ทำไมขายดี แต่ขาดทุน เริ่มที่ “คน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ตู้จดหมายพลศรี

ยศพิชา คชาชีวะ

ทำไมขายดี แต่ขาดทุน เริ่มที่ “คน”

“ทำไมขายดี แต่เงินไม่เหลือ”

คำถามนี้ผมได้รับเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นคนทำร้านอาหาร คนทำอาหารกล่อง คนทำแผนกอาหารในโรงแรม ยิ่งเป็นร้านที่เปิดมานานๆ ด้วยแล้ว ขายดิบขายดี เดือนหนึ่งๆ รายได้เป็นแสนๆ แต่พอไปดูตัวเลขในบัญชีทำไมเงินไม่เห็นมันพอกพูนขึ้นตามรายได้เลย

ล่าสุดผมไปเชียงใหม่มา จัดทีมกับอาจารย์การตลาดโรงแรมไปอบรมเรื่อง “การลดต้นทุน” ให้กับโรงแรมใหญ่และเก่าแก่แห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ซึ่งรายได้จากแผนกอาหารและเครื่องดื่มนี้ ทุกโรงแรมถือว่าเป็นรายได้หลักพอๆ กับรายได้จากห้องพักทีเดียวเชียว

ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรมเปิดใหม่ หรือร้านอาหารที่เปิดมานานนมแล้ว สาเหตุของ “ทำไมขายดี แต่ขาดทุน” มาจากสาเหตุหลักอย่างเดียวคือ “ไม่ได้ควบคุมต้นทุน” นั่นเอง

พูดภาษาง่ายๆ คือ คนทำไม่มีความละเอียด รอบคอบ ไม่มีการลงบัญชี คิดต้นทุนอย่างละเอียด อาจจะลงบัญชีแค่ลวกๆ แค่ขายได้เท่าไหร่ รายจ่ายรวมๆ ดูเหมือนกำไร ดีใจใหญ่ แต่ทำไมในกระเป๋าบ่จี๊

การทำอาหารขายต้องมีความละเอียดครับ จะลงบัญชีคิดต้นทุนอย่างชุ่ยๆ ไม่ได้

บัญชีต้องลงตั้งแต่เริ่มลงทุนร้าน ค่าก่อสร้าง ตกแต่ง ลงทุนอุปกรณ์ต่างๆ ค่าเช่าร้าน ค่าเซ้ง เงินกู้ ดอกเบี้ย ค่าพนักงาน ค่าตัวเราเอง (ไม่ใส่ไม่ได้ เหนื่อยฟรี และทำให้ไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง เวลาเราจะใช้เงินก็ดึงเงินจากร้านอยู่ดี เพราะฉะนั้น ต้องแบ่งรายรับ รายจ่ายของเราที่ใช้ในร้าน ให้แยกออกเด็ดขาดจากบัญชีส่วนตัว) ในส่วนนี้เป็นต้นทุนคงที่ คือเงินที่เราจ่ายออกไปแน่นอนตายตัว ก่อนเริ่มทำร้าน หรือในแต่ละเดือน อย่างค่าจ้างพนักงาน นับเป็นต้นทุนคงที่ เพราะถือว่าร้านต้องมีพนักงานประจำ ถ้าเป็นพนักงานจ้างพิเศษ ไปลงเป็นค่าใช้จ่ายผันแปร

ค่าใช้จ่ายผันแปร หรือแปรผัน แล้วแต่คนเรียก คือค่าใช้จ่ายที่ขึ้นไปตามยอดขายนั่นเอง อย่างราดหน้าจานหนึ่ง ต้นทุน 20 บาท ขายราคา 50 บาท ขาย 1 จาน ต้นทุนค่าอาหารคือ 20 บาท ขาย 10 จาน ต้นทุนอาหารก็ขึ้นไป 200 บาท รายรับก็มากขึ้นตามไปด้วย พวกค่าน้ำ ค่าก๊าซ ค่าพนักงานจ้างพิเศษ ขึ้นไปตามการทำที่มากขึ้นเช่นกัน ขายดียังต้องซื้อของบ่อย ซื้อของเพิ่มขึ้น ไอ้โน่นก็ขาด ไอ้นี่ก็ขาด วิ่งกันไม่หยุด ค่ารถ ค่าขนส่งทวีคูณตามตัว

มีอะไรต้องจดลงบัญชี ส่วนใหญ่มักจะบอกกับตัวเองว่า “เฮ้ย…ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยจดก็ได้” ไม่ก็ “เฮ้ย…นิดหน่อยน่า ไม่ต้องจดหรอก” สรุปคือ ไอ้ที่ลงทุนไปแล้ว ซื้อไปแล้วเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เงินน่ะหายไปแน่

อันนี้ว่ากันเรื่องความละเอียดในการทำบัญชีในระบบใหญ่ๆ เช่น ร้านอาหารในโรงแรม ต้องลงแยกรายรับ รายจ่าย ต้นทุน ของแต่ละห้องออกจากกัน ไปลงรวมไม่ได้ ไม่งั้นโรงแรมนั้นจะไม่รู้เลยว่าห้องไหนขาดทุน ห้องไหนกำไร ห้องไหนควรเปิด ควรปิด หรือต้องไปส่งเสริมการขายห้องไหน

ที่สำคัญ ร้านอาหารเปิดใหม่ส่วนใหญ่ มักจะลืมทำการทำนายทายทักว่าตัวเองจะคุ้มทุนเมื่อไหร่ พอนึกอยากจะเปิด ก็เปิดเลย

การทำนายรายได้และรายจ่ายตัวเอง เป็นเรื่องนั่งเทียนเอาการ ต้องมีข้อมูลการขายของร้านอื่นๆ คู่แข่ง เอามาเปรียบเทียบและทำนาย

แต่ถ้าร้านที่เปิดมานานจนเลยจุดคุ้มทุน ทำจุดคุ้มทุนไม่ได้แล้ว ขายดีแต่ควานหากำไรไม่ค่อยเจอ หรือยอดขายตกลง รายจ่ายมากขึ้น อันนี้ต้องมาทำเรื่อง “การควบคุมต้นทุน”

ต้นทุนร้านอาหารขึ้นอยู่กับทุกอย่าง แค่กระดิกมือหั่นพริกก็เป็นต้นทุน ตั้งแต่

– คนทำ

– วัตถุดิบ

– กระบวนการ

– พลังงานไฟ พลังงานก๊าซ

– ของเหลือทิ้งขว้างจากอาหาร

พวกนี้เป็นต้นทุนทั้งนั้น

มาดูเรื่องคนก่อน ต้นทุนส่วนคนมี 2 อย่างคือ

– ใช้คนมากไป ค่าจ้างสูงไป

– หรือ ลืมใส่ค่าจ้าง ค่าโสหุ้ยตัวเอง

ใช้คนน้อยไปคนมักจะออกเร็ว เพราะงานหนัก ใช้คนมากไปก็เปลืองค่าแรง แถมยังทะเลาะกันอีก เพราะฉะนั้น ต้องคำนวณให้ดีๆ สูตรการคำนวณจำนวนคนไม่มีตายตัว อย่างกุ๊กเก่งๆ คนหนึ่ง ผัดข้าวเลี้ยงคนได้ถึง 50-100 คน ผัดกันมือเป็นระวิง แต่ถ้ากุ๊กไม่เก่งเจอแค่มื้อกลางวัน 20 คน ก็ตายแล้ว จะจ้างกุ๊กกี่คนจึงต้องนำ 3 เรื่องมาพิจารณา คือ

1. จำนวนที่นั่งในร้าน มี 100 ที่ แปลว่า ช่วงคนเข้ามากสุดอาจถึง 80 ที่

2. รายการอาหารในเมนู ยิ่งเยอะ ยิ่งยุ่ง ยิ่งยาก

3. ความชำนาญ ประสบการณ์ของกุ๊กโดยปกติ กุ๊กคนหนึ่งทำอาหารให้คนกินได้ประมาณ 30-40 คนกิน ต่อ 1 รอบ หรือประมาณ 1 ชั่วโมง อาหารออกประมาณ 4-5 อย่าง มีต้ม ผัด ทอด ยำ ยากง่ายผสมกัน แต่ต้องมี “คนชง” ให้ คือผู้ช่วยกุ๊ก คอยเตรียมวัตถุดิบให้ แล้วกุ๊กลงมือทำอย่างเดียว

ร้านอาหารตามสั่งมีสัก 10 โต๊ะ โต๊ะละ 4 ที่ รวมแล้วคือ 40 ที่นั่ง ใช้กุ๊กคนเดียวเหลือแหล่ มีผู้ช่วย 1 คน คนเดินโต๊ะ เก็บเงินอีก 1 คน ล้างจาน กวาดร้านอีก 1 คน รวมเป็นทั้งหมด 4 คน ทั้งหมดต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทนั่งเล่นไลน์ กดมือถือทั้งวันไม่ต้องเอามาไปจ้างมามากกว่านี้เปลือง

ดังนั้น จะใช้สูตรคนกิน 40-50 คน ต่อพนักงาน 4 คนก็พอไหว พวกร้านอาหารใหญ่ๆ จะแยกตำแหน่งออกยิบย่อยเข้าไปอีก เช่น มีครัวไทย ครัวจีน ครัวฝรั่ง ครัวเย็น (ทำพวกสลัด ยำ ไม่ใช่ทำตอนเย็นๆ หรือต้องอยู่ในห้องเย็นเสมอไป)

ระดับหัวหน้าเรียก กุ๊กใหญ่ หรือเชฟใหญ่ (ภาษาโรงแรมคือ เอ็กเซ็กคูทีฟ เชฟ Executive Chef) มีหน้าที่คอยดู คอยสั่ง คอยคิด และคอยทำด้วย รองลงมาเป็น เชฟรอง (ซูเชฟ Sous Chef) คอยดู คอยทำแทนเชฟใหญ่นั่นเอง รองลงไปอีกเป็น เชฟเดอปาตี (Chef de Partie) เป็นหัวหน้าแต่ละส่วนๆ เช่น หัวหน้าครัวไทย หัวหน้าครัวขนม อะไรทำนองนี้

ความแตกต่างของ เชฟ (Chef) และ กุ๊ก (Cook) อยู่ที่ภาษาและหน้าที่ เชฟ มาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึงหัวหน้า ภาษาอังกฤษเอามาสะกดเป็น Chief คือหัวหน้าเช่นกัน คนคนนี้จึงเป็นหัวหน้าใหญ่ของคนทั้งปวงในครัว ต้องมีความสามารถและความรับผิดชอบ ชั่วโมงบินสูง ขณะที่กุ๊กคือ คนทำอาหาร หรือพ่อครัว อาจจะเก่งเฉพาะทาง ไม่รอบด้านเหมือนเชฟ ส่วนใหญ่ในร้านอาหารเรามักจะเรียกว่า กุ๊ก ในโรงแรมเราเรียกว่า เชฟ

กุ๊ก อาจจะเทียบได้กับ เชฟเดอปาตี ของโรงแรม

นอกจากกุ๊ก หรือเชฟ ยังต้องมีผู้ช่วย คอยเตรียมของ ทำบ้าง เรียกว่า คอมมี (Commis) ภาษาทั่วไปคือ เขียงหนึ่ง เขียงสอง จนสุดท้ายเป็นคนสำคัญคือ คนจัดระเบียบในครัว เก็บจาน ล้างจาน เก็บของ ใครหาอะไรไม่เจอก็โทษคนนี้แหละ ตำแหน่งคือ สจ๊วต (Steward) ชื่อเดียวกับสจ๊วตบนเครื่องบิน แต่งานแตกต่างออกไปพอควร

ในส่วนงานบริการ ร้านใหญ่ๆ ต้องมีผู้จัดการร้าน คอยคุมทั้งหมด และทำงานประสานกับในครัวด้วย ในโรงแรมต้องมีผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage Manager : F & B Manager) ที่จะคอยดูแลทุกห้องอาหาร คอยปรึกษาหารือกับ ผู้จัดการใหญ่ เชฟใหญ่ และฝ่ายการตลาด จะทำอะไรดี โปรโมชั่นหน้าไหน ขายอะไร

ในร้านอาหารขนาดเล็ก ผู้จัดการร้าน หรือ F&B Manager ก็คือ เจ้าของนั่นเอง เราเลยต้องมีค่าตัว จะตั้งไว้เท่าไหร่ก็ได้ให้พอกับรายรับ รายจ่ายของร้าน อย่าตั้งซะเวอร์ หรือถูกไป แต่ให้ครอบคลุมงานที่ทำ ไม่ต้องไปดึงงบหลวงมาใช้เอง หรือเอาเงินกระเป๋าซ้ายมาโปะกระเป๋าขวา ถ้าจะทำอย่างนั้น ต้องทำเรื่องยืมเงินตัวเองมาโปะร้าน มันจะได้มีหลักฐาน และรู้ว่าใช้จ่ายอะไรไปเท่าไหร่แน่ ประเภทเอาเงินพ่อ เงินแม่ ค่าใช้จ่ายน้ำไฟ ยกให้พ่อเป็นคนออก แต่รายรับตัวเองจะรับอย่างเดียวไม่จ่าย ผมเจอบ่อยครับ กับลูกคนมีกะตังค์ที่เปิดร้านอาหาร

ระดับรองลงมาจากผู้จัดการคือ กัปตัน ห้องอาหารใหญ่ๆ อาจมีกัปตันหลายคน เพื่อแยกคุมแต่ละส่วน คนหนึ่งอาจจะคุมพื้นที่ 30-40 โต๊ะ มากน้อยกว่านี้แล้วแต่กำหนดกัน เพราะบางร้านมีแต่โต๊ะไม่มีคนนั่ง ก็ไม่ต้องไปตั้งกัปตันหลายคน มีผู้จัดการคนเดียวก็พอ กัปตันจะคอยดูในพื้นที่บริการ ดูพนักงานบริการ ให้ทุกอย่างราบรื่น มีปัญหารีบแก้ เช่น อาหารออกช้า แกงหกใส่แขก ต้องกุลีกุจอช่วยเหลือกับพนักงานเสิร์ฟ

