ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

เป็นช่วงเดือนที่ต้องระวังในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน รวมถึงการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ควรมีที่ปรึกษา หรือคิดให้รอบคอบก่อนการรับปาก จะมีเหตุให้คุณทำไม่ได้ หรือคุณเองจะถูกเลื่อนนัด ใครรับปากจะให้สิ่งใดยังเป็นข่าวที่เชื่อถือค่อนข้างยาก อีกประการ ระวังการใจร้อนทำให้เสียหายทั้งระบบ เป็นช่วงเดือนที่เคยทำสิ่งใดให้ทำสิ่งนั้นไปเหมือนเดิมๆ ยังไม่ควรปรับเปลี่ยนหรือตัดสินใจในเรื่องใหญ่ การเงินเป็นช่วงของการหมุนเงิน มีผู้ใหญ่ให้งานที่เป็นรายได้เสริมให้กับคุณ โชคลาภไม่ควรเสี่ยงก้อนใหญ่ ความรักระวังการเข้าใจผิด พูดจาที่ไม่เป็นมงคลระหว่างกันทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ กับท่านที่มีรักซ้อนให้ระวังดีๆ เพราะตัวจริงของคุณเริ่มรู้ระแคะระคายอะไรบางอย่างในตัวคุณบ้างแล้ว อย่างไรเสียก็อย่ามาแนวหักหาญน้ำใจกันเกินไปก็แล้วกันมันจะออกมาไม่งามกับทุกฝ่าย สุขภาพระวังอุบัติเหตุทั้งในที่ทำงานและการเดินทางด้วยครับ ด้านโชคลาภนั้นมีก้อนเล็กๆ ซึ่งมาจากเพศตรงข้ามเป็นหลัก

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

เรื่องหน้าที่การงานระวังในส่วนของการรับปากทั้งในส่วนของคุณ คู่ค้า และคู่สัญญาที่ไม่สามารถทำได้อย่างที่วางแผนไว้ ด้วยหน้างานที่คุณรับผิดชอบมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของคนและระบบไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อเกิดปัญหาไม่ควรคิดหรือแก้ไขส่วนตัว ควรแจ้งผู้ใหญ่ให้ท่านทราบ สิ่งที่ร้ายแรงจะเบาบางลงได้ อริศัตรูยังคอยแอบแทงข้างหลัง ทำการสิ่งใดควรมีหลักฐานให้ชัดเจน การเงินมีรายได้ก้อนเล็ก จากการลงแรงไปก่อนหน้านี้ เริ่มออกดอกออกผลให้คุณได้เก็บเกี่ยวบ้างแล้ว ความรักระวังการหลงใหลได้ปลื้ม ทำให้ทุ่มทุนสร้าง ใครพูดใครเตือนสิ่งใดคุณจะไม่ฟัง ทำให้เสียหายทั้งตัวและหัวใจได้ ลูกน้องบริวารที่คุณสั่งงานได้กลับเปลี่ยนไป มีอาการแปลกๆ ไม่ร่าเริงสนุกสนานเหมือนก่อน ก็ให้ทราบไว้ว่าคนรอบตัวคุณตอนนี้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวเรื่องส่วนตัวกันถ้วนหน้า หาวิธีช่วยหรือถามไถ่บ้างก็จะได้ใจจากทุกคนไปเต็มๆ สุขภาพระวังเรื่องของอารมณ์ที่ขึ้นเร็วลงเร็ว ทำให้ความดัน โรคประจำตัวกำเริบได้ครับ ทางที่ดีควรหาเวลาไปพักผ่อนท่องเที่ยวไกลๆ จะช่วยได้

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

หน้าที่การงานคุณจะได้รับมอบหมายงานใหม่ๆ ทั้งงานที่ชอบหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งยังเป็นงานที่คนอื่นทำไม่ประสบความสำเร็จ จะถูกโยนมาให้คุณเป็นผู้สานฝันนั้นต่อ ทำให้คุณต้องฝ่าฟัน โดนหนามเกี่ยวเจ็บแสบเป็นแผล กระทบกับคนอื่นบ้างในการเดินเพื่อให้ถึงเป้าหมายครั้งนี้ ท้ายสุดประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ติดขัดเจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่ดูแลยังเป็นที่ปรึกษาได้เป็นอย่างดี การเงินยังไม่ควรใช้จ่ายไปกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็น ด้วยเหตุจะได้ของที่มีตำหนิคุณภาพไม่สมราคาที่จ่ายไป ความรักยังมีบางสิ่งที่เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องที่เป็นความลับ ยังคงต้องเป็นความลับต่อไปจะเป็นผลดีกับตัวคุณในช่วงนี้ อีกทั้งมีสิ่งใดขัดข้องหมองใจต้องให้อภัยกัน อย่าขุดคุ้ยหาเรื่องราวในอดีตมาพูดคุยจะยิ่งไปกันใหญ่ รวมถึงจะมีญาติพี่น้องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบายต้องถามไถ่ดูแลบ้าง และให้ระวังของสำคัญในบ้าน ในที่ทำงาน ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรเครื่องยนต์จะเสียหายทำให้ต้องเสียตังค์ซ่อม สุขภาพระวังเรื่องของอาหารไม่สะอาด น้ำ การดื่มของมึนเมา จะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานในความรับผิดชอบจะมีงานจ๊อบสั้นๆ เข้ามาให้คุณได้ทำ มีโอกาสเดินทางต่อเนื่อง เป็นงานที่เจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่คุณให้ความเคารพท่านออกปากให้คุณช่วยไปดูแล ไปทำให้ท่าน เป็นงานที่ปฏิเสธยาก เป็นงานหิน แต่เป็นงานที่คุณสามารถนำมาสร้างชื่อ สร้างความเชื่อมั่นในอนาคตข้างหน้าได้เป็นอย่างดี มีโอกาสได้รับงานชิ้นใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน รายได้ส่วนใหญ่ได้จากการเดินทางทำงานนอกสถานที่ จะมีเงินพิเศษเข้าต่อเนื่อง แต่ถ้าอยู่กับที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ รายได้พิเศษก็หดหายได้ ความรักเรื่องของเวลาที่มีให้ระหว่างกันไม่มากพอ เป็นสาเหตุของการขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน ควรหาเวลาอธิบายสั้นๆ ในเรื่องของงานเพื่อลดแรงกดดัน กับเพื่อนร่วมงานต้องระวังบางคนในที่ทำงานจะพยายามขัดแข้งขัดขา ดึงเรื่องและไม่ให้ความสะดวกในการทำงานกับคุณ ทางแก้ง่ายมากคือมีอะไรให้ทำเองไปก่อน ทำไม่ได้ให้บอกหัวหน้าหรือขอคำปรึกษาผู้ใหญ่ในงาน ท่านจะออกมาช่วยเหลือคุณเอง สุขภาพระวังกระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พยายามเข้าห้องน้ำให้บ่อยขึ้นจะช่วยได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานเป็นช่วงที่ต้องวิ่งออกนอกสถานที่ หรืออยู่ไม่ติดโต๊ะ มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทำให้เวลาส่วนตัวที่จะเคลียร์ปัญหาเก่า งานเก่าๆ น้อยลง จำเป็นที่จะต้องจัดในเรื่องของเวลาหน้างานและเรื่องเอกสารให้ลงตัว ก่อนที่งานด้านเอกสารจะสร้างปัญหายุ่งยากกับคุณในอนาคต อีกทั้งระวังเรื่องของลายเซ็น ควรอ่านและตีความให้เข้าใจก่อนเซ็นชื่อลงในเอกสารต่างๆ การเงินจะมีรายได้พิเศษ เงินฟลุกเข้า แต่ต้องแลกมาด้วยแรงกายแรงใจอย่างหนัก อีกทั้งเงินหมุน การกู้ยืม จะเริ่มได้ข่าวดี ความรักระวังการเดินทางหรือการทำงานนอกสถานที่ ทำให้มีคนหน้าตาใหม่ๆ เข้ามาพึงพอใจในตัวคุณ ดังนั้น ควรเช็กข่าวให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจคบหา การเงินจะมีเหตุให้ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมในอีกไม่ช้านี้ ถึงไม่ใช่จำนวนใหญ่โตแต่ก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างแท้จริงขึ้นมา ทางแก้คือการใช้เงินในส่วนที่จำเป็นที่สุดไปก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อนทุ่มสุดตัวเดี๋ยวจะเครียดสุดใจไปซะก่อน เรื่องครอบครัวบุตรบริวารจะสร้างความชื่นใจและเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังเรื่องของอุบัติเหตุเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากที่ทำงาน ที่บ้าน และการเดินทางให้มากขึ้นครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานช่วงต้นคิดการสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณและองค์กร ขอให้รีบดำเนินการโดยด่วน เพราะยังมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ชี้ช่องทางในเรื่องที่คุณติดขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอกสาร สัญญาการเจรจาสิ่งใดที่ก่อนหน้านี้ทำท่าจะไม่ประสบความสำเร็จ จะมีคนเข้ามาช่วยทำให้หลายอย่างง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน แต่คุณต้องวิ่งให้สุดตัว อยู่เฉยรอเทวดามาโปรดไม่ได้ การเงินจะเป็นเงินหมุนเหมือนพายุ มีทั้งเข้าก้อนใหญ่และถูกกระชากออกอย่างรวดเร็ว สิ่งใดที่ควรจ่ายก็ควรจะจ่าย สิ่งใดที่ไม่ควรซื้อก็ไม่ควรซื้อในช่วงนี้ การค้าการขายต้องยิ้มให้บ่อยขึ้น ไม่รวมแค่ตัวคุณ ลูกน้องบริวารทั้งหลายก็ต้องหันมาหน้าชื่นตาบาน รู้จักวิธีการเทกแคร์ดูแลเอาใจใส่ลูกค้าให้มากกว่าเดิม เพราะกุญแจสำคัญจากนี้ไปคืองานบริการมากกว่าเรื่องใดๆ ครับ เมื่อทราบเคล็ดลับเช่นนี้ก็เร่งเสริมทัพด้านการบริการโดยไว ด้านความรักเวลาและการเงินยังสร้างปัญหาระหว่างกัน ควรจับมือปรึกษากันอย่างมีสติและใจเย็น ทุกอย่างมีทางออกที่ดีเสมอ สุขภาพระวังเรื่องของกล้ามเนื้อปวด บวมอักเสบได้ครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

เป็นช่วงที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน การเงินและความรัก เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาและวางแผนสิ่งใดได้เลยในช่วงนี้ สิ่งที่คุณต้องทำ คือทำทุกอย่างเต็มกำลังความสามารถในทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อีกทั้งต้องเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้าเช่นกัน ใครที่รับปากว่าจะทำสิ่งใดให้ในช่วงนี้ ให้เตรียมใจว่ามีการพลิกได้ในนาทีสุดท้าย แต่ถ้าคุณเตรียมแผนสำรองอย่างที่ผมบอกไว้จะทำให้เจ็บตัวน้อยและหลายอย่างยังไหลไปตามระบบได้ การเงินการเสี่ยงโชคต่างๆ ที่เป็นการลงทุนด้วยตัวเลขควรงด การลงทุนและการค้าขายระยะนี้ยิ่งมึนขึ้นทุกวัน รายรับลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทางที่ดีคุณควรเร่งปรับทัพใหม่ วางแผนด้านการหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย รวมทั้งการบรรจุหีบห่อถ้าได้รับการปรับปรุงอีกสักนิดรับรองลูกค้าจะติดใจเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ เรื่องความรักปัญหาจากการเงินที่ติดขัด ทำให้การพูดคุยระหว่างกันเป็นปัญหาทุกเรื่อง ควรเปิดใจคุยกันจะช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้น สุขภาพระวังปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ แพ้อาหารด้วยครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานเป็นช่วงที่มีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหน้างานอย่างต่อเนื่อง แผนที่วางไว้มีการปรับรายวัน แต่ยังคงต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า มีคนเข้าออกต่อเนื่องทำให้งานบางส่วนชะลอช้าลง เป็นผลทำให้ผู้ใหญ่ที่ดูอยู่ไม่พอใจ แต่ถ้าคุณมีแผนและมีการปรับเปลี่ยนเตรียมการไว้เป็นอย่างดี นี้ถือเป็นโอกาสแสดงฝีมือให้เจ้านายไว้วางใจและสามารถปล่อยให้คุณตัดสินใจงานในอนาคตได้ด้วยตัวเอง รายได้พิเศษยังมีเข้าต่อเนื่อง แต่การเสี่ยงในเรื่องตัวเลข การลงทุนโดยใช้เงิน ควรมีข้อมูลให้มากพอก่อนการตัดสินใจ การค้าขายในช่วงนี้จะมีคู่แข่งเข้าตีประชิด นั่นหมายถึงจะมีคนลอกเลียนแบบสินค้าหรือเล่นตัดราคาสินค้ากันอย่างน่าใจหาย แต่คุณอย่าตื่นตูมตามเกมตลาดมากเกินไป คุณภาพที่ออกมาจากน้ำมือคุณจะสำคัญกว่าสิ่งใดๆ ความรักระวังเรื่องของบุคคลที่สามที่จะมาสร้างความหวั่นไหว ทำให้ความมั่นคงส่วนตัวสั่นคลอนได้ ด้านโชคลาภจะมีเข้ามาโดยเพศตรงข้ามเป็นผู้นำพาข่าวดีมาให้ สุขภาพระวังเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากงาน เกิดจากการเดินทาง ปวดหัวเข่า ขาอ่อนแรงกะทันหัน ด้วยครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

