เธอทำได้ไง จากค่าแรงชั่วโมงละ 400 บาท สู่รายได้ปีละ 250 ล้านบาท!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ของดี อินเตอร์

รัตติกรณ์

เธอทำได้ไง จากค่าแรงชั่วโมงละ 400 บาท สู่รายได้ปีละ 250 ล้านบาท!!!

หนทางสู่ความร่ำรวยของแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่เศรษฐี มหาเศรษฐี มักจะตอบเหมือนกันก็คือ พวกเขาเริ่มจากทำสิ่งที่ตัวเองรัก หรือถนัด แล้วจากนั้น “เงิน” มันจะตามมาเอง

เช่นเดียวกับ “มาร์นี่ อุสเลอร์” หญิงอเมริกันวัย 36 ที่สร้างตัวจากการทำงานด้วยรายได้ชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (401 บาท) จนกระทั่งทุกวันนี้เธอเป็นเจ้าของธุรกิจรับสร้างบ้านที่สร้างรายได้ให้เธอถึงปีละ 7,000,000 ดอลลาร์ หรือราว 250,000,000 บาท ก็เพราะเธอค้นพบว่า นี่คืองานที่เธอรัก และมีความถนัดที่สุด

มาร์นี่ เล่าว่า เธอเริ่มซื้อบ้านหลังแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 ตอนอายุ 24 ปี เป็นบ้านพักในเมืองเบทานี บีช รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ที่ครอบครัวเธอเคยไปเที่ยวพักตอนเธอเป็นเด็ก โดยใช้เงินเก็บทั้งหมดที่เธอมีวางดาวน์ไป 18,000 ดอลลาร์ (ราว 642,600 บาท ) เป็นเงินเก็บที่มาร์นี่ เล่าว่า “มาจากการทำงานด้วยค่าแรงชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (ราว 400 บาท) และงานรับจ้างให้อาหารแมว งานรับจ้างล้างรถ ที่ฉันเคยทำและการกินอยู่อย่างประหยัดอยู่ถึง 2 ปี”

มาร์นี่ เล่าว่า เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เพราะเห็นว่าตั้งอยู่ในทำเลที่ดี แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอเลย ที่เธอตัดสินใจลงทุนซื้อบ้านด้วยเงินเก็บทั้งหมด “ทุกคนต่างว่าฉันบ้า แต่ฉันก็ซื้อและลงมือซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง เพราะไม่มีเงินเหลือพอที่จะจ้างช่างที่ไหน”

มาร์นี่ เล่าว่า เธอพอจะมีทักษะด้านงานช่างที่ได้เรียนรู้มาจากพ่อ ซึ่งมีธุรกิจรับเหมาสร้างบ้านอยู่ชานกรุงวอชิงตัน ดีซี เธอจึงเริ่มลงมือซ่อมแซมบ้านจากการรื้อพรมปูพื้น และชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันทาสีบ้านใหม่ แล้วเธอยังลงทุนนั่งตากแดดตากฝน โรยหินกรวดทำเป็นทางถนนนอกบ้านด้วย 2 มือเปล่าของเธอเอง เพราะต้องการประหยัดเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วผลที่ออกมามันก็ช่าง “คุ้มค่า” กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอลงทุนลงแรงทำไป เพราะ 9 เดือนต่อมา เธอก็สามารถขายบ้านหลังนี้ได้เงินมา 350,000 ดอลลาร์ (ราว 12,495,000 บาท )

นอกจาก “ได้เงิน” มาร์นี่ยัง “ได้ใจ” เพราะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เธอมีความสนใจและความถนัดเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจหางานใหม่เป็นพนักงานขายบ้านให้กับบริษัทรับสร้างบ้านแห่งหนึ่ง พร้อมกันนั้นเธอก็นำเงินที่ได้จากการขายบ้านหลังแรกไปลงทุนซื้อบ้านหลังใหม่ในทำเลที่ดีกว่าเก่า และอยู่ใกล้ทะเลมากกว่าเดิม แล้วยังลงทุนสร้างบ้านของเธอเองตรงที่ดินบริเวณนั้นด้วย

“มักจะมีคนเข้ามาติดต่อ และบอกฉันว่าคุณเก่งเรื่องบ้าน คุณช่วยสร้างบ้านให้เราหน่อยได้มั้ย? ฉันก็มักจะตอบไปว่า ไม่ได้หรอก เพราะฉันมีงานประจำอยู่ และที่ฉันสร้างบ้านก็เพราะฉันจำเป็นต้องมีบ้านอยู่ เพราะฉันยังไม่มีบ้านของตัวเองเลย”

มาร์นี่ เล่าว่า หลังจากสร้างบ้านหลังนั้นเสร็จ เธอก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น 2 ปี จากนั้นก็ขายบ้านหลังนั้นไปในปี พ.ศ. 2549 และซื้อบ้านอีกหลังที่อยู่ใกล้ทะเลมากเข้าไปอีก ครั้งนี้เองที่ทำให้มาร์นี่ยิ่ง “มั่นใจ” ว่าเธอน่าจะเอาดีในธุรกิจซื้อขายบ้านได้ และเชื่อมั่นว่า นี่เป็นธุรกิจที่มีอนาคต ในปี พ.ศ. 2550 เธอจึงโทรศัพท์ไปหาสามีภรรยาที่เคยทาบทามเธอ ตอนที่เธอกำลังสร้างบ้านของตัวเองให้สร้างบ้านให้พวกเขา ว่าพวกเขายังต้องการให้เธอสร้างบ้านให้อีกหรือเปล่า? เมื่อ 2 สามีภรรยา “เซย์ เยส” มาร์นี่ก็โทรศัพท์หาพ่อเพื่อถามถึงวิธีประเมินราคาค่าก่อสร้างบ้าน

“ฉันยังจำที่พ่อพูดได้ว่า แกโง่หรือเปล่านี่มันปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ.2550)!!! ไม่มีใครกล้าลงทุนทำธุรกิจตอนนี้หรอก แกอย่าทำเชียวนะ แต่ฉันก็ไม่ฟัง และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาตั้งบริษัทของตัวเอง”

และนั่นก็คือ จุดเริ่มต้นของ “บริษัทมาร์นี่ โฮมส์” บริษัทรับเหมาก่อสร้างในเมืองเบทานี บีช รัฐเดลาแวร์ ที่นอกจาก มาร์นี่แล้ว ก็ยังมีพนักงานประจำอีก 3 คน โดยบริษัทมีผลงานสร้างบ้าน 7 หลังต่อปี ส่วนใหญ่เป็น “บ้านหลังที่สอง” และบ้านหลังแรกที่เจ้าของตั้งใจจะมาใช้ชีวิตอยู่หลังเกษียณ นอกจากงานสร้างบ้าน มาร์นี่ก็ยังรับงานเกี่ยวกับงานตกแต่งออฟฟิศด้วย

ในปีแรก บริษัทมาร์นี่ โฮมส์ สามารถทำรายได้ 450,000 ดอลลาร์ (ราว 16,065,000 บาท) และมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี กระทั่งใกล้สิ้นปี 2558 บริษัทมีรายได้เกือบ 7,000,000 ดอลลาร์ หรือราว 250,000,000 บาท

ที่สำคัญ มาร์นี่ ยังเล่าว่า เธอรู้สึกสนุกและมีความสุขในการทำงานมาก เพราะแต่ละวันไม่มีอะไรที่ซ้ำซาก จำเจเลย “โดยทั่วไปฉันจะอยู่ในออฟฟิศครึ่งวัน ส่วนอีกครึ่งวันก็จะออกไปข้างนอก แต่ละวันฉันจะโทรศัพท์ติดต่อพูดคุย และนัดพบกับลูกค้าเยอะมาก ฉันยังดูเรื่องงบประมาณในการก่อสร้างบ้านทุกหลัง และประเมินราคาค่าก่อสร้างเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มาจากการบริหาร สร้างบ้านแต่ละหลัง ได้ออกไปดูวัสดุเพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้าง แล้วยังดูงานตกแต่งภายใน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมฉันจึงรักงานนี้ เพราะบางวันฉันก็ไม่ได้ก้าวออกจากออฟฟิศเลย แต่บางวันฉันก็ไม่ได้เข้าออฟฟิศเลย มันสนุก เพราะทุกวันมันไม่มีอะไรซ้ำกันเลย”

เลือกหน้าได้ ชิ้นเดียวก็ขาย Pizza Dollar พิซซ่าไทย สไตล์นิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

แฟรนไชส์โซน

พารนี

เลือกหน้าได้ ชิ้นเดียวก็ขาย Pizza Dollar พิซซ่าไทย สไตล์นิวยอร์ก

“ที่กล้าเปิดชนกับเจ้าใหญ่ เพราะคิดว่าลูกค้าเป้าหมายคนละกลุ่ม และสินค้าในแบบของเราก็ต่างกัน พิซซ่าแบ่งขายได้เป็นชิ้น ไม่ต้องสั่งเป็นถาด แถมมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกทานอีก เป็นเซตเล็กๆ ง่ายๆ มาคนเดียวก็ทานได้…”

เอ่ยถึง “พิซซ่า” อาหารสัญชาติอิตาเลียน หลายคนคงนึกได้แต่แบรนด์ใหญ่ไม่กี่ยี่ห้อ ที่ยึดหัวหาดแทบทุกห้าง แถมยังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง

ครั้นจะเปิดช่องว่างให้กิจการเล็กๆ สไตล์โฮมเมด ได้มีโอกาสแจ้งเกิดบ้าง น่าจะเป็นเรื่องยากและหนักหนาใช่เล่น

แต่ด้วยความมั่นใจในรสชาติและสไตล์ที่แตกต่าง Pizza Dollar (พิซซ่า ดอลลาร์) ร้านพิซซ่าของผู้ประกอบการไทยตัวเล็กๆ แต่หัวใจใหญ่ ที่มีความมุ่งมั่นเกินร้อย

จึงขอแทรกตัว “แจ้งเกิด” ในฐานะแฟรนไชซอร์ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่อาจกำลังมองหาทางเลือกใหม่ แบบไม่จำเจ

คุณษา-อุษา อมตสวัสดี เจ้าของแฟรนไชส์พิซซ่า ดอลลาร์ วัย 38 ปี ขอใช้หน้าร้านของ คุณหนุ่ย-แฟรนไชซี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้ามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ เป็นสถานที่พูดคุยกัน

เริ่มต้นให้ฟัง จบการศึกษาด้านการเงิน-การธนาคาร ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำอยู่ฝ่ายบัญชีในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ 7 ปี เกิดมีการควบรวมกิจการ เลยลาออกมาหวังหาธุรกิจส่วนตัวทำ

จังหวะเดียวกันนั้น สามีตัดสินใจเดินทางไปช่วยพี่สาวทำร้านอาหารไทยในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เธอจึงมีโอกาสติดตามไปด้วยหวังเก็บเกี่ยวประสบการณ์