พนักงานเสิร์ฟ 1 คนต่อ 20 ที่ หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณคนเข้าร้าน อาจจะมีเด็กรับรถเพิ่ม หรือพนักงานต้อนรับไว้ไหว้สวยๆ ด้วยก็ได้

ร้านอาหารเปิดใหม่ร้านหนึ่ง เจ้าของเป็นเด็กหนุ่มจบนอก 8 คน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นลูกคนมีกะตังค์ ลงทุนคนละ 200,000 เท่าๆ กัน ไปเซ้งร้านขนาด 400 ที่นั่ง พร้อมส่วนที่เป็นสวนอาหาร และส่วนห้องแอร์ ค่าเช่าเดือนละ 60,000 นับว่าถูกสำหรับร้านขนาดนี้ ทั้ง 8 คนเห็นพ้องต้องกันว่าจะขายอาหารที่ไม่ค่อยเหมือนใครเขา แต่ตามกระแสอยู่บ้าง เลยลงเอยที่ หม้อร้อนรสชาติไทยสไตล์ชาบูญี่ปุ่น

ทั้ง 8 คน ไม่เคยเปิดร้านอาหาร บางคนจบจากโรงเรียนการอาหารหัวนอกที่ดังอยู่ในเมืองไทยเรา เก่งทำอาหารหน้าตาสวยๆ แต่ไม่ต้องกิน ที่เหลือก็เรียนเก่งๆ ดูภูมิหลังแล้วเจ๋งๆ ทั้งนั้น ทว่าเอาเข้าจริงตกม้าตายตั้งแต่ยังไม่ขึ้น เพราะการที่มัวแต่เกรงใจกัน หุ้นเท่าๆ กันเลยไม่มีใครเสียงใหญ่ เวลาประชุมทุกคนเลยเสียงเท่ากัน กว่าจะเห็นพ้องได้แต่ละเรื่อง เลยใช้เวลานาน การบริหารเลยไม่ก้าวหน้า มีอุปสรรคก็แก้ไม่ได้ เพราะเสียงแตก

เอาแค่เรื่องง่ายๆ น้ำซุปหม้อร้อน รสชาติเผ็ดไป กว่าจะบอกให้แม่ครัวปรับรสได้คงที่ใช้เวลาไปเป็นเดือน ร้านที่เซ้งมา เซ้งพร้อมอุปกรณ์ ถ้วย ชาม โต๊ะ เก้าอี้ ชิงช้า เครื่องล้างจาน โถจ่ายน้ำหวาน

โต๊ะ เป็นโต๊ะสนามอย่างดี แต่เนื่องจากที่ว่างมีมาก ตั้งโต๊ะในสนามให้ตากแดดตากฝนก็แล้ว ยังมีโต๊ะเหลืออีก เลยเอามาตั้งเป็นโต๊ะล้างจาน โต๊ะพนักงานนอนเล่น คนจัดสวนใหม่ไม่ชอบชิงช้า เลยยกให้พนักงานนอน ร้านใหม่ไม่ได้ใช้เครื่องล้างจาน โถจ่ายน้ำเลยเก็บเข้าสโตร์ สุดท้ายกว่าจะรู้ ปรากฏว่าโถจ่ายน้ำหายไปแล้ว ยังดีที่หุ้นส่วนคนหนึ่งไหวตัวทัน ประกาศขายเครื่องล้างจานผ่านออนไลน์ได้ หุ้นส่วนอื่นไม่ว่า เพราะส่วนตัวรวยแล้วเลยไม่หวงของ ขณะเดียวกันก็ไม่คิดหาทางเพิ่มรายได้ให้ร้าน เรียกว่าแต่ละวันหุ้นส่วนต่างคุมเชิงกันไป รอสวรรค์หล่นให้ขายดิบขายดี ตอนนี้ได้รายได้วันละ 2,000 บาท

เห็นแล้วก็เสียดายความรู้ความสามารถที่แต่ละคนเรียนกันมา ด้วย “ทิฐิ” ตัวเดียวแต่มีหลายตัว เพราะมีหลายคน ร้านเลยไม่ไปไหน

“เพื่อนฆ่าเพื่อน” “ผัวเลิกเมีย” “พี่ด่าน้อง” เพราะหุ้นร้านอาหารมีมาเยอะแล้วครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดจะไปหุ้นทำร้านอาหารหรือธุรกิจอื่นใด ให้ดูแผนธุรกิจของเขาให้ดี ดูแนวคิดของหุ้นใหญ่ ยืนยันครับว่า ร้านอาหารต้องมีคนใดคนหนึ่งเป็นหุ้นใหญ่ มีอำนาจตัดสินใจจะเอาเรื่องเข้าประชุมผู้ถือหุ้นบ้างก็ได้ แต่ต้องมีเสียงใหญ่ในการตัดสินใจ เป็นเผด็จการเล็กๆ ธุรกิจจะรอด หรือร่วงก็ขึ้นอยู่กับคนนี้แหละครับ

ก่อนจบเรื่อง “คน” ซึ่งเป็นต้นทุนหลักตัวหนึ่งของการทำร้านอาหาร มีเรื่องเล่าถึงเชฟโรงแรมมือใหม่คนหนึ่ง เตรียมตัวรับงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าตอนเช้าวันรุ่งขึ้นถึง 500 คน เชฟใหม่ก็กลัวทำไข่ดาวไม่ทัน เลยทอดไข่เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเย็น แล้วเอาเข้าตู้เย็น เช้าเอาออกมาอุ่นไมโครเวฟอีกที เรียกว่าเป็นการเตรียมการอย่างพรักพร้อม ใช้ประสิทธิภาพตัวเองและเครื่องมืออย่างเต็มที่ และยังเป็นการประหยัดเวลา บริการได้ทันใจ และยังได้คำสรรเสริญอีกพะเรอเกวียน ทั้งจากเจ้านายและแขก 500 คน เพราะไข่ดาวมันเหนียวได้ใจ ชนิดเอามีดเถือไม่เข้าทีเดียวเชียว

เปิดตำรา 7 หลักสูตรใหม่อินเทรนด์ เรียนทำอาหาร-เบเกอรี่ กับเชฟดัง-ร้านเด่น ที่ มติชน อคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

เปรี้ยวปาก

เรื่องและภาพ โดย : มติชน อคาเดมี

เปิดตำรา 7 หลักสูตรใหม่อินเทรนด์ เรียนทำอาหาร-เบเกอรี่ กับเชฟดัง-ร้านเด่น ที่ มติชน อคาเดมี

ย่างเข้าสู่ 2 เดือนสุดท้ายของปี 2558 แล้ว ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ยังคงมีหลักสูตรใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาเสิร์ฟให้กับทุกท่านอีกเช่นเคย พร้อมเชิญเชฟระดับโรงแรม และร้านเด่น-คนดัง มาสอนทำอาหาร พร้อมเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการทำทุกขั้นตอนแบบไม่มีกั๊ก แถมแนะนำการทำการตลาดทางด้านอาหารแบบมืออาชีพอย่างจุใจอีกด้วยครับ

เริ่มต้นกันด้วย คอร์สสูตรเด็ด-ร้านดัง ที่กลับมาปลุกกระแสความอร่อยให้หายคิดถึงกันอีกรอบอย่าง “คาวบอยคาเฟ่ 2” ครั้งนี้ได้ เชฟปอพิชญ์ ใจชาญสุขกิจ (เชฟเอ๊ะ) แห่งร้านคาวบอยคาเฟ่ จังหวัดราชบุรี พร้อมแล้วที่จะมาเปิดสูตรเด็ด-เคล็ดลับ กับ 4 เมนูอร่อยประจำร้านที่แฟนพันธุ์แท้ขาประจำ ต้องสั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะอยู่ร่ำไป อย่าง ไก่ทอดคาวบอย, หมูผัดพริกไทยดำ, กุ้งทอดครีมซอสมะนาว, หัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น และต้มซุปเปอร์ขาไก่ ใครอยากรู้ว่า ซิกเนเจอร์หลักของร้านคาวบอยคาเฟ่ เขาปรุงกันอย่างไร? อร่อยเด็ดแค่ไหน? เทคนิค-เคล็ดลับจากเชฟเอ๊ะมีอะไรบ้าง? ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ มีคำตอบแน่นอน!!!

ส่วนใครที่อยากรู้เคล็ดลับการทำอาหารอีสานแสนอร่อย ต้องไม่พลาดหลักสูตรครัวสาธิต “แหนมตุ้ม-หม่ำเนื้อ” ที่นำเสนอความอร่อยเด็ดของเมนู แหนมตุ้มจิ๋ว และหม่ำเนื้อ สำหรับท่านที่อยากชิมอาหารอีสานสูตรประยุกต์ เพื่อการค้า ก็เตรียมตัวพร้อมใน วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ โดย อาจารย์จุไร นิ่มอุดม ผู้มีฝีไม้ลายมือในการรังสรรค์อาหารจานอร่อย ที่สร้างชื่อกับหลักสูตร “ไส้อั่ว-ไส้กรอกอีสาน” จะมาเปิดเผยสูตรเด็ดเคล็ดลับทุกขั้นตอนให้กับผู้เรียน ส่วนใครจะมีไอเดียเด็ดไปเสริมเป็นเมนูขายสร้างรายได้-สร้างอาชีพ ก็ไม่ว่ากัน…

ตามมาด้วยคอร์สครัวสาธิต ราดหน้าขั้นเทพ ซอสผัดขี้เมา สำหรับใครหลายคนที่อยากรู้เคล็ดลับการทำเมนู “ราดหน้า” ให้อร่อยขั้นเทพกับ เชฟบุ๊ค-บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต เจ้าของราดหน้าชื่อดัง แห่งย่านงามวงศ์วาน สูตรเด็ดจากอดีตร้านดังเก่าแก่ที่เลื่องลือ ครั้งนี้พร้อมแล้วที่จะเปิดเผยทีเด็ดความอร่อยของ ซอสผัดขี้เมา กับ 4 เมนู อย่าง ราดหน้าผัดกะเพรา, ราดหน้าผัดฉ่าปลาอินทรี, สปาเกตตีขี้เมา, เส้นใหญ่ผัดขี้เมา สำหรับท่านที่อยากชิมรสอาหาร หรืออยากได้สูตรเด็ดไปทำกิน-ทำขาย เดือนพฤศจิกายนนี้เจอกันแน่นอน

สำหรับคนที่หลงใหลใน “อาหารคลีน” ก็ต้องไม่พลาด เพราะมติชน อคาเดมี ได้คัดสรรหลักสูตรน่าเรียนมาให้ทุกท่านได้เลือกสรรกันอีกถึง 2 หลักสูตรเลยทีเดียว สำหรับคนที่หลงใหลในความอร่อยเด็ดแถมอินเทรนด์ ต้องไม่พลาดหลักสูตร “เปาะเปี๊ยะสไตล์เวียดนาม” นำเสนอเมนูอาหารเวียดนามสุดคลีนอย่าง “เปาะเปี๊ยะ” ที่มีถึง 4 เมนู ได้แก่ เปาะเปี๊ยะปลา, เปาะเปี๊ยะสด, เปาะเปี๊ยะทอด และ ข้าวเกรียบปากหม้อเวียดนาม ที่กำลังได้รับความนิยมและกระแสในกลุ่มคนรับประทานอาหารคลีนในปัจจุบัน ทุกเทคนิค ทุกขั้นตอน สอนโดย อาจารย์ทัตดารา กาญจนกุญชร (อาจารย์แอม) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเวียดนาม พบกัน วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ อาจารย์แอมฝากบอกว่า จัดเต็มทุกขั้นตอน…ตั้งแต่ต้นจนจบชั่วโมงเรียนเลยทีเดียว!!