หน้าที่การงานมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน แบบไม่เปิดตัว ช่วยเหลือหรือส่งงาน ช่วยหารายได้ให้คุณอย่างลับๆ สิ่งที่ต้องระวังเรื่องของแผนและการบริหารหน้างาน รวมถึงการใช้คนให้เหมาะกับงานจะสามารถให้งานเดินเร็วเสร็จตามกำหนด รับงานสิ่งใดช่วงนี้คงต้องทำการบ้านให้มากสักหน่อย เพราะจะเจอคนที่เจนสนาม แสบสันต์ แต่ถ้าคุณเตรียมข้อมูลมาแน่น รับรองจะรอดอย่างสง่างาม การเงินมีรายได้ก้อนใหญ่ รวมถึงเงินพิเศษที่ไม่คาดว่าจะได้จะมีเข้ามา แต่จะต้องจ่ายไปกับเรื่องของรถ อะไหล่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพาหนะที่คุณใช้อยู่ การค้าขายในช่วงจากนี้ไปเตรียมตัวเรื่องค่าของ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายต่อวันจะสูงขึ้นกว่าปัจจุบันนี้อีกระลอก งานนี้อาจได้เห็นเพื่อนร่วมอาชีพของคุณปิดกิจการหรือลดขนาดบริษัทลงก็คราวนี้แหละ แต่เมื่อคุณทราบล่วงหน้าก็ขอให้คุณตั้งรับเอาไว้ก่อนใคร ก็จะอยู่รอดปลอดภัยได้ครับ ความรักโอกาสได้ร่วมงานกับคนรักมากขึ้นบ่อยขึ้น ทำให้รู้ใจกันและเข้าใจกันมากขึ้น สุขภาพระวังโรคประจำตัว อีกทั้งระบบความดัน ปวดหัว นอนไม่พอ ทำให้เจ็บไข้ได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานในความรับผิดชอบจะมากขึ้น มีงานหลากหลายให้คุณได้จับได้ทำ จนต้องทำงานล่วงเวลาต่อเนื่อง ยังทำงานไม่ทัน ควรจัดสรรเนื้องานว่าชิ้นไหนสำคัญที่สุดให้รีบทำและรีบส่งต่อให้เร็วก่อนกำหนดได้ยิ่งเป็นการดี งานชิ้นใดที่ได้รับมอบหมายแล้วหาทางออกทางแก้ไม่เจอ ควรรีบปรึกษาเจ้านาย หัวหน้าที่เมตตาต่อตัวคุณ ท่านจะช่วยชี้แนะให้ เพื่อนสนิท ลูกน้องบริวารยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีรายได้พิเศษเข้ากระเป๋า แต่ประเภทโชคฟลุกๆ ไม่ต้องคาดหวัง ออกแรงเสียเหงื่อมากเท่าไหร่ เงินเข้ามากเท่านั้น รายรับรายจ่ายในช่วงจากนี้ต้องเน้นดีๆ ยังไม่จำเป็นอย่าเพิ่งรีบซื้อของที่ยังไม่ได้ใช้เข้ามาในบ้านในร้านหรือในบริษัท เพราะมีเกณฑ์ของการหมุนเงินไม่ทัน ให้ทำงานตามปกติไปก่อนเพราะเงินที่ทำการค้าในช่วงนี้ยังงดงามดีอยู่ ความรักเป็นช่วงสั้นๆ ที่อึดอัดใจเรื่องของครอบครัวคนรัก ด้วยความต้องการที่ต่างกัน ควรจับมือกันให้แน่นๆ แล้วมุ่งหน้าเดินลุยไปด้วยกัน เพราะที่สุดแล้วคนรักคนใกล้ตัวนี่แหละที่จะอยู่ข้างๆ คุณไปจนถึงฝั่ง สุขภาพระวังลมในกระเพาะ ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เรื่องของงานระวังจะมีคนใส่ร้ายใส่ความในเรื่องที่คุณไม่ได้ทำ ดังนั้น เป็นช่วงที่ทำสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับงานและความรับผิดชอบต่างๆ ควรทำเป็นเอกสาร หลักฐาน มีการเซ็นรับทราบกันทุกขั้นตอน อย่างน้อยเพื่อเป็นหลักฐานในอนาคตที่จะทำให้คุณรอดปลอดภัยจากคนที่คิดไม่ดี ลูกน้องสนิท คนใกล้ชิดยังเป็นหูเป็นตาให้ทำงานบางอย่างแทนคุณได้อยู่ การเงินเป็นช่วงที่ต้องหมุนเงินตลอดเวลา แต่โชคดีที่สามารถหมุนผ่านได้นาทีสุดท้าย ถึงจะเหนื่อยจะเครียด แต่ยังมีทางออกที่ดีให้คุณเสมอ ความรักครอบครัว คนรักโอกาสพบเจอ พูดคุย ปรับทุกข์ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกันมากขึ้น การค้าขายในระยะนี้เหมาะกับการจัดโปรโมชั่นทุกรูปแบบ จะลด แลก แจก แถมหรือจะสะสมแต้มชิงรางวัลอะไรควรต้องรีบทำเพราะจะทำกำไรช่วงสั้นๆ เข้ากระเป๋าให้คุณชื่นใจได้เป็นอย่างดี การเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงจะได้มาจากคนที่อายุน้อยกว่าแต่พยายามอย่าทุ่มเทให้กับการเสี่ยงมากเกินไปเดี๋ยวมันจะถอนตัวไม่ขึ้นซะ สุขภาพระวังเดินวิ่งพื้นที่มีน้ำขัง ทำให้ลื่น หกล้มรุนแรงได้ง่าย อีกประการ ระวังแขน ขา อ่อนแรงด้วยครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

หน้าที่การงานระวังในส่วนของงานเก่า งานค้าง งานที่ถึงกำหนดส่งแล้วยังไม่สามารถส่งได้ จะสร้างปัญหาให้กับคุณจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในที่ทำงานได้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วควรรีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน รีบทำ รีบส่ง ไม่ควรเก็บงานไว้กับตัวนานเกิน งานสิ่งใดที่คุณไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบช่วงนี้ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่มีหน้าที่โดยตรงไปซะ ติดขัดปัญหาควรรีบปรึกษาเจ้านาย หัวหน้าเป็นการด่วน การเงินยังมีเงินพิเศษจากงานเก่า งานที่ค้างจ่าย จะได้รับเพิ่มเติมขึ้น การกู้ยืมต่างๆ ควรติดตามต่อเนื่องถึงจะสัมฤทธิผลอย่างที่ตั้งใจ มีสิ่งที่ต้องเตือนในช่วงนี้คือเรื่องระบบบัญชี ท่านใดเป็นเจ้าของกิจการให้หันมาดูแลระบบบัญชีโดยด่วน มีเกณฑ์เกิดปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้าได้ ความรักครอบครัวเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี เมื่อกลับบ้านอยู่กับครอบครัว คนรักเป็นสิ่งที่ทำให้คุณสบายใจสบายกายมากที่สุด ในช่วงนี้ มีโอกาสควรหาเวลาไปเที่ยวไปพักผ่อนยังต่างจังหวัดร่วมกัน จะยิ่งสานสัมพันธ์ต่อกันได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น สุขภาพระวังเรื่องของกระดูกหลัง กล้ามเนื้อส่วนขาและแขนปวดเมื่อย หาเวลาออกกำลังกายหรือทำโยคะจะช่วยให้แข็งแรงขึ้นได้ครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 3 เลข 9 และ เลข 8 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน และ หลวงพ่อคล้าย วาจาสิทธิ์

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ ทั้งตนเองและคนรอบข้าง คนรู้จัก จะเกิดอุบัติเหตุ ป่วยฉับพลัน คนสนิทเข้าโรงพยาบาล ควรเตรียมเงินสำรองไว้ล่วงหน้า อีกทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านจะชำรุดเสียหาย

เลือกใช้คู่เลขไหนดี บนเบอร์โทรศัพท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07096011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

องศาชีวิต ลิขิตแห่งตัวเลข

ปอ นางฟ้าเลขลิขิตom

เลือกใช้คู่เลขไหนดี บนเบอร์โทรศัพท์

การถอดรหัสตีความหมาย เบอร์มือถือ

โครงสร้างเบอร์มือถือ

1) รหัส 3 ตัวแรก ไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ เพราะเป็นภาพรวมของคนส่วนใหญ่ที่มีเหมือนกันนับล้านคน xxx-1234567 (xxx ไม่นำมาพยากรณ์)

2) ถอดรหัสเลข 7 ตัวหลัง จับคู่ตัวเลขได้ 6 คู่ (12) (23) (34) (45) (56) (67) ที่ต้องจับคู่ เพราะตัวเลขที่เชื่อมต่อกันจะส่งผลกระทบถึงกันชัดเจนที่สุด

3) ผลรวมตัวเลขทั้ง 10 ตัวของเบอร์โทรศัพท์ ไม่มีผลต่อการพยากรณ์ (ผลรวมเท่ากัน แต่ทำไมชีวิตแตกต่างกันมาก)

โดยพื้นฐาน สูตรคู่ตัวเลขมงคล ถือเป็นการเลือกใช้คู่ตัวเลขมงคลระดับทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

เลขที่ปลอดภัยในการใช้งาน : 14 15 16 19 22 24 26 29 35 36 39 41 42 44 45 46 49 51 53 54 55 56 59 61 62 63 64 65 66 69 91 92 93 94 95 96 99 รวม 37 คู่เลข

(หมายเหตุ หากรู้วิชาการวางเบอร์ตัวเลขและเทคนิคพิเศษ จะสามารถเลือกใช้คู่ตัวเลขได้มากกว่าสูตรคู่ตัวเลขมงคลพื้นฐาน)

เลขที่ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการเลือกใช้ : 23 25 28 32 33 47 52 57 58 74 75 78 79 82 87 89 97 98 เลขกลุ่มนี้ต้องพิจารณาความเหมาะสม ด้านเพศ ลักษณะงานเฉพาะ รวม 19 คู่เลข

เลขหลีกเลี่ยง : 00 01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 13 17 18 20 21 23 27 30 31 37 38 40 43 48 50 60 67 68 70 71 72 73 76 77 80 81 83 84 86 88 90 เลขกลุ่มนี้ไม่ควรมีในเบอร์โทรศัพท์ รวม 44 คู่เลข

เบอร์โทรศัพท์ที่ดีมีมงคลนั้น นอกจากจะเลือกใช้คู่เลขที่ดีแล้ว ความสมดุล ความพอดีของการใช้คู่ตัวเลขนั้นสำคัญมากเช่นกัน เช่น ถ้า 6 คู่เลข เน้นไปเฉพาะเรื่องฉลาดรอบคอบอย่างเดียว xxx-4545454 จะกลายเป็นพลังเฉพาะด้านความคิด แต่ไม่ลงมือทำ ดังนั้น ต้องดึงคู่เลขที่ให้พลังดีต่างกันมาเรียงร้อยให้เกิดประโยชน์ในหลายๆ ด้านที่เราต้องการ

จากนี้ เรามาดูความหมายของเลขเหล่านี้ ทำไมต้องหลีกเลี่ยง ทำไมต้องพิจารณาศึกษา หรือเลขชุดเหล่านี้ใช้ได้เลย

เลขหลีกเลี่ยง

00-09 0 ดาวมฤตยู จับคู่กับเลขใดก็ตาม

– เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น

0 00-08 อาจเกิดโรคมะเร็ง เนื้องอก

04 40 โรคเกี่ยวกับช่องท้อง กระเพาะ

01 03 ไมเกรน สายตา

07 70 ปวดกระดูก เส้นเอ็น ข้อ อัมพาต

09 90 ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเกินไป

– ลดทอนพลังด้านดีของเบอร์โทรศัพท์

11 โดดเด่น แต่เป็นภัย

12 21 อารมณ์เหวี่ยงขึ้น-ลง รุนแรง ผีเข้าผีออก

13 31 อุบัติเหตุ ผ่าตัด ทะเลาะเบาะแว้งขั้นเลือดตกยางออก ชีวิตพลิกผัน

17 71 เครียด กดดัน ความรับผิดชอบสูง ซึมเศร้า หลับไม่ลง

18 81 ถูกหักหลังด้านความรัก การงาน ถูกแทงข้างหลัง

27 72 หนี้สินรุงรัง หามาแต่ไม่เคยได้ใช้เอง

34 43 ปากพาจน ปากสร้างศัตรู พูดจาขวานผ่าซาก แบบไม่สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง

37 73 ระเบิดอารมณ์ เพราะกดดัน

38 83 อารมณ์ร้อน กล้าได้กล้าเสียเกินไป

48 84 ปัญหาเอกสาร คดีความ ค้ำประกัน

67 76 ชีวิตพลิกคว่ำ เลิกรา แยกกันอยู่ พูดคุยคนละภาษากับคู่รัก หย่าร้าง ถูกโกง

77 อุปสรรคขวากหนาม ปัญหารุมเร้า เครียดสุดๆ

68 86 ลุ่มหลง การเงิน ความรัก ฟุ้งเฟ้อ

88 เงินมาก อำนาจล้น อารมณ์รุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้