ใช้เวลากว่า 7 ปี ในต่างแดน ทั้งตัวเธอและแฟน ต่างพยายามเก็บเงิน ด้วยการทำงานในร้านอาหารของพี่สาวและร้านอาหารไทยเจ้าอื่นด้วย โดยทำทุกหน้าที่ เริ่มจากบรรจุอาหาร รับโทรศัพท์ บาร์เทนดี้ เด็กเสิร์ฟ และงานในครัว

กระทั่งเมื่อราว 4 ปีก่อน เกิดอาการ “คิดถึงบ้าน” สองสามี-ภรรยา และลูกน้อยวัยขวบครึ่งอีก 1 คน จึงพากันย้ายถิ่นฐานกลับมาอยู่เมืองไทย พร้อมพกพาความตั้งใจ อยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ สักแห่ง

คุณษาเลยไปศึกษาหาความรู้ด้านเบเกอรี่ พวกการทำขนมเค้ก ก่อนลองมาทำขายให้เพื่อน-คนรู้จัก ปรากฏผลตอบรับพอใช้ได้

แต่รู้สึกไม่ค่อยสันทัดในการตกแต่งหน้าเค้ก เพราะต้องใช้ความพิถีพิถันมาก จึงหันมาทำอาหารประเภทขนมปังดูบ้าง ปรากฏโดนใจมากกว่า

จนอยู่มาวันหนึ่ง ลองทำพิซซ่า ออกมาให้คนรอบตัวชิม

ปรากฏได้รับคำชม “อร่อยมาก”

พร้อมกับเสียงเชียร์…ทำขายได้เลย

เมื่อนำเรื่องแรงยุจากพรรคพวก ไปเล่าให้น้องแท้ๆ ที่ยังทำงานอยู่ที่นิวยอร์กฟัง ก็ได้เสียงสนับสนุนอีกทาง

“ทำไมไม่ทำพิซซ่าแบบอเมริกันขายล่ะ ที่ขายแบบแบ่งชิ้น คือคนขายจะทำไว้เป็นถาดใหญ่ เวลาคนซื้อชิ้นหนึ่ง ก็เอาเข้าเตาอบให้ เดินทานได้เลย ที่นิวยอร์กมีขายตามริมถนนเยอะมาก อยู่ทุกมุมถนน” คุณษา เล่าว่า น้องแนะนำอย่างนั้น

หลังจากตัดสินใจทำพิซซ่าขาย จึงหาทำเลตั้งร้าน กระทั่งมาได้ล็อกในตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ เปิดขายอยู่ 2 ปีเศษ ผลตอบรับดีมาก ลูกค้ามีทั้งไทย-ต่างชาติ

แต่เนื่องจากตั้งราคาขายไว้ถูกเกินไป เริ่มต้นที่ชิ้นละ 29 บาท ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเกินครึ่งแล้ว แถมยังไม่รวมค่าแพ็กเกจ

ขายอยู่ที่ตลาดรถไฟฯ ได้ 2 ปีเศษ จึงปิดตัวลง เพราะต้องการอัพเกรดแบรนด์และราคาขาย ก่อนจะพาตัวเองเข้าห้างและเปิดเป็นแฟรนไชส์

“ใช้ชื่อ พิซซ่า ดอลลาร์ เพราะที่นิวยอร์กจะขายชิ้นละประมาณ 99 เซนต์ หรือ 1 ดอลลาร์ พอลูกค้าฝรั่งเห็นจะเข้าใจทันที แต่ถ้าเพิ่มหน้านอกเหนือจากชีสก็เพิ่มราคากันไป ซึ่งตอนนั้นขายถูกมาก แค่ชิ้นละ 29 บาท แต่ถ้าจะขายแฟรนไชส์แล้วยังคงขายราคานี้ แฟรนไชซีคงไม่มีกำไร เลยตัดสินใจปิดตัวไปเพื่ออัพเกรดตัวเอง” คุณษา บอกอย่างนั้น

และว่า เมื่อกิจการในแบบของเธอแข็งแรงและพร้อมอีกครั้ง จึงทำการเปิดตัวประชาสัมพันธ์ เปิดบู๊ธตามห้างสรรพสินค้าและงานอีเว้นต์ต่างๆ เป็นระยะ

ล่าสุด มีแฟรนไชซีอยู่ในความดูแล 1 แห่งคือ พิซซ่า ดอลลาร์ สาขามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ ซึ่งใช้เป็นที่พบปะกันในครั้งนี้ ที่เปิดกิจการมาได้เกือบปีแล้ว

“ที่กล้าเปิดชนกับเจ้าใหญ่ เพราะคิดว่าลูกค้าเป้าหมายคนละกลุ่ม และสินค้าในแบบของเราก็ต่างกัน พิซซ่าแบ่งขายได้เป็นชิ้น ไม่ต้องสั่งเป็นถาด แถมมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกทานอีก เป็นเซตเล็กๆ ง่ายๆ มาคนเดียวก็ทานได้ แถมราคาไม่แพง

ทุกวันนี้เลยมีลูกค้าประจำเยอะ และเชื่อว่าถ้าใครลองได้ชิมแล้ว ต้องกลับมาทานอีกแน่นอน” คุณหนุ่ย-แฟรนไชซีพิซซ่า ดอลลาร์ กล่าวส่งท้าย

……………

ผู้สนใจลงทุนที่มีทำเลอยู่ในย่านกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สนใจแฟรนไชส์ Pizza Dollar สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ คุณษา-อุษา อมตสวัสดี โทรศัพท์ (061) 514-2440

แต่หากอยากไปทดลองชิมรสชาติ เชิญไปได้ที่ ชั้น 2 มาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.30-21.00 น.

“ทรัสตี้คาร์” เว็บไซต์ขายรถมือสอง บุกตลาด ด้วยบริการครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ทรัสตี้คาร์” เว็บไซต์ขายรถมือสอง บุกตลาด ด้วยบริการครบวงจร

เว็บไซต์นี้เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายรถมือสอง ซึ่งจะเปิดพื้นที่สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ต้องการจะขาย หรือซื้อรถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ก็จะเปิดพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการเต็นท์มือสองที่จะเข้ามาประกาศขาย

“รถมือสอง” กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ต้องการมียานพาหนะ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่จะซื้อรถมือสองมักเช็กข้อมูลสเปกรถที่ต้องการซื้อในเว็บไซต์ ทำให้ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดซื้อขายรถยนต์มือสองออนไลน์นั้นมีการเติบโตมาก

แต่ขณะเดียวกัน อีกหลายคนมักมีคำถามเกี่ยวกับรถมือสองมากมาย ตรงนี้นับเป็นช่องว่างที่ทำให้ คุณธนกร สีแสงทอง หลานชายนักการเมืองชื่อดัง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เข้ามาลุยธุรกิจรถมือสองออนไลน์ ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ “www.trusteecar.com” พื้นที่ซื้อ-ขายรถยนต์มือสอง โดยมีจุดขายคือ ตรวจสภาพรถยนต์ในระบบทุกคันก่อนซื้อ-ขายจริง ตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทย

งัดทุกกลยุทธ์

เจาะลูกค้าทุกกลุ่ม

คุณธนกร เริ่มต้นทำเว็บไซต์ trusteecar.com มาปีกว่าแล้ว ในช่วงเริ่มธุรกิจเขาทำการศึกษาและวิจัยเว็บไซต์ขายรถยนต์มือสอง พบว่า เว็บไซต์ที่ซื้อ-ขายรถมือสองในไทยยังขาดมาตรฐาน และไม่ครบวงจร ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพ จึงได้ตัดสินใจทำเว็บไซต์โดยพัฒนารูปแบบให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และมั่นใจที่จะซื้อรถในกลุ่มนี้

สำหรับจุดเด่นของเว็บไซต์ดังกล่าว รถยนต์ทุกคันที่ประกาศขายบนหน้าเว็บไซต์จะต้องผ่านการตรวจสอบ 3 ขั้นตอน คือ

1. ข้อมูลของสมาชิกที่จะประกาศขายรถ ต้องระบุตนเองชัดเจน ด้วยอีเมล เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้

2. ผู้ขายจะต้องยืนยันตัวตน ต้องมีการอัพโหลดสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และหน้าเล่มทะเบียนรถยนต์ ให้ตรงกับที่ประกาศขาย

3. รถยนต์จะต้องผ่านการตรวจสอบสภาพรถ ด้วยช่างและอุปกรณ์ที่ผ่านมาตรฐานสากล

นอกจากรถยนต์ทุกคันจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทางเว็บไซต์ trusteecar.com ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ชื้อรถด้วยการจับมือกับ 2 พันธมิตรคือ บริษัท ซิลค์สแปน จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการโบรกเกอร์ ประกันภัย ไฟแนนซ์ และ บริษัท บี-ควิก จำกัด ช่วยตรวจสภาพรถยนต์

“จุดเริ่มต้นของ http://www.Trusteecar.com เป็นการเห็นโอกาส ในการลดความกังวลของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเรื่องคุณภาพของรถยนต์มือสอง ในมุมผู้ซื้อจะมีความกังวลว่า รถจะอยู่ในสภาพดีแค่ไหน ซื้อแล้วจะมีปัญหาไหม ในมุมผู้ขายก็จะกังวลเรื่อง รถยนต์ขายไม่ออก ราคารถยนต์จะขายได้ไม่เท่ากับความเป็นจริง”

คุณธนกร บอกเพิ่มเติมว่า เว็บไซต์นี้เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายรถมือสอง ซึ่งจะเปิดพื้นที่สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ต้องการจะขาย หรือซื้อรถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ก็จะเปิดพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการเต็นท์มือสองที่จะเข้ามาประกาศขาย ปัจจุบัน สามารถประกาศขายฟรี แต่ในอนาคต 2-3 ปีอาจจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการลงประกาศ ตรงจุดนี้ต้องรอดูผลการตอบรับของลูกค้าอีกที

“กลุ่มลูกค้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1. ลูกค้า ผู้มองหารถยนต์ 2. ผู้ให้บริการเต็นท์รถมือสอง 3. ศูนย์บริการรถยนต์มือสอง ทั้ง 3 กลุ่มนี้ สามารถเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ขึ้นอยู่กับความต้องการ ณ ตอนนั้นของกลุ่มลูกค้า”

รถตรวจสภาพก่อนทุกคัน

ตั้งเป้าคนเข้าเว็บ 1 ล้าน

ด้านที่มาของรายได้ นักธุรกิจหนุ่ม เผยว่า รายได้จากโฆษณา และรายได้จากการให้บริการตรวจสอบสภาพรถยนต์ แต่อย่างไรก็ตาม ในปีแรกยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ ตั้งเป้าเพียงผู้เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ ภายในสิ้นปี 2559 จะมีผู้เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ 1 ล้านคน ยอดรถที่จะหมุนเวียนในเว็บไซต์คาดว่าจะมีจำนวน 20,000 คัน