ปิดท้ายกันที่คอร์สเรียนเบเกอรี่สุดครีเอต ก็ต้องพูดถึงหลักสูตรอย่าง “เบเกอรี่คลีน” ที่ได้เชฟสาวสุดสวยมากฝีมือ แห่งร้าน NattyCake? อย่าง เชฟนภาวดี พยัคฆโส (เชฟแนทตี้) ที่จะมาเปิดเผยเทคนิคการทำสุดยอดเบเกอรี่ ที่กลายมาเป็นอาหารคลีนสุดสร้างสรรค์ 4 เมนูอย่าง บราวนี่อะโวกาโด, แอปเปิ้ลครัมเบิ้ลพาย, ซอฟต์คุกกี้ช็อกโกแลตชิพ และ เมล็ดเจียน้ำกะทิมะพร้าวอ่อน ปลุกกระแสอาหารคลีนที่ฮิตมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังคงแรงมาจนถึงปีนี้ โดยเชฟแนทตี้จะมาสอนวิธีการทำทุกขั้นตอน สอนกันตั้งแต่พื้นฐานการทำเบเกอรี่ ไปจนถึงการเลือกวัตถุดิบ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเสริมเทคนิค-เคล็ด (ไม่) ลับในการทำอาหารแบบคลีนๆ ที่ท่านควรรู้ พร้อมแนะแนวทางการทำขายให้อีกด้วย เปิดตำราพร้อมกัน วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่น่าสนใจอย่าง หลักสูตร สูตรเด็ด-ร้านดัง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เจ๊เกลียว แห่งย่านวัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ ที่จะมาเปิดเผยเทคนิคการทำลูกชิ้นปลาแสนอร่อย พร้อมเทคนิคการขาย ในวันที่ 15 พฤศจิกายน และหลักสูตรครัวสาธิต ซาลาเปาออมทรัพย์ สุดยอดซาลาเปาแสนอร่อยร้านดังจากหาดใหญ่ สงขลา ที่มาสอนเทคนิคการทำ ซาลาเปาสูตรนิ่มไส้หมูสับ, หมูแดง, ไส้ครีม พร้อมแถมสูตรการทำ “ขนมจีบหมู” โดยเจ้าของร้านตัวจริง อาจารย์ศุภชัย สากำสด ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้อีกด้วย ใครอยากได้สูตรเด็ด-เคล็ดลับ หรืออยากจะมาเรียนนำไปทำกิน-ทำขาย ก็รีบจับจองคอร์สเรียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…พลาดครั้งนี้ไป รอเจอกันอีกทีปีหน้าเลยครับ

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

หมวก D.I.Y. จับตลาดบน โดนใจเซเลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ศิลปหัตถกรรม

สดุจตา

หมวก D.I.Y. จับตลาดบน โดนใจเซเลบ

“ยังมีกลุ่มผู้ชื่นชอบสวมใส่หมวกเรียกว่าติดเลยเยอะมาก บางคนแต่งตัวเรียบๆ แค่มีหมวกเก๋ๆ ใบเดียว ดูดีขึ้นมาแล้ว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะซื้อสินค้าต่อเนื่อง และก็จะมีกลุ่มที่ต้องการสินค้าเพื่อใช้ในงานปาร์ตี้ ฉะนั้น ช่วงเทศกาลปีใหม่ยอดขายดีมาก”

คนจำนวนมาก นำงานอดิเรกมาสร้างเป็นอาชีพ แต่จะมีสักกี่คนนำอาชีพมาป็นงานอดิเรก

คุณระวีนันท์ พุทธวิเชียร คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่เลือกนำอาชีพมาทำเป็นงานอดิเรก และในวันนี้เขาตอบเลยว่ารักในอาชีพนี้อย่างหมดใจ และว่างเมื่อไหร่เป็นต้องหยิบหมวกขึ้นมา D.I.Y. ใส่ความคิดสร้างสรรค์ จนทำให้มีรายได้เดือนหนึ่งนับแสนบาท

งานฝีมือห่างไกล

ทำได้ ถ้าใจพร้อม

“หมวกใบเดียว สามารถทำให้องค์ประกอบภาพรวมของรูปร่างออกมาดูดีได้” คุณระวีนันท์ กล่าวไว้เช่นนี้ พร้อมทั้งเล่าไอเดียนำมาสู่การผลิตสินค้าว่า แต่เดิมเธอเปิดร้านจำหน่ายเสื้อผ้า ภายใต้ชื่อ “พลอยนภัส” อยู่ตลาดแอปเปิ้ลพลาซ่า (ด้านหลังตึกการบินไทย) กระทั่งต่อมา รับซื้อหมวก D.I.Y. มาจำหน่ายควบคู่ แต่ทว่าผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการ เป็นเหตุให้คุณระวีนันท์ผู้ซึ่งไม่มีความสามารถด้านงานประดิษฐ์มาก่อนเลย จำต้องหันมาลงมือทำเอง

“งานฝีมือ เป็นเรื่องที่ตอนนั้นมองว่าไกลตัวมาก มองว่าไม่เหมาะกับเรา เพราะไม่มีหัวด้านนี้ และก็คิดว่าคงทำไม่ได้ บอกตามตรง เย็บผ้ายังไม่ชอบ แต่ที่ตัดสินใจทำเพราะผู้ผลิตทำให้ไม่ได้ จึงไปซื้ออุปกรณ์มาลงมือเอง ซึ่งแรกๆ ออกมาไม่สวย ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ผลงานไม่เรียบร้อย จึงต้องปรับตัวเองจากที่เคยเปิดนิตยสารดูแฟชั่นเสื้อผ้า ก็เริ่มให้ความสำคัญกับหมวกและเครื่องประดับ อย่างงานการแข่งขันโปโลของประเทศอังกฤษก็จะเข้าไปดู เพื่อให้ได้ไอเดีย”

ไม่เพียงแต่ดูเพื่อให้เกิดไอเดียด้านการออกแบบเท่านั้น แต่ยังต้องลงลึกถึงรูปทรงของหมวก และการนำวัสดุต่างๆ มาประดิษฐ์ตกแต่ง ซึ่งในส่วนนี้ คุณระวีนันท์หาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ รวมไปถึงเดินสำรวจแหล่งค้าส่งใหญ่ อย่าง แพลทินัม ประตูน้ำ และย่านเจริญรัถ

“หมวกที่นำมาใช้จะเลือกคุณสมบัติพับแล้วไม่ยับ ไม่เสียทรง เพราะต้องคำนึงถึงการขนส่งและการนำไปใช้ของลูกค้า ซึ่งอย่างเวลาเดินทางก็จะนำหมวกใส่กระเป๋า ถ้าหยิบออกมาแล้วไม่เสียทรง ลูกค้าจะประทับใจ ส่วนรูปทรงของหมวกจะมีหลากหลายแบบ แต่ที่นิยมได้แก่ หมวกปีกกว้าง หมวกทรงปานามา และทรงเบเรต์ โดยจะมีทั้งมือหนึ่งและมือสอง ซึ่งปัจจุบันหาซื้อได้ในเว็บไซต์ด้วย ส่วนราคารับซื้อหมวกใบละประมาณ 450-600 บาท”

พิถีพิถันใส่ใจ

ใช้วัสดุชั้นดี

หลังนำมาตกแต่งเรียบร้อยแล้ว สามารถเพิ่มมูลค่ากับราคาขายใบละตั้งแต่ 1,390-2,790 บาท และมีกำไรหลังหักต้นทุนวัตถุดิบใบละประมาณ 500 บาทขึ้นไป

“อย่างหมวกมือสอง จะเลือกสภาพดี แบรนด์ดังของต่างประเทศ โดยเมื่อนำมาจำหน่ายจะแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อน ถือเป็นความซื่อสัตย์ต่อกัน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ยอมรับได้ค่ะ และชอบด้วย เพราะหมวกบางแบบหายาก”

สำหรับวัสดุนำมาตกแต่ง อย่าง ลูกปัด โบ ลูกไม้ คุณระวีนันท์ ว่า ต้องเลือกคุณภาพดีเช่นกัน โดยยกตัวอย่าง ลูกไม้ เลือกใช้สินค้านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ซึ่งนิยมนำมาใช้ตกแต่งตัดเย็บชุดเจ้าสาว แม้จะมีราคาแพง แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพและความหรูหรา คุณระวีนันท์ ว่า ควรค่าแก่การนำมาผลิต

ความพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะกระบวนการผลิตที่คุณระวีนันท์เน้นวิธีเย็บมากกว่าติดกาว เพื่อให้เกิดความคงทน แต่ทว่าหากลูกค้านำไปใช้แล้วชำรุด สามารถนำกลับมาซ่อมได้โดยไม่มีเงื่อนไขระยะเวลารับประกัน

“แม้ตอนนี้คู่แข่งทางตรงในประเทศน้อยมาก แต่ไม่มองข้ามความคิดสร้างสรรค์ จะผลิตสินค้าให้ออกมาคุณภาพดี และที่ทำให้เราอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้คือ บริการหลังการขายที่พร้อมดูแลลูกค้าไปตลอด ชำรุดเสียหายซ่อมให้ฟรี หรือถ้าต้องการนำหมวกใบเก่ามาตกแต่งรูปแบบใหม่ ก็จะคิดค่าอุปกรณ์ไปตามความเหมาะสม”

นอกจากนั้นแล้ว ความจริงใจ ยังเป็นอีกหนึ่งความสำคัญ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 6 ปีกับการทำธุรกิจ คุณระวีนันท์สามารถยืนอยู่ได้บนเส้นทางสายนี้

“การทำธุรกิจไม่ได้มุ่งเน้นว่าเงินต้องเป็นใหญ่ แต่ควรดูภาพลักษณ์ที่ออกมาด้วย อย่างถ้าลูกค้าใส่หมวกทรงนี้ไม่เหมาะ จะบอกกันตรงๆ เพราะเราเชื่อว่าผู้ขายควรแนะนำสิ่งดีๆ แก่ลูกค้า ส่วนถ้ามองในแง่ภาพลักษณ์และโอกาสการขาย ถ้าลูกค้าใส่สวย เมื่อเขาไปพบเจอใครก็จะได้รับคำชม โอกาสที่จะถามถึงแหล่งซื้อก็ตามมา”

เวลาว่างก็นั่งทำ

เพลิน ได้เงินด้วย

กับการทำงานแฮนด์เมดที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ จึงไม่อาจจ้างผู้ใดมาช่วยผลิตได้ แต่กระนั้น คุณระวีนันท์ก็สบายใจและยินดีใช้เวลาว่างหลังเลิกงานประจำและในวันหยุด ลงมือทำ จนกลายเป็นงานอดิเรกที่ได้ทั้งความเพลิดเพลิน และรายได้

“หลักการทำงานไม่มีภาวะกดดันใดๆ เพราะผลงานทุกชิ้นผลิตตามใจตัวเอง คิดสร้างสรรค์เองทั้งหมด ซึ่งบางครั้งทำได้เป็น 10 ใบถ้าไอเดียมา แต่โดยเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 50-100 ใบ ซึ่งพอทำเสร็จก็โพสต์ลงไอจี ไลน์ และเฟซบุ๊ก ลูกค้าประจำที่มีอยู่กว่า 10 รายจะจองเข้ามาค่ะ บางคนซื้อครั้งหนึ่ง 20 ใบ เพราะผู้ที่ชอบหมวกและติดการสวมใส่ เขาจะเฟ้นหาอยู่แล้ว นอกจากนั้นก็จะทำโชว์ไว้หน้าร้าน เพื่อสร้างวิธีพบเห็นให้กับลูกค้ารายใหม่ด้วยค่ะ”

คุณระวีนันท์ ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าหลักระดับบีบวกขึ้นไป ทั้งที่เป็นเซเลบริตี้ นักธุรกิจ ผู้บริหาร แอร์โฮสเตส ภริยานายทหาร เป็นต้น

“ยังมีกลุ่มผู้ชื่นชอบสวมใส่หมวกเรียกว่าติดเลยเยอะมาก บางคนแต่งตัวเรียบๆ แค่มีหมวกเก๋ๆ ใบเดียว ดูดีขึ้นมาแล้ว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะซื้อสินค้าต่อเนื่อง และก็จะมีกลุ่มที่ต้องการสินค้าเพื่อใช้ในงานปาร์ตี้ ฉะนั้น ช่วงเทศกาลปีใหม่ยอดขายจึงดีมาก”

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังกล่าวถึงการทำตลาดในประเทศว่า เติบโตด้วยดี ซึ่งไม่เพียงสินค้าประเภทหมวกเท่านั้นที่สบช่อง แต่ยังมองไปถึงกลุ่มสินค้าเครื่องประดับ อย่างเช่น ต่างหู กิ๊บติดผม โดยไม่ช้าไม่นานนี้จะผลิตออกมาพร้อมจำหน่าย ซึ่งคุณระวีนันท์ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเช่นเดิม

“ส่วนตลาดต่างประเทศเคยคิด แต่ติดตรงแรงงานผลิต เพราะงานฝีมือส่งต่อความรู้ยากมาก มันต้องทำออกมาจากไอเดีย จากใจ อย่างตัวเองบางทีนอนๆ อยู่ นึกแบบได้ รีบลุกมาทำเลย บางทีไอเดียมันเกิด นั่งทำได้เป็นสิบๆ ใบ”

คุณระวีนันท์ ยังกล่าวถึงข้อดีของการทำธุรกิจนี้ว่า มีผู้ผลิตหรือเรียกว่าคู่แข่งขันน้อยราย และถ้าจะมีผู้ผลิตเพิ่มขึ้น ก็ไม่ถือว่าแย่งตลาดกัน “ไม่เคยกลัวเรื่องก๊อบปี้ เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่เหมือน ขนาดทำเองแต่ละใบยังไม่เหมือนกัน นี่คือข้อดีของงานแฮนด์เมด งานไอเดีย โอกาสขายจึงเกิดได้ต่อเนื่อง อย่างลูกค้าประจำของเรานี้เหนียวแน่นมาก ทำแบบไหนมาก็มักจะโดนใจเขา”

แม้จุดเริ่มต้นของคุณระวีนันท์จะไม่ได้เกิดจากความชอบ แต่ทว่าในวันนี้ เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า กับการประดิษฐ์หมวกใบสวยด้วยฝีมือเธอนี้ กลายเป็นอาชีพและงานอดิเรกที่เธอ “ตกหลุมรัก”

สนใจต้องการเลือกชมสินค้า หรือสั่งผลิต ซึ่งคุณระวีนันท์ ว่า หากจะนำไปติดแบรนด์ของตนเองก็ยินดีผลิตให้ สามารถติดต่อได้ที่ หน้าร้าน “Vanessa By พลอยนภัส” ตลาดแอปเปิ้ลพลาซ่า ห้อง I 16 ซอย 6 โทรศัพท์ 081-682 0682 LINE ID : Raveenan, IG:Raveenan _Handmade, Facebook : Raveenan Putavichein

“จริยาสตูดิโอ” กับงานศิลปะวาดภาพบนกระเบื้องแนวพอร์ซเลน (Porcelain)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ศิลปหัตถกรรม

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“จริยาสตูดิโอ” กับงานศิลปะวาดภาพบนกระเบื้องแนวพอร์ซเลน (Porcelain)

พอร์ซเลน (Porcelain) เป็นศิลปะการวาดภาพบนพื้นกระเบื้องอีกแนวหนึ่งที่มีความสวยงามประณีตจากปลายพู่กัน และที่รู้จักกันดีอย่างเช่นงานเบญจรงค์

ศิลปะการเขียนสีและวาดลวดลายบนกระเบื้องพอร์ซเลนนั้นถือเป็นจินตนาการอันงดงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและสุนทรีย์