เลขปลอดภัยในการใช้งาน

14 41 ผู้ใหญ่ให้ความเมตตา พูดจาน่าเชื่อถือ พูดปิดการขาย เรียนหนังสือดี

15 51 สติปัญญารอบคอบ มีเหตุผล ผู้ใหญ่เอ็นดูอุปถัมภ์ เก่งวิชาการ เรียนหนังสือเก่ง

16 61 มองการณ์ไกล วิสัยทัศน์เยี่ยม เข้มงวดการเงิน

19 91 เป็นผู้นำ ฉลาด ทันสมัย รสนิยมดี เด่นดัง มีชื่อเสียง

22 อ่อนหวาน น่ารัก ใจเย็น มองโลกในแง่ดี

24 42 เจรจาดี เงินคล่อง ประสานงานดี น่ารัก

26 62 มีเสน่ห์ทางคำพูดอยู่ใกล้แล้วอบอุ่น รสนิยมด้านศิลปะดี

29 92 มนุษย์สัมพันธ์ดี งานประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะ ไหวพริบดี แต่งตัวเก่ง

35 53 อำนาจบารมี เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การงานดีผู้ใหญ่ส่งเสริม

36 63 มีเสน่ห์ ฉลาด ช่างคิดช่างพูด สวยหล่อเลือกได้ รายได้ดี ชอบเดินทาง

39 93 แข่งกี่ครั้งก็ชนะงาน การใช้ชีวิต เติมไฟในการทำงาน การเสี่ยงโชค

44 ฉลาด ช่างสังเกตช่างจดจำ ถ่ายทอดข้อมูลได้ครบถ้วน ไหวพริบดี อัธยาศัยดี

45 54 เทพีแห่งโชค เลขปัญญาน่าเชื่อถือ ผู้ใหญ่เมตตา รวยเพราะความฉลาด

46 64 ผู้มีวาทศิลป์ ร่าเริงสนุกสนาน หาเงินได้หลายทาง การเงินดี

49 94 คิดเร็วทำเร็ว ทันเกม ค้าขายทางเน็ต ติดต่อต่างประเทศดีมาก

55 มีขั้นตอน ใจเย็น ชีวิตรุ่งโรจน์ มีความสุข ความรักสดใสด้วยเหตุและผล

56 65 ความรัก การเงิน ความช่วยเหลือ ความฉลาด โอกาสดีๆ เข้ามาบ่อย

59 95 มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ได้โชคลาภ ปล่อยวางเก่ง สุขภาพจิตดี

66 เสน่ห์ดีมาก หาเงินเก่ง ฉลาด ลูกเล่นแพรวพราว น่าเข้าใกล้

69 96 รสนิยมดี มีเสน่ห์ เด่นดัง หาเงินง่าย เงินเข้าแรง

(แต่อย่าอยู่ตำแหน่งสุดท้ายของเบอร์ เงินจะไหลออกเร็วด้วย)

99 เลขคู่ปาฏิหาริย์ มีมุมมองแตกต่างจากคนอื่น

เลขที่ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการใช้งาน

23 32 เลขเสน่ห์น้ำมันพราย ผู้คนเหลียวหลัง ติดตราตรึงใจ อาชีพ ดารา คนออกสื่อ พนักงานขาย แต่ไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่มีแฟนขี้หวง

25 52 ผู้หญิงใช้จะต้องอุปถัมภ์ผู้ชาย ผู้ชายใช้นารีอุปถัมภ์

28 82 บริหารเงินก้อนโต หาเงินเก่ง ใจใหญ่ เหมาะใช้กับผู้ที่มีพื้นฐานการเงินกิจการดีอยู่ก่อนแล้ว

33 บ้าพลัง กระตือรือร้นตลอดเวลา ขยัน ดีกับการทำงานที่ต้องการความว่องไว ตื่นตัวแต่ขาดความรอบคอบ

47 74 นักพัฒนาอสังหา-โครงการ คำพูดหนักแน่น น่าเชื่อถือพูดจริงทำจริง มีความเครียดสูง

57 75 มานะ อดทน ใจสู้ เครียดสูง ใช้เฉพาะช่วงเริ่มต้น บุกเบิกกิจการ

58 85 ฉลาดมีไหวพริบ มีเล่ห์เหลี่ยม ชอบเดินทางลัด เหมาะกับงาน นักเจรจาต่อรอง งานวิ่งเต้นล็อบบี้ยิตส์

78 87 เลขคู่มิตรใหญ่ มีผู้ช่วยเหลือ พรรคพวกบริวารใจคอกว้างขวาง จับเงินก้อนโต มีลาภลอย มีดวงทางเสี่ยงโชค เกี่ยวข้องกับที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ เหมาะกับงานที่ต้องมีบุคลิกที่เข้มแข็ง

79 97 มองการณ์ไกล วิสัยทัศน์ดี มีมุมมองแปลก จะถูกมองว่าเพี้ยน เหมาะกับอาชีพ งานไอที คอมพิวเตอร์ เครื่องรางของขลัง

89 98 อำนาจ บารมี ปกครองคน เจ้าระเบียบ ใจกว้าง มีอิทธิพล จับเงินก้อนโต เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ใช้กับเจ้าของกิจการใหญ่ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปที่ http://m.facebook.com/Porleklikit หรือ “ปอ นางฟ้าเลขลิขิต”

ขยะพิษในโลกโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ขยะพิษในโลกโซเชียล

อย่างที่เคยย้ำนักย้ำหนาว่า ในขณะที่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก สร้างคุณประโยชน์อนันต์ ในการช่วยเปิดโลกทัศน์ ย่อโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลให้เล็กลง ทำให้การติดต่อสื่อสารของคนจากทุกพื้นที่ในโลกทำได้ง่ายดายเพียงแค่คลิกเดียว แต่ในทางตรงกันข้าม โลกออนไลน์ก็มีอันตรายมหันต์ที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะผลพวงจากการโพสต์ การแชร์ การแสดงความคิดเห็น หรือคอมเมนต์โดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อน นำมาซึ่งผลกระทบ ถูกเมนต์กลับ หรืออาจลุกลามบานปลายจนทำให้เสียผู้เสียคน เสียการเสียงาน เสียอนาคต ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายกรณี

นอกจากนี้ พิษภัยที่น่ากลัวอีกด้านหนึ่งของโลกโซเชียล ก็คือ ไม่น่าเชื่อที่โลกโซเชียล เต็มไปด้วยข้อมูลลวง ข้อมูลขยะ หรือการนำเสนอข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง หากใครเสพข่าวสาร ข้อมูลจากโลกออนไลน์โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง อาจนำมาซึ่งผลร้ายถึงขั้นเสียชีวิตก็ว่าได้

ดังเช่นตัวอย่างที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นโพสต์ของ หมอจ๊วด หรือ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา นำเรื่องเล่าจากเฟซบุ๊กของหมอคนหนึ่ง ที่เล่าถึงครูยุทธ ซึ่งเป็นครูเกษียณอายุ ครูยุทธก็เหมือนคนแก่ทั่วไปในยุคสมัยนี้ที่นิยมใช้เวลาส่วนใหญ่เข้าอินเตอร์เน็ต ดูเฟซบุ๊ก อ่านโน่นอ่านนี่ และที่น่าห่วงก็คือ โลกโซเชียลมักจะมีคนชอบแชร์เรื่องราวการดูแลรักษาสุขภาพแบบธรรมชาติไม่ต้องพึ่งหมอ เช่น แนะนำให้ทานน้ำผึ้งผสมมะนาว นัยว่า เป็นสูตรล้างพิษ ช่วยลดความอ้วน หรือแนะนำให้ใช้น้ำมันหมูทำกับข้าวแทนน้ำมันพืช และหุงข้าวด้วยน้ำมันมะพร้าว จะดีต่อสุขภาพ เป็นต้น

แม้ว่าหมอจะพยายามให้ข้อมูลว่า ไม่เป็นความจริง แต่คนส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลกลับเชื่อ เช่นเดียวกับครูยุทธ ทั้งๆ ที่ครูยุทธเป็นสารพัดโรคของคนแก่ ไม่ว่าจะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง แรกๆ อาการของโรคก็ยังไม่มากนัก หมอที่รักษายังสามารถควบคุมระดับของโรคไว้ได้ แต่ระยะหลังๆ ปรากฏว่า ตัวเลขกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ สอบถามจนได้ความว่า ครูยุทธเชื่อข้อมูลในไลน์ หรือข้อมูลที่โพสต์แชร์ต่อๆ กันมา ยาความดันไม่ดีต่อร่างกาย จะส่งผลในการทำลายตับและไต ถึงขนาดมีการแชร์กันว่า ค่าความดันสูงเป็นการหลอกลวงของฝรั่งที่จะขายยา สุดท้าย ครูยุทธเลิกทานยาความดัน

ต่อมาอีกปี ครูยุทธมาโรงพยาบาลด้วยภาวะน้ำตาลสูงปรี๊ด และไตวาย สาเหตุเกิดจากครูยุทธเชื่อข้อมูลที่แชร์กันมา แนะนำให้ทานน้ำผึ้งกับน้ำมะนาว จะช่วยเรื่องเบาหวาน แถมยังเลิกทานยาเบาหวานอีกต่างหาก ด้วยเพราะครูยุทธเห็นผลจากการทานน้ำผึ้งกับน้ำมะนาว ทำให้น้ำหนักลดตั้ง 10 กิโลกรัม แม้ว่าหมอจะพยายามชี้แจงเหตุว่า น้ำหนักลดเพราะภาวะน้ำตาลพุ่งสูงจนทำให้ร่างกายเสียน้ำไปทางปัสสาวะ และเหตุที่ไตวายเพราะหยุดยาเบาหวาน

นี่ยังไม่รวมข้อมูลผิดๆ อีกเป็นหางว่าวที่ครูยุทธได้รับมาจากไลน์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องแหกตาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะแนะว่า ทานทุเรียนช่วยลดน้ำหนัก ถ้าเส้นเลือดแตกในสมองให้เอาเข็มจิ้มนิ้วก่อน หรือแม้แต่หากถูกไฟชอร์ต ห้ามปั๊มหัวใจ แต่ให้นำตัววางบนสังกะสีแล้วราดน้ำ เพื่อคายประจุไฟฟ้า

สุดท้าย ครูยุทธเสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก หมอไปตรวจสภาพศพ พบที่นิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ถูกจิ้มด้วยเข็ม เพราะภรรยาครูยุทธก็เชื่อข้อมูลที่แนะให้ใช้เข็มจิ้มนิ้วถ้าเส้นเลือดแตก แต่เข็มไม่ได้ช่วยชีวิตครูยุทธได้อย่างที่แชร์กันมา

น่าเศร้าที่เรื่องราวนี้ไม่ได้ถูกนำมาเป็นข่าวครึกโครมเพื่อเตือนสติเหล่านักเลงคีย์บอร์ดทั้งหลาย ได้แต่หวังว่า จะมีคนแก่อีกหลายคนที่ได้อ่าน และได้ตระหนักถึงข่าวมั่วๆ ในโลกโซเชียลที่ว่ากันว่า แทบจะ 80 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องที่แชร์กันมา เป็นเรื่องลวงทั้งสิ้น

และโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล!!

