบบำรุงผิว ทำให้ผิวไม่แห้งตึง แต่สำหรับ SOAP KITCHEN เป็นสบู่ค่อนข้างพรีเมี่ยมที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสุขภาพผิวอย่างแท้จริง

“SOAP KITCHEN เป็นสบู่ที่มีส่วนผสมและวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหาร สามารถทานได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น อะโวกาโด น้ำผึ้ง โกโก้ ส่วนสีและกลิ่นได้จากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเช่นกัน”

สาเหตุที่คุณอลิสาใช้วัตถุดิบทุกอย่างเกรดเดียวกับอาหาร เธอย้ำว่า เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า สบู่ SOAP KITCHEN ปลอดภัยต่อสุขภาพผิวแน่นอน นอกจากนั้น ยังสร้างจุดขายที่ไม่เหมือนใคร

12 สูตร ไม่เหมือนใครอนาคตเล็งเปิดหน้าร้าน

ส่วนผสมหลักๆ ของสบู่แฮนด์เมดดังกล่าว ประกอบด้วย น้ำมันบำรุงผิวสุดเข้มข้น 4 ชนิด มีน้ำมัน สวีตอัลมอนด์ เชียบัตเตอร์ น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว คัดสรรกลิ่นให้มีความหอมติดตัวผู้ใช้ และเพิ่มลูกเล่นด้วยการตกแต่งให้สวยงามน่าใช้ ปัจจุบันมี 12 สูตร ครอบคลุมทุกสภาพผิว แต่กลิ่นที่ขายดีที่สุดคือ ข้าวเหนียวมะม่วง เกิดจากความชอบทานเมนูนี้ของคุณอลิสา เธอนำส่วนผสมมาแต่งกลิ่น และเนรมิตให้สบู่มีหน้าตาละม้ายคล้ายข้าวเหนียวมะม่วงมากที่สุด

สำหรับขั้นตอนการทำสบู่ หญิงสาวเผยดังนี้ ขั้นตอนแรก ผสมโซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) สำหรับไว้ใช้ทำสบู่โดยเฉพาะ กับน้ำกลั่นแช่เย็น จากนั้นพักไว้ ต่อมา ตวงส่วนผสม อาทิ น้ำมันมะกอกช่วยบำรุงผิว น้ำมันมะพร้าวช่วยทำความสะอาดผิว อะโวกาโดช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ เชียบัตเตอร์ช่วยบำรุงผิวและช่วยให้สบู่ขึ้นรูป นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำไปต้มอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง กวนจนเป็นเนื้อเดียวกัน เติมกลิ่นและแต่งสีตามต้องการ เสร็จแล้วเทลงแท่นพิมพ์ทิ้งให้เย็นใช้เวลาประมาณ 1 วัน ตัดตามรูปทรงที่ต้องการ

ด้านกำลังการผลิต เนื่องจากทุกขั้นตอนเป็นงานแฮนด์เมด อีกทั้งสถานที่ทำ คือห้องครัวที่บ้านของคุณอลิสา แรงงานมีเพียงคุณแม่กับเจ้าของกิจการ ทำให้แต่ละวันทำสบู่ได้เพียง 100 ก้อนเท่านั้น

ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวเป็นที่รู้จักได้ในวงกว้าง หญิงสาวเลือกใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม รวมถึงมีสื่อหลายแขนงเข้ามาให้ความสนใจ ทำให้ลูกค้าเข้ามาอุดหนุน ซึ่งเจ้าของกิจการ ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนไทย อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นต่างชาติ ญี่ปุ่น ฮอลแลนด์

ส่วนแผนธุรกิจในอนาคต คุณอลิสา เผยว่า อยากทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รวมถึงเปิดหน้าร้าน เพราะปัจจุบันจำหน่ายแต่ในเว็บไซต์เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดของลูกค้าที่อยากทดลองดมกลิ่นและอยากลองใช้

ใครสนใจสบู่ธรรมชาติ ไอเดียเก๋ๆ คลิกดูในเว็บไซต์ /www.soapkitchenbkk.com หรือ http://www.facebook.com/SoapKitchenBkk โทรศัพท์ (081) 855-4620