แต่เนื่องจากผู้ผลิตงานศิลปะชนิดนี้ต้องมีความสามารถสูงทั้งทักษะ ความชำนาญ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ ประกอบกับการผลิตชิ้นงานมีต้นทุนสูงไม่ว่าจะในเรื่องของสี พู่กัน กระเบื้อง และอุปกรณ์สำคัญที่สุดคือ เตาเผา ที่มีราคาสูงมาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้งานศิลปะชนิดนี้อยู่ในวงจำกัด ไม่ค่อยแพร่หลายในวงการศิลปะบ้านเราสักเท่าไร

“จริยาสตูดิโอ” นอกจากเป็นร้านจำหน่ายและรับผลิตงานศิลปะในแนวพอร์ซเลนแล้วยังเป็นสถานที่รับสอนงานศิลปะแนวนี้ด้วย

คุณจริยา กิระนันทวัฒน์ หรือ คุณเล็ก เจ้าของร้านบอกเล่าถึงความเป็นมาว่า “จริยาสตูดิโอ” รับสอนเพ้นต์กระเบื้องและเพ้นต์ผ้า มาประมาณ 15 ปี ตอนแรกที่เริ่มเพ้นต์ตั้งใจให้เป็นงานอดิเรกเพราะใจชอบ และรักการวาดรูป แต่กลับเรียนมาทางด้านการเงินและบัญชี

ทั้งนี้ เพราะด้วยใจรักจึงใฝ่เรียนรู้ ฝึกฝน กระทั่งเห็นว่าฝีไม้ลายมือพอเข้าขั้น จึงทดลองส่งงานเข้าประกวดของนิตยสารต่างประเทศ ปรากฏว่าได้รับรางวัล จึงเป็นที่สนใจของหลายฝ่าย ได้ออกสื่อแทบทุกชนิด จากนั้นเลยตัดสินใจเปิดร้านเป็นของตัวเอง

งานประเภทแรกเป็นการเพ้นต์กระเบื้องในอุณหภูมิสูง แล้วยังได้เพ้นต์งานกระเบื้องที่อุณหภูมิต่ำด้วย โดยงานประเภทนี้มักเป็นชิ้นงานขนาดเล็กและถือเป็นงานอดิเรกที่คนทั่วไปนิยมวาดกัน อย่างเช่น ถ้วยกาแฟ จานรองแก้ว อย่างไรก็ตาม สรุปว่ามีความสามารถและเชี่ยวชาญงานเพ้นต์ทั้ง 2 แบบ

คุณจริยาชี้ว่า ข้อดีของงานเพ้นต์อุณหภูมิต่ำจะไม่ยุ่งยาก ซึ่งเหมาะกับวัสดุขนาดเล็ก สามารถทำเป็นงานอดิเรกยามว่างได้ แต่ไม่ทนทานนานนัก ตรงข้ามกับงานเพ้นต์กระเบื้องอุณหภูมิสูงที่มีความยุ่งยาก เพราะต้องใช้ความร้อนจากอุณหภูมิสูงที่ 750-850 องศาเซลเซียส มีความทนทานกว่า จะต้องเผาจำนวนหลายครั้งประมาณ 5-6 ครั้ง เพื่อให้ได้ความสวยคมชัดตามที่ต้องการ ดังนั้น ผู้ทำต้องมีความชำนาญ มีทักษะ อีกทั้งยังต้องลงทุนสูง แต่มีความทนทานมาก จึงเหมาะกับการทำเป็นอาชีพมากกว่า

งานที่รับทำเป็นงานออร์เดอร์มากกว่า อย่างงานชุดดินเนอร์ เป็นของชำร่วยงานเกษียณ วันเกิด ครบรอบวันแต่งงาน หรืองานพิเศษต่างๆ แล้วแต่ลูกค้าต้องการ ทั้งนี้ งานทุกอย่างมีเข้ามาตลอด โดยแต่ละงานที่รับจะต้องใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากมีความละเอียด หลายขั้นตอน อีกทั้งยังต้องทำด้วยความประณีต ทั้งนี้ การรับแต่ละงานต้องคุยและตกลงกับเจ้าของงานก่อน

สำหรับวัสดุที่ต้องการนำมาเพ้นต์ลูกค้าอาจซื้อมาเอง ซึ่งมีขายตามแหล่ง หรือจะให้ทางร้านแนะนำก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นต้องมาคุยกันก่อนเพราะจะได้แนะนำให้ไปเลือกซื้อวัสดุที่ถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้ งานที่ได้จะออกมาสวยและมีความทนทาน

แนวการเพ้นต์จะมีรูปแบบและสไตล์ทั้งยุโรปและอเมริกา ทั้งนี้ คุณจริยา เผยว่า ความยาก-ง่ายของงานประเภทนี้อยู่ที่ลายกับประเภทวัสดุที่ใช้เพ้นต์ เพราะถ้าลายที่มีขนาดเล็กแล้วยังต้องเพ้นต์ในบริเวณพื้นที่ที่ลำบากจะค่อนข้างยากและต้องอาศัยทักษะความชำนาญมาก หรืออีกอย่างถ้าเป็นงานที่มีลักษณะโค้งมนกลมถ้าต้องเพ้นต์ลายขนาดใหญ่ก็จะยากลำบากกว่าลายที่มีขนาดเล็กเช่นกัน

ส่วนลายที่ใช้เพ้นต์ให้ลูกค้านั้นอาจจะดูตัวอย่างจากสินค้าในร้าน ซึ่งมีหลากหลายแบบให้เลือก หรือลูกค้าอาจนำแบบที่ต้องการนำมาให้วาดก็ได้ อย่างที่ผ่านมาอาจเป็นรูปตัวการ์ตูน รูปดอกไม้ หรือแม้แต่สัตว์ตามราศี สำหรับลูกค้าท่านใดที่ต้องการความเร่งด่วนทางร้านมีงานเพ้นต์สำเร็จวางขายหน้าร้าน และสามารถรับสินค้าไปได้ทันทีหากพอใจ

นอกจากงานเพ้นต์กระเบื้องแล้ว ในยุคแรกๆ คุณจริยายังรับงานเพ้นต์เสื้อด้วย แต่ในปัจจุบันงานเพ้นต์เสื้อแทบจะไม่ได้ทำแล้ว ทั้งนี้ เพราะสีที่นำมาใช้จะต้องสั่งนำเข้า จึงมีความยุ่งยากหลายขั้นตอน และที่มีวางขายอยู่จะเป็นงานเดิม

เมื่อถามถึงอัตราค่าจ้างเพ้นต์ เจ้าของร้านบอกว่า ในเรื่องค่าจ้างคงไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชนิดสี ลาย ขนาดวัสดุ ความยากง่าย

ทางด้านการขายสินค้าของร้าน “จริยาสตูดิโอ” นั้น ไม่เพียงการนำงานศิลปะสวยๆ มาวางขายหน้าร้านของตัวเองที่ตั้งอยู่แถวบางโพแล้ว เธอยังเปิดช่องทางขายด้วยการใช้สื่อออนไลน์ช่วย อย่างไรก็ตาม จะไม่มีสินค้าของตัวเองวางขาย

ส่วนทางด้านการสอนเพ้นต์กระเบื้อง คุณจริยา บอกว่า ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีพื้นความรู้ด้านศิลปะลึกซึ้ง เพียงแค่สนใจ มีใจรัก และชอบ อย่างที่ผ่านมา คนที่มาเรียนเป็นนักเรียนทั่วไป แม่บ้าน คนทำงาน จะมาเรียนวาดคนเดียวหรือหลายคนก็รับสอน

สำหรับเนื้อหาการสอนจะเน้นตั้งแต่การร่างลายเส้น การจัดองค์ประกอบศิลป์ ทฤษฎีสี การให้แสงและเงา เทคนิคการเพ้นต์ การอบชิ้นงานเพื่อให้สีติดทนทาน ตลอดจนการตกแต่งชิ้นงานเพื่อให้มีความสวยงาม

อีกทั้งยังสอนเพ้นต์กระเบื้องเคลือบสไตล์อเมริกัน ด้วยการใช้สีไร้สารตะกั่วที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม อบที่อุณหภูมิ 820 องศาเซลเซียส ด้วยเตาอบเซรามิกที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย ทั้งนี้ ผลงานภายหลังการเพ้นต์ที่อบเรียบร้อยแล้วสามารถนำมาใส่อาหารหรือตกแต่งได้ มีค่าอบรมจำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง ในอัตราท่านละ 3,800 บาท (ไม่รวมอุปกรณ์)

“ความจริงการมาเรียนเพ้นต์นั้น ผลงานที่ออกมาจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน อีกทั้งรสนิยม จินตนาการวาดมีความแตกต่างกัน สิ่งที่นำเสนอออกมาคงวัดไม่ได้ว่าดีหรือไม่ แต่ขอให้คิดว่าเป็นการเติมเต็มความรู้อีกด้านที่ชอบ แล้วนำความรู้นี้มาเป็นงานอดิเรกในช่วงเวลาที่ว่างดีกว่า เป็นการสร้างความสุข และการพักผ่อนทางใจได้”

คุณจริยามองว่า ในปัจจุบันงานศิลปะแบบการเพ้นต์กระเบื้องไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เธอชี้ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกระแสความสนใจอย่างอื่นอาจมีมากกว่า จึงทำให้คนทั่วไปรู้จักการเพ้นต์กระเบื้องในแนวพอร์ซเลนน้อยมาก

ดังนั้น เพื่อเป็นการคงเอกลักษณ์ของศิลปะแนวนี้ให้อยู่ต่อไป จึงมีการรวมกลุ่มของผู้รักและทำอาชีพการวาดภาพบนกระเบื้องจำนวน 100 คน เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและทักษะในการวาดภาพระหว่างสตูดิโอต่างๆ ภายในประเทศไทย ตลอดจนเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งชมรม “นักวาดภาพบนกระเบื้องเคลือบแห่งประเทศไทย” ขึ้นเมื่อราวกลางปี 2545

โดยชมรมมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อต้องการเผยแพร่ความรู้ในศิลปะแนวนี้ให้กว้างขวางขึ้น ตัวอย่างกิจกรรมที่ทางชมรมจัดขึ้น อาทิ มีการจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการสอนวาดภาพและเพ้นต์กระเบื้องจากสตูดิโอต่างๆ ซึ่งผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจะต้องสมัครเป็นสมาชิกชมรมก่อน

“หรืออย่างกิจกรรมล่าสุดเป็นการจัดนิทรรศการภาพวาดบนกระเบื้องเคลือบ ครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-27 ธันวาคม 2558 ณ PEOPLE”S GALLERY ชั้น 2 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร BANGKOK ART AND CULTURE CENTRE (BACC)

จึงอยากเชิญชวนทุกท่านที่รักและสนใจงานศิลปะมาร่วมงานในครั้งนี้ และในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ในช่วงที่จัดงานจะมีการสอนเพ้นต์สีบนกระเบื้องด้วย สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 495-5605” คุณจริยา กล่าว

งานศิลปะวาดภาพบนกระเบื้องสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง อาจใช้เป็นของตกแต่ง ของชำร่วย หรือให้เป็นของฝากของขวัญก็ย่อมได้ รวมถึงเป็นการใช้เวลาได้อย่างมีคุณค่าจากผลงานที่ทำขึ้นด้วยตัวเอง แล้วหากมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่ตลอดเวลายังสามารถสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

สนใจสอบถามรายละเอียดสมัครเรียนเพ้นต์สีบนกระเบื้อง หรือสั่งทำสินค้า ติดต่อได้ที่ร้าน “จริยาสตูดิโอ” โทรศัพท์ (02) 585-6945 และ (081) 495-5605 หรือเข้าไปดูที่เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/lek.kiranantawat

“เอ๊ะ จิรากร” ร้าน “Shoes Wish” กับแนวคิดธุรกิจใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“เอ๊ะ จิรากร” ร้าน “Shoes Wish” กับแนวคิดธุรกิจใกล้ตัว

“เอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์” เคยเป็นนักร้องนำวง Nothing To Lose และทำงานเบื้องหลังด้วยการเป็นนักร้องไกด์ให้กับศิลปินชื่อดังในเครือ GMM ก่อนจะออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว สังกัด WE และกับซิงเกิ้ลดัง “ไม่มีตรงกลาง” ซึ่งเพลงนี้เองที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างในนาม “เอ๊ะ จิรากร” และมาดังเป็นพลุแตก จากเพลง “จากนี้ไปจนนิรันดร์” ประกอบละครสาวน้อยร้อยเล่มเกวียน ทางช่อง 7 สี หลังจากมีชื่อเสียงแล้ว เอ๊ะยังสร้างโอกาสให้กับตัวเองด้วยการต่อยอดธุรกิจครอบครัว เปิดธุรกิจขายรองเท้าที่ตลาดนัด ในชื่อ “Shoes Wish”

“Shoes Wish” ร้านแห่งความหวัง

เจ้าของร้านเล่าที่มาของชื่อร้าน “Shoes Wish” เป็นร้านรองเท้าแห่งความหวัง เพราะตนเองตั้งความหวังไว้ว่า ร้านรองเท้านี้จะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับตนต่อไปในอนาคต