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

“…ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง”

จากที่รัฐบาลภายใต้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจทีมใหม่ ได้ออกอาวุธเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจฐานรากทรุดตัวลงไป โดยดำเนินการผ่านโครงการเติมทุนของกองทุนหมู่บ้านและการให้เงินทุนระดับตำบลไปทำโครงการต่างๆ ตลอดจนการเร่งทะลวงท่อการใช้เงินของโครงการขนาดเล็กซึ่งเป็นที่ทราบกันแล้วนั้น

ขยับต่อมา ก็ถึงเวลาการออกอาวุธสำหรับช่วย SMEs ไม่ให้เป็นหนี้เสีย เพราะถ้าเกิดเป็นแล้วจะทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินอ่อนแอลง พอเกิดอ่อนแอมากๆ ก็นำไปสู่การชะลอการให้กู้เข้าไปในระบบ ความเสียหายลุกลามไปยังลูกค้าที่ดีที่ไม่ได้มีปัญหาให้เกิดปัญหาได้

อีกประการหนึ่งคือ ถ้า SMEs เกิดเป็นหนี้เสียแล้วคงแก้ยาก ให้กลับมาแข็งแรงแบบเดิมยิ่งยากกว่า หรือเรียกว่าเครดิตที่เคยมีจะหายสูญไปเลย ถึงกลับมาใหม่ได้ การขอกู้ใหม่อีกครั้ง เป็นไปได้ยากสุดๆ

เรามาดูมาตรการชุดนี้ที่น่าสนใจและ SMEs ควรเอาไปคิดต่อเพื่อจะได้ใช้โอกาสรับเอาความช่วยเหลือในครั้งนี้ของรัฐบาลมาเกื้อหนุนกิจการของตัว SMEs ได้บ้าง

เรื่องของมาตรการมีดังนี้นะครับ

เรื่องที่ 1 Soft Loan ที่คาดว่าเริ่มได้ในวันที่ 18 กันยายน 2558 โดยมาตรการ การสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ SMEs กู้ไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนการทำธุรกิจ โดยกลไกจะให้ธนาคารออมสินอัดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารที่ได้เงินกู้ไปก็นำไปปล่อยกู้ต่อกับ SMEs เป้าหมายที่ควรช่วย ต้องช่วยในเวลานี้บนอัตราดอกเบี้ยที่ถูก

ขณะเดียวกัน รัฐบาล เข้ามาชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินในส่วนที่ธนาคารควรจะได้ผลตอบแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารออมสินจะส่งหนังสือเชิญชวนไปยังธนาคารทุกแห่งในไทยถึงเงินกู้ดังกล่าวและคาดว่ารัฐบาลจะเปิดตัวโครงการ สินเชื่อเพื่อ SMEs และลงนามความร่วมมือกับธนาคารที่สนใจเข้าร่วมโครงการในวันที่ 18 กันยายน 2558 นี้ โดยรัฐบาลให้นโยบายกระจายเงินสู่ระบบเร็วที่สุดภายในเวลา 3 เดือน เรียกได้ว่า ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง

เรื่องที่ 2 การเข้าค้ำประกันสินเชื่อ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ข้อมูลมาว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้ บสย. แก้เงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อพีจีเอสโดยขยายกรอบวงเงินค้ำประกันจากเดิม 80,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100,000 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับโครงการ Soft Loan พร้อมกับการปรับเงื่อนไขการค้ำประกันใหม่ ในเรื่องของการรับความเสี่ยงกรณีเกิดหนี้เสียเป็น Portfolio โดย 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งให้ บสย. เป็นผู้รับผิดชอบใน 15 เปอร์เซ็นต์แรก และอีก 15 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือแบ่งความรับผิดชอบระหว่าง บสย. กับสถาบันการเงิน หรือคิดเป็นการจ่ายค่าประกันชดเชยตามภาระการค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 22.5 เปอร์เซ็นต์ของภาระค้ำประกันเฉลี่ยตลอดระยะเวลาโครงการ และทางการยังได้ปรับระยะเวลาโครงการดังกล่าวจากสิ้นสุดคำขอในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นสิ้นสุดคำขอในโครงการในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 เรื่องแบบนี้ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ สนใจเข้าใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกับ บสย. เพิ่มขึ้น มีการเร่งส่งลูกค้าเข้าโครงการให้เร็วมากขึ้นเพื่อให้เงินสินเชื่อได้ส่งไปถึงผู้ประกอบการ SMEs เร็วขึ้น

โดย บสย. คาดว่าจะมียอดค้ำประกันไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ต่อเดือน และหลังจากที่ ครม. มีมติมาถึง บสย. เป็นที่เรียบร้อย ทาง บสย. จะต้องแจ้งสถาบันการเงินกว่า 10 แห่งที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้เพื่อปรับเงื่อนไขใหม่ หลังจากนั้นสามารถเริ่มค้ำประกันทันที

เรื่องที่ 3 การตอบรับของธนาคารพาณิชย์ พบว่า ธนาคารพร้อมเข้าไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือดังที่ระบุมา ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากธนาคารออมสินทั้งวงเงินสินเชื่อแต่ละแห่งและรายละเอียดเงื่อนไขปล่อยกู้ ส่วนกรณีการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ที่มีการเพิ่มเพดานการค้ำประกันจาก 18 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ธนาคารสามารถเข้าไปสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ SMEs ได้เพิ่มเติม ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยจะคงยังมุ่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับลูกค้าเดิมชั้นดีและลูกค้าที่ผ่านการคัดกรองแล้วตามเกณฑ์

ด้านสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า “เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะให้ความสนใจร่วมโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SMEs วงเงิน 100,000 ล้านบาท หากแต่ว่า การปล่อย Soft Loan จากธนาคารออมสิน เพื่อมาปล่อยต่อ น่าจะเหมาะกับลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมากกว่า เนื่องจากลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีความเปราะบาง และมีความสามารถชำระหนี้อาจด้อยกว่าลูกค้าธนาคารพาณิชย์”

ดังนั้น ที่มาของการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs โดยมีเป้าหมายให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและมากขึ้น จากผลของการออกมาตรการดังกล่าวทุกฝ่ายคาดว่า จะทำให้ SMEs มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินธุรกิจได้ต่อไป และจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ในด้านการจับจ่ายใช้สอย การจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

เราๆ ท่านๆ ต่างทราบดี ช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจ SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด เหตุว่าธุรกิจ SMEs นั้นมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 37.4 ของ GDP รวมทั้งประเทศ นอกจากนี้ จำนวนของธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความอยากเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า Startup/เถ้าแก่น้อยร้อยล้าน/นักรบธุรกิจรุ่นใหม่

เรื่องช่วย SMEs จึงเป็นส่วนที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน

เรื่องที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ มีแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ ใน 3 เรื่องหลักคือ

4.1 ผลักดันตลาดภายในให้เข้มแข็ง ผ่านการสร้างตลาดกลาง ตลาดชุมชน

4.2 เพิ่มการขยายตัวของการค้าชายแดน ซึ่งจะร่วมกับหอการค้าไทยเพิ่มการค้าชายแดนถึง 2 ล้านล้านบาทในปี 2560

4.3 เจาะตลาดและเพิ่มส่งออกในอาเซียน เรื่องการสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร โดยผลักดันเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการที่มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ดึงแรงงานเกษตรคืนถิ่น และท้ายสุดคือ พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว เป็นต้น และสุดท้ายคือ การสร้างสังคมผู้ประกอบการรายใหม่ และผลักดันให้ SMEs ไปอาเซียน

เรื่องที่ 5 การบริหารจัดการในพื้นที่แบบ CEO หอการค้าไทย ซึ่งเป็นองค์กรของกลุ่มเอกชนเสนอให้รัฐบาล

5.1 เร่งมาตรการที่ประกาศมาให้เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านหรือพัฒนาชุมชน

5.2 มาตรการต้องออกมาแบบเป็นรูปธรรมภายใน 2 สัปดาห์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

5.3 ให้รัฐบาลดึงผู้ว่าราชการจังหวัด เข้ามีบทบาทในการผลักดันและจัดอบรมหลักสูตรเชิงการค้าในลักษณะผู้ว่า CEO ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

สำหรับข้อแนะนำของผมต่อท่านที่เป็น SMEs มีดังนี้ครับ

1. สำรวจกระแสเงินสดที่คาดว่าจะเข้ามากับที่มีตารางเวลาว่าจะออกไป เพื่อดูว่าต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มมั้ย

2. ตรวจรายงานเครดิตบูโรตัวเอง ขณะนี้หนี้สินของเราทุกบัญชีมีลักษณะ ปกติ มีการค้างชำระมั้ย มีตรงไหนที่เป็นข้อเสียบ้าง

3. ติดต่อสถาบันการเงินหลักของเราแต่เนิ่นๆ ในการยื่นคำขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน อย่ารอจนขาดเงินแล้วจึงเริ่มทำ

4. เอาใจใส่ในธุรกิจ ลูกค้า ลูกน้องเราให้มาก ใกล้ชิดให้มาก อย่าบ้ายอดขาย หรือปล่อยเครดิตไปมากเกิน

5. อย่าริเอาเงินสดที่มีอยู่ตอนนี้ไปปล่อยกู้เพื่อเอาดอกสูงๆ เพราะจะเจ็บตัวเวลาที่เอาคืนมาไม่ได้

6. เลิกยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน ไม่ต้องไปออกความเห็นโน่น นั่น นี่ อยู่แต่กับสิ่งที่เราต้องทำต้องดูแลเท่านั้น เรื่องคนอื่นไม่ต้องร้อนวิชาไปออกความเห็น

7. ลดการเล่น “ไลน์” วันละชั่วโมง เพื่อเอาเวลามาปรับปรุงตัวเอง คิดเรื่องของตนเอง สงบใจอยู่กับตัวเองและครอบครัวของตัวเองก็พอ

เมื่อดิจิตอลคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

เมื่อดิจิตอลคุกคาม

ถ้าหนีไม่ได้ ให้หันหน้าสู้…

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนเอาไว้ เป็นคาถากระตุ้นหัวใจตัวเองว่า เมื่อใดเผชิญปัญหา แล้วรู้ว่ายังไงก็หนีปัญหาไปไม่ได้ ก็ควรที่จะหันมาเผชิญหน้า ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ แก้ไขกันไป

ผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นความเป็น “ดิจิตอล” แห่งยุคสมัยไปได้ เพราะอย่างไร เราก็ต้องอยู่กับมัน จะอย่างชื่นชม หรืออย่างระทมทุกข์ก็ว่ากันไป ดังนั้น ควรหันหน้ามาสู้กับมัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฟังการบรรยายของผู้ที่อยู่ในแวดวงโฆษณา มาพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอล ที่ส่งผลกระทบกับการโฆษณา ก็ทำให้คิดอะไรเลยเถิดไปหลายอย่าง แต่ก่อนจะไปเล่าถึงเรื่องที่คิดเลยเถิด ขอเก็บตกสิ่งที่น่าสนใจจากการบรรยายมาเล่าสู่กันฟังก่อน

ผมเรียกการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของยุคดิจิตอลว่าเป็น “การคุกคาม” รูปแบบหนึ่ง ใครไม่เห็นด้วยก็คงไม่ว่ากัน เหตุผลเพราะ บ่อยครั้งผมสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปหลายอย่าง

มือถือของผม จ่ายเงินค่าบริการทุกเดือน แต่ส่งโฆษณามาใส่เครื่องผม ทั้งที่ไม่เคยร้องขอ เคยไปต่างประเทศ แล้วพบว่า เปิดมือถือขึ้นมา มีข้อความแจ้งว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน และพรุ่งนี้จะไปไหน ตกลงชีวิตไม่มีความลับอีกแล้วใช่ไหม

ข้อดีของดิจิตอล อาจทำให้ค้นหากันง่าย รู้ความเคลื่อนไหวกันไม่ยาก ซึ่งก็เลวร้ายพอๆ กับรู้ความเคลื่อนไหวไม่ยาก และค้นหากันง่ายนั่นแหละครับ ผมจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “การคุกคาม”

การคุกคามของดิจิตอล ในแวดวงโฆษณา พาเอาวิธีทำธุรกิจโฆษณาแบบเดิมๆ หายสาบสูญไปด้วย แทบต้องโยนทิ้ง เผาตำรากันเกือบหมด เพราะตอนนี้กลายเป็นยุคที่ถูกเรียกว่า “Empower Consumer” ลูกค้ามีอำนาจเหนือกว่า และกลายเป็นศูนย์กลางที่คนค้าขายจะมาใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าใช้มุมมองแบบนักสื่อสาร แต่เดิมการพูดถึง “สื่อ” มักหมายถึงนักสื่อสารมวลชน ที่เป็นผู้ผลิตเนื้อหา ส่งสารไปให้ประชาชนเป็นผู้รับสาร เดี๋ยวนี้ประชาชนผู้ที่เคยรับแต่สาร สามารถลุกขึ้นมาทำตัวเป็นสื่อเสียเอง เพราะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตัวเอง

ดูกรณีเหตุระเบิดที่ราชประสงค์สิครับ สิ้นเสียงระเบิดปุ๊บ ข่าวสารที่ได้เสพ มาจากสื่อที่ไม่ใช่นักสื่อสารมวลชน แต่เป็นคนทั่วไปที่กำลังอยู่ในย่านนั้น ทุกคนทำตัวเป็นสื่อสารมวลชนชั่วคราว ส่งข่าวกันกระหึ่ม ข้อดีคือ เร็ว ข้อเสียคือ จริงบ้างเท็จบ้าง คละเคล้ากันไป

ดังนั้น ถ้าย้อนกลับไปที่วิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งคือวิธีการสื่อสารกับลูกค้า ต้องเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เพราะลูกค้ามีเครื่องมือที่เป็นช่องทางสื่อสารเป็นของตัวเอง ลูกค้าเริ่มมีปากมีเสียง เปลี่ยนมาเป็นคนพูดเสียเอง แทนที่จะเป็นคนฟังอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

การคุกคามอย่างรุนแรงของดิจิตอล มาจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก จนอาจเรียกได้ว่า เผลอหลับตาไม่ได้เลย แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ต้องถูกมองใหม่ โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างน้อย คือ 1) วิธีการเข้าถึงลูกค้า 2) สื่อที่จะใช้ 3) อะไรที่จะบอก

อย่างแรก วิธีการเข้าถึงลูกค้า จะเข้าถึงได้ ต้องเริ่มจากการ “เข้าใจ” ลูกค้าเสียก่อน เข้าใจว่าเขาเป็นใคร เขามีวิถีชีวิตอย่างไร เขาเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากช่องทางไหนบ้าง เขาชอบหรือไม่ชอบทำอะไร ฯลฯ ซึ่งการจะรู้ได้ลึกซึ้งถึงกึ๋นขนาดนี้ คงหนีไม่พ้นการสำรวจ การวิจัย การไถ่ถาม หรือเข้าไปคลุกคลี