หลานชายนักการเมืองชื่อดัง ยังบอกอีกว่า จุดแข็งของ http://www.trusteecar.com เป็นช่องทางที่ดีให้กับ ผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะรถทุกคันที่ลงประกาศมีมาตรฐาน ทำให้สามารถขายได้เร็วและขายได้ราคา ผู้ซื้อเองก็มั่นใจในคุณภาพ ด้านบริการก็ทันสมัย หน้าเว็บไซต์มีระบบที่ง่ายต่อการค้นหา และระบบหลังบ้านที่ปลอดภัย บริการครบวงจรทั้งการเช็กราคา ไฟแนนซ์ ประกันภัย มีข่าว บทความ แง่มุม เกี่ยวกับรถยนต์ที่มีประโยชน์ให้คุณลูกค้าอ่าน

“ผมมองว่าเว็บไซต์ซื้อ-ขายรถยนต์ออนไลน์มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ได้รับความนิยมและมีมาตรฐานจะมีอยู่ไม่กี่เว็บไซต์ แต่ละเว็บก็จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งแนวโน้มของเว็บไซต์ประเภทนี้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมีการโปรโมตผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว การโฆษณาผ่านวิทยุ แอลอีดี 20 จุดทั่วประเทศ การทำตลาดออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ และกูเกิ้ล ซึ่งคาดหวังว่าลูกค้าจะได้เห็นชื่อของเว็บไซต์”

สำหรับปัจจัยหนุนธุรกิจดังกล่าว คือภาครัฐมีการปรับลดการถือครองรถคันแรกจาก 5 ปี เป็น 3 ปี (เดิมเจ้าของรถต้องห้ามขายเปลี่ยนมือรถ 5 ปี ลดถือครองเหลือ 3 ปี) ทำให้คาดว่าจะมีรถในกลุ่มนี้เข้ามาในระบบรถมือสองมากขึ้น จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ส่งผลทำให้ตลาดรถมือสองคึกคัก

การลงทุนในธุรกิจนี้ เบื้องต้นทางเจ้าของเว็บใช้งบประมาณ 5 ล้านบาท งบการตลาดเพื่อโปรโมตเว็บไซต์ 10 ล้านบาท และเตรียมงบอีก 10 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิก http://www.trusteecar.com หรือ โทรศัพท์ (02) 196-1866-8

“SKYBOX” รับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บน “บีทีเอส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“SKYBOX” รับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บน “บีทีเอส”

วิธีการใช้บริการ ลูกค้าทั่วไป และลูกค้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ (พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์) นำสิ่งของที่ต้องการส่งมาเข้าระบบ ทางสกายบ็อกซ์จะมี SMS เด้งขึ้นในโทรศัพท์มือถือทั้งผู้ฝากและผู้รับ โดยผู้รับจะต้องนำ SMS มายืนยันตัวตน ผู้รับสามารถกำหนดเวลารับได้ ภายใน 1-7 วัน

ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และสิงคโปร์ บริการรับ-ส่งสินค้าตามสถานีรถไฟฟ้าได้รับความนิยมมาระยะหนึ่งแล้ว เวลานี้บริการดังกล่าวได้เกิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว ภายใต้ไอเดียคนรุ่นใหม่ “เบนซ์-อภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล” ชายหนุ่มอายุ 25 ปี จบคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้ให้บริการรับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (SKYBOX) 6 แห่งคือ ช่องนนทรี สนามกีฬาแห่งชาติ ทองหล่อ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หมอชิต และซอยอารีย์ ในเร็วๆ นี้จะเพิ่มถึง 20 สถานี อนาคตจะขยายไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และยังรับชำระค่าน้ำค่าไฟ บัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ

ผุดไอเดียเก๋

ตอบโจทย์คนเมือง

คุณเบนซ์ เผยที่มาว่า บริการรับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บนบีทีเอส เกิดจากปัญหาส่วนตัว อยากส่งของให้เพื่อน แต่เวลาไม่ตรงกัน บางคนมีเวลาจำกัด ประกอบกับคนที่รู้จักก็เจอปัญหานี้เหมือนๆ กัน เลยมองเห็นช่องทางทำธุรกิจ โดยทำเลที่เลือกคือ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะเป็นทำเลทอง แต่ละวันคนสัญจรมหาศาล แถมยังไม่มีบริการดังกล่าวด้วย

ก่อนจะลงทุน ชายหนุ่มใช้เวลาเก็บข้อมูลราว 1 ปี ด้วยการเข้าไปศึกษาระบบการขนส่งสิ่งของที่ไปรษณีย์ไทย สาขา จังหวัดสมุทรสาคร ไปขอสถิติจำนวนคนขึ้นรถไฟฟ้าในแต่ละวันจาก บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) พบว่าจำนวนคนขึ้นรถไฟฟ้าทุกสถานีแต่ละวันราว 2 ล้านคน ไปศึกษาโมเดลธุรกิจรับส่งสินค้าจากต่างประเทศ ก็พบข้อดี ข้อเสียหลายอย่าง จากนั้นนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง

ช่วงที่เบนซ์เก็บข้อมูลหลายๆ ด้าน เขาบอกว่า ยิ่งมั่นใจว่าบริการดังกล่าวจะดำเนินไปด้วยดี ในที่สุดตัดสินใจเปิดบริการ “SKYBOX” (สกายบ็อกซ์) เมื่อปี 2557 ด้วยงบลงทุนจากผู้ปกครองก้อนแรก 5 ล้านบาท นำร่อง 4 สถานี ได้แก่ ช่องนนทรี สนามกีฬาแห่งชาติ ทองหล่อ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

“ผมนำร่องสถานีช่องนนทรีเป็นที่แรก เพราะแถวนั้นมีสำนักงานเยอะ ปรากฏผิดคาด พนักงานออฟฟิศไม่ส่งพัสดุทุกวัน แถมลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจบริการดังกล่าว 6 เดือนแรกเงียบเหงามาก อาศัยใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กช่วยประชาสัมพันธ์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม รวมถึงปรับแผนธุรกิจหันมาเจาะตลาดกลุ่มผู้ขาย และกลุ่มผู้ซื้อสินค้าออนไลน์”

คุณเบนซ์ เสริมว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านช่องทางต่างๆ เยอะขึ้น มีคนไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นด้วย ทางสกายบ๊อกซ์มองเห็นโอกาสของธุรกิจจากตรงนั้น จึงมุ่งเน้นไปที่การเป็นจุดรับสินค้าออนไลน์ เพื่อความสะดวกของกลุ่มเป้าหมาย

จับมือร้านโซเชียล

ระบบเสถียรเล็งขยาย

สำหรับวิธีการใช้บริการ ลูกค้าทั่วไป และลูกค้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ (พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์) นำสิ่งของที่ต้องการส่งมาเข้าระบบ ทางสกายบ็อกซ์จะมี SMS เด้งขึ้นในโทรศัพท์มือถือทั้งผู้ฝากและผู้รับ โดยผู้รับจะต้องนำ SMS มายืนยันตัวตน ผู้รับสามารถกำหนดเวลารับได้ ภายใน 1-7 วัน นอกจากส่งระหว่างสถานี ยังรับส่งทั่วประเทศไทย และส่งทั่วโลก คิดอัตราเริ่มต้น กิโลกรัมละ 35 บาท หากส่งปริมาณมากก็ติดต่อกับพนักงานได้โดยตรง หรือส่งไม่กี่ชิ้นก็เดินเข้ามาใช้บริการได้ทันที จะมีพนักงานช่วยแพ็กสินค้าลงกล่องของสกายบ็อกซ์ให้

ด้านความหลากหลายของพัสดุที่ส่ง ผู้ให้บริการ ระบุว่า มีทั้งพัสดุขนาดเล็ก พวกเครื่องสำอาง เสื้อผ้า อาหารก็มีแต่ผู้ส่งต้องแพ็กมาให้ดี พัสดุขนาดใหญ่ เช่น ราวตากผ้ายาวประมาณ 2 เมตรก็เคยมี ในกรณีต้องการให้จัดส่งในจุดที่ไม่มีศูนย์บริการของสกายบ็อกซ์ จะมีพนักงานไปส่งให้ แต่ลูกค้าต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มพิเศษ

“ผมเชื่อว่าบริการนี้เหมาะกับคนเมืองยุคใหม่ เหมาะกับคนที่อยู่บ้านไม่เป็นเวลา เวลาไม่ตรงกันระหว่างผู้ส่ง-ผู้รับ ผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ โดยผู้รับสามารถมาเลือกรับสินค้าเวลาไหนก็ได้ หากไม่มีผู้รับ พัสดุก็ตีกลับผู้ส่ง”

ปัจจุบัน สัดส่วนลูกค้าที่มาใช้บริการ คุณเบนซ์ ระบุว่า 40 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกค้าทั่วไป 60 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกค้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เช่น Alibaba, Amazon, Lazada, Luxora

สกายบ็อกซ์เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. และวันเสาร์เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ปิดทำการ ยกเว้น สถานีหมอชิต เปิดให้บริการทุกวัน ส่งสินค้าก่อน 12.00 น. รับสินค้าภายในวันเดียวกัน ตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต ทางผู้ประกอบการตั้งเป้าหมายว่าในปี 2559 จะมีจุดให้บริการครบทุกจุดบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และขยายสาขาเป็นแฟรนไชส์ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ให้กระจายครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย 100 สาขา ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี 2560

มาเล่นกับแมวกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

มาเล่นกับแมวกันเถอะ

แมว เป็นสัตว์อยู่คู่กันกับมนุษย์มาตั้งแต่บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ทุกบ้านมักจะมีแมวเดินผ่านมาหน้าบ้าน ริมรั้ว หรือแมวบางตัวก็เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเราเลยทั้งโดยเชื้อเชิญและไม่ได้เชิญมา

แมวเป็นสัตว์นักล่า แมวที่อยู่นอกบ้าน มักจะจับหนู จับนก จับแมลง หรือเล่นกับสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ เชือก แม้แต่เงาของตัวแมวเองแมวก็ยังตะปบเล่น

แต่เมื่อคนเราเริ่มนำแมวเข้ามาเลี้ยงในบ้าน ทำให้แมวไม่ได้ใช้ชีวิตนอกบ้าน ทำให้แมวเกิดความเซ็งขาดทักษะของนักล่า

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของแมวที่จะต้องสรรหาวิธีเล่นกับแมว เพื่อเอาใจแมว ฝึกทักษะนักล่าให้แมว ทำให้แมวได้รับความบันเทิงตามแบบแมวๆ

วันนี้จะมาเสนอวิธีเล่นกับแมวให้เพลิดเพลินกัน

1. ไม้เล่นแมวหรือเบ็ดตกแมว

ไม้เล่นแมวหรือเบ็ดตกแมว จัดเป็นของเล่นที่แมวโปรดปราน สนนราคาก็ตั้งแต่ 20-300 บาท ราคาขึ้นอยู่กับว่าทำมาจากวัตถุดิบแบบไหน