“ที่มาของชื่อร้าน Shoes Wish เพราะเราอยากให้ร้านนี้เป็นความหวังของเราที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้น รองมาจากรายได้ที่มาจากการทำงานเพลง ซึ่งผมมองว่ามันยังเป็นรายได้ที่ไม่มั่นคงเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่าชื่อนี้มันดูมีอะไร มันดูกวนๆ ซึ่งถ้ามองความหมายแล้วมันไม่น่าจะมาอยู่ด้วยกันได้เลย ผมเปิดร้านนี้มา 2 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็ทดลองขายมาหลายอย่างมาก ตั้งแต่ไปรับเสื้อผ้ามา แล้วเจอน้ำท่วม ทุกคนก็หนีน้ำท่วมไปขึ้นตึกกันหมด ไม่มีที่เลยย้ายไปขายที่ยูเนี่ยนมอลล์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วก็เปลี่ยนมาขายครีม ด้วยการรับเขามาขายอีกทอดหนึ่ง ก็ขายดีนะครับ เราเลยอยากจะทำสูตรครีมของเราเอง แต่ด้วยความที่ตลาดครีมมันเยอะหลากหลาย มันก็เกร่อ เราเลยกลับมานั่งมองตัวเอง ที่ผ่านมาเราอยากทำอะไรที่แตกต่างไปจากความเคยชิน สิ่งที่ห่างไกลจากครอบครัวเรา แต่แล้วเราก็ได้ค้นพบว่าสิ่งที่เราถนัดที่สุด คือสิ่งที่มันติดตัวมากับเราตั้งแต่เกิด เลยคิดกับแฟนว่าเรามาขายของที่เราถนัดดีกว่า ด้วยความที่รองเท้ามันคือธุรกิจครอบครัวของแฟนผมอยู่แล้ว ที่บ้านเขาอยู่กับรองเท้ามาเป็นสิบปี ก็เลยกลับมาต่อยอดธุรกิจของครอบครัวเราดีกว่า เป็นแบรนด์ Shoes Wish ขายรองเท้าแฟชั่นผู้หญิง”

เลือกทำเลและวิเคราะห์เป้าหมาย

เอ๊ะ เล่ามุมมองส่วนตัวการเริ่มต้นธุรกิจขายของในตลาดนัด คือการเลือกทำเลที่เหมาะและวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้ขาด ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

“เริ่มแรกผมเลือกทำเลก่อน ผมมองว่าตลาดนัดเมเจอร์คนที่มีกำลังซื้อ เดินเยอะ ทำเลเดินทางสะดวก แล้วจากการที่เราวิเคราะห์ตลาดในเมเจอร์มาแล้ว คู่แข่งเรามีแค่รายเดียว จากนั้นเราดูว่ากลุ่มเป้าหมายคนที่มาเดินที่ตลาดเมเจอร์รัชโยธินคือคนพวกไหน ก็จะเป็นพวก นางแบบ พริตตี้ พวกทำงานที่เกี่ยวกับความสวยงาม แล้วเรามองลึกไปอีกว่า นางแบบสูงๆ เขาชอบรองเท้าประมาณไหน พริตตี้ตามบู๊ธเบียร์ควรใส่รองเท้าสีไหนถึงจะเหมาะกับชุดทำงานเขา นักแสดงช่วงนี้แต่งตัวประมาณไหนกัน เราจะเลือกมาเจาะกลุ่มพวกนางแบบ พริตตี้ เพราะมีกำลังซื้อและเปลี่ยนรองเท้าบ่อยที่สุด เราเลยใช้ตรงนี้เป็นคีย์เวิร์ดเลือกสินค้าตอบสนองลูกค้าของเรา”

ชื่อเสียงต่อยอดธุรกิจ

เอ๊ะ เล่าติดตลกว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยสนใจเรื่องของการทำธุรกิจเลย จนได้มาคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่นับถือ จึงทำให้ตนเกิดแนวคิดใหม่ๆ ในวันที่เขามีชื่อเสียงพร้อมแล้ว จึงหันมาจับธุรกิจเพื่อสร้างรากฐานให้ตัวเองไว้ในอนาคตข้างหน้า

“รายได้ต่อเดือนช่วงแรกๆ ขายดีมาก แล้วก็มีช่วงอยู่ตัว ร้านก็ทำกำไร 40,000-50,000 บาท ต่อเดือน คนอาจจะมองว่าอุ๊ยมันน้อยกว่ารายได้ที่เราเป็นนักร้องอยู่ ทำไมยังทำให้เหนื่อย รุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนกับพี่เอ ผมถามแกว่าทำไมคนอย่างพี่เอ ศุภชัย ต้องทำโน่นนี่นั่นเยอะไปหมด ทั้งๆ ที่เขาทำอาชีพแค่อาชีพเดียวก็น่าจะอยู่ได้ รุ่นพี่จึงยกตัวอย่างพี่เบิร์ด ธงไชย ที่นอกจากเป็นนักร้องแล้ว ยังทำสวน ทำโน่นนี่นั่นอีกมากมาย ทั้งที่พี่เบิร์ดเป็นซุปเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้า พี่เอก็เช่นกัน นอกจากแกเป็นผู้จัดการปั้นดาราแล้ว แกก็ทำสวน ทำไร่ ร้านอาหารอะไรต่างๆ มากมาย พี่ผมบอกว่าคนพวกนี้เขามองว่าชื่อเสียงเป็นเรื่องที่ไม่จีรัง ถ้าวันหนึ่งชื่อเสียงมันไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ถ้าเราไม่มีอาชีพอื่นรองรับจะทำอะไร เราต้องทำอะไรไว้รองรับชีวิตตัวเองในวันที่ชื่อเสียงอาจจะหายไปแล้ว หลังจากได้ฟังผมก็เก็บความคิดนี้เอาไว้ เมื่อผมทำอัลบั้มแรกเสร็จผมเลยคิดที่จะทำธุรกิจบ้าง ผมมองว่าตรงนี้มันต้องไปตามๆ กัน เมื่อใดที่ทำให้คนสามารถเห็นเราได้แล้ว เมื่อนั้นเรามีโอกาส ตอนที่ผมทำครีมผมยังไม่ได้เป็นคนที่คนทั่วประเทศให้ความสนใจ ผมอยู่เบื้องหลัง ทำอะไรมันก็ไม่มีใครสนใจ มันก็ทำอะไรยากกว่าตอนนี้ที่คนมองเห็นเราแล้ว Shoes Wish เราทำสแปร์ไว้ให้กับอนาคตของเราเอง เราคิดง่ายๆ ว่าตอนนี้สมมติยอดขายอยู่ที่ 20,000 แต่ถ้า 20,000 นี้ เราขยายธุรกิจอีก 2-3 ร้านล่ะ เราก็จะได้กำไรที่มากขึ้นเป็น 60,000”

ต้องสู้ในวันนี้ที่เศรษฐกิจรัดเข็มขัด

เมื่อถามถึงวันนี้ที่เศรษฐกิจภาพรวมไม่ดี เอ๊ะ บอกว่า วิธีการเซฟตัวเองให้รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจคือการทำให้สินค้าเหลือค้างสต๊อกน้อยที่สุดคือสิ่งที่สำคัญ “Shoes Wish” จึงต้องทำการบ้านหนัก คัดเลือกสินค้าแต่ที่มั่นใจว่าจะต้องโดนใจลูกค้าเท่านั้นมาขาย

“ตอนนี้เป็นช่วงที่ทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าขายของยาก แม้แต่ของกิน ด้วยความที่กลุ่มเป้าหมายเราคือสาวทำงานที่เกี่ยวกับความสวยความงาม พริตตี้ นางแบบ เศรษฐกิจไม่ดี งานอีเว้นต์น้อยลูกค้าเราก็น้อยตามไปด้วย บอกเลยว่ากำไรต่อเดือนเราหายไปครึ่งต่อครึ่ง ยิ่งช่วงนี้มาเข้าหน้าฝนอีก ทุกอย่างมันก็ผกผันตามไปด้วย ผมโชคดีอย่างที่บอกเรามีทุนความรู้ด้านรองเท้ามาอยู่บ้างจากครอบครัว แฟนผมเขาจะมองขาดในการเลือกสินค้ามาขาย เขารู้ว่าตัวไหนเอาแล้วต้องขายดี อันไหนทำกำไร จุดง่ายๆ คือการวิเคราะห์จากการดูแฟชั่นดาราก่อนเลย ว่าตอนนี้ดาราเขานิยมใส่รองเท้าแบบไหนกัน แบบไหนมันกำลังมา ดาราใส่เยอะกว่า 3 คนเราต้องรีบหาแบบนั้นมาไว้ที่ร้าน เลือกมองความต้องการของตลาด เลือกมองแนวทางไว้ล่วงหน้าว่าเดี๋ยวอะไรมันจะอินเทรนด์ ไม่ได้เลือกหยิบอะไรสุ่มสี่สุ่มห้ามาขาย มันเลยทำให้ร้านอยู่รอด ไม่จมไปกับสต๊อกของ”

เพื่อนดาราอีกหนึ่งตัวช่วย

นอกจากขาประจำที่รู้จักร้านรองเท้า “Shoes Wish” เป็นอย่างดีแล้ว เอ๊ะยังขยายโอกาสให้กับธุรกิจตัวเองให้คนเห็นเยอะขึ้นด้วยการให้เพื่อนคนดังช่วยโปรโมตแนะนำร้านให้ และสำหรับอนาคตของร้าน ตั้งไว้ที่การขยายสาขาและเปิดโรงงานผลิตเอง

“เราให้เพื่อนๆ พี่ๆ ในวงการ เน็ตไอดอลช่วยโปรโมตร้าน โปรโมตสินค้าเราให้ด้วย นี่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เรายืนหยัดได้ แต่ไม่ได้ให้เขาใส่โปรโมตในเวลานี้ เพราะตรงนี้มันอยู่ได้ของมันอยู่แล้ว เราถ่ายเก็บไว้เผื่อเราทำร้านสาขาอื่นๆ ที่เรากำลังจะเปิดเร็วๆ นี้ พยายามโปรโมตเอง รวมถึงให้พี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยโปรโมตให้ในโซเชียล มันก็ช่วยนะ หลายคนมาที่ร้านจากการตามอินสตาแกรม

อนาคตเราอยากเปิดสาขาเพิ่มอีก จริงๆ เราก็แพลนไว้แหละว่าจะเปิด แต่ด้วยช่วงนี้สภาพเศรษฐกิจยังไม่เอื้อ ตั้งแต่ปัญหาทางการเมืองแล้ว การขายของมันก็ไม่เหมือนเดิม ตอนนี้ก็กำลังดูทำเลอยู่ ผมให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลเป็นอันดับแรก ตอนนี้ก็พยายามหาทำเลที่มันมั่นคงมากกว่าจะไปเปิดเต็นท์ร้าน และอีกเป้าหมายหนึ่ง เรามองว่าสักวันเราจะผลิตรองเท้าเป็นของตัวเอง ทำเองแบบครบวงจร รอให้เศรษฐกิจมันดีกว่านี้หน่อย ตอนนี้เราเลือกที่จะซื้อมาขายไป ไปก่อน ด้วยความที่เราขายรองเท้าแฟชั่น มันมาไวไปไว เราไม่อยากแบกรับค่าเสื่อมราคาของของ มันยุ่งยากกว่า เปอร์เซ็นต์สินค้าค้างสต๊อกมีมาก เราศึกษากรรมวิธีเบื้องหลังมาแล้ว จึงตัดสินใจกันว่าเราเป็นผู้ซื้อมาขายไปดีกว่า ณ เวลาที่เศรษฐกิจมันยังเป็นแบบนี้อยู่”

สนใจอยากแวะเข้าไปเลือกชมรองเท้าแฟชั่น “Shoes Wish” ได้ที่ ตลาดนัดเมเจอร์รัชโยธิน ซอย 3 ล็อก D11-12 เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน

“ณิศา รีสอร์ท” ห้องพักมีระดับ ทั้งถูกทั้งดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

“ณิศา รีสอร์ท” ห้องพักมีระดับ ทั้งถูกทั้งดี

สมัยก่อนหากไปตามตัวอำเภอต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว การจะหาที่พักดีๆ สักแห่งเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหน้าเก่าหน้าใหม่หลายรายหันมาทำธุรกิจรีสอร์ตกันจำนวนไม่น้อย เพราะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่สามารถคืนทุนได้ในระยะไม่กี่ปี ถ้าอยู่ในทำเลดีๆ เนื่องจากยุคนี้ผู้คนนิยมเดินทางกันมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นรีสอร์ตที่ลูกค้าที่มาพักติดอกติดใจก็มักจะนำเรื่องราวไปแชร์ให้พรรคพวกได้รับทราบกันในโลกโซเชียลทั้งหลาย

ใช้งบ 16 ล้านบาท

คุณวรรณิศา อาษาสุจริต หรือ คุณเป็ด วัย 46 ปี เจ้าของ “ณิศา รีสอร์ท” เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่ธุรกิจรีสอร์ต จากแต่เดิมที่ทำมินิมาร์ทอยู่ที่จังหวัดปัตตานี แต่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เธอและสามีขายกิจการมินิมาร์ท เพื่อนำเงินก้อนนั้นมาซื้อที่ดินที่ตำบลระวะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 8 ไร่ บวกกับเงินสะสมก้อนหนึ่ง และกู้ธนาคารส่วนหนึ่ง สร้างที่พักจำนวน 14 ห้อง รวมเบ็ดเสร็จใช้งบประมาณไปทั้งหมด 16 ล้านบาท เนื่องจากที่ดินผืนนี้เป็นที่นา ต้องใช้ดินมาถมจำนวนมาก และใช้วัสดุก่อสร้างอย่างดี รวมถึงการตกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดทั่วบริเวณรีสอร์ต

ประกอบกับสองสามีภรรยาไม่มีประสบการณ์ และปล่อยทุกอย่างให้อยู่ในการตัดสินใจของผู้รับเหมาเพียงลำพัง จึงทำให้งบบานปลายไปหลายล้านบาท

“ณิศา รีสอร์ท” เพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ด้วยความที่เป็นที่พักแห่งใหม่ของระโนด และราคาไม่แพงหากเทียบกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้ ทั้งแอร์ ตู้เย็น เตียง หมอน ผ้าห่ม ใช้ของดีมีคุณภาพเทียบเท่ากับโรงแรมทั่วไป โดยมีราคาให้เลือก 2 ราคาคือ ห้องละ 550 บาท และ 700 บาท