อย่างที่สอง สื่อที่จะใช้ สมัยก่อนสื่อที่ทรงอานุภาพร้ายแรงคือ “ทีวี” ซึ่งคนทำโฆษณาตบตีแย่งชิงเวลาหลังข่าวช่วงละคร ที่เรียกว่า Prime time กันชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่เดี๋ยวนี้ เจอทีวีดิจิตอลเข้าไป แค่จะกดดูให้ครบทุกช่องยังเหนื่อย อย่าพูดถึงเรื่องแย่งเลย น่าจะเกี่ยงกันซะมากกว่า

แต่สื่อที่ทรงอานุภาพในมุมมองของคนทำโฆษณา และคนในแวดวงดิจิตอลทั้งหลาย กลับไม่ใช่ทีวีอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ “สมาร์ตโฟน” โทรศัพท์มือถือ ที่อยู่ในมือทุกคนนั่นแหละ

บางคนผูกพันกับมือถือถึงขั้น “ขาดไม่ได้” กลายเป็นที่มาของชื่อเรียกคนพวกนี้ว่า “Nomophobia” โรคขาดมือถือไม่ได้ นั่นแปลว่า ถ้าใครสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านมือถือได้ เท่ากับสื่อสารได้ถึงเนื้อถึงตัวมากกว่า

อย่างที่สาม อะไรที่จะบอก ซึ่งก็คือเนื้อหาใจความของสารที่ส่งถึงลูกค้า ถ้าเป็นแต่ก่อนก็มีลักษณะที่เรียกว่า “โฆษณาชวนเชื่อ” แปลตรงตัวเลย เป็นโฆษณาที่พยายามจะชวนให้เชื่อ เดี๋ยวนี้ลองทำเช่นนั้น นอกจากจะไม่ค่อยเชื่อแล้ว ยังแว้งมาจับผิดอีก ถ้าจับผิดเจอ มีการแฉออกสื่อของตัวเองอีกด้วย

ดังนั้น การโฆษณา จึงต้องทำตัวเนียน โฆษณาแบบไม่โฆษณา สิ่งที่เรียกว่า “Content Marketing” จึงเข้ามามีบทบาท นั่นคือ การใช้เนื้อหาข้อมูลที่น่าสนใจ ไม่โฆษณากันแบบโจ่งครึ่ม มีสาระอะไรให้ลูกค้าบ้าง แบ่งปันกัน แบบนี้จะได้รับการตอบรับมากกว่า

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สื่อดั้งเดิมจะใช้ไม่ได้เลย หรือวิธีการโฆษณาแบบเดิมจะหมดบทบาทลงแบบสิ้นเชิง แต่ต้องมีการผสมผสาน และปรับเปลี่ยนให้ไม่ใช่การชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว ต้องใช้เรื่องราวเชิงอารมณ์มาสื่อมากขึ้น ให้ข้อมูลมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการแบ่งปันมากขึ้น

ในแง่มุมการใช้สื่อมีเสริมเพิ่มเติมอีกหน่อย ในแวดวงโฆษณาเขาเสนอแนวคิดเรื่องการใช้สื่อเอาไว้น่าสนใจคือ การผสมผสานกันระหว่าง 3 รูปแบบ คือ PAID/OWNED/EARNED

Paid คือ สื่อที่ต้องจ่ายเงินซื้อ ซึ่งอาจเป็นสื่อในรูปแบบเดิมบ้าง ผสมกับรูปแบบดิจิตอลบ้าง Owned คือ สื่อที่เราเป็นเจ้าของเอง ของฟรีทั้งหลายในโลกออนไลน์มีให้เลือกเพียบ อย่างน้อยๆ เฟซบุ๊ก ก็นับเป็นสื่อฟรี ที่ลูกค้ายังมีเป็นของตัวเอง เราก็ไม่ควรน้อยหน้า Earned คือ สื่อที่ได้ฟรี จากการที่ลูกค้าช่วยกระจายเนื้อหาข้อมูลที่เราเผยแพร่ให้เอง โดยไม่ต้องขอร้อง ที่ทำให้เพราะรู้สึกว่าข้อมูลนั้นดี อย่างนี้ต้องแชร์

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในยุคดิจิตอลคุกคาม คือ Owned กับ Earned เพราะสื่อที่จะ Owned เป็นของตัวเอง เป็นสื่อดิจิตอลที่มักจะฟรี แต่ต้องทำความเข้าใจว่าแต่ละสื่อนั้น มีคุณลักษณะอย่างไร ควรใช้ประโยชน์ในมุมไหน ขณะที่สื่อแบบ Earned เป็นการได้อานิสงส์จากการเผยแพร่ บอกต่อโดยลูกค้า ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจาก Content Marketing การสร้างเนื้อหาอันน่าติดตาม เสพแล้วรู้สึกว่า “อยากแชร์ให้เพื่อน”

ถ้าเราสามารถสร้างเนื้อหาอันน่าติดตาม ไม่ได้มุ่งแต่การโฆษณา ลูกค้าจะติดตาม ช่วยส่งต่อ แพร่กระจายให้ ข้อมูลของเราเข้าถึงเพื่อนฝูงของเขาได้ แบบที่เราไม่ต้องเหนื่อยแรง

หากจะว่าไป มานั่งคิดดูดีๆ ดิจิตอลที่คุกคาม ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายทุกมุม เพราะยังมีมุมดีๆ ที่สร้างโอกาสให้กับ SMEs สามารถใช้เป็นช่องทางสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ จากแต่ก่อนคงไม่มีปัญญาไปจ้างเขาทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพราะใช้เงินเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ สามารถ Owned หรือ Earned สื่อต่างๆ ได้เอง

ใช้เงินน้อยลง แต่ต้องใช้ความคิดกับเนื้อหา ความสนใจ ใส่ใจกับลูกค้า มากขึ้น

เมื่อสามารถมีสื่อในมือได้ ก็ต้องขยันสร้างเนื้อหา ขยันบอกเล่า ขยันสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย แบบนี้ถือว่าสามารถเปลี่ยนดิจิตอล จาก “คุกคาม” ให้กลายมาเป็น “ครื้นเครง” สร้างความยินดีปรีดาให้ธุรกิจได้

แต่อย่างไรก็อย่าลืมหัวใจสำคัญว่า…ลูกค้ายุคนี้ ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ แต่ต้อง “บอกเล่า” และ “แบ่งปัน”…

ดอกเบี้ยต่ำ “ค้ำประกัน…ฟรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

ดอกเบี้ยต่ำ “ค้ำประกัน…ฟรี”

สวัสดีครับ ผู้ประกอบการ SMEs และ แฟนคลับ “เส้นทางเศรษฐี” ทุกท่านครับ ฉบับนี้ ผมจั่วหัวเรื่อง “ดอกเบี้ยต่ำ ค้ำประกัน…ฟรี” ก็เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับ SMEs ทุกท่านครับ

มาตรการล่าสุดที่ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังฮอตฮิตคือ เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ และ ค้ำประกัน…ฟรี ภายใต้แนวนโยบายของ ท่านดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นแคมเปญที่โดนใจฝุดๆ กันเลยล่ะครับ แต่หลายคนก็ยังมีความสับสนอยู่บ้างครับ ผมจึงขออธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจเพิ่มขึ้นครับ

รัฐบาลมีมาตรการช่วยผู้ประกอบการ SMEs 2 ส่วนคือ 1. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยมีธนาคารออมสินเป็นแกนหลัก ปล่อยวงเงินให้กับธนาคารพาณิชย์ไปดำเนินการปล่อยกู้ให้กับ SMEs โดยมีเงื่อนไข ต้องคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ต่อปี (หมดเขต วันที่ 31 ธันวาคม 2558) และ 2. การค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 (ปรับปรุงใหม่) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 กันยายน 2558 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ ให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอสินเชื่อจากธนาคาร มีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการ SMEs (แบบขั้นบันได) ต่อเนื่อง 4 ปี โดยปีแรก “ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน” (หมดเขต วันที่ 30 มิถุนายน 2559)

จะเห็นว่าทั้ง 2 ส่วนนี้ แยกกันระหว่างการ “เงินกู้ซอฟต์โลน” ซึ่งรัฐบาลให้การช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ยสินเชื่อ กับ “การค้ำประกันสินเชื่อ” ซึ่งช่วยในด้านหลักประกันการกู้เงินของผู้ประกอบการ SMEs

โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติเงินกู้ซอฟต์โลน ในโครงการนี้ ธนาคารเป็นผู้พิจารณา โดย 1. ไม่สามารถนำไปใช้รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนเดิมได้ 2. ธนาคารสามารถพิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้ผู้กู้ที่เป็นเอ็นพีแอลสามารถกู้ได้ด้วยแต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคาร 3. ระยะเวลาการขอใช้บริการสินเชื่อสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2558

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 (ปรับปรุงใหม่) ตามมติ ครม. วันที่ 8 กันยายน 2558 ของ บสย. วงเงินค้ำประกันรวม 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1. บสย. เปิดกว้างสำหรับธนาคารทุกธนาคารที่ร่วมลงนามกับ บสย. และสามารถร่วมได้กับทุกแพ็กเกจสินเชื่อ

2. รัฐบาลสนับสนุน โดยจ่ายค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการ SMEs 4 ปี (แบบขั้นบันได) คือ ปีแรก ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ ส่วนในปีที่ 2-4 ผู้ค้ำประกันจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุน ให้กับผู้ประกอบการ

3. โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี และสิ้นสุดการรับคำขอค้ำประกันในวันที่ 30 มิถุนายน 2559

ดังนั้น หากผู้ประกอบการ SMEs ต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% แต่ขาดหลักประกัน โดยให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อและรัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมให้ในปีแรก สามารถติดต่อธนาคารได้เพื่อสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร โดยการยื่นขอสินเชื่อซอฟต์โลน จะสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2558

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะพ้นกำหนด ผู้ประกอบการ SMEs ก็ยังสามารถเข้าร่วมโครงการสินเชื่อประเภทอื่นๆ ของธนาคารต่างๆ ได้ และยังสามารถขอรับคำขอการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. ได้ ภายใต้เงื่อนไข ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันปีแรก และจ่ายเบาๆ ในปีที่ 2-4 ได้ครับ แต่ต้องยื่นคำขอค้ำประกันสินเชื่อภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 นะครับ

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs ครับ และหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยมีรัฐบาลช่วยด้านดอกเบี้ยสินเชื่อ ซอฟต์โลน 4% และการช่วยเหลือด้านหลักประกัน โดยมี บสย. เป็นเครื่องมือรัฐ ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อ

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการยังได้รับประโยชน์ถึง 2 เด้ง จากโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้กับทุกแพ็กเกจสินเชื่อของธนาคารที่ร่วมลงนาม จากวงเงินค้ำประกันที่รัฐบาลให้มา ถึง 1 แสนล้านบาทครับ

“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07027151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

จากภาพยนตร์ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย…ห้ามพัก…ห้ามรักหมอ” ทำให้คำว่า “ฟรีแลนซ์” กลายเป็นอาชีพที่หลายคนจับตามอง และทำให้ใครหลายๆ คนเริ่มสนใจเข้ามาสร้างอิสระการทำงานและการใช้ชีวิตในรูปแบบนี้

อาชีพฟรีแลนซ์ หากมองในหมู่คนรุ่นใหม่ จะเรียกว่าคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็ว่าได้ จนทำให้ตอนนี้สัดส่วนพนักงานประจำออฟฟิศลดจำนวนลง ซึ่งกล่าวกันว่าปรากฏการณ์ฟรีแลนซ์ส่งผลต่อตลาดแรงงานทั่วโลก โดยพบว่า ปัจจุบัน มีมนุษย์เงินเดือนเหลือไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ หรือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของคนทำงานทั่วโลก

ไม่ต้องขึ้นกับนาย ไม่ต้องตอกบัตร ไม่มีเวลาเข้า-ออกงาน คือสิ่งที่หลายๆ คนปรารถนา จนเลือกที่จะให้เป็น อาชีพในฝัน เพราะเล็งเห็นว่านี้คือ “อิสรภาพ” ในการใช้ชีวิต