วิธีเล่น จับปลายด้ามไม้เล่นแมว แล้วกวัดแกว่งไปมา อย่าให้แมวตะปบได้ แต่นานๆ ทีต้องให้แมวตะปบได้บ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวแมวจะเซ็งไปก่อน

เมื่อเล่นเสร็จ ต้องเอาไม้เล่นแมวไปเก็บ อย่าวางทิ้งไว้ เพราะแมวอาจจะคาบไปทึ้งจนพังได้ ต้องเสียเงินซื้อไม้เล่นแมวอันใหม่ให้เปลืองเงินอีก

2. ลูกบอล

ลูกบอลเป็นของเล่นที่แมวชื่นชอบมากอีกแบบหนึ่ง แมวจะวิ่งไล่ตามลูกบอลด้วยความสนุกสนาน ลูกบอลมีหลายแบบหลายขนาด ผลิตจากหลากหลายวัตถุดิบ

ลูกบอลที่ผลิตจากผ้า แมวจะใช้เล็บจิกผ้าและโยนเล่นได้ด้วย

ลูกบอลพลาสติกที่มีกระดิ่ง เสียงกระดิ่งจะช่วยเรียกร้องความสนใจจากแมวได้ดี

3. ที่ฝนเล็บ

ที่ฝนเล็บ เป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี ไม่อย่างนั้นโซฟา เตียง โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน จะกลายเป็นที่ฝนเล็บแมวแทน

ที่ฝนเล็บที่ทำมาจากกระดาษ จะมีราคาถูก มีหลากหลายรูปทรง บ้างก็ทำเป็นทรงโซฟา บ้างก็ทำเป็นทรงบ้าน บ้างก็ทำเป็นทรงหัวแมว มีนับสิบๆ แบบให้เลือกซื้อ อายุการใช้งานประมาณ 1 ปี สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอาหาร อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงทั่วไป

ที่ฝนเล็บที่ทำจากเชือกป่าน เชือกมะนิลา อายุการใช้งานค่อนข้างนาน อาจอยู่ได้ 3-5 ปี หากเชือกรุ่ยก็สามารถหาเชือกมาพันใหม่ได้

4. ของเล่นแมวไฮเทคโนโลยี

มีหลากหลายแบบ บางแบบใส่ถ่านก็มี ทำให้แมวเล่นเองโดยที่เจ้าของแมวไม่ต้องไปเล่นด้วย

5. ของเหลือใช้ใกล้ตัว

เอามาทำของเล่นแมว อาทิ

เศษกระดาษ นำมาขยำเป็นก้อนๆ แล้วโยนให้แมวเตะเล่นแทนลูกบอล

หลอดดูดน้ำ หลอดดูดน้ำจะมีรูปทรงและเสียงที่ดึงดูดความสนใจของแมวได้ดี

ถุงกระดาษ เสียงดังกรอบแกรบของถุงกระดาษ ช่วยทำให้แมวตื่นเต้นกับการตะปบเล่น

ข้อควรระวัง

ไม่ควรให้แมวเล่นเชือก หรือเส้นด้าย เพราะแมวอาจกลืนกินเข้าไปอาจทำให้เชือกไปพันในลำไส้ได้

ไม่ควรให้แมวเล่นถุงพลาสติก เพราะหัวแมวอาจติดอยู่ในถุงพลาสติก แล้วทำให้แมวขาดอากาศหายใจตายได้ หรือแมวอาจกลืนกินถุงพลาสติกซึ่งอาจทำให้แมวป่วย อาเจียนได้

ในการเล่นกับแมว แมวจะได้รับการฝึกฝนทักษะหลายๆ ด้าน เช่น ทักษะในการมองเห็น ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายให้รวดเร็ว ทักษะในการได้ยินและติดตามเสียง ทักษะการได้กลิ่นของวัตถุ เป็นต้น นอกจากนี้ ทำให้จิตใจของแมวได้ผ่อนคลาย รู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

และถ้าเราเป็นคู่เล่นกับแมว ผู้ที่เล่นกับแมวก็ได้รับประโยชน์โดยได้รับความสนุกสนานเช่นกัน เพราะแมวมักจะทำอะไรที่เปิ่นๆ และตลกๆ ให้เราได้หัวเราะอยู่เสมอ ทำให้จิตใจของเราได้รับการผ่อนคลายไปอีกด้วย

ในเมื่อทั้งสนุกและมีประโยชน์ขนาดนี้ วันนี้คุณเล่นกับแมวแล้วหรือยัง

ผุด “City Park” คอมมูนิตี้มอลล์ ค้าส่ง-ค้าปลีก แห่งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

เล็งทำเลธุรกิจ

มีนา

ผุด “City Park” คอมมูนิตี้มอลล์ ค้าส่ง-ค้าปลีก แห่งแรกในไทย

“อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะเป็นหัวใจสำคัญในการโปรโมตเออีซี ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะเดินทางเข้ามา ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าจะส่งศักยภาพให้กับ City Park ด้วย เพราะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกในประเทศไทย ที่รวมเอาความเป็นค้าส่งและค้าปลีกไว้ที่เดียวกัน โดยมีพื้นที่ขายทั้งหมดราว 13,000 ตารางเมตร”

“ธนพัต ปิติวราธนกุล” เขาคือตัวอย่างของคนผ่านร้อนผ่านหนาว จนก้าวมาสู่ความสำเร็จได้ ด้วยวัยในวันนี้เพียง 37 ปีเท่านั้น

ประสบการณ์การทำธุรกิจ ทำให้เขาได้เรียนรู้ข้อผิดพลาด ปัญหา ความล้มเหลว แต่ทว่าเพียงเพราะเขามีความตั้งมั่นอยู่กับการทำงานบนพื้นฐานแห่งความตั้งใจ ทำให้ในวันนี้เขาคือ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วราพัฒนาทรัพย์ จำกัด บริษัทให้คำปรึกษาและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาคเนย์ แกรนิต จำกัด, กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิวแม็กดีไซน์แอนด์อินทรีเรีย จำกัด และล่าสุด เขาคือเจ้าของโครงการ คอมมูนิตี้มอลล์ “City Park” บนพื้นที่ 17 ไร่ ในเมืองทองธานี

ประสบการณ์สู่ธุรกิจ

ลูกจ้าง สู่ ผู้ประกอบการ

เดิมที คุณธนพัตเป็นเฉกเช่นชายหนุ่มทั่วไป หลังศึกษาจบปริญญาตรี ด้านการตลาดสาขาวิชาบริหารการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เขาทำงานรับเงินเดือนในบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งจำหน่ายสินค้าประเภทหินแกรนิตสำหรับปูพื้นและผนังบ้าน

การได้อยู่ในตำแหน่งเซลส์แมน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการค้าขาย ให้บริการ เรียนรู้ลูกค้า และยังทำให้รู้จักสินค้าและแหล่งที่มาเป็นอย่างดี

5-6 ปีกับประสบการณ์ลูกจ้าง เขาตัดสินใจลาออก แล้วร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทนำเข้าหินแกรนิตจากต่างประเทศ มาเสิร์ฟตลาดคนไทย โดยมีผู้ซื้อคือกลุ่มลูกค้าซึ่งศรัทธาในการดำเนินงานของเขาเป็นผู้อุดหนุน จนธุรกิจรุดหน้า

“เมื่อสมัย 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 27 ปี การสร้างบ้านหรือคอนโดฯ ส่วนมากใช้งานกระเบื้อง และมาช่วงหนึ่ง หินเริ่มมีบทบาท ซึ่งถ้าบ้านใดใช้หินอ่อน หินแกรนิต แสดงว่าหรูมาก ตรงนี้จึงเกิดช่องว่างให้ก้าวเข้าไปทำ กอปรกับเรารู้แหล่งนำเข้า การลงทุนจึงไม่สูงมาก เริ่มต้นจาก 400,000-500,000 บาท โดยพยายามซื้อขายด้วยระบบเงินสดในช่วงแรก”

จากลูกค้าเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมารายเล็ก เริ่มขายสู่โครงการหมู่บ้านจัดสรร ได้โอกาสจำหน่ายสินค้าให้กับผู้รับเหมารายใหญ่ ส่งรายได้ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

จากธุรกิจหนึ่งส่งต่อให้เกิดธุรกิจอื่นตามมา โดยอาศัยฐานลูกค้ามีอยู่ในมือ และในวัยเพียง 30 ต้นๆ คุณธนพัตก็สามารถทำรายได้สู่บริษัทสูงถึงหลักร้อยล้านบาท

หลายคนอาจมองว่านี่คือเส้นทางแห่งความสำเร็จที่ดูหอมหวาน แต่ใครจะรู้ว่า นักธุรกิจหนุ่มคนนี้มาถึงจุดซวนเซกับมรสุมครั้งสำคัญ ทำให้เขากลายเป็นหนี้ถึง 40 ล้านบาท

“ตอนนั้นใครชวนทำธุรกิจอะไร ถ้าได้กำไรยอมทำหมด บางธุรกิจไม่คุ้นเคยก็ทำ ไม่ได้ดูแลเองก็ลงทุน เพราะคิดว่าหาเงินได้เร็ว ก็กระจายไปลงทุนกับธุรกิจอื่นๆ บ้าง ลงไปธุรกิจหนึ่ง 5 ล้านบ้าง 10 ล้านบ้าง โดยไม่ศึกษาข้อมูลความรู้ในธุรกิจนั้นๆ ให้ดีก่อน ในที่สุดก็ประสบปัญหาล้มเหลว ส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลัก ภายในระยะเวลา 6 เดือน ผมหมุนเงินไม่ทัน เกือบจะล้มละลาย เพราะเป็นหนี้ 40 ล้านบาท แต่ว่าโชคดีได้ผู้ใหญ่ซึ่งเห็นความตั้งใจในการทำงานช่วยเหลือ จากนั้น ภายใน 6 เดือนก็สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ และภายใน 2 ปีสามารถปลดหนี้จนหมด ก้าวพ้นปัญหามาได้”

ผ่านบททดสอบครั้งใหญ่

เดินหน้าก้าวไปสำเร็จ

จะว่านี่คือบททดสอบบทสำคัญของคุณธนพัตคงได้ แต่บททดสอบนี้ทำให้เขาเกิดความรอบคอบ และวางเป้าหมายในการทำงานไว้เลยว่า ถ้าจะทำธุรกิจใดต้องอยู่ในความถนัด รู้จริง สำคัญคือ อย่าไว้ใจให้คนอื่นทำแทน

ความพลาดพลั้งในครั้งนั้น ส่งผลให้เส้นทางธุรกิจของคุณธนพัตเดินสู่ทิศทางที่มั่นคง จนกระทั่งเขามีโอกาสได้เข้าสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ และกลุ่มโครงการค้าปลีก อาทิ ศูนย์การค้าสาทร ซิตี้ พลาซ่า ที่ได้รับผลตอบรับอันดี