คุณเป็ด บอกว่า ความจริงห้องพักราคา 550 บาท กับห้องราคา 700 บาท ไม่ค่อยแตกต่างกันมาก คือ ห้อง 700 บาท จะมีความเป็นส่วนตัว มีระเบียง มีที่จอดรถ แต่ห้อง 550 บาท ไม่มีระเบียง ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกก็เหมือนกัน โดยจะมีชากาแฟให้ลูกค้าได้เลือกดื่มด้วย ช่วงแรกที่แขกยังไม่ได้เข้าพักก็มักจะต่อรองราคาให้เหลือห้องละ 500 บาท แต่เมื่อได้เห็นและได้เข้าพักจริงๆ กลับบอกว่า น่าจะขึ้นราคาเป็นห้องละ 600 บาท

นอกจากปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ที่ทำให้เธอและสามีตัดสินใจมาทำรีสอร์ตที่ระโนดแล้ว ทั้งสองยังมองว่า จะได้มีเวลาดูแลคุณแม่ของทั้งสองที่อยู่ในวัยชราและเจ็บป่วยด้วย ซึ่งเธอสร้างบ้านพักไว้ด้านหลังของรีสอร์ต ในขณะที่สามีก็ยังไปๆ มาๆ อยู่เพราะสามียังทำโรงงานเจียที่ปัตตานี อันถือเป็นรายได้หลักของครอบครัว

“สมัยก่อนปัตตานีถ้าคนขยันสามารถได้เงินทุกวัน เงินสะพัดมาก เหมือนตอนที่มาเปิดมินิมาร์ท 24 ชั่วโมง ในสะพานปลา เพลินกับการนับตังค์มาก พอมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อย เรือก็ไม่มา เรือเริ่มไปมาเลย์ เริ่มไปขึ้นฝั่งที่สงขลา ไปภูเก็ต เรือในปัตตานีก็เริ่มร่อยหรอลง”

เน้นอุปกรณ์ของใช้มีคุณภาพ

“ที่ผ่านมา เราจ้างผู้รับเหมามาทำทั้งหมดเลย คือโครงสร้างแข็งแรงดี แต่ถ้าเรื่องการตกแต่งยังไม่เป็นที่พอใจของเรานัก โดยเฉพาะเรื่องการใช้สีในแต่ละห้อง แต่ลูกค้าบางคนก็ชอบ เพราะห้องดูใหม่และกว้างขวาง ส่วนมากถูกใจผ้าปูที่นอนและหมอน เพราะเราใช้แนวของโรงแรม คือยอมลงทุนแพงในส่วนตรงนี้ เพราะอย่างน้อยลูกค้าจะได้สบายใจว่า เราถอดซักทุกวัน เราเคลียร์ทุกวัน” คุณเป็ด กล่าวและว่า ทุกอย่างที่รีสอร์ตใช้ของดีหมด อย่างอุปกรณ์ไฟฟ้า ทีวีก็เป็นจอแบน LED มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ ในละแวกนี้คิดว่าของเราทันสมัย คือตัวเราอยากจะพักดีแบบไหนก็อยากให้คนอื่นได้พักดีแบบนั้นด้วย

แม้รีสอร์ตแห่งนี้จะเปิดได้ไม่นาน แต่ก็มีแขกมาพักตลอด และส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ หรือไม่ก็ได้รับการบอกปากต่อปากจากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เคยมาใช้บริการกันแล้ว

คุณเป็ด แจงว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นแขกเมืองทั้งนั้น เช่น คุณถาวร เสนเนียม และล่าสุด ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเปิดโรงพยาบาล ข้าราชบริพารชุดตามเสด็จของพระองค์ท่านมาพักที่นี่ ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้รับเลือกเข้าพัก อีกทั้งคุณถาวรยังได้ให้คำแนะนำที่ดีหลายอย่าง เช่นบอกว่า ใช้เงินลงทุนเยอะเกินไป ดังนั้น ต้องโฆษณา โปรโมตให้เยอะขึ้น ต้องเข้าไปเจาะหน่วยงานราชการ เช่น อบต. ไปเปิดตัวให้รู้ว่า ทำตรงนี้ และมีบริการอะไรบ้างที่สามารถเข้ามาใช้บริการได้

เธอบอกด้วยว่า ทุกวันนี้ห้องพัก 10 กว่าห้องที่มีอยู่ไม่เพียงพอเวลามีคณะใหญ่มาจอง ดังนั้น จึงคิดจะสร้างห้องพักเพิ่มเติมเพราะยังมีที่ว่างที่จะก่อสร้างได้อีก โดยคิดจะสร้างแบบน็อกดาวน์เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงและเสร็จในเวลารวดเร็ว แต่สามีมองว่าอาจจะไม่แข็งแรง จึงยังไม่ลงตัวว่าจะสร้างแบบไหนดี นอกจากนี้ ยังคิดจะสร้างห้องประชุมสัมมนาเพื่อรองรับลูกค้าในหน่วยราชการ เพราะที่ระโนดยังไม่มีโรงแรมไหนทำห้องประชุมสัมมนา

จุดเด่นหนึ่งของรีสอร์ตแห่งนี้คือ กังหันลมขนาดใหญ่ ซึ่งเจ้าของสร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ โดยดูแบบอย่างมาจากการไปเที่ยวสวนผึ้ง พร้อมกับนำสิ่งประทับใจจากแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มาประดับประดาตกแต่งรีสอร์ต

ห้องน้อย ต้องจองล่วงหน้า

ร้านอาหารด้านหน้าที่พัก เป็นอีกจุดที่ผู้มาเยือนมักมานั่งสนทนากันในช่วงที่มีเวลาว่าง ซึ่งคุณเป็ด ระบุว่า อยากให้ร้านอาหารนี้เป็นจุดขายอีกอย่างของรีสอร์ตให้คนข้างนอกได้เข้ามารับประทาน โดยจะขายเป็นอาหารจานเดียวในราคาไม่แพง 40-50 บาท และยังมีแผนจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ พร้อมจะนำเครื่องเล่นเด็กมาตั้งไว้เพื่อให้เด็กๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากที่ระโนดยังไม่มีรีสอร์ตที่ไหนทำแบบนี้ และการเปิดร้านอาหารก็จะช่วยเพิ่มรายได้ส่วนหนึ่งให้กับพนักงานของรีสอร์ตด้วย

คุณเป็ด ยอมรับว่า ช่วงเปิดรีสอร์ตใหม่ๆ รายได้ยังไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งแต่ละเดือนตก 40,000-50,000 บาท เป็นค่าจ้างแม่บ้าน คนสวน และแม่ครัว แต่ตอนนี้มีแขกเข้ามาพักเรื่อยๆ กิจการดีขึ้นโดยเฉพาะพวกที่มางานศพและงานบวช ซึ่งจะบอกต่อๆ กัน

ฉะนั้น ใครจะเข้าพักที่นี่จะต้องโทรจองล่วงหน้า เพราะห้องมีไม่มาก โดยโทรจองได้ที่ (081) 541-5592

เธอเปรียบเทียบการทำธุรกิจมินิมาร์ทกับรีสอร์ตว่า มินิมาร์ทได้เงินดีกว่า เงินสะพัดกว่า แต่ว่าเหนื่อยมากต้องซื้อของ เช็กของ ต้องอยู่หน้าร้านตลอด ตัวเองเป็นคนชอบงานบริการ และชอบต้นไม้ ทำรีสอร์ตก็ดีตรงที่ได้เจอคน คิดว่าต่อไปจะปลูกต้นไม้ขายด้วย เพราะที่รีสอร์ตยังมีที่ว่างอีกเยอะ

เมื่อถามถึงระยะเวลาในการคืนทุน คุณเป็ด ตอบว่า “ถ้ามองในแนวธุรกิจ การทำรีสอร์ตแห่งนี้เป็นความผิดพลาดอย่างแรง เพราะลงเงินไปเยอะมากเกินไป แต่ดิฉันกับแฟนคิดว่าดีที่ได้มีเวลาดูแลคุณแม่ และยังได้ทำตามความฝันและความชื่นชอบของตัวเอง ได้ปลูกต้นไม้”

เจ้าตัวให้คำแนะนำสำหรับคนที่อยากจะเข้ามาทำธุรกิจรีสอร์ตว่า “ต้องดูกำลังทุน กับเป้าหมายของตัวเองเป็นหลัก อย่างของเป็ดถ้ามองเป็นธุรกิจไม่คุ้มแน่นอน แต่ถ้ามองชีวิตมีความสุข ก็คุ้มกับการที่เราทำงานเหนื่อยมาครึ่งชีวิต แฟนบอกว่า ถ้าเราเคลียร์หนี้หมดเราก็จะสบาย”

ใครที่เคยมาพัก “ณิศา รีสอร์ท” นอกจากจะชื่นชอบต้นไม้หลากหลายชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้กินผลอย่างมะละกอและแก้วมังกรแล้ว ยังประทับใจในอัธยาศัยไมตรีของคุณเป็ด ซึ่งเธอมักมาถามมาคุยกับลูกค้าอยู่เสมอ และใครติชมอะไรเธอก็น้อมรับไปปฏิบัติ นับเป็นรีสอร์ตอีกแห่งของระโนดที่น่าพัก เพราะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางแมกไม้สีเขียวขจี

รถไฟพระที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

รถไฟพระที่นั่ง

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ นับตั้งแต่มีการเดินรถไฟครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องมาแห่งราชจักรีวงศ์

เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จฯ ไปในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ทอดพระเนตรวิถีชีวิตชุมชน ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2558 พสกนิกร 3 จังหวัดรายทางต่างปลื้มปีติเฝ้ารอรับเสด็จอย่างคับคั่งด้วยความจงรักภักดี

โดยปกติแล้วเมื่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จฯ ทางรถไฟ ทางกรมรถไฟหลวง (หรือการรถไฟแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน) จะถวายรถไฟพระที่นั่ง เพื่อให้พระมหากษัตริย์เสด็จฯ โดยเฉพาะ

การเสด็จฯ โดยรถไฟครั้งแรกในประวัติศาสตร์สยามคือ การเสด็จฯ ไปทรงเปิดทางรถไฟปฐมฤกษ์ กรุงเทพฯ-กรุงเก่า (อยุธยา) โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปบางปะอินโดยทางรถไฟอีกหลายครั้ง ตลอดจนการเสด็จฯ เพื่อเปิดเส้นทางรถไฟในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นแปดริ้ว นครราชสีมา เพชรบุรี

ในช่วงแรกไม่ปรากฏหลักฐานว่ากรมรถไฟหลวงได้จัดซื้อรถพระที่นั่งมาเมื่อใด แต่ลักษณะของรถพระที่นั่งทั้ง 2 คันเป็นรถ 2 เพลา (รถ 4 ล้อ) จำนวน 1 คัน และเป็นรถขนาด 8 ล้อ อีก 1 คัน สำหรับทางกว้าง 1.435 เมตร (สายเหนือ, สายตะวันออก, สายตะวันออกเฉียงเหนือ) และสำหรับเส้นทางสายใต้ ซึ่งเป็นทางกว้างขนาด 1.000 เมตร จะเป็นรถพระที่นั่งแบบ 4 ล้อ จำนวน 1 คัน ใช้การมาจนถึงปี 2460

ต่อมาใน พ.ศ. 2469 กรมรถไฟหลวงได้จัดซื้อรถพระที่นั่งบรรทมเพิ่ม 1 คัน และรถพระที่นั่งกลางวันอีก 1 คัน เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชพาหนะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยรถพระที่นั่งทั้ง 2 คันที่จัดซื้อในปี 2469 นั้นเป็นรถโดยสาร 8 ล้อ (แบบโบกี้) สำหรับทางกว้าง 1.000 เมตร เนื่องจากในขณะนั้นทางรถไฟทั่วประเทศได้เป็นทางกว้างขนาด 1.000 เมตร แล้ว

ตัวรถพระที่นั่ง สร้างด้วยไม้อย่างวิจิตรบรรจง การตกแต่งภายในสวยงามตระการตา โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาทรงเป็นต้นตระกูล “บุรฉัตร”) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟในขณะนั้น ทรงแนะนำการออกแบบเบื้องต้นโดยละเอียด และดำเนินการสร้างโดยบริษัท The Metropolitan Carriage Wagon & Finance Company Limited, Manchester England และได้นำมาใช้เป็นพระราชพาหนะจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2511 จึงเลิกใช้การ รวมอายุการใช้งานทั้งสิ้น 52 ปี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 ในรัชกาลปัจจุบัน ทางการเห็นสมควรจัดหารถพระที่นั่งใหม่จำนวน 3 คัน เพื่อทดแทนรถพระที่นั่ง 2 คันแรกที่ปลดระวางไป โดยทั้ง 3 คัน ประกอบด้วย

1. รถพระที่นั่งประทับกลางวัน (พนก.) : His Majesty”s Day Saloon

2. รถพระที่นั่งกลางวันและบรรทม (พกท.) : Royal Day and Night Saloon

3. รถพระที่นั่งบรรทม (พนท.) : His Majesty”s Royal Night Saloon)

โดยรัฐบาลได้มอบให้การรถไฟฯ ดำเนินการจัดหาในปี พ.ศ. 2506 และบริษัทผู้สร้างคือบริษัท คราเวนส์ (Cravens) แห่งประเทศอังกฤษ ภายในรถตกแต่งด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงามเช่นเดียวกับรถพระที่นั่ง 2 คันแรก โดยรถพระที่นั่งกลางวัน และรถพระที่นั่งบรรทม มีรูปแบบการตกแต่งคล้ายคลึงกับคันเดิม รวมมูลค่าก่อสร้าง 695,030 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14 ล้านบาท (ในขณะนั้น)