ความจริง อาชีพนี้มีแง่งามด้านเดียวเช่นนั้นหรือ

คงไม่ใช่แน่ๆ

“ฟรีแลนซ์” ใครๆ ก็เป็นได้จริงหรือ ME by TMB มีคำแนะนำ และมีคำตอบส่วนหนึ่งมาให้ผู้ที่คิดจะก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้ เพื่อใช้ในการตรวจตราคุณสมบัติ ว่าคุณมีความพร้อมจะเป็น “ฟรีแลนซ์” ได้หรือไม่

o ทำงานตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด

คุณสามารถยอมรับกับการทำงานแบบไม่มีเวลาแน่นอน และไม่มีวันหยุดแน่นอน ได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนตัดสินใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ เพราะลูกค้ามักจะคาดหวังว่า คุณคือฟรีแลนซ์ ฉะนั้น คุณจึงต้องมีเวลาให้เขาได้เต็มที่ จะตามงานวันไหนเวลาใด เขาก็สามารถทำได้

o มีความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองคนเดียว

ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองกับลูกค้า เทคนิคการปฏิเสธงาน รวมถึงการแก้ไขงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีไทม์ไลน์ในการทำงาน สิ่งเหล่านี้จึงต้องมีความชัดเจนต่อการพูดคุยกับลูกค้าเพื่อจะได้ไม่เหนื่อยกายเหนื่อยใจกับอาชีพฟรีแลนซ์เกินไป

o หมั่นหาความรู้และสร้างความคิดสร้างสรรค์

ความรู้ กับความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่หลายๆ อาชีพควรมี โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ ซึ่งปัจจุบันมีคนสนใจหันมาประกอบอาชีพนี้กันมากขึ้น แน่นอนว่าคู่แข่งก็ย่อมมากตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าคุณไม่เด่น ไม่สร้างความต่าง สร้างลูกเล่นในการมัดใจลูกค้า คุณก็อาจจะต้องพ่ายแพ้กับการยืนอยู่บนเส้นทางสายนี้ได้ แต่ทว่าถ้าคุณมีการพัฒนาตัวเอง เติมเต็มความรู้สู่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา คุณก็จะกลายเป็นคนที่ลูกค้าสนใจพร้อมจะร่วมงานกันได้โดยไม่ลังเล

o สภาพคล่องทางการเงิน

บางเดือนคุณอาจงานยุ่งจนหัวฟู แทบไม่ได้นอน ในขณะบางเดือนอาจนอนตบยุงรอ หรือบางครั้งเจอปัญหาลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า ฟรีแลนซ์จึงควรมีวิธีบริหารการเงินที่ดี เพื่อรับมือกับปัญหารายได้ที่ไม่แน่นอน

ข้อควรรู้ เมื่อก้าวสู่ “ฟรีแลนซ์”

o ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่าย

ฟรีแลนซ์ต้องตั้งเงินเดือนให้กับตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่ายไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อรายได้เข้ามาก็ควรจัดสรรทุกรายจ่ายให้ถูกทางและถูกต้อง และรวมไปถึงต้องนำเงินส่วนหนึ่ง “ออม” ก่อนที่จะใช้

o ลด ละ เลิก ก่อหนี้

ไม่ว่าจะเป็นหนี้ระยะสั้น อย่างหนี้บัตรเครดิต หยิบยืมเงินคนใกล้ตัว หรือหนี้ระยะยาว อย่างการซื้อที่อยู่อาศัย รถยนต์ ด้วยเพราะอาชีพฟรีแลนซ์ไม่อาจล่วงรู้รายได้ที่แน่นอน และไม่รู้ว่าจะเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้ใช่ว่าฟรีแลนซ์จะไม่มีโอกาสมีทรัพย์สิน เพียงแต่ถ้าคิดจะมี ต้องเตรียมวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า มีแบบแผนการเงินชัดเจน สร้างวินัยทางการเงิน

o สร้างหลักประกันให้กับตนเอง

เงื่อนไขอีกอย่างที่ฟรีแลนซ์ต้องยอมรับคือ ไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ฉะนั้น วิธีแบ่งเบาภาระในอนาคตคือ การทำประกันชีวิต

o เปลี่ยนชีวิตทุกด้านให้เป็นอิสระด้วยตัวคุณเอง

ถ้าใครยังเชื่อว่าจะรวยได้ต้องหาเงินเก่งเท่านั้น คุณอาจต้องเหนื่อยกับการหาเงินไปตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่ต้องการเหนื่อย คุณต้องรู้จักวิธีออมเงิน โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่ฝันอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน ควรจะมองหาช่องทางที่จะช่วยให้เงินของคุณงอกเงย โดยที่คุณยังมีอิสระในการใช้ชีวิตและมีความสุขกับการใช้จ่ายเงินที่คุณสามารถบริหารทุกขั้นตอนการเงินได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เป็น Self Service Banking ของ ME by TMB เพราะไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าธรรมเนียมโอน ฝาก ถอน สามารถผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์ (Moment) อยากแต่งหน้า อยากทำสวย อยากแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองใช้แล้วดีให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนที่สนิทๆ ไม่มากก็น้อย และสมมติว่าแนะนำแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาคือ “เงิน” ด้วย นอกจากจะมีความสุขในสิ่งที่ทำ ยังคุ้มค่าเหนื่อยอีกต่างหาก ปัจจุบัน มีอาชีพแบบนี้แล้ว เรียกว่า “บิวตี้ ครีเอเตอร์”

เริ่มต้นจากการแบ่งปัน

ผลงานเตะตาเจ้าของสินค้า

ดูเหมือนในอินเตอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะกลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่มักจะเข้ามาหาความรู้ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านคลิปวิดีโอ หรือบล็อกรีวิว ซึ่งถ้าเป็นการแนะนำเกี่ยวกับความสวยความงามอย่างเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ก็จะเรียกว่า บิวตี้ ครีเอเตอร์ หรือ บิวตี้ อินฟลูเอ็นเซอร์ อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น

คุณนันทวรรณ พรชัยจันทร์เพ็ญ หรือ คุณทราย แฟนคลับของเธอจะรู้จักในชื่อของ “Mhunoiii” (หมูน้อย) สาวบิวตี้ ครีเอเตอร์ ฟรีแลนซ์บนโลกโซเชียลที่กลายเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาได้

คุณทราย เล่าที่มาที่ไปของการเข้ามาสู่อาชีพฟรีแลนซ์ด้านความงามว่า ช่วงที่เรียนปริญญาตรีมักจะมีเหตุให้ต้องไหว้วานเพื่อนให้ช่วยแต่งหน้าทุกครั้งเวลาต้องไปงาน ทำให้รู้สึกว่าถ้าต้องอาศัยเพื่อนบ่อยๆ คงไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจเริ่มหัดแต่งหน้าด้วยตัวเอง โดยเรียนรู้และลองผิดลองถูกจากนิตยสาร จากฮาวทูสอนแต่งหน้าในอินเตอร์เน็ต และประกอบกับคณะที่เรียนเป็นด้านศิลปะอยู่แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาทักษะจนสามารถแต่งหน้าตัวเองได้ จนกระทั่งเริ่มมีเทคนิคเป็นของตัวเองจึงเกิดความคิดที่อยากแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับความงามและสุขภาพให้คนอื่นบ้างเหมือนที่ตัวเองได้รับจากสิ่งที่คนอื่นแชร์มา จึงเริ่มต้นเขียนบล็อกเพื่อแชร์เรื่องราวดังกล่าวในอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาติดตาม

คุณทรายเริ่มเขียนบล็อกประมาณปี 2550 โดยใช้ชื่อในโลกโซเชียลว่า Mhunoiii (หมูน้อย) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีช่องทางการติดต่อทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ กลายเป็นที่มาของอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ เธอโด่งดังในโลกออนไลน์ซึ่งมีคนติดตามเธอแต่ละช่องทางราว 70,000 คน

ปัจจุบัน คุณทรายอายุ 29 ปี อาชีพหลักคือ “ฟรีแลนซ์” เขียนบทความรีวิวบนช่องทางของตัวเอง เขียนคอลัมน์ความงามให้หนังสือหรือนิตยสาร เป็นวิทยากรรับเชิญ โดยทุกอย่างที่ทำเกิดจากอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง

“ในช่วงที่เริ่มเขียนบล็อก ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นอาชีพ ทำเพราะชอบในเรื่องความสวย ความงาม เรื่องสุขภาพ และการท่องเที่ยว มีความสุขที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ผ่านไปประมาณ 2-3 ปี แบรนด์สินค้าต่างๆ ได้เห็นงานเขียนของเราก็ได้มีการติดต่อเพื่อส่งผลิตภัณฑ์มาให้ทดลองใช้ และให้เกียรติเชิญไปร่วมงานอีเว้นต์เปิดตัวผลิตภัณฑ์บ่อย ค่อยๆ ก่อให้เกิดรายได้ โดยปัจจุบันมีรายได้ในระดับที่สามารถดูแลตัวเอง และครอบครัวได้”

อาชีพของสาวรักสวย

ซื่อสัตย์ มัดใจแฟนคลับ

จากความต้องการอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง กลายเป็นที่มาของอาชีพได้อย่างน่าสนใจ คุณทราย อธิบายเพิ่มว่า สิ่งที่แชร์ต้องเป็นสิ่งที่ผู้อ่านได้ประโยชน์ แม้จะเป็นการรีวิวสินค้าที่ได้ค่าจ้าง จะไม่เขียนรีวิวที่เกินจริง โดยส่วนตัวงานที่ได้เงินยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องนำเสนอทั้งข้อดี-ข้อด้อยของสินค้านั้นๆ อย่างตรงไปตรงมาและต้องมีเนื้อหาในส่วนที่ผู้อ่านจะได้ประโยชน์มากกว่าการรับรู้ข้อมูลของสินค้าทั่วไป อย่างเช่น เทคนิคการใช้ในแบบของตัวเอง เป็นต้น

ปัจจุบัน มีแบรนด์สินค้าความงามติดต่อมาอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องมีการจัดสรรเวลาการทำงาน ซึ่งบรรดาแฟนคลับที่ติดตามสาวคนนี้มีหลายวัย มีตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น ไปถึงวัยคุณแม่ เพราะนอกจากเรื่องเมกอัพ ยังมีเรื่องของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน มาต่อยอดเป็นไลฟ์สไตล์รอบตัว เช่น อาหารการกิน การดูแลรูปร่าง การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว สัตว์เลี้ยง ครอบครัว รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิตอย่างการบริหารจัดสรรการใช้เงิน ฯลฯ

“การทำอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ สิ่งสำคัญต้องขยัน หมั่นหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อจะได้นำความรู้นั้นมาอัพเดตให้คนที่ติดตามไม่เบื่อ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาความรู้ได้ง่ายและว่องไวผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ที่สำคัญคือ ต้องถ่ายทอดในสไตล์ของตัวเอง ไม่เลียนแบบคนอื่น เพราะทุกวันนี้บิวตี้ ครีเอเตอร์ หน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก แต่จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเป็นตัวของตัวเอง ข้อมูลที่นำมาถ่ายทอด และความจริงใจที่มอบให้คนที่มาติดตาม เพราะเทรนด์การแต่งหน้า การดูแลตัวเองไม่มีอะไรกำหนดตายตัว ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

การจะเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณทราย บอกว่า ต้องใจรัก มีระเบียบวินัยอย่างสูง รู้จักจัดสรรเวลาทำงานด้วยตัวเองให้เป็นระบบ เพราะไม่มีเวลาเข้า-ออกงานตายตัวเหมือนงานประจำ หลายคนอาจมองว่าเป็นงานสบายสามารถเลือกวันหยุดได้ตามชอบ แต่การที่เราเลือกจะหยุดงาน นั่นหมายถึง ช่วงที่เราเลือกจะไม่มีรายได้ แต่ในการเป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้มีสวัสดิการใดๆ มารองรับ จึงเรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลือกหยุดพักไม่ทำงาน

จะว่าไป 4-5 ปีมาแล้วที่คุณทรายมีงานเรื่อยๆ หญิงสาว ระบุว่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ยังคงวางตัวเหมือนเดิม ยังคอยอัพเดตเทรนด์หรือความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจให้คนอ่านตลอด อย่างที่นำมารีวิวต้องลองผ่านการทดสอบกับตัวเองเท่านั้น ถ้าทดลองใช้แล้วชอบก็จะแชร์ให้เพื่อนๆ ได้เห็น เชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่กล้าเข้าไปทดลองผลิตภัณฑ์ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง การแบ่งปันความรู้สึก จึงเป็นประโยชน์ขั้นต้นในการตัดสินใจให้กับคนอ่านได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องซื่อสัตย์กับคนอ่าน รักษามาตรฐานการทำงานเอาไว้

งานอิสระ ยากกว่าที่คิด

เก็บออม เรื่องสำคัญ

คุณทราย เสริมว่า มีคนบางกลุ่มเห็นว่ากระแสบล็อกเกอร์บูม จึงทำบล็อกโดยมีจุดประสงค์อื่นๆ แฝงเข้ามา แต่ในที่สุดคนเหล่านี้ก็จะหายไป เนื่องจากคนเหล่านี้เข้ามาพร้อมความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ผลตอบรับอย่างที่ต้องการก็จะเลิกทำ ฉะนั้น การทำบล็อกหรือเริ่มทำงานใดๆ ก็ตาม ควรเริ่มทำด้วยตัวตนที่แท้จริง ทำด้วยความชอบ โดยไม่คาดหวังผลตอบแทน

“ตั้งแต่ทำงานมาแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักแต่แบรนด์ต่างๆ ก็ติดต่อมาเรื่อยๆ ยังคงนึกถึงเราเสมอ คุณทรายคิดว่าเป็นเพราะทุกครั้งที่ได้ทำงานจะทำอย่างเต็มที่ ทำเกินร้อย ตั้งใจนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ซึ่งแบรนด์ก็จะเห็นถึงความตั้งใจของเราและเกิดการบอกต่อได้เอง ซึ่งความตั้งใจในการรักษามาตรฐานแนวทางในการนำเสนอข้อมูลของเราจะทำให้แบรนด์เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำและอยากติดต่อมาร่วมงานกับเราเอง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการทำงานแบบนี้จะทำให้เราสามารถอยู่ตรงนี้ได้อย่างยั่งยืน”