จากประสบการณ์ส่งผลให้ในวันนี้เขาพร้อมแล้วกับการเดินหน้าเปิดโครงการ “City Park” คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 17 ไร่ อาณาจักรค้าปลีก ค้าส่ง ตลาดอินดี้ แหล่งรวมสินค้าและบริการครบวงจร ที่ครั้งนี้คุณธนพัตทุ่มแรงกายแรงใจด้วยตนเอง บวกเงินทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเนรมิตให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในเมืองทองธานี

“จากประสบการณ์การทำงาน ทำให้เห็นว่าคอมมูนิตี้มอลล์เป็นธุรกิจที่เติบโตมาก สวนทางกับธุรกิจอสังหาฯ อื่นๆ ที่เริ่มซบเซาลง กอปรกับได้เห็นศักยภาพของทำเล ซึ่งจากผลวิเคราะห์จะเห็นว่า คนในเมืองทองธานีซึ่งมีอยู่ราว 70,000 คน และยังมีกลุ่มพนักงานราชการ วิสาหกิจ ประมาณ 15,000 คน ที่ไปทำงานที่นั่น ล่าสุดมีกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติสร้างบนเนื้อที่ 128 ไร่ คาดว่าในปี 2561 จะแล้วเสร็จไปพร้อมๆ กับ City Park

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักศึกษา มสธ. และกลุ่มคนที่เข้าไปใช้พื้นที่ในอิมแพ็ค ซึ่งเรามองว่าสามารถเชื่อมต่อกับอิมแพ็คได้ด้วย”

ผุดคอมมูนิตี้มอลล์

แลนด์มาร์กเมืองทองธานี

คุณธนพัต กล่าวอีกว่า การค้าส่วนใหญ่ในเมืองทองธานีจะอยู่ในรูปตึกแถว สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะที่จอดรถ จุดพักผ่อน สังสรรค์ของครอบครัว ไม่ค่อยอำนวยความสะดวกมากนัก การผุดโครงการ City Park จึงตอบโจทย์ในทุกๆ ด้าน โดยจะสร้างให้เป็นปอดในเมืองทองธานี โดยใส่พื้นที่สีเขียวลงไปมากที่สุด อย่าง อุโมงค์ต้นไม้ความยาว 350 เมตร ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการพักผ่อนและกิจกรรมต่างๆ

การผุดโครงการ City Park ยังเป็นการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ การค้าขายที่จะไม่ได้อยู่แค่ในประเทศ แต่จะตอบโจทย์การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

“อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะเป็นหัวใจสำคัญในการโปรโมตเออีซี ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะเดินทางเข้ามา ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าจะส่งศักยภาพให้กับ City Park ด้วย เพราะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกในประเทศไทย ที่รวมเอาความเป็นค้าส่งและค้าปลีกไว้ที่เดียวกัน โดยมีพื้นที่ขายทั้งหมดราว 13,000 ตารางเมตร”

คุณธนพัต ยังกล่าวถึงการแบ่งพื้นที่หลักๆ ออกเป็น 4 โซน ได้แก่ พื้นที่ค้าส่งราว 2,500 ตารางเมตร รองรับร้านค้าได้กว่า 400 ร้านค้า ต่อมาคือโซนค้าปลีก บนพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร รองรับร้านค้าสุดฮิตกว่า 50 แบรนด์ ส่วนต่อมาตลาดนัดอินดี้ บนพื้นที่ 2,500 ตารางเมตร และส่วนเอาใจหนูๆ กับโซนสวนสนุกบุกมอลล์ บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร

City Park ยังมีความโดดเด่นในด้านการออกแบบโครงการ ที่ให้ความร่มรื่นเป็นธรรมชาติ บวกกับความเย็นฉ่ำกับการเดินจับจ่ายด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อดึงให้ผู้คนเดินทางเข้ามาแม้ช่วงอากาศร้อน ส่วนที่จอดรถนั้นก็จัดเตรียมไว้รองรับได้ถึง 1,000 คัน (สามารถเทิร์นรอบได้วันละ 4 รอบ จึงเท่ากับ 4,000 คัน) สามารถรองรับผู้เข้ามาใช้บริการได้ราว 5,000 คน ต่อวัน

กับการผุดโครงการ City Park คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ในครั้งนี้ คุณธนพัต ว่า คือการก้าวสู่ความเติบโตที่หลอมรวมมาจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปี

ไนซ์ แอพพาเรล ส่งออกเสื้อกีฬาแบรนด์ดังระดับโลก เผยความลับ ยอดผลิตไม่เคยตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ไนซ์ แอพพาเรล ส่งออกเสื้อกีฬาแบรนด์ดังระดับโลก เผยความลับ ยอดผลิตไม่เคยตก

ไนซ์ แอพพาเรล ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬารายใหญ่สุดของไทย ผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมีแบรนด์ดังระดับโลก 4 แบรนด์ ได้แก่ adidas, NIKE, UNDER ARMOUR และ Mizuno และผลิตให้อีก 1 แบรนด์ซึ่งทำตลาดร้านขายปลีก ได้แก่ Foot Locker

รู้จักบริษัทในเครือไนซ์ แอพพาเรล

ไนซ์กรุ๊ป ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 ปัจจุบันได้ขยายทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 8 บริษัท ได้แก่ 1) บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดนนทบุรี) 2) บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด (เมืองพล จังหวัดขอนแก่น) 3) บริษัท เอ็น เอ แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดนครราชสีมา) 4) บริษัท เอ็น เค แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดขอนแก่น) 5) บริษัท เอ็น ซี แอพพาเรล จำกัด (ชุมแพ จังหวัดขอนแก่น) 6) บริษัท เอ็น บี แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดหนองบัวลำพู) 7) บริษัท เอ็น อี แอพพาเรล จำกัด (เมืองชิงเต่า ประชาชนจีน) 8) บริษัท เค เค เอ็น แอพพาเรล จำกัด (เกาะกง ประเทศกัมพูชา) ทั้งนี้ยอดพนักงานของไนซ์กรุ๊ปล่าสุดมีทั้งหมดประมาณ 20,000 คน (ในไทยประมาณ 16,100 คน ในจีนประมาณ 1,400 คน และกัมพูชา 2,500 คน)

เหตุผลขยายฐานการผลิตสู่กัมพูชา

จากปัญหาค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยสูงถึง 300 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยใช้นโยบายย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่ออาศัยความได้เปรียบจากต้นทุนค่าแรงงานที่ต่ำกว่า และสิทธิประโยชน์ด้านภาษี หรือ GSP สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา การย้ายฐานการผลิตไปตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าเป็นทางเลือกในการรักษาฐานลูกค้าเอาไว้อีกทางหนึ่ง

คุณอดิศักดิ์ อังศรีประเสริฐ ผู้บริหารระดับ COO (Chief Operating Officer) ของกลุ่มบริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด หรือ “ไนซ์กรุ๊ป” ให้เหตุผลว่า เลือกขยายฐานการผลิตไปตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเกาะกง ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2555 เพราะเห็นว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่น รัฐบาลกัมพูชาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ คนงานพูดภาษาไทยและฟังภาษาไทยรู้เรื่อง วัฒนธรรมประเพณีใกล้เคียงกันมาก และยังมีค่าจ้างที่ต่ำกว่าเมืองไทย นอกจากนี้ ยังได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าอีกมากมาย เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ ที่สำคัญคือ การเดินทางระหว่างกัมพูชากับเมืองไทย ผ่านจังหวัดตราดใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เลือกขยายฐานการผลิตมากัมพูชา

ตามแผนการผลิตที่เกาะกง จะมีจักรเย็บผ้าประมาณ 1,500 จักร คนงานและพนักงาน 2,500 คน เพื่อให้ผลิตเสื้อผ้าได้ 8 ล้านตัว ต่อปี ใช้เม็ดเงินลงทุน 200-300 ล้านบาท โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของกัมพูชา ซึ่งมีส่วนคล้ายของประเทศไทย ในเรื่องปัจจัยพื้นฐานการลงทุนไม่มีความแตกต่างกันมากมายนัก นอกจากนี้ ไนซ์กรุ๊ปยังได้นำระบบการผลิตที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของบริษัทที่ได้พัฒนาต่อเนื่องมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับของคู่ค้ารายสำคัญ ซึ่งบริษัทได้นำระบบการผลิตนั้นมาใช้ในโรงงานที่กัมพูชาอย่างเต็มระบบ

ความแตกต่างอาจจะมีบ้างก็เรื่องคุณภาพของแรงงานและจำนวนแรงงาน ที่เกาะกงมีแรงงานน้อยกว่าไทย โดยเฉพาะคุณภาพของพนักงาน ช่วงแรกต้องฝึกฝนฝีมือกันอย่างหนัก แต่ขณะนี้ ฝีมือมีคุณภาพทัดเทียมแรงงานของไทยแล้ว ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า แต่ที่แตกต่างจากไทยและถือเป็นข้อได้เปรียบก็คือ ค่าจ้างที่เกาะกงจะต่ำกว่าไทยมาก

คุณอดิศักดิ์ COO ของไนซ์กรุ๊ป อธิบายถึงแนวทางในการบริหารโรงงานในประเทศกัมพูชาว่า เมื่อ 3 ปีก่อนได้ส่งคีย์แมนหลักเข้ามาคุมเกือบทุกแผนก ที่ต้องเน้นหนักมากที่สุดคือระบบการผลิต เพราะถือเป็นหัวใจหลักของการวางระบบโรงงานทั้งหมด เริ่มแรกมีการวางโครงสร้างการบริหารจัดการเหมือนที่เมืองไทย พร้อมกับนำระบบไอทีมาใช้เพื่อการสื่อสารไปยังโรงงานต่างๆ อย่างทั่วถึง ช่วงนั้นต้องเดินทางบ่อย เพื่อติดตามงานและให้คำปรึกษาทีมงาน เฉลี่ยเดือนละครั้ง

ยอดผลิตไม่ตก เพราะอิงลูกค้าระดับโลก

คุณอดิศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์จากบริษัท เค เค เอ็น แอพพาเรล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา จะเป็นรูปแบบเดียวกับที่ผลิตในเมืองไทยคือ เน้นเสื้อกีฬาเป็นหลัก เป็นการผลิตให้กับเจ้าของแบรนด์เนมดังๆ ทั้ ง 4 แบรนด์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โรงงานที่กัมพูชาใช้เทคโนโลยีการผลิตตลอดจนรูปแบบการบริหารงานแบบเดียวกับเมืองไทย สามารถผลิตได้คุณภาพจนเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของบริษัท เค เค เอ็น แอพพาเรล จำกัด ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ไนซ์กรุ๊ปจึงวางแผนขยายการผลิตแห่งใหม่เพิ่ม ขณะนี้ได้ทำการสำรวจพื้นที่ในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายอีกแห่งที่ไนซ์กรุ๊ปจะเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น

แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศไทยจะอยู่ในช่วงขาลง มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดกิจการไป หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่า แต่สำหรับไนซ์ แอพพาเรล หรือไนซ์กรุ๊ป กลับสวนกระแส โดยมียอดผลิตเพิ่มจนต้องขยายโรงงานไปหลายประเทศ และยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า จนทำให้ยอดออร์เดอร์หลั่งไหลเข้ามามากมาย เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ทำให้ไนซ์กรุ๊ปเติบโตอย่างสวนกระแสได้เช่นนี้ เป็นเพราะเหตุใด

คุณอดิศักดิ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ พร้อมเผยความลับเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะไนซ์กรุ๊ปได้ร่วมงานกับบริษัทคู่ค้ารายสำคัญของโลก และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไนซ์กรุ๊ปเติบโตอย่างมั่นคงสวนกระแส เป็นเพราะคู่ค้าสำคัญของไนซ์กรุ๊ปมีความมั่นคงทางการตลาดในระดับโลกนั่นเอง

แนะ SMEs เรื่องลงทุนใน AEC

ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะการทำผิดกฎหมายของประเทศนั้นๆ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเด็ดขาด หลักการลงทุนอีกอย่างคือ ต้องมีคนที่เรามั่นใจได้ ไว้ใจได้ในพื้นที่ประเทศนั้น การลงทุนในต่างแดนสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ต้องส่งทีมเข้าไปสำรวจพื้นที่จนกระทั่งมั่นใจจึงค่อยตัดสินใจ เงินลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญแต่ไม่ใช่ปัจจัยแรกที่ใช้ในการตัดสินใจลงทุน

การไปทำธุรกิจในต่างประเทศ สิ่งที่เป็นเรื่องที่ยากสำหรับ SMEs โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่จะต้องสื่อสารกันในหลากหลายระดับ ความเข้าใจในภาษาและการสื่อสาร นับเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย อยากแนะนำ SMEs อยู่เรื่องหนึ่งก็คือ ควรมีที่ปรึกษาที่ดี และต้องเป็นที่ปรึกษาในพื้นที่นั้นๆ จะทำให้ง่ายกว่าการที่เราจะมาดำเนินการเองเสียทั้งหมด

————————————————-

บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด

เลขที่ 500 ซอยงามวงศ์วาน 25 ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ (02) 589-0120-5

“วรพร” มะม่วงดองร้อยล้าน จากอาชีพหลังบ้าน ดังไกลโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“วรพร” มะม่วงดองร้อยล้าน จากอาชีพหลังบ้าน ดังไกลโกอินเตอร์

นอกจากตลาดในประเทศ วรพรขยายตลาดส่งไป 30 ประเทศทั่วโลก ตัวอย่าง ประเทศจีน แคนาดา อเมริกา อังกฤษ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ยอดขายของวรพรแบ่งสัดส่วนส่งเข้าร้าน 7-ELEVEN ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปจีน ส่วนที่เหลือจะกระจายตามจุดต่างๆ ในประเทศ

“อากง อพยพจากเมืองจีนเข้ามาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาม่าเห็นว่าเมืองไทยมีมะม่วงเยอะเอามาดองขาย ปรากฏขายดิบขายดี กิจการตกทอดรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบัน ผมยกระดับการผลิตตามหลักมาตรฐานสากล พร้อมเข็นผลไม้เม็ดแข็งชนิดนี้เป็นเมนูขายดีของร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ห้างสรรพสินค้า และส่งออกไปใน 30 ประเทศทั่วโลกได้สำเร็จ” คำยืนยันของ “ชัยพร โสธรนพบุตร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด เจ้าของแบรนด์ “วรพร” ผู้ผลิตมะม่วงแปรรูปพร้อมรับประทาน ที่ใช้มะม่วง 2,000 ตัน ต่อปี มีรายได้ต่อปีเฉียด 100 ล้านบาท เป็นผู้ผลิตมะม่วงดองรายใหญ่ที่สุดในประเทศ

สืบทอดกิจการ 3 รุ่น

เปิดตลาดเมืองนอก

คุณชัยพร หรือ คุณแชมป์ เล่าว่า ย้อนไป 60 ปีที่แล้ว อากงชื่อ “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” อพยพมาจากเมืองจีน ทำมาหากินที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาม่าเห็นว่าแปดริ้วมีมะม่วงเยอะ เลยเปิดร้านเล็กๆ ขายมะม่วงดองใส่โหลแก้ว สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว พอมารุ่นคุณพ่อ ชื่อ ชัยรัตน์ โสธรนพบุตร อาชีพครูวิชาเคมี ท่านใช้วันหยุดตระเวนส่งมะม่วงดองขายตามร้านขายของฝาก ตามปั๊มน้ำมัน ทำแบบนี้อยู่ 3-4 ปี จนรายได้เสริมมากกว่างานประจำ หนที่สุดพ่อลาออกมาทำธุรกิจมะม่วงแปรรูปเต็มตัว

พ่อคุณแชมป์เป็นครูวิชาเคมี ท่านใช้ความรู้ด้านนี้มาปรับใช้ เป็นสูตรมะม่วงดองรสจัดจ้าน ไม่ต้องจิ้มพริกกะเกลือ ปรับกระบวนการผลิตด้วยการลงทุน 3 ล้านบาท เปิดโรงงานเพื่อขยายพื้นที่และปรับกระบวนการผลิตยกระดับมะม่วงดองเป็นเกรดพรีเมี่ยม ได้การรับรองมาตรฐาน อาทิ GMP, HACCP, CODEX ต่อมา พ.ศ. 2538 จดทะเบียนรูปแบบบริษัท ชื่อ ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน

เปิดโรงงานยกระดับมะม่วงดองตามรถเข็น สู่ผลไม้แปรรูปเกรดพรีเมี่ยม ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดอง “วรพร” เติบโตแบบก้าวกระโดด

“พ.ศ. 2539 ปรับโฉมการผลิต คุณพ่อลงทุนซื้อมะม่วงมาดองเตรียมไว้ตั้งใจจะขาย 1 ปีเต็ม ทว่าแค่ 3 เดือนกลับขายหมด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดองวรพร เติบโตแบบก้าวกระโดด”

สำหรับคุณแชมป์เข้ามาช่วยกิจการครอบครัว พ.ศ. 2552 เขาจบการศึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชายหนุ่มพัฒนาสินค้าด้วย “นวัตกรรม” หันมาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกระจายสินค้าไปสู่ตลาดโลก

“ผมมองว่า ถ้าจะขายมะม่วงดองแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะทำตลาดให้กว้างได้ เลยนำมาบรรจุถุงทำในระบบปิด นับเป็นเจ้าแรกของประเทศ กระทั่ง ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเห็นว่าสินค้ามีนวัตกรรมเลยติดต่อไปขายในร้าน ตอนนั้นยังมีเพียง 80 สาขา ผลปรากฏว่าเติบโตเร็วมากต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันส่งร้านสะดวกซื้อดังกล่าว 7,600 สาขา”

จีน ชอบอันดับ 1

ใช้มะม่วงปีละ 2 พันตัน

นอกจาก มะม่วงดอง ชายหนุ่มเพิ่มความหลากหลายของเมนูมะม่วง อยากเสิร์ฟความต้องการทานมะม่วงมากยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนเป็นของทานเล่นที่ชิ้นเล็กลง สวยขึ้น ทานทันที ทั้งมะม่วงกวนซอฟท์แคนดี้ มะม่วงแช่อิ่มแห้ง มะม่วงกวนอบแห้งปรุงรส สายพันธุ์มะม่วงที่ใช้เป็นโชคอนันต์ พิมเสน แก้วเขียว น้ำดอกไม้ แหล่งที่มาของมะม่วง รับซื้อจากแปดริ้วเกือบทั้งหมด ปริมาณที่ใช้ทั้งปีเกือบ 2,000 ตัน

เนื่องจากแต่ละปี วรพรใช้มะม่วงในปริมาณมหาศาล ถามว่ามีแนวคิดปลูกเองหรือไม่

ชายหนุ่ม บอกว่า การปลูกมะม่วงเพื่อนำมาผลิตเป็นอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุดเพื่อเอาไปแข่งขัน ต้องเอาผลไม้ที่เหลือกินเหลือใช้แล้วมาทำ ถ้าปลูกเองแสดงว่ามีต้นทุนการผลิต มันไม่คุ้มค่า ไปส่งเสริมให้ชาวสวนได้กำไรเยอะๆ ดีกว่า

นอกจากตลาดในประเทศ วรพรขยายตลาดส่งไป 30 ประเทศทั่วโลก ตัวอย่าง ประเทศจีน แคนาดา อเมริกา อังกฤษ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ยอดขายของวรพรแบ่งสัดส่วนส่งเข้าร้าน 7-ELEVEN ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปจีน ส่วนที่เหลือจะกระจายตามจุดต่างๆ ในประเทศ เช่น ห้างสรรพสินค้า และร้านของฝาก รวมถึงส่งออกประเทศต่างๆ ผลประกอบการปีที่แล้ว 94 ล้านบาท

โดยประเทศจีนมีสัดส่วนการส่งออกมากที่สุด เมนูมะม่วงแช่อิ่มขายดี เหตุผลที่คนจีนชอบมะม่วงจากไทย เพราะที่จีนมะม่วงแพง ปลูกมะม่วงได้แค่ไม่กี่เมือง น้ำตาลก็แพงกว่า มะม่วงดองเลยได้รับความนิยมในตลาดจีนมาก ส่วนอเมริกาชอบมะม่วงแช่อิ่ม อังกฤษชอบมะม่วงกวน

สินค้าขายได้ตลอดปี

ธุรกิจโตปีละ 10%

ปัจจุบัน คนหันมาห่วงสุขภาพมากขึ้น “ของดอง” ได้รับผลกระทบหรือไม่ คุณแชมป์ เผยว่า คนห่วงสุขภาพก็ทานผลิตภัณฑ์ของวรพรได้ ไม่เป็นอันตราย เพราะดองมีคุณภาพ ใช้เวลาดองนาน ไม่ใส่สารเคมีเร่ง คนแพ้ท้องทานได้

ด้านภาพรวมของการเติบโตในธุรกิจ คุณแชมป์ ระบุว่า ธุรกิจเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ เฉลี่ยโตปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งมาจากเน้นทำธุรกิจแบบไม่เกินตัว ขยายธุรกิจลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับมะม่วงดองเป็นสินค้าอาหารที่ไม่ยึดติดกับแฟชั่น หรือปัจจัยภายนอกทางเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ สามารถขายได้เรื่อยๆ เพราะเป็นผลไม้ทานเล่นง่ายๆ และราคาไม่สูง