รถไฟพระที่นั่งทั้ง 3 คันติดตราครุฑตู้ละ 4 ตัว ทำจากทองคำเปลวแท้ ตัวตู้รถไฟใช้สีเหลืองไข่ไก่สีเข้มและอ่อนไล่สีอย่างสวยงาม สร้างด้วยเหล็กชนิดเบา ใช้แคร่รับน้ำหนักที่ทันสมัย สามารถใช้ความเร็วได้ถึง 90 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

การรถไฟฯ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายรถพระที่นั่งชุดใหม่ทั้ง 3 คัน เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2510 เวลา 12.00 น. และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับจากสถานีชุมทางทุ่งสงถึงสถานีหัวหิน ในคราวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดภาคใต้เป็นปฐมฤกษ์ และทรงใช้เป็นพระราชพาหนะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภาคของประเทศไทยมานับแต่นั้น

ประวัติการเสด็จฯ ทางรถไฟ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีดังนี้

ครั้งที่ 1 : 29 เมษายน 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 5 วัน พร้อมด้วยคณะผู้ติดตามเสด็จ

ครั้งที่ 2 : 12 ธันวาคม 2496 เสด็จฯ เปิดสะพานพระราม 6 (พระนคร) หลังซ่อมบำรุงจากสภาวะสงคราม

ครั้งที่ 3 : 18 พฤษภาคม 2498 เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 4 : 2-20 พฤศจิกายน 2498 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ครั้งที่ 5 : 7 กุมภาพันธ์ 2500 เสด็จฯ ทรงเปิดเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท

ครั้งที่ 6 : 18 มีนาคม 2500 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 7 : 27 กุมภาพันธ์-18 มีนาคม 2501 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ

ครั้งที่ 8 : 6-28 มีนาคม 2502 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้

ครั้งที่ 9 : 7 เมษายน 2502 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 10 : 16 เมษายน 2504 เสด็จฯ ทรงต้อนรับประธานาธิบดี ซูการ์โน แห่งประเทศอินโดนีเซีย จากดอนเมือง- จิตรลดา

ครั้งที่ 11 : 8 มิถุนายน 2504 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 12 : 8 ธันวาคม 2504 ทรงต้อนรับ ประธานาธิบดี อาร์เจนตินา ที่สถานีจิตรลดา (ไม่ได้ประทับบนรถไฟพระที่นั่ง)

ครั้งที่ 13 : 12 มกราคม 2505 เสด็จฯ ทรงต้อนรับ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด จากสถานีดอนเมือง-จิตรลดา

ครั้งที่ 14 : 15 มกราคม 2505 เสด็จฯ นำ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อทอดพระเนตรโบราณสถาน และการคล้องช้างในเพนียด

ครั้งที่ 15 : 16 มกราคม 2505 เสด็จฯ นำ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดริค ที่ 9 แห่งเดนมาร์ก และสมเด็จพระราชินีอิงกริด ไปยังอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อทรงเปิดฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค

ครั้งที่ 16 : 26 มีนาคม 2506 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 17 : 2 พฤษภาคม 2506 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 18 : 26 ตุลาคม 2506 เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน และทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดกาญจนบุรี (การรถไฟฯ ถวายรถดีเซลรางเป็นขบวนพิเศษพระที่นั่ง)

ครั้งที่ 19 : 16 พฤศจิกายน 2508 เสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดแก้วพิจิตร จังหวัดปราจีนบุรี

ครั้งที่ 20 : 19 มีนาคม 2508 เสด็จฯ ประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 21 : 6 มิถุนายน 2508 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 22 : 3 มิถุนายน 2509 เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา

ครั้งที่ 23 : 3 กุมภาพันธ์ 2510 (เริ่มใช้รถพระที่นั่งคันปัจจุบัน) เสด็จนิวัติจากการเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย ทางจังหวัดภาคใต้ มาประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

ครั้งที่ 24 : 23 พฤษภาคม 2510 เสด็จฯ กลับจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดพระบรมธาตุไชยา

ครั้งที่ 25 : 22-23 พฤษภาคม 2517 เสด็จฯ ไปประทับแรม ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทรงเททองหล่อพระประธานวัดโคกเมรุ อำเภอฉวาง และเสด็จฯ กลับไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล

ครั้งที่ 26 : 4 สิงหาคม 2517 เสด็จฯ แปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส

ครั้งที่ 27 : 25-28 สิงหาคม 2517 เสด็จฯ จากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ไปประทับแรม ณ ที่ประทับแรม โรงปูนซีเมนต์ทุ่งสง

ครั้งที่ 28 : 22 กันยายน 2517 เสด็จนิวัติพระนคร จากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

ครั้งที่ 29 : 5 กรกฎาคม 2531 เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงสังเวยสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอดีต เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเส้นทางจิตรลดา-อยุธยา อันเป็นครั้งล่าสุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ด้วยรถไฟพระที่นั่ง

การเสด็จฯ โดยรถไฟครั้งที่ 29 นับเป็นครั้งล่าสุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หลังจากนั้นรถไฟพระที่นั่งก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานนานหลายปี จนกระทั่งครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดทางรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง ทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว สายแรก ในวันที่ 5 มีนาคม 2552 พระองค์ได้ประทับรถไฟพระที่นั่งอีกครั้งหนึ่ง จากสถานีรถไฟหนองคายข้ามไปยังสถานีท่านาแล้ง เมืองหาดทรายฟอง สปป.ลาว

สำหรับการเสด็จฯ โดยรถไฟของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อนหน้าการเสด็จฯ ไปจังหวัดกาญจนบุรีครั้งล่าสุด มีขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ทรงนำข้าราชการ นักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษากิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ ณ สถานีรถไฟบางซื่อ ไปยังสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง)

ในการเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรวิถีชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรีครั้งนี้ ราษฎรริมทางรถไฟต่างเตรียมตัวเฝ้ารับเสด็จอย่างคึกคัก ที่สถานีรถไฟ จังหวัดนครปฐม มีการจำลองวิถีชีวิตชุมชนบริเวณสถานีรถไฟในอดีต ด้วยการตกแต่งบรรยากาศร้านขายผัดไทย ข้าวแกงรถไฟ ไก่ย่าง หมูย่าง ข้าวเหนียว ถั่วต้ม มันต้ม เผือกต้ม รวมถึงผลไม้และสินค้าขึ้นชื่อของนครปฐม เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ได้แก่ ส้มโอ น้ำมะพร้าว และข้าวหลาม และรถไฟพระที่นั่งจะจอดให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ด้วย

บริเวณสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นางปราณี หรือ ป้าน้อย เกิดจันทร์ทอง อายุ 68 ปี เจ้าของร้าน “ข้าวแกงป้าน้อย” หลังสถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก ซึ่งเป็นร้านขายข้าวแกงกระทงใบตองแบบโบราณ ชนิดแบกถาดเดินขายให้กับนักท่องเที่ยวบนขบวนรถไฟมายาวนานกว่า 50 ปี ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดเครื่องเสวยกลางวันบนรถไฟแบบกระทงใบตอง ประกอบด้วย พะแนงเนื้อ พะแนงหมู เขียวหวานไก่ และไข่พะโล้ เป็นสิริมงคลและปลาบปลื้มแก่ป้าน้อยอย่างล้นพ้น

รถไฟพระที่นั่งแวะจอดที่ชุมทางหนองปลาดุกประมาณ 10 นาที เพื่อทอดพระเนตรวิถีชุมชน จากนั้นมุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งมีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพื่อเตรียมการรับเสด็จอย่างคึกคักเช่นกัน

บันทึกการเสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งครั้งนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของการรถไฟแห่งประเทศไทย หลังจากขบวนรถไฟพระที่นั่งชุดนี้ผ่านการใช้งานมาแล้วเกือบกึ่งศตวรรษ

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต ตอนที่ 2

ตามที่กล่าวในคราวก่อนว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำหนดให้การยื่นงบการเงินประจำปี 2558 ที่จะนำส่งภายในเดือนพฤษภาคม 2559 ต้องนำส่งผ่านระบบ e-filing ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เท่ากับเป็นการยุติกระบวนการนำส่งงบการเงินที่อยู่ในรูปกระดาษ ที่นำส่งโดยมีผู้ถือเอกสารไปยื่นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาเป็นการส่งงบการเงินโดยการสแกนเป็นไฟล์ PDF พร้อมทั้งคีย์ตัวเลขผ่านระบบการส่งงบการเงินในเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ตัวเลขล่าสุด (ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2558) ประเทศไทยมีนิติบุคคลอยู่ 620,000 ราย มีผู้กรอกข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตผ่าน http://www.dbd.go.th แล้ว 360,194 ราย (58%) และมีผู้ยืนยันตัวตน และได้รับอนุมัติ Username และ Password แล้ว 141,890 ราย (23%) ณ ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขยายเวลาเพื่อให้นิติบุคคลไปยื่นเอกสารเมื่อกรอกข้อมูลผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ออกไปโดยกิจการต้องลงทะเบียนและจัดการให้มี Username และ Password ให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ให้รีบดำเนินการ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

(1) กรอกข้อมูลทางระบบอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ http://www.dbd.go.th ข้อมูลที่กรอกคือ ชื่อและเลขที่นิติบุคคล ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม อีเมลที่กิจการต้องการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งรหัสลับไปให้ (ควรเป็นอีเมลของกรรมการ หรือเจ้าของกิจการ ยกเว้นเราไม่สามารถจัดการด้วยตนเองและต้องการมอบหมายให้ผู้ทำบัญชีเขาดูแลให้) เมื่อกดบันทึกคำขอแล้ว ให้พิมพ์แบบคำขอที่กรอกนั้นออกมา จะมีเลขที่อ้างอิงตอนบนขวาของเอกสารเป็นเลขที่คำขอ และวันที่รับ ซึ่งต้องใช้อ้างอิงตอนนำเอกสารไปยื่นครั้งแรก

(2) เตรียมเอกสารซึ่งประกอบด้วย ใบคำขอ (ที่มีเลขรับ), หนังสือแสดงความตกลงในการขอรับ Username และ Password, รายงานการประชุม (กรณีผู้มีอำนาจลงนามมีมากกว่า 1 คน ให้ศึกษารายละเอียดในเว็บไซต์) และหนังสือมอบอำนาจ กรณีกรรมการมอบหมายให้พนักงานนำไปยื่นแทน

(3) ยื่นเอกสารแสดงตัวตน เมื่อยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่จะคีย์ข้อมูลเข้าระบบซึ่งจะส่งอีเมลรหัสลับไปให้ตามอีเมลที่ระบุ

(4) นำรหัสลับที่ได้ไปยืนยันทางเว็บไซต์ภายใน 30 วัน

หากอ่านขั้นตอนแล้วไม่เข้าใจ อธิบายง่ายๆ ว่า ขั้นตอนทั้ง 4 ข้างต้น เป็นการยืนยันตัวตนของผู้มีอำนาจลงนามของกิจการว่า ได้รับทราบว่าจะมีการนำส่งงบการเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จึงต้องลงนามพร้อมส่งสำเนาบัตรประชาชนที่มีลายเซ็นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมเอกสารคำขอต่างๆ ที่ทำผ่านเว็บไซต์ http://www.dbd.go.th พอได้รหัสลับมา ก็ยังต้องยืนยันรหัสลับโดยเข้าไปที่ระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกรอบหนึ่งเพื่อยืนยันว่ากรรมการได้รับรหัสแล้ว ทั้งนี้ หลังจากการยืนยันขั้นต้นนี้แล้ว ในภายหลังเมื่อมีการนำส่งงบการเงินจะถือเป็นการนำส่งโดยความเห็นชอบและอนุมัติจากกรรมการผู้มีอำนาจ โดยที่ไม่มีการลงลายมือชื่ออีก จึงต้องยืนยันกัน 2 รอบในขั้นตอนการลงทะเบียนในระบบ

เจ้าของกิจการ หรือกรรมการบริษัท จึงควรระมัดระวังในขั้นตอนการลงทะเบียน เพื่อให้รหัสลับผ่านหูผ่านตาก่อน เนื่องจากขั้นตอนการนำส่งงบการเงินจริงหลังจากนี้ หากเรามอบหมายให้พนักงานบัญชีทำให้ เท่ากับเป็นการส่งตัวเลขอย่างเป็นทางการเสมือนหนึ่งกรรมการเป็นผู้กระทำการโดยตรง และผูกพันกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ขั้นตอนการนำส่งตัวเลขและข้อมูลดังกล่าวที่กิจการส่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะถือว่าเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการตามระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากตัวเลขในงบการเงินที่จะมีการนำส่งแล้ว ยังมีเอกสารอีก 2 ฉบับ ได้แก่ แบบ สบ.ช.3 (แบบนำส่งงบการเงิน) และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ที่โดยปกติทุกปี กิจการต้องนำส่งพร้อมกับงบการเงิน ก็จะนำส่งผ่านระบบ e-filing ดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

ในขั้นตอนการนำส่งข้อมูลในช่วงมกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปี กิจการน่าจะจัดให้มีระบบการตรวจสอบตัวเลขและข้อมูล ก่อนนำส่ง เช่น พนักงานบัญชีอาจเป็นผู้จัดเตรียมข้อมูล โดยมีผู้ตรวจทานก่อน upload ข้อมูลเข้าระบบอินเตอร์เน็ต

กิจการควรให้ความสำคัญและระมัดระวังการนำส่งข้อมูลแก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในทุกๆ ครั้งทุกๆ ปี เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นตัวเลขที่เป็นทางการที่ใช้อ้างอิงแก่บุคคลทั่วไป และเป็นตัวเลขที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะไม่มานั่งตรวจสอบความถูกต้องให้ และหากมองอีกมุมหนึ่ง การนำส่งข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตดังกล่าว เป็นการคีย์ข้อมูลโดยกิจการ แทนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผูกพันตามข้อมูลที่กิจการนำส่งอีกด้วย