ถามคุณทรายว่า ทุกวันนี้ดังแล้วหรือยัง เจ้าของบล็อก เผยว่า ทุกวันนี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีชื่อเสียง ยอดคนที่ตามมากดไลก์ มาติดตาม จะไม่มีความหมายเลยหากสิ่งที่เราทำลงไปไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนอ่าน ความสุขของการแชร์สิ่งต่างๆ บนโลกโซเชียลคือการที่มีใครสักคนได้นำสิ่งที่เราแชร์หรือนำเทคนิคของเราไปใช้ได้จริง

เมื่อการเป็นฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีประกันสังคม หรือสวัสดิการเหมือนมนุษย์เงินเดือน ในฐานะที่เป็นฟรีแลนซ์มาทั้งชีวิต ให้คำแนะนำว่า การรู้จักเก็บออมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเมื่อได้รับเงินมาต้องจัดสรรเป็นเงินออมทันทีอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ก็จัดสรรสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต และไม่ลืมที่จะซื้อหลักประกันในอนาคต อย่าง LTF ประกันบำนาญ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น

ดูเหมือนว่า ฟรีแลนซ์ เป็นเทรนด์อาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ บิวตี้ ครีเอเตอร์ แสดงความคิดเห็นว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ไม่ง่าย ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา เพราะคู่แข่งเกิดขึ้นตลอด มั่นใจพอรึยังที่จะเสี่ยงในความไม่มั่นคง ในทางกลับกัน พนักงานเงินเดือนก็ต้องพึงระลึกเสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมั่นคงจริงหรือ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ควรอยู่บนพื้นฐานของความรักในสิ่งที่ทำ เพราะจะทำให้เราสามารถสร้างผลงานออกมาให้เต็มที่ที่สุด โดยส่วนตัวมั่นใจแล้วว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์สำหรับตัวเอง

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030151058&srcday=2015-10-15&search=no

ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

พารนี

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน”

แวดวงงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ตำแหน่งบรรณาธิการ คงเป็นความฝันใฝ่ของหลายๆ ท่าน

ส่วนในกลุ่มคนทำโฆษณา ถ้าพูดถึง “เก้าอี้ผู้กำกับ” อาจไม่มีใครปฏิเสธ…นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ

สร้างผลงาน

ตั้งแต่มหา”ลัย

ช่วงบ่ายของวันทำงานตามปฏิทินของชาวออฟฟิศ

แต่เป็นวันว่างของ เดวิด-วรเดช บีแกนเดอร์ ฟรีแลนซ์หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวีดิช วัย 28 ในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งพกพาบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม มานั่งพูดคุยกันก่อนเวลานัดหมาย

เริ่มต้นบทสนทนา…ด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ตอนเรียนมัธยมฯ ดื้อมาก แทบเรียนไม่จบ จนวันหนึ่งคิดได้ ถ้ายังเป็นคนแบบนี้อยู่ โตขึ้นจะไปทำอะไร ต้องทำงานโรงงานหรือเสิร์ฟอาหาร แค่นั้นเหรอ ขณะที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะเรียนจบปริญญา

ความจริงใบปริญญาใม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตขนาดนั้น แต่คิดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ คงอยากไปงานรับปริญญาของลูก ผมเลยตั้งหลักใหม่”

แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ พอเห็นเพื่อนเคร่งเครียดในการสอบเอ็นทรานซ์ เลยรู้สึกว่าทำไมต้องเครียดขนาดนั้น เขาจึงสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของเอกชนทันทีที่จบ ม.6 โดยไม่ได้ไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์ให้เสียเวลา

ตอนเริ่มต้นใช้ชีวิต “เฟรชชี่” ยังไม่มีอะไรหวือหวา กระทั่งขึ้นปี 2 เริ่มได้จับกล้องถ่ายรูป รู้สึกชอบขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเก็บเงินซื้อกล้องวิดีโอ มาลองเล่น เขียนบท และกำกับเอง โดยเกณฑ์เพื่อนในกลุ่มมาเป็นตัวแสดง สร้างหนังสั้นเรื่อง “กระตุก” ออกมาเป็นซีรีส์ได้ 8 ตอน อัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏมีคนเข้ามาดูนับหมื่น

พอขึ้นปี 3 ได้ทำงานส่งอาจารย์ในวิชาโปรดักชั่น เป็นโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพยี่ห้อหนึ่ง เสร็จแล้วอัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏกระแสตอบรับแรงมาก คนเข้าไปคลิกดูประมาณ 200,000 คน มีรายการโทรทัศน์มาติดต่อขอสัมภาษณ์ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองชอบการคิด ชอบการกำกับ

กระทั่งปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย โชคดีมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในโปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่งซึ่งเจ้าของเป็นเพื่อนกับอาจารย์ในคณะ

และเพราะความเข้าใจที่ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับหนัง คงต้องผ่านงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาก่อน แต่พอได้ไปทำงานจริง เริ่มชักไม่มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานของตัวเขานั้นถูกต้องแล้วหรือเปล่า

“หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับครั้งแรกของผมคือ แบกลำโพง แล้วยังมีกฎเวลาออกกองถ่าย คนเป็นผู้ช่วยผู้กำกับห้ามนั่งเด็ดขาด บางงานออกกองถ่ายติดต่อกัน 7-8 วัน ผมไม่ได้นั่งเลยนะ” เดวิด เล่ายิ้มๆ

งานประจำ

หนักเหนื่อย เงินน้อย

จากนั้น เดวิดก็ได้ทำงานประจำในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 4 เทอมสุดท้าย เพราะตั้งใจไว้ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับ ต้องผ่านงานในตำแหน่งผู้ช่วยไปให้ได้

แม้จะเริ่มต้นจากการแบกลำโพง แต่เขาก็พยายามเริ่มเรียนรู้งานทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหนังโฆษณา ค่อยๆ สะสมความรู้เป็นเวลาปีเศษ กระทั่งตัดสินใจยื่นใบลาออก ด้วยเหตุผลที่ว่า งานหนัก เงินเดือนน้อย…เกินไป

“ไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องเงินมากมายอะไร แต่ถ้าใช้งานหนักขนาดนั้น คิดว่าไม่ใช่แล้ว เพราะต้องทำงานจนไม่มีเวลาให้กับใครเลย แต่คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ดีมั้ย เพราะไม่รู้ว่าลาออกแล้วจะมีงานทำหรือเปล่า” เดวิด บอกความรู้สึก

พอออกจากงานประจำ มาทำฟรีแลนซ์ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือ วิ่งหางานเอง แต่อาศัยสมัยเป็นพนักงานประจำ มีโอกาสติดต่อผู้คนในแวดวงหลายฝ่าย จึงมีคนแนะนำงานให้ทำต่อเนื่อง

“ถ้าเปรียบเทียบ หน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณา ในฐานะฟรีแลนซ์กับงานประจำในออฟฟิศแบบมีสังกัด งานหนักพอกัน ใช้เวลาการทำงานไม่ต่างกัน แต่ค่าตอบแทนคุ้มกว่า” ฟรีแลนซ์หนุ่ม เผย

เป็นฟรีแลนซ์ในหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ปีกว่า เก็บเงินได้ก้อนใหญ่ (เพราะทำงานแทบไม่มีเวลาใช้เงิน) จนสามารถส่งตัวเองไปศึกษาต่อด้านการกำกับที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

“ไปเรียนที่นิวยอร์ก เพราะแค่รู้สึกว่าน่าไป แต่พอไปจริงๆ นี่เหรอนิวยอร์ก ไม่เห็นเหมือนในทีวีเลย และที่ไปเรียนต่อเมืองนอกไม่ได้อยากได้วุฒิอะไร แค่อยากเปิดโลก อยากเรียนรู้วิธีคิดของฝรั่ง ว่าเขาไปทางไหนกัน” เดวิด บอกอย่างนั้น ก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตามแบบของเด็กไทยที่ไม่ได้คอยแต่แบมือขอเงินพ่อ-แม่ สั่งสมประสบการณ์อยู่ปีกว่า รู้สึกว่าได้เปิดโลกทัศน์สมความตั้งใจ จนสามารถสร้างผลงานของตัวเอง ในแบบของ Show Real ได้หลากหลายไอเดีย

ห้องสี่เหลี่ยม

ข้อจำกัดไอเดีย

เพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่ถึง 5 เดือน แต่วันนี้ เดวิดได้เป็นฟรีแลนซ์ นั่งแท่นในตำแหน่งผู้กำกับหนังโฆษณาเรียบร้อยแล้ว แต่เขาออกตัวไว้ว่า…ไม่ได้เก่งกาจกว่าคนอื่น

“ใจจริงอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาอยู่กับโฆษณา และไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น แค่รู้กระบวนการผลิตหนังโฆษณาเป็นอย่างดีแล้วว่าจะต้องทำยังไงบ้าง” เดวิด บอกจริงจัง

ก่อนเล่าให้ฟัง ทำอย่างไรถึงได้งานทำในแบบที่ถนัด ภายในเวลาไม่นาน

“พอกลับมา ผมโทรหาพี่ๆ ที่เคยทำงานด้วย บอกมีงานอะไรให้ทำบอกผมด้วยนะ ผู้ช่วยผู้กำกับก็ยังทำได้นะครับ”

หลังจากทิ้งเบอร์ไว้ให้บรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เคยร่วมงาน ไม่นาน มีโปรดักชั่นเฮ้าส์ชั้นนำของเมืองไทย ติดต่อให้ไปเป็นฟรีแลนซ์ นั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังโฆษณาที่ออนแอร์ทางสื่อออนไลน์

ซึ่งช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รับงานไปแล้วกว่า 4-5 เรื่อง และแว่วว่ายังมีต่อเนื่องเข้ามาอีกเป็นระยะ

“ก่อนจะเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาสักชิ้น ถ้าเป็นเมืองไทย ลูกค้าซึ่งหมายถึงเจ้าของสินค้าหรือเอเยนซี่ จะขอดูผลงานที่ผ่านมาก่อน เมื่อพอใจแล้วถึงจะเปิดโอกาสให้เราได้ทำงาน” เดวิด อธิบายเส้นทาง กว่าจะมาถึงวันนี้

นึกสงสัย ตั้งใจจะทำงานประจำหรือทำเป็นฟรีแลนซ์ เดวิด บอก ก่อนหน้านี้มีบริษัทสองสามแห่งติดต่อมาให้ไปทำประจำเหมือนกัน แต่ยังไม่ตกลงกัน เพราะข้อเสนอของตัวเขาคือ ขอไม่เข้าออฟฟิศ หรือถ้าจะให้เข้า ขอเข้าตอนมีงานจริงๆ

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน” เดวิด เผยความรู้สึก

กระซิบถามถึงค่าตอบแทนในแต่ละจ๊อบ ทราบว่า หลักหลายหมื่น ส่วนจะใช้เวลากี่วันนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับงบฯ ในการสร้างหนังโฆษณาแต่ละตัว

ในฐานะที่เคยผ่านทั้งงานประจำและฟรีแลนซ์มาแล้ว เห็นข้อดี-ข้อเสีย อย่างไรบ้าง เจ้าของเรื่องราวคนเดิม บอก ข้อดีของฟรีแลนซ์คือ มีความอิสระ ส่วนข้อเสียคือ ไม่มีความแน่นอน ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเดือนนี้มีงานแล้วเดือนหน้าจะมีงานมั้ย

เมื่อถามถึงส่วนสวัสดิการพื้นฐาน อย่างการรักษาตัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย เดวิด บอกสั้นๆ ไม่เคยป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เลยยังไม่เคยคิดวางแผนอะไรรองรับ

เพราะถือคติ…วันนี้ก็คือวันนี้ พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้

ชื่อ-นามสกุล : วรเดช บีแกนเดอร์

ชื่อเล่น : เดวิด/ลูกครึ่งไทย-สวีดิช

อายุ : 28 ปี

อาชีพ : ฟรีแลนซ์…ผู้กำกับหนังโฆษณา

การศึกษา : จบหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ภาควิชาการโฆษณา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนไปศึกษาต่อด้านการกำกับ ที่ School Visual Of Arts นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาปีเศษ

ผลงานสร้างชื่อ : เขียนบทและนั่งเก้าอี้ผู้กำกับตั้งแต่สมัยอยู่รั้วมหาวิทยาลัย เคยสร้างหนังโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งเป็นผลงานส่งอาจารย์ ก่อนนำไปอัพโหลดยูทูบ ใช้เวลาไม่นานมีคนเข้าดูถึง 200,000 คน

ความใฝ่ฝัน : ทำงานเก็บเงินจนอายุ 40 ปี แล้วย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ประเทศกรีนแลนด์ หรือไม่ก็อาจเปิดโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็กๆ เป็นของตัวเอง

สาวฟรีแลนซ์ทำแอพ ฟันธง คอนเน็กชั่นสำคัญสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

สาวฟรีแลนซ์ทำแอพ ฟันธง คอนเน็กชั่นสำคัญสุด

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คำว่า “ฟรีแลนซ์” มีให้ได้ยินได้ฟังกันบ่อยขึ้นในบ้านเรา นั่นเพราะเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมที่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดาคนรุ่นใหม่ หันมายึดอาชีพฟรีแลนซ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งค่ายหนังดังนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ จนประสบความสำเร็จ และทำให้อาชีพนี้เป็นที่เข้าใจกันในวงกว้าง

อันที่จริงบ้านเรามีคนทำ “ฟรีแลนซ์” กันมานมนานแล้ว เพียงแต่มีเป็นบางอาชีพเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันกระจายไปยังอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นงานที่เด็กจบใหม่ที่รักอิสระทั้งหลายอยากจะยึดอาชีพนี้ เพราะมองว่าไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร ไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อปฏิบัติใดๆ ของหน่วยงาน ซึ่งก็เป็นการมองที่ถูกต้อง แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าอาชีพ “ฟรีแลนซ์” นั้นไม่ได้สวยหรูอย่างที่มองกันแต่ภายนอก ยังมีอะไรที่คนนอกไม่รู้อีกเยอะ

เริ่มจากงานการตลาดออนไลน์

คุณเนาวรัตน์ ศุภมงคลรัตน์ วัย 30 ต้นๆ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ยึดอาชีพฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการทำแอพพลิเคชั่น จะมาบอกเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การทำฟรีแลนซ์ในหลากหลายแง่มุม โดยตัวเธอเองแต่ละเดือนมีรายได้น้อยสุด-สูงสุดประมาณ 20,000-50,000 บาท

สาวฟรีแลนซ์คนนี้เล่าว่า เรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยความที่บ้านเธอเป็นร้านขายข้าวสาร ช่วยที่บ้านค้าขายมาตั้งแต่เด็กๆ รู้ว่าเหนื่อยมาก ทำให้ไม่ชอบการขายของ ซึ่งต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ วันไหนฝนตกหน่อยคนก็ไม่มาซื้อของกัน ดังนั้น พอเรียนจบจึงไปทำงานบริษัทเป็นเสมียนอยู่ประมาณปีหนึ่ง ผู้ร่วมงานต่างน่ารักมาก แต่ลึกๆ รู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตัวเองชอบ จากนั้นกลับไปช่วยงานที่บ้านต่อ ตอนนี้เลิกทำมาได้ปีกว่าแล้ว

คุณเนาวรัตน์ แจกแจงถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเข้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์ว่า เมื่อ 5 ปีก่อน รู้ว่ามีงานอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “Internet Marketing” เป็นงานที่สามารถทำที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ทำให้ตัวเองที่เคยรู้แค่ว่างานบนโลกนี้มีแค่งานประจำกับธุรกิจค้าขาย รู้สึกทึ่งมาก

วิธีทำการตลาดทางอินเตอร์เน็ตคือ สร้างเว็บไซต์ขึ้นมา และนำไปโปรโมตให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น SEO, Paid Traffic ก่อนหน้านี้ก็เคยทำ E-commerce, Adsense มา รู้สึกชอบงานออนไลน์มากๆ หลังจากที่ทำมาได้สักพัก ได้มารู้จักกับกลุ่มเพื่อน Appxygen ที่มีการคุยถึงวิธีการหารายได้จากแอพพลิเคชั่นว่าทำยังไง อันที่จริงเทรนด์แอพมีมาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้วสมัย iPhone 3 วางจำหน่าย ซึ่งตัวเองมาเริ่มเมื่อ 2 ปีก่อน ถือว่าไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็ไม่ใช่ยุคบุกเบิก

สาวทำแอพรายนี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่เข้าใจว่าแอพคืออะไร ทำอย่างไร จะทำได้ไหม รู้สึกงงมากเลย ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่ค่อยได้ แต่กว่าจะผ่านมาได้ใช้เวลาเกือบปีเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญเพราะมีกลุ่มเพื่อนคอยช่วยเหลือมากกว่าถึงทำให้ทำงานนี้ได้

แอพสร้างชื่อ “เกมแมวอโศกจอมซน”

“ถ้ามีคนถามว่าทำอะไร ก็จะบอกว่าทำแอพขาย ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ดูชื่นชม สายงานนี้ไม่ใช่จะเข้าใจยากอะไรมากมาย ใครๆ ก็ต้องเคยโหลดแอพทั้งนั้น ปัจจุบันอาชีพที่ทำเรียกว่า APPreneur แปลเป็นไทยคือ ผู้ประกอบการธุรกิจแอพมือถือ วิธีการคือทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมา และทำให้คนทั่วโลกมาดาวน์โหลดแอพเรา นั่นแปลว่า ต่อให้เราหลับ ป่วย หรือไปเที่ยว งานเราก็ยังเดินต่อไป ต่างจากงานประจำตรงที่ ถ้าเราป่วยงานเราก็ไม่เดิน เงินเราก็จะไม่ได้ ซึ่งรู้สึกว่ามันโอเคมากๆ เป็นงานที่ตัวเองถูกชะตาและชอบมาก จึงทำจนถึงทุกวันนี้”

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก เธอเรียนจบสาขานิติศาสตร์ แต่ด้วยความที่เรื่องแอพพลิเคชั่นเป็นงานที่เจ้าตัวชอบ ประกอบกับเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ ทำให้เธอมีผลงานเป็นที่รู้จักมากมาย อย่างเช่น แอพเกมแมวอโศกจอมซน และยังทำแอพเกี่ยวกับไดโนเสาร์ด้วย

ในการทำแอพพลิเคชั่นนั้น เธอว่า ทำในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นเจ้าของแอพเอง ที่ผ่านมาจะทำในส่วนที่ตัวเองถนัด เช่น การวิเคราะห์ตลาด ส่วนที่ไม่ถนัด เช่น กราฟิก หรืองาน Coding งานทั่วไป จะจ้างคนอื่นมาช่วยทำ

ช่วงระยะเวลา 5 ปีในการเป็นฟรีแลนซ์นี้ คุณเนาวรัตน์อธิบายข้อดีข้อเสีย ของการเป็นฟรีแลนซ์ให้ฟังว่า ข้อดีคือมีเวลาเป็นของตัวเอง มีอิสระอยากไปไหนก็ได้ไป อยากทำอะไรก็ได้ทำ ถ้าเป็นคนเก่งและมีคอนเน็กชั่นที่ดี รายได้ก็ดีตามไปด้วย ซึ่งโอกาสก้าวหน้าเรื่องรายได้ จะมีมากกว่าคนทำงานประจำ

ส่วนข้อเสียของคนทำฟรีแลนซ์จากประสบการณ์ของตัวเอง คือรายได้ไม่มั่นคง น้อยบ้างเยอะบ้างตามความขยันและคอนเน็กชั่น อีกทั้งงานที่ทำมีอิสระมาก ไม่มีใครมาบังคับ จึงต้องมีความรับผิดชอบต่องานมากเป็นพิเศษ และมีคู่แข่งเป็นคนเก่งๆ อีกมากมาย อย่างการทำแอพพลิเคชั่นให้คนทั่วโลกดาวน์โหลด คู่แข่งก็คือคนทำแอพทั่วโลกเช่นกัน ซึ่งมีจำนวนมาก ดังนั้น ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ไปเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อให้ดูมีคุณค่า นี่คือชีวิตจริงที่ไม่มีในตำรา

“สิ่งที่สำคัญมาก สำหรับอาชีพฟรีแลนซ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดชอบงาน และเรื่องคอนเน็กชั่น ต้องรู้จักคนให้เยอะๆ หน่อย มีปัญหาเขาจะได้ช่วยเราได้ การเป็นฟรีแลนซ์ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นงานออนไลน์นี่เทรนด์มันไปไวมากเลย สิ่งที่เคยทำแล้วเวิร์กวันนี้ อีกไม่กี่วันอาจจะใช้ไม่ได้ เราต้องอย่ายึดติดและปรับตัวให้ทันโลก”

กับคำถามที่ว่า อาชีพฟรีแลนซ์มีความมั่นคงหรือไม่อย่างไร เธอบอกว่า ในโลกใบนี้มีคนเก่งๆ มากมาย โอกาสที่วันหนึ่งจะไม่มีงานเลยก็มี พอไม่มีงาน รายได้ก็ไม่มี มองในแง่นี้ก็รู้สึกไม่ค่อยจะมั่นคง แต่ถ้าตอนที่ยังสามารถหางานทำได้ และรู้จักที่จะเก็บออมไว้ แล้วนำเงินนั้นไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ จะมั่นคงขึ้นได้ สรุปคือต้องจัดการเงินให้เป็น เพราะเงินไม่ได้มีสม่ำเสมอตลอดเวลา

“ถ้าเทียบกับมนุษย์เงินเดือนแล้ว แบบนั้นสบายหน่อยตรงที่รู้อยู่แล้วว่ามีเงินเข้ามาตลอด รู้รายได้ที่แน่นอน ว่าปีหนึ่งมีรายได้เท่าไหร่ คำนวณได้ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง วางแผนการใช้เงินและเวลาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งฟรีแลนซ์ทำไม่ได้ เว้นแต่จะมีคนจองคิวงานทั้งปี ซึ่งมันก็ยาก”

ชี้เหตุเด็กรุ่นใหม่ชอบทำฟรีแลนซ์

อย่างไรก็ตาม แม้งานฟรีแลนซ์ดูแล้วอาจจะไม่มั่นคงนั้น แต่เธอว่า จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ และคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไป เธอก็ยังคงจะเลือกเป็นฟรีแลนซ์แบบนี้

“ทุกวันนี้สังคมไทยเปิดกว้างกับอาชีพฟรีแลนซ์มากกว่าแต่ก่อน แต่อาจจะมีคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยมักมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง สู้รับราชการหรือทำงานประจำไม่ได้ ซึ่งมันก็จริง แต่ถ้าเรารู้ตัวเองว่าทำอะไรอยู่ เราขอแค่คนในครอบครัวเข้าใจเราก็พอแล้ว อย่างตัวเองกว่าจะทำให้ครอบครัวยอมรับได้ก็หลายปี ตอนนี้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าเราทำได้และทำได้ดี”

ส่วนกรณีที่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าเด็กจบมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยมีค่านิยมจะยึดอาชีพฟรีแลนซ์ เธอให้เหตุผลว่า ใครๆ ก็อยากมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามเทรนด์ เนื่องจากเห็นมีการอวดกันในเฟซบุ๊ก ทำให้ดูรู้สึกเท่ดี ชิลๆ แต่เวลานั่งปั่นงานไม่มีใครเห็น นั่งเครียดคนเดียวไม่มีใครพูด ทวงเงินลูกค้าแล้วทวงอีกจนเบื่อ

“อาชีพฟรีแลนซ์ภาพลักษณ์มันสวยหรู เหมือนเป็นนายตัวเองได้ตามใจ จริงๆ แล้วมีอะไรมากกว่านั้น ถ้าน้องๆ เขาชอบทำงานแบบฟรีแลนซ์ก็สนับสนุน คนพวกนี้ยังเด็กอยู่ ต่อให้ล้มก็ลุกได้เร็ว”

อย่างไรก็ตาม คุณเนาวรัตน์ ระบุว่า คนมาทำฟรีแลนซ์ต้องรู้ตัวเองด้วยว่าเป็นคนแบบไหน พร้อมกันนั้นต้องจัดการทำงานให้ได้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้ได้ เพราะทำงานฟรีแลนซ์ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำงานอย่างไรเวลาไหน ถ้าคนไม่มีระเบียบวินัยเลยจะมีปัญหาตรงที่งานต้องส่งตามกำหนด หากไม่ส่งงานผู้ว่าจ้างเสียหาย ฉะนั้น กรณีเป็นคนขี้เกียจและไม่มีระเบียบวินัยจะทำงานฟรีแลนซ์ลำบากแน่นอน

ในฐานะคนที่อยู่ในวงการฟรีแลนซ์ เธอมองว่า ในอนาคตข้างหน้า อาชีพฟรีแลนซ์คงเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มักชอบที่จะเป็นนายตัวเองและรักอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่หลายประเภท 1. ประเภทเด็กจบใหม่แล้วมาทำฟรีแลนซ์เลย อันนี้อาจจะไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ขณะที่บางคนอาจจะทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งจะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยทำมาก่อน เมื่อเจอปัญหาใหม่ๆ อาจจะท้อ ขึ้นอยู่กับมีทักษะพอที่จะผ่านไปได้หรือเปล่า ถ้ารู้ว่าฟรีแลนซ์ไม่เหมาะกับตัวเอง ส่วนมากจะหันกลับไปทำงานประจำ หรือไม่ก็มาเปิดกิจการของตัวเอง

2. ประเภททำงานประจำมาก่อน แล้วค่อยมาทำฟรีแลนซ์ แบบนี้ถือว่ามีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว ประกอบกับอาจจะมีคอนเน็กชั่นในสายงานของตัวเอง จึงทำงานฟรีแลนซ์ได้ดีและรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

คุณเนาวรัตน์ ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการยึดอาชีพฟรีแลนซ์ว่า ต้องเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และต้องมีความรับผิดชอบ รวมทั้งรู้จักจัดการกับรายได้ด้วย ส่วนคนที่สนใจการเป็น APPreneur ลองศึกษาดูก่อน ลองอ่านหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “APP EMPIRE” หนังสือแปลเป็นไทยชื่อ “สร้างเงินล้านอย่างรวดเร็วด้วยธุรกิจ APP” หรือถ้าของคนไทยก็มีกลุ่ม Appxygen ไว้พูดคุยศึกษาเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สนใจอยากใช้บริการของคุณเนาวรัตน์ ติดต่อได้ที่ aey_girl@hotmail.com