อย่างไรก็ตาม เจ้าของกิจการ เสริมว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในธุรกิจมาจากการพึ่งพาแรงงานคน เพราะในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการปอกมะม่วงไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ อีกทั้งราคาวัตถุดิบมะม่วงมีความผันผวน ดังนั้น วิธีลดความเสี่ยงจะรับซื้อมะม่วงสดไว้ให้มากที่สุดในช่วงฤดูที่ผลผลิตออกพร้อมกัน ราวเดือนเมษายนและพฤษภาคมของทุกปีเพื่อเก็บสต๊อกไว้ แล้วทยอยแปรรูปส่งขายได้ตลอดทั้งปี

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้หลายช่องทาง อาทิ เว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของเซเว่นฯ โทรศัพท์ (02) 677-9000 นอกจากนี้ บริษัท 24 shopping จำกัด ในกลุ่มซีพี ออลล์ ยังได้ทำการตลาดผ่านเซเว่นฯ แค็ตตาล็อก ซึ่งเป็นระบบเมลออร์เดอร์ที่ทันสมัย และผ่านช่องทางร้านสาขา รวมไปถึงเว็บไซต์ http://www.7catalog.com, http://www.Shopat7.com และให้บริการลูกค้าผ่าน Call Center (02) 711-7666 ตลอด 24 ชั่วโมง

Apple Blossoms เค้กโฮมเมด…จัดเต็มสุด Cool

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Apple Blossoms เค้กโฮมเมด…จัดเต็มสุด Cool

“ตอนนั้นแค่อยากทำให้อร่อย อยากให้คนที่บ้านกินได้ เพื่อนกินได้ แทนที่จะไปซื้อเค้กราคา 400-500 บาท เพิ่มเงินอีกไม่กี่บาทก็ได้เรียนวิชาการทำแล้ว”

เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างนี้ ใครต่อใคร คงอยากมี “อาชีพเสริม” ลงทุนไม่มาก ทำได้ที่บ้าน และสามารถทำควบคู่ไปกับงานประจำได้

แต่ในความเป็นจริง คงมีหลายคนที่ได้แต่คิดฝัน หนำซ้ำอาจถึงขั้นนั่งตาลอย คอยให้โอกาสวิ่งเข้าหา

ขณะที่บางคนไม่มามัวนั่งอ้อนวอนภาวนา แต่พยายามลุกขึ้น…เดินหน้า แถมไม่ยี่หระด้วยว่าอุปสรรคข้างหน้าที่รออยู่นั้น จะมีอะไรให้ต้องฝ่าฟันบ้าง

เรื่องราวของผู้อำนวยการฝ่ายขาย ของโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ที่เคยล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย เมื่อคราวที่การท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

กระทั่งเป็นเหตุผลักดันให้เธอต้องขวนขวายหาความรู้มาสะสมไว้ใส่ตัว

จนสามารถแปรออกมาเป็นอาชีพเสริม ที่ได้คลุกคลีอยู่แต่กับความหอม ความหวาน แถมสร้างรายได้ให้แบบงดงามใช่เล่น

น่าจะเป็นกรณีศึกษาชั้นดี…ควรค่าแก่การเรียนรู้อย่างยิ่ง

โดนเลย์ออฟ

จุดเปลี่ยนสำคัญ

ช่วงบ่ายของวันหยุดสุดสัปดาห์ หลายครอบครัว มักพากันไปช็อปปิ้ง กินข้าว ดูหนัง

หากสำหรับ คุณเปิ้ล-นุสรา เงิบพิมาย นั้น กำลังง่วนอยู่กับการทำเค้กรสชาไทย ตามออร์เดอร์ที่ได้รับมาเมื่อ 2 วันก่อน

แม้จะมีงานให้หยิบจับหลายอย่าง แต่ระหว่างรอเวลาให้เค้กขึ้นฟู ยังอุตส่าห์สละเวลามาพูดคุยกัน ด้วยอัธยาศัยร่าเริง เป็นกันเอง

เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ปัจจุบันอายุ 47 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี ด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีประสบการณ์ทำงานด้านการโรงแรมมาตลอดกว่า 20 ปี ปัจจุบัน ประจำอยู่โรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย

แต่ก่อนจะมารับหน้าที่ใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ เธอเคยผ่านความช้ำใจในหน้าที่การงานมาแล้ว…ไม่น้อย

“ช่วงปี 2549 การท่องเที่ยวซบเซามาก ผลน่าจะมาจากการชุมนุมที่ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้จากที่โรงแรมเคยมีแขกเข้าพัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ ต่อวัน เหลือแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ เจ้าของกิจการ เลยอยู่ไม่ไหว

ต้องออกมาตรการลดคน ลดตำแหน่ง มีการเลย์ออฟกันล็อตใหญ่ ช่วงนั้นพนักงานโรงแรมหลายคนมีอันต้องตกงาน ซึ่งรวมทั้งตัวเราด้วย” คุณเปิ้ล เล่าด้วยแววตาหม่นลง ก่อนหัวเราะร่วน ไม่ให้เสียบรรยากาศ

และว่า ด้วยความที่ทำงานประจำมาตลอดชีวิต ไม่เคยคิดชีวิตจะมาเจอจุดเปลี่ยนกะทันหัน เลยยังไม่ทันตั้งตัวหาอาชีพเสริมไว้รองรับ

ระหว่างยังหันรีหันขวาง จึงขน “ของเก่า” จำพวกเสื้อผ้า-กระเป๋า-รองเท้า ของใช้ส่วนตัว ออกมาเลหลังขาย โดยใช้หน้าบ้านย่านราชวัตรเป็นหน้าร้านจำเป็นไปพลางก่อน

ต่อมาจึงมองหางานทุกอย่างทำ เพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ทั้งขายตรง ขายสินค้ามือสอง และอีกจิปาถะ

“ตอนนั้นจนมาก อะไรทำได้ทำหมด เพิ่งคลอดลูกชายคนแรกด้วย แต่ทำอยู่ได้ปีกว่า เริ่มมีคนนำของมือสองมาขายกันมากขึ้น ทำให้ต้องลองมองหาอาชีพอื่นมาทดแทน” คุณเปิ้ล ว่าอย่างนั้น

ขวนขวายหาวิชา

หวังขยายกลุ่มลูกค้า

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มคลี่คลาย การท่องเที่ยวพอจะเข้าที่เข้าทาง คุณเปิ้ลจึงออกหางานประจำทำอีกครั้ง

และด้วยความ “เก๋า” ในอาชีพพอตัว จึงได้รับความไว้วางใจจากโรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาว มาถึงปัจจุบัน

แต่คราวนี้เธอไม่ประมาท พยายามมองหาอาชีพเสริม ไว้สำรอง หากเกิดอุบัติเหตุในหน้าที่การงานอีกครั้ง จะได้ไม่เดือดร้อน เหมือนที่ผ่านมา

ประกอบกับช่วงนั้น “น้องดิน” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเริ่มโต และบ่นอยากทานบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก แบบที่เห็นในเว็บไซต์ยูทูบ เลยไปซื้ออุปกรณ์มาทำให้ลูกทาน โดยมีแท็บเลต เป็นอุปกรณ์สำคัญ

และอาจเพราะเป็นขนมที่ทำไม่ยากและไม่ต้องใช้เตาอบ เธอจึงทำออกมาได้หน้าตาเหมือนในยูทูบเป๊ะ แถมรสชาติดี ชนิดคนรีเควสต์เอ่ยปากชม…อร่อยจริงๆ ครับแม่

แค่นั้นเอง ที่เป็นจุดเริ่ม ทำให้เกิดความ “ฮึด” ขึ้นมาทันที

“ตั้งใจจะไปเรียนทำเบเกอรี่ เผื่อมีฝีมือดี จะได้รับออร์เดอร์จากเพื่อนๆ คนใกล้ตัว เลยไปสมัครเรียนหลักสูตรพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นแห่งแรก” คุณเปิ้ล ย้อนถึงจุดเริ่มของอาชีพเสริม ครั้งใหม่

แต่ด้วยความอ่อนประสบการณ์ หลังเรียนจบหลักสูตรมาแล้ว กลับมาทดลองทำ ปรากฏไหม้บ้าง ไม่สุกบ้าง ไม่ฟูบ้าง อยู่อย่างนั้นหลายครั้ง เธอจึงเลิกเสียเวลาและหันไปหาความรู้เพิ่มเติม ด้วยการเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกของแฟนเพจ “เบเกอรี่โซไซตี้”

ทำให้มีโอกาสรู้จัก เพื่อน-พี่-ครู ที่มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับสารพัดปัญหาเบเกอรี่ และทราบว่ามีการเปิดสอนหลายคลาส คุณเปิ้ลเลยไม่พลาดที่จะสมัครเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง

แสดงว่าตั้งใจจะทำอาชีพนี้จริงจัง คุณเปิ้ล บอก ตอนนั้นแค่อยากทำให้อร่อย อยากให้คนที่บ้านกินได้ เพื่อนกินได้ แทนที่จะไปซื้อเค้กราคา 400-500 บาท เพิ่มเงินอีกไม่กี่บาทก็ได้เรียนวิชาการทำแล้ว

เจ้าของเรื่องราว บอกต่อ เมื่อสะสมวิชาไว้ได้พอตัวแล้วได้เวลาหาทุนคืน โดยเริ่มต้นจากงานวันเกิดลูกชาย เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนเรียนชั้น ป.1 ในฐานะคุณแม่ (ใจดี) เลยทำคัพเค้ก ออกมาราว 50 ถ้วย เลี้ยงเพื่อนๆ ลูกแบบยกชั้นกันเลยทีเดียว

พอเพื่อนๆ ของลูกมีโอกาสได้ชิมก็ติดใจ จึงขอให้แม่ของพวกเขาสั่งให้ทานบ้าง ทำให้มีออร์เดอร์นับแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ดำเนินธุรกิจแบบรับออร์เดอร์จากคนใกล้ตัวอยู่ 2 ปีกว่า รายรับเรียกว่าพอได้เป็นค่าขนมลูก

ล่าสุด คุณเปิ้ลเพิ่งจะเปิดเพจ Apple Blossoms Homemade บนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมทำสติ๊กเกอร์โลโก้และเบอร์โทรติดลงบนกล่องขนมเค้กเป็นล็อตแรกแล้ว

เมื่อถามถึงเหตุผล คุณเปิ้ลยิ้มเขิน ก่อนเผยสั้นๆ ส่งท้าย

“อยากขายข้ามโรงเรียนบ้าง อยากทำให้เด็กๆ คนอื่นกิน เหมือนกับที่เราทำให้ลูกกิน เพราะใช้แต่ของดี ของใหม่ นมดี เนยสด ไม่ใส่มาร์การีนหรือเนยเทียมแต่งสี เด็ดขาด”