กระตุ้นยอดขายและสร้าง Brand Awareness ด้วย Google Adwords ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา http://www.facebook.com/KittiFanPage

กระตุ้นยอดขายและสร้าง Brand Awareness ด้วย Google Adwords ตอนที่ 1

Google ยังคงเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการทำการตลาดออนไลน์ แม้ว่าในแต่ละช่วงเวลาจะมีช่องทางอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมเกิดขึ้นใหม่ และมีศักยภาพที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่า Google แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะมาแทนที่ได้เสียทีเดียว คงทำได้แค่เพียงการเดินไปแบบคู่ขนาน

หมายถึงไม่ว่าผู้ทำการตลาดออนไลน์จะใช้ช่องทางอื่นใดเพื่อทำการตลาดให้กับสินค้าและบริการ ก็ยังคงต้องมี Google เป็นอีกช่องทางหนึ่งคู่ขนานอยู่เสมอ โดยช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ที่มีอิทธิพลอย่างมากของ Google ก็คือ Google Adwords

Google Adwords คืออะไร

Google Adwords คือ บริการแสดงโฆษณาของผู้ลงโฆษณา (เว็บไซต์ หรือร้านค้าออนไลน์ต่างๆ) ผ่านทาง Google Search และหน้าเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรของ Google เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการ

ด้วยความที่ Google เป็นผู้ให้บริการ Search Engine ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในบ้านเรา เวลาที่ใครคิดอยากจะรู้เรื่องอะไร อยากจะค้นหาข้อมูลหรือสินค้าและบริการอะไร ก็มักจะนึกถึงและเปิดเว็บไซต์ Google เป็นลำดับแรก และข้อมูลที่แสดงผลบนหน้าการค้นหาของ Google โดยเฉพาะหน้าแรก หากเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ มีโอกาสที่จะขายสินค้าได้มากกว่าร้านค้าที่แสดงผลอยู่ในหน้าถัดไปหรือไม่มีข้อมูลอยู่ในสารบบการค้นหาของ Google เลย

การที่จะผลักดันให้เว็บไซต์ของสินค้าและบริการถูกแสดงผลใน Google โดยเฉพาะหน้าแรก เช่น เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำว่า “เคสโทรศัพท์” แล้วเว็บไซต์ของร้านค้าที่ขายเคสโทรศัพท์มือถือถูกแสดงผลลัพธ์ขึ้นมาบนหน้าการค้นหาของ Google นั้น ไม่ได้มีเฉพาะการทำ Google Adwords มีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การทำ SEO

ผมเคยเขียนถึงการทำ SEO สำหรับร้านค้าออนไลน์ไปบ้าง ถ้ามีโอกาสจะมาแนะนำเพิ่มเติมกันอีกครั้ง สำหรับการทำ SEO มีวัตถุประสงค์ในการทำให้เว็บไซต์ของสินค้าและบริการติดอันดับการค้นหาใน Google เหมือนกัน แต่วิธีการและเป้าหมายต่างกันเล็กน้อย เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาและมีกระบวนการค่อนข้างซับซ้อน แต่หากถูกจัดอยู่ในสารบบการค้นหาของ Google แล้ว จะมีความยั่งยืนมากกว่า

ในขณะที่การทำ Google Adwords สามารถลงมือทำและเห็นผลได้ทันที เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำ หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราที่เรากำหนดไว้ เช่น ให้โฆษณาของเราแสดงผลบนหน้าค้นหาของ Google ด้วย เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำว่า “ของเล่นเด็ก”

ถ้าเราทำโฆษณากับ Google Adwords แม้ว่าเว็บไซต์ของเราจะเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ก็สามารถที่จะถูกนำขึ้นมาแสดงผลบนหน้าการค้นหาที่หน้าแรกของ Google ได้เลย นั่นหมายถึงมีโอกาสที่จะขายสินค้าได้ในทันที เรียกว่าเปิดร้านปุ๊บก็ขายได้ทันที แต่การที่เราจะสร้างโฆษณาและโฆษณาของเราถูกนำมาแสดงผลบนหน้าการค้นหาของ Google เราจะต้องจ่ายเงินให้กับ Google ด้วยเป็นค่าบริการ

ค่าบริการของ Google Adwords

ค่าบริการของ Google Adwords จะคิดตามการประมูลคำหลัก หรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ถ้าเรากำหนดว่าจะจ่ายเมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำหลักที่ตั้งไว้ด้วยราคาที่สูงกว่าคนอื่น เมื่อมีผู้ค้นหาด้วยคำคำนั้น เช่น “ของเล่นเด็ก” โฆษณาและเว็บไซต์ของเราก็มีโอกาสที่จะถูกแสดงผลอยู่ในหน้าแรกและในลำดับต้นๆ ของการค้นหาครั้งนั้นๆ แต่หากมีผู้จ่ายค่าคีย์เวิร์ดในคำเดียวกันกับเราแต่จ่ายมากกว่า โฆษณาของเรายังคงถูกแสดงผล แต่อาจอยู่ในลำดับที่รองๆ ลงไป (ในแต่ละหน้าการค้นหาของ Google Search จะแสดงผลโฆษณาไว้ 3 ตำแหน่งคือ ด้านบนสุดของหน้า ด้านล่างสุดของหน้า และด้านข้าง (ขวา) ของหน้า รวมทั้งหมด 11 รายการ)

ค่าประมูลคีย์เวิร์ดมีตั้งแต่หลัก 1 บาท ไปจนถึง หลักหลายสิบบาท 40 บาท หรือ 50 บาทก็มี ถ้าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ค่าประมูลคีย์เวิร์ดก็จะสูงตามไปด้วย

ในการคิดค่าใช้จ่าย Google ไม่ได้คิดต่อการแสดงผล แต่คิดเมื่อมีคนคลิก หรือเรียกว่า Pay Per Click เมื่อมีคนคลิกถึงค่อยจ่าย เช่น หากโฆษณาเราประมูลคีย์เวิร์ดใดๆ ไว้ที่ 10 บาท ถ้าโฆษณาของเราแสดงผล 30 ครั้ง แต่มีคนคลิกที่โฆษณาและเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ของร้านเพียง 5 ครั้ง เราก็จะเสียเงินโดยประมาณเพียง 50 บาท

นอกจากค่าใช้จ่ายต่อคลิกแล้ว เรายังสามารถกำหนดงบประมาณต่อวันได้อีกด้วยว่า ในแต่ละวันจะจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google Adwords เท่าไร เช่น ตั้งงบประมาณไว้วันละ 200 บาท โฆษณาของเราจะแสดงผลน้อยหรือมากตามปริมาณการค้นหาและประสิทธิภาพของโฆษณาที่ทำไว้ แต่จำนวนคลิกซึ่งหมายถึงผู้ที่จะเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ของเราจะอยู่ที่ประมาณ 20 คนหรือ 20 ครั้งเท่านั้น (คิดจากการตั้งค่าประมูลคีย์เวิร์ดที่ 10 บาท/คลิก)

การทำโฆษณากับ Google Adwords เราสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์ จะลงโฆษณากี่วันก็ได้ จะเปลี่ยนแปลงค่าประมูลคีย์เวิร์ด หรืองบประมาณต่อวันเมื่อไรก็ได้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแปรผันตามการตั้งค่าของเรา ตราบใดที่เรายังมีเงินอยู่ในระบบ Google ก็จะแสดงโฆษณาของเราตามเงื่อนไขที่เรากำหนด แต่เมื่อใดที่เงินในระบบของเราหมด โฆษณาของเราก็จะไม่ถูกแสดงผลในการค้นหาอีกต่อไป

การทำการตลาดผ่านโฆษณากับ Google Adwords เหมาะสำหรับร้านค้าเปิดใหม่ที่ต้องการแนะนำร้านให้เป็นที่รู้จักพร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการขายสินค้า หรือในช่วงเวลาที่มีการทำโปรโมชั่นพิเศษ ฉบับหน้ามาดูกันครับว่าการทำ Google Adwords สามารถทำได้กี่รูปแบบ

เทียบฟอร์ม สภาขับเคลื่อนฯ กับ สภาปฏิรูปฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

เทียบฟอร์ม สภาขับเคลื่อนฯ กับ สภาปฏิรูปฯ

ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติเลือกประธาน สปท. และรองประธานอีก 2 คน ซึ่งผ่านฉลุยตามโผอย่างไร้คู่แข่งเมื่อตอนเช้าวันที่ 13 ตุลาคม ได้แก่

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. คนที่ 2

วันเดียวกันนั้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ลงนามในประกาศแต่งตั้งทันที

ใครหลายคนที่ดูและฟังการถ่ายทอดการประชุมนัดแรก พูดตรงกันว่า

นี่คือ สภาการเมือง

ไม่ใช่ สภาวิชาการ เหมือนกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

และต่างเป็นห่วงว่า การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่ สปท. จะทำงานสืบแทนต่อเนื่องจาก สปช. อาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็วตามความคาดหวังของประชาชน

ประกอบกับ ได้ประธาน สปท. เป็นผู้สูงวัย อายุ 81 ปี จะขับเคลื่อนไหวแน่หรือ

หรือคิดว่า ถ้าคนแก่ขับแล้วไม่เคลื่อน ก็จะเรียกคนหนุ่มอย่างนายอลงกรณ์มาช่วยแก้ปัญหาทีก็มิอาจรู้ได้

แต่ที่แน่ๆ อดีต สปช. ในมาดนักการเมือง ยี่ห้ออดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างนายอลงกรณ์คงจะรับเละ เพราะหันมามองข้างๆ รองประธานคนที่ 2 นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ก็เป็นมือใหม่หัดขับทั้งเรื่องการปฏิรูป เนื่องจากไม่ได้เป็น สปช. มาก่อนและเรื่องงานสภาที่จะต้องเข้าใจข้อบังคับและธรรมชาติของที่ประชุมคนหมู่มาก 200 คน ที่เมื่อมารวมอยู่ด้วยกัน ต่างก็ต้องการจะพูด อภิปราย แสดงความคิดเห็น เสนอแนะ โดยแต่ละคนต้องการพูดมากๆ กันทั้งสิ้น

สุดท้าย สื่อมวลชนและประชาชนคงเอาไปเปรียบเทียบว่า

ระหว่างประธาน สปช. เทียนฉาย กีระนันทน์ กับ ประธาน สปท. ทินพันธุ์ นาคะตะ

ใครจะเจ๋งกว่ากัน

ระหว่าง สปช. 250 คน กับ สปท. 200 คน ใครมีคุณภาพและทำงานปฏิรูปได้ดีกว่ากัน

ช่วงนับจากนี้ ภารกิจของ สปท. คือการจัดสัมมนานอกสถานที่เพื่อสร้างความรู้จักและความคุ้นเคยต่อกัน นอกจากนั้น ยังต้องตั้งคณะกรรมาธิการไปจัดทำข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนฯ ว่าจะให้มีคณะกรรมาธิการกี่คณะ คณะใดบ้าง

เมื่อข้อบังคับผ่านการพิจารณาของที่ประชุม นำมาใช้ก็จะเลือกสมาชิก สปท. เข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ วางหลักเกณฑ์การบริหารงาน โดยเฉพาะการอภิปรายในที่ประชุม จะอภิปรายเรื่องอะไร อย่างไร

เช่น เรื่องความปรองดองที่เถียงกันอยู่และ พล.อ. ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การสร้างความปรองดอง คือการปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การนิรโทษกรรม สปท. จะว่ายังไง

รวมไปถึง สปท. จะทำให้ประชาชนเข้าใจการปฏิรูป และรู้สึกชื่นชอบ มีความหวังต่อ สปท. ได้หรือไม่ แค่ไหน

ถึงตอนนั้นจะรู้ว่า 200 คน ที่ พล.อ. ประยุทธ์ลงนามแต่งตั้งเข้ามาตามสัดส่วน จะได้ผู้มีความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ พร้อมที่จะสานงานปฏิรูปต่อจาก สปช. เพียงไร

โรดแมป 6-4-6-4 รวมแล้ว 20 เดือน จะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ตามห้วงเวลาที่ผ่านไปแต่ละเดือน สำหรับคำตอบว่าด้วยการปฏิรูปถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องกระบวนการยุติธรรม เรื่องสร้างความปรองดอง เป็นต้น

การรับไม้ปฏิรูปของ สปท. ต่อจาก สปช. แม้จะให้เวลาไว้ถึง 20 เดือน มากกว่า สปช. ที่มีอายุสั้นแค่ 11 เดือน อาจไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่สมาชิก สปท. จะได้อยู่นานๆ เพราะประชาชนส่วนหนึ่งที่เคยบอกว่าชอบความสงบเรียบร้อย ไม่มีการชุมนุมประท้วง ไม่มีเรื่องวุ่นวายเหมือนหลายปีที่ผ่านมาก่อนเกิดการรัฐประหาร อาจรู้สึกหงุดหงิด แล้วพูดว่าไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ก็จะกลายเป็นปัญหาได้

นี่ยังไม่พูดถึงประชาชนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลที่ไม่ว่ารัฐบาลจะทำดีหรือไม่ สปท. จะขับเคลื่อนการปฏิรูปแบบไหน คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะร่างออกมาอย่างไร ก็ไม่เอาด้วย คนเหล่านี้รอเวลาได้แสดงตัวตนและความคิดอุดมการณ์ทางการเมืองเมื่อถึงจังหวะ นั่นคือ การออกเสียงประชามติหรือการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.

ดังนั้น การทำงานของ สปท. เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดมรรคเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสอบของสมาชิก 200 คน ที่จะต้องทยอยส่งคำตอบให้กับประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ไปเรื่อยๆ