Apple Blossoms (แอปเปิ้ล บลอสซั่ม) รับทำเค้กโฮมเมดหลายรสชาติ ทั้งคัพเค้ก เค้กชาไทย เค้กส้ม เค้กแคร์รอต วุ้นปลาคาร์พ วุ้นถ้วยแฟนซี ฯลฯ

ลูกค้าสามารถออร์เดอร์ได้ล่วงหน้า 3-4 วัน จำนวนสั่งขั้นต่ำ กรณีคัพเค้ก 24 ถ้วยขึ้นไป ราคาขายถ้วยละ 25-30 บาท วุ้นถ้วยละ 35 บาท สั่ง 9 ถ้วยขึ้นไป ส่วนเค้กปอนด์ ขายกล่องละ 2 ปอนด์ ราคาขายเริ่มต้นที่ 600 บาท

สำหรับการจัดส่ง หากอยู่เขตกรุงเทพฯ ชั้นใน แม่ค้าใจดีจัดส่งให้ฟรี แต่ถ้าอยู่รอบนอกขอคุยรายละเอียดกันก่อน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเปิ้ล-นุสรา เงิบพิมาย โทรศัพท์ (086) 625-9559 หรือ Facebook/Apple Blossoms Homemade

ซุปยามเช้าสำหรับคุณหนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ครัวอิ่มอร่อย

คุณตุ๊ก

ซุปยามเช้าสำหรับคุณหนู

วันนี้อยากนำเสนอเมนูซุปง่ายๆ สำหรับคุณแม่ที่ชอบทำเมนูไม่ซับซ้อนสำหรับคุณหนู เช้าๆ รับประทานซุปร้อนๆ ดีนะคะ เป็นการอุ่นเครื่องให้กับร่างกาย วันนี้นำเสนอทีเดียวเลย 2 เมนู เพราะทำง่ายไม่ใช้เวลานานค่ะ ไม่แพง แถมยังอร่อยถูกปากด้วยค่ะ

เริ่มจากซุปข้าวโพดก่อนนะคะ เมนูนี้ทำวันธรรมดา ก่อนคุณหนูไปโรงเรียนก็ได้ค่ะ ใช้เวลาสัก 5 นาทีก็เสร็จ

ส่วนผสม

ข้าวโพดกระป๋องแบบครีมของ UFC 1 กระป๋อง

ไข่ไก่ 1 ฟอง

นมสด

ขนมปัง1-2 แผ่น ตามชอบ

วิธีทำ

1. ตีไข่ไก่ในชามให้แตก

2. เติมนมสดเล็กน้อย ถ้าใส่มากจะเหลวไป คนให้เข้ากัน

3. ใส่ข้าวโพดครีม 1 กระป๋อง ในชามเดียวกัน คนส่วนผสมให้เข้ากันดี

4. ถ้าจะใส่ไมโครเวฟอย่าลืมเอาฝาครอบกันกระเด็น ตั้งเวลาสัก 2 นาที หรือถ้าตั้งบนเตาเดือดเล็กน้อยแล้วอย่าลืมคนไข่จะได้สุกเข้ากัน ไม่เป็นก้อน เอาลง ใส่ชามเสิร์ฟ

5. ปิ้งขนมปัง ส่วนตัวจะชอบขนมปังโฮลวีตมากกว่าขนมปังขาวปิ้งแล้วจะกรอบ กรุบนิดๆ

ข้าวโพดกระป๋อง ชอบใช้ของ UFC ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ เคยลองใช้ยี่ห้ออื่นเเล้วรสชาติกับความเข้มข้นสู้ไม่ได้ค่ะ จะเห็นว่าไม่ได้ใส่เกลือเลยนะคะ ปรุงตามนี้จริงๆ รสออกมาพอดีและไม่อยากให้เด็กติดเค็มค่ะ ข้าวโพดกระป๋องหนึ่ง 40 กว่าบาท ไข่ นม ขนมปัง มีติดบ้านอยู่แล้ว ประหยัดนะคะ ไม่ต้องเสียเงินไปรับประทานนอกบ้าน ถ้าอยากเพิ่มโปรตีน อาจต้มอกไก่แล้วฉีกเป็นเส้นๆ เติมได้ค่ะ กระป๋องหนึ่งรับประทานได้ 4 ถ้วยพอดีๆ ไม่ถึงกับอิ่มนัก ถึงเสริมด้วยขนมปังปิ้งค่ะ

เมนูต่อไป เป็นซุปฟูซิลลี่ เป็นพาสต้าอย่างหนึ่งที่รูปทรงเป็นเกลียว พูดง่ายๆ คือ เป็นญาติกับมะกะโรนีนั่นเอง ครั้งแรกตั้งใจจะทำซุปมะกะโรนีที่เป็นตัวอักษร A B C เพื่อให้คุณหนูสนุกกับการรับประทานซุปยามเช้า รับประทานไปไล่ตักมะกะโรนีตัว A B C ไป แต่หาซื้อไม่ได้ค่ะ ที่บ้านลูกสาวมีมะกะโรนีเป็นรูปการ์ตูนไม่กล้าเอามาทำค่ะ เผื่อเขาอยากไว้รับประทานกับเพื่อนๆ

ถ้าใครไปต่างประเทศ จะมีมะกะโรนีรูปต่างๆ น่ารักนะคะ เช่น ไดโนเสาร์ เจ้าหญิง หรือรูปหอไอเฟลก็มีค่ะ ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แถวชั้นที่ขายพาสต้าค่ะ

วันนี้เลือกเส้นนี้เพราะเวลาเคี้ยวจะโดนเกลียวที่ไม่เรียบ ลิ้นสัมผัสจะแตกต่างกับผักที่นุ่ม รับประทานแล้วจะเพลิดเพลินค่ะ ถ้าเตรียมน้ำซุปไว้ก่อนแล้วจะใช้เวลาทำสัก 15 นาทีค่ะ จะทำเช้าวันหยุด หรือลวกเส้นใส่กล่องไว้ ทำน้ำซุปไว้ เช้าค่อยอุ่นก็ได้ค่ะ มาดูส่วนผสมกันค่ะ

ส่วนผสม สำหรับ 2 ที่

เส้นพาสต้า 1/3 ห่อ

น้ำซุป

หมูสับ

ซอสปรุงรส

มะเขือเทศหั่นเต๋า 1/2 ลูก

หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า 1/2 ลูก

แคร์รอตหั่นแว่น 1/2 หัว

ผักชีสำหรับแต่งหน้า

พริกไทยเม็ด

พริกไทยป่น

วิธีทำ

1. ต้มน้ำในหม้อให้เดือด เติมเกลือเล็กน้อย

2. ใส่เส้น ต้ม 7 นาที ตามเวลาหน้าซอง คนเป็นระยะไม่ให้เส้นติดก้นหม้อ

3. ครบ 7 นาที เอาเส้นเทใส่กระชอนราดน้ำเย็นเพื่อให้เส้นหยุดพองตัว

4. เอาน้ำซุปใส่หม้อ อย่าเพิ่งเปิดไฟ/ตั้งไฟ* (ดูวิธีทำน้ำซุปด้านล่าง)

5. บุบๆ พริกไทยเม็ดใส่ในน้ำซุป

6. ปรุงรสหมูบดด้วยซอสปรุงรสเล็กน้อย พริกไทยป่น น้ำสุก (เพื่อให้หมูนุ่ม) คลุกให้เข้ากัน

7. ปั้นหมูเป็นก้อน ใส่ในหม้อน้ำซุป

8. ค่อยยกหม้อตั้งไฟ ถ้าใส่หมูตอนน้ำเดือด หมูก้อนจะแตก น้ำซุปจะขุ่น ไม่ต้องปิดฝาหม้อด้วยค่ะ

9. น้ำซุปเดือดค่อยๆ ช้อนฟองจนหมด แล้วจึงใส่แคร์รอต หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ผักเปื่อย ชิมรส เติมซอสปรุงรสเล็กน้อย ยกลง

10. เอาเส้นใส่ชาม ตักน้ำซุปร้อนๆ พร้อมหมูและผักในหม้อใส่ชาม

11. พร้อมเสิร์ฟ

วิธีทำน้ำซุปต้มกระดูกหมู

1. เอากระดูกหมู หรือที่เรียกว่าคาตั๊ง ให้ที่ร้านสับครึ่งมาเพราะกระดูกท่อนใหญ่จะใส่หม้อไม่ได้ เอามาล้างให้สะอาด

2. เอาน้ำและกระดูกหมูใส่หม้อ

3. ทุบรากผักชี กระเทียมบุบทั้งกลีบ 2-3 กลีบ บุบพริกไทยเม็ดใส่

4. เคี่ยวไฟอ่อนๆ ไม่ต้องปิดฝาหม้อ

5. น้ำเดือดให้ช้อนฟองจนหมด ปรุงรสเล็กน้อย

6. กรองน้ำซุปให้ใส เก็บน้ำซุปไว้ใช้ต่อไป

เวลาเคี่ยวน้ำซุปแนะนำให้ใช้เตาถ่าน จะได้ประหยัดเงินและพลังงานค่ะ เราสามารถทำน้ำซุปคราวละมากๆ ได้ เสร็จแล้วแบ่งเป็นส่วนๆ เข้าช่องแช่แข็ง แบ่งมาใช้ได้ค่ะ

กลับมาพูดถึงเส้นพาสต้าที่ใช้ เลือกได้ตามใจชอบนะคะว่าอยากรับประทานแบบไหน ส่วนตัวจะใช้ของนอก (AGNESI) หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปค่ะ ห่อหนึ่งไม่ถึง 100 บาท 1 ห่อ รับประทานได้ 5-6 คนค่ะ แบ่งเอามาทำได้ ถ้าใช้ไม่หมดก็เก็บใส่กล่องหรือมัดปากถุงเก็บไว้ใช้คราวหน้าได้ค่ะ

คุณแม่ไม่ต้องกลัวว่าน้องๆ จะไม่รับประทานหอมหัวใหญ่เพราะเหม็นกลิ่นนะคะ หอมหัวใหญ่ถ้าสุกแล้วจะหวานค่ะ ช่วยให้น้ำซุปมีรสหวานตามธรรมชาติมากขึ้น หรืออยากใส่ข้าวโพดอ่อนหั่นเป็นแว่นก็ได้นะคะ สวยและอร่อยด้วยค่ะ

เพื่อประหยัดเวลาระหว่างต้มเส้น เราสามารถทำน้ำซุปใส่หมูและผักควบคู่กันไปได้เลยนะคะ ถ้าคุณแม่ไม่มีเวลาซุปไก่ของ CP แบบถุงก็ใช้ได้ค่ะ เราอาจเปลี่ยนจากหมูสับเป็นไก่ต้มฉีกเป็นเส้นได้ค่ะ

การปรุงอาหารไม่มีอะไรตายตัวอยู่ที่จินตนา การกับการปรุง และหัดชิมค่